Chapter 5308
5306 / 5804
12 min read
Chapter 5308, Why Are You All Here?
Published Apr 11, 2026, 02:51 PM
บทที่ 5308: เหตุใดพวกท่านทุกคนถึงมาอยู่ที่นี่?
---
**ผู้แปล**: ศิลวินทร์ และ จูน
**ผู้ตรวจสอบคำแปล**: ปิ้วปิ้วเลเซอร์กัน
**บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร**: ลีโอแห่งภูผาสิงขร และ เดล ไลเกอร์คีย์
---
แม้จะไร้ผู้ใดคอยชี้แนะหยางไค่ขณะที่เขาบ่มเพาะพลังในรังฟีนิกซ์ แต่แก่นแท้แห่งมรรคาดั้งเดิมกลับเป็นยอดครูที่ดีที่สุด การซึมซับและขัดเกลาแก่นแท้แห่งมรรคาเหล่านี้ ทำให้เขาสามารถสะท้อนภาพตนเอง ประเมินจุดอ่อน และขจัดส่วนที่ด้อยพลางรักษาส่วนที่ดีไว้ได้
ความเชี่ยวชาญในมรรคาแห่งห้วงมิติของเขาก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลายเดือนผ่านไปในพริบตา
หยางไค่ลืมตาขึ้นและทบทวนผลสำเร็จของตน
เขายังไม่บรรลุถึงขั้นทะลวงผ่าน แต่ความเชี่ยวชาญในมรรคาแห่งห้วงมิติของเขาก็ถูกเสริมสร้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และการยกระดับมรรคาที่ยิ่งใหญ่นี้ก็ช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของเขาด้วยเช่นกัน
เพียงแค่ยกมือขึ้น หยางไค่ก็สัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นแห่งความว่างเปล่าที่สั่นไหวอยู่รอบกาย
หยางไค่ยังคงสงบนิ่งดุจธาราในบ่อโบราณ แม้ว่าผลลัพธ์เช่นนี้จะเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่งสำหรับเขา การบ่มเพาะพลังในรังฟีนิกซ์แห่งนี้เพียงไม่กี่เดือน กลับให้ประโยชน์แก่เขามากกว่าการฝึกฝนภายนอกนานหลายปีนัก
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาเศร้าใจคือ แม้ว่าความเข้าใจในมรรคาแห่งห้วงมิติของเขาจะลึกซึ้งขึ้นอย่างมหาศาล แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะทะลวงผ่านไปสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นต่อไปได้เลย
ตามการแบ่งระดับมรรคาที่ยิ่งใหญ่ของเขาเองแล้ว ขั้นสุดท้ายคือ "ขั้นภูมิที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์และสาดประกายเจิดจรัสในปัจจุบัน" ซึ่งเป็นระดับที่มีเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์เท่านั้นที่สามารถบรรลุถึงได้
แม้ว่าเขาจะไม่สามารถทะลวงผ่านระดับนี้ไปได้ แต่เขาก็ได้รับมามากมาย ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกเสียใจ เขาเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งในอนาคต เขาจะสามารถไปถึงระดับปรมาจารย์เช่นนั้นได้อย่างแน่นอน
เมื่อตัดสินใจว่าถึงเวลาอันควรแล้ว เขาก็หยุดการบ่มเพาะพลัง แก่นแท้มรรคาแห่งห้วงมิติที่เคยหนาแน่นในรังฟีนิกซ์แห่งนี้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการขัดเกลาอย่างเข้มข้นเป็นเวลาหลายเดือนของเขา เฉกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในรังฟีนิกซ์ของหวงซื่อเหนียง แต่เขาก็ไม่สามารถบ่มเพาะพลังต่อไปได้ เพราะในอนาคตซูเหยียนจะต้องกลับมาที่นี่เพื่อฝึกฝน ยิ่งเขาดูดซับแก่นแท้มรรคาแห่งห้วงมิติไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเหลือให้ซูเหยียนน้อยลงเท่านั้น
สถานการณ์ในตอนนี้กำลังพอเหมาะพอดี เขาได้ดูดซับแก่นแท้แห่งมรรคาไปในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งจะได้รับการเติมเต็มจากต้นร่มอมตะในอีกหลายปีข้างหน้า ด้วยวิธีนี้ มันจะไม่เป็นอุปสรรคใดๆ ต่อซูเหยียนเมื่อนางมาถึงที่นี่เพื่อบ่มเพาะพลัง
ยิ่งไปกว่านั้น หยางไค่ยังเชื่อว่าเป็นการไร้ประโยชน์ที่เขาจะบ่มเพาะพลังต่อไป เพราะเขาไม่สามารถทะลวงผ่านไปยังระดับปรมาจารย์ขั้นสุดท้ายได้เพียงแค่การดูดซับแก่นแท้มรรคาแห่งห้วงมิติของรังฟีนิกซ์เท่านั้น ในการที่จะก้าวไปสู่ขั้นสูงสุด เขาจำเป็นต้องทำความเข้าใจมรรคาแห่งห้วงมิติอย่างถ่องแท้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ เขายังไม่รู้ว่าสระมังกรจะเปิดเมื่อใด หากเขาพลาดมันไปโดยบังเอิญขณะที่กำลังบ่มเพาะพลังอยู่ที่นี่ เผ่ามังกรย่อมไม่รอเขาอย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงถึงเวลาที่เขาต้องจากไปแล้ว
หลังจากสัมผัสกลิ่นอายที่คุ้นเคยของสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย หยางไค่ก็เปลี่ยนความคิดและกดลงไปบนบางสิ่งในความว่างเปล่า
ประตูมิติของรังฟีนิกซ์เปิดออก และเขาก็ก้าวออกมา
หยางไค่ถึงกับตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า สายตาหลายคู่ที่กระจายอยู่ทั่วต้นร่มอมตะจับจ้องมายังหยางไค่อย่างเย็นชา แฝงเร้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกหลากหลาย ทั้งการพินิจพิเคราะห์ ความสับสน และแม้กระทั่งความเกลียดชัง
ภายใต้การห่อหุ้มของจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์มากมายเช่นนี้ ร่างกายของหยางไค่พลันแข็งทื่อ
[เกิดอันใดขึ้น?]
หยางไค่สับสนงุนงง โดยไม่จำเป็นต้องนับ เขาก็สามารถประเมินได้ว่ามีสายตาอย่างน้อย 30 คู่จับจ้องมาที่เขา ยิ่งไปกว่านั้น จากความเข้มข้นของจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ยังมีสมาชิกเผ่าฟีนิกซ์หลายตนที่เทียบเท่ากับปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปดปรากฏตัวอยู่ด้วย
เขารู้ได้ทันทีว่าเผ่าฟีนิกซ์ทั้งเผ่าได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว
คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจมีโอกาสได้เห็นฟีนิกซ์สายเลือดบริสุทธิ์แม้เพียงตนเดียวตลอดทั้งชีวิต ทว่าหยางไค่กลับไม่รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีพวกมันอยู่เบื้องหน้าเขาหลายสิบตนก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพราะแววตาที่ไม่เป็นมิตรของพวกมัน ซึ่งดูราวกับต้องการจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ
[ข้าถูกเผ่าฟีนิกซ์ปิดล้อมเช่นนั้นรึ? เหตุใดกัน? ไม่มีความจำเป็นถึงเพียงนี้เลยนี่นา ทั้งหมดที่ข้าทำก็แค่ใช้ประโยชน์จากรังฟีนิกซ์ของซูเหยียน เผ่าฟีนิกซ์คงไม่ใจแคบถึงเพียงนั้นกระมัง?]
"เหตุใดพวกท่านถึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่?" หยางไค่เอ่ยถามเสียงแห้งพลางเค้นรอยยิ้มออกมา
ไร้ซึ่งการตอบสนอง
หยางไค่เริ่มโคจรพลังแห่งหลักแห่งห้วงมิติอย่างลับๆ เตรียมพร้อมที่จะหลบหนีได้ทุกเมื่อ แม้ว่าสมาชิกเผ่าฟีนิกซ์จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในมรรคาแห่งห้วงมิติเช่นกัน และเขาอาจจะไม่เร็วไปกว่าพวกมันหากพยายามหลบหนี แต่นี่คือความหวังเดียวของเขา
นั่นคือหนทางสุดท้ายของเขา เนื่องจากเขาไม่ต้องการสร้างปัญหามากจนเกินไป
ขณะที่เขาสบตากับหวงซื่อเหนียง เพื่อตั้งใจจะส่งสายตาถามถึงสถานการณ์ นางกลับแสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็นอย่างเปิดเผย
มันทำให้หยางไค่สบถในใจ [สตรีนางนี้ช่างร้ายกาจนัก! หากไม่ใช่เพราะคำเชิญของนาง ข้าจะมาที่ต้นร่มอมตะนี้ได้อย่างไร? แต่เมื่อสถานการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ นางกลับแสร้งทำเป็นไม่รู้จักข้า!]
หยางไค่ตั้งสมมติฐานหลายอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นเพราะการที่เขาซึ่งเป็นมนุษย์ได้เข้าไปในรังฟีนิกซ์ แต่นี่มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ?
เขาอดไม่ได้ที่จะปวดหัว ตั้งแต่สมัยโบราณ เผ่ามังกรและเผ่าฟีนิกซ์ได้ปกป้องด่านไร้หวน แม้ว่าจะมีเทพวิญญาณอื่น ๆ อยู่ด้วย แต่สองเผ่านี้ยังคงเป็นเผ่าที่สำคัญที่สุด
เผ่ามังกรก็ไม่พอใจเขาอยู่แล้ว หากเขาสร้างความขุ่นเคืองให้เผ่าฟีนิกซ์อีก เขาอาจไม่มีทางรอดออกไปได้
[จะทำอย่างไรดี?]
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด สตรีผู้สูงศักดิ์นางหนึ่งก็เอ่ยถามขึ้นทันใด "เจ้าครอบครองแหล่งกำเนิดแห่งเผ่าฟีนิกซ์หรือไม่?"
แม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกถึงแรงกดดันหรือการข่มขู่ใดๆ จากสตรีนางนี้ขณะที่เขาหันไปเผชิญหน้ากับนาง แต่หยางไค่กลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากแววตาอันล้ำลึกของนาง ราวกับว่าจิตวิญญาณของเขาจะถูกดึงออกจากร่าง
ภายใต้สายตาเช่นนี้ คำโกหกหรือการหลอกลวงใดๆ จะถูกมองทะลุปรุโปร่งและเป็นการไม่เคารพอย่างยิ่ง
หัวใจของหยางไค่สั่นสะท้านเล็กน้อย เขารู้ว่าสตรีนางนี้ไม่ใช่คนที่เขาควรจะยั่วยุ นางไม่ได้ตั้งใจจะบีบคั้นเขา แต่ความแข็งแกร่งของนางนั้นยิ่งใหญ่เสียจนเพียงแค่สายตาและคำถามธรรมดาก็เพียงพอที่จะทำให้รู้สึกอึดอัดได้
เขาเคยสัมผัสความรู้สึกคล้ายกันนี้จากบุคคลอื่นอีกสองสามคนมาก่อน และทั้งหมดล้วนเป็นบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่
"เรียนท่านอาวุโส ท่านคือ..." เขาเอ่ยถาม แม้ว่าในใจจะคาดเดาได้แล้วก็ตาม
จากนั้น หวงซื่อเหนียงซึ่งในที่สุดก็แสดงความเที่ยงธรรมออกมาบ้าง ก็อธิบายขึ้น เพราะนางตระหนักดีว่าหยางไค่ไม่คุ้นเคยกับเผ่าฟีนิกซ์ดีนัก "นี่คือประมุขเผ่าฟีนิกซ์องค์ปัจจุบันของข้า"
ประมุขเผ่าฟีนิกซ์เป็นเพียงตำแหน่ง เช่นเดียวกับประมุขเผ่ามังกร
หยางไค่รีบค้อมกายคารวะอย่างรวดเร็ว "ที่แท้ก็คือท่านประมุขเผ่า ข้าพเจ้าขออภัยในความเสียมารยาท"
ประมุขเผ่าฟีนิกซ์พยักหน้าเบาๆ และขมวดคิ้วขณะที่นางกล่าว "แม้ว่าเจ้าจะมีกลิ่นอายของเผ่าเรา แต่ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้ครอบครองแหล่งกำเนิดแห่งฟีนิกซ์"
หยางไค่ตอบตามความจริง "เรียนท่านประมุข ผู้น้อยผู้นี้ไม่มีแหล่งกำเนิดแห่งฟีนิกซ์พ่ะย่ะค่ะ"
"เช่นนั้น เจ้าเคยสัมผัสกับสมาชิกเผ่าฟีนิกซ์มาก่อนหน้านี้หรือไม่?" นางถามอีกครั้ง
"เคยขอรับ" หยางไค่แอบพูดไม่ออก เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่เขาสัมผัสกับสมาชิกเผ่าฟีนิกซ์ แล้วฟีนิกซ์เหล่านี้สัมผัสได้ได้อย่างไรกัน? จมูกของสมาชิกเผ่าฟีนิกซ์ไวขนาดนั้นเลยหรือ หรือว่าพวกเขามีวิธีการอื่นในการบอก?
หยางไค่ไม่รู้เลยว่าที่หวงซื่อเหนียงเชิญเขามาสนทนาที่รังฟีนิกซ์ก็เพราะนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของฟีนิกซ์ในตัวเขา มิฉะนั้นแล้ว ด้วยนิสัยที่หยิ่งทะนงของพวกเขา จะมีสมาชิกเผ่าฟีนิกซ์ตนใดอนุญาตให้คนแปลกหน้าเข้ามาในรังฟีนิกซ์ของตนกัน?
แม้แต่สมาชิกเผ่ามังกรที่อาศัยอยู่กับพวกเขาในด่านไร้หวนก็ยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
"บุคคลที่เจ้าเคยสัมผัสด้วยนั้น ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?" ประมุขเผ่าฟีนิกซ์ถามอีกครั้ง
หยางไค่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "นางสบายดี และตอนนี้น่าจะกำลังบ่มเพาะพลังอยู่ในดินแดนบรรพชนแห่งจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์"
"ดินแดนบรรพชน..." นางพึมพำเบาๆ พร้อมกับร่องรอยของความหลังปรากฏบนใบหน้า ดินแดนบรรพชนเป็นสิ่งที่ทั้งเผ่ามังกรและเผ่าฟีนิกซ์ไม่ได้เอ่ยถึงมานานแล้ว นับตั้งแต่ที่พวกเขารับหน้าที่ดูแลด่านไร้หวน พวกเขาก็ไม่เคยไปเยือนดินแดนบรรพชนอีกเลย
ดูเหมือนว่าจะเป็นชะตากรรมบางอย่างที่สมาชิกเผ่าฟีนิกซ์ได้เข้าไปบ่มเพาะพลังในดินแดนบรรพชน
ในด่านไร้หวน เผ่ามังกรและเผ่าฟีนิกซ์พอจะทราบความลับบางอย่างของดินแดนบรรพชนอยู่บ้าง
"นางเป็นมนุษย์หรือไม่?" ประมุขเผ่าฟีนิกซ์ยังคงซักถามต่อไป แหล่งกำเนิดแห่งฟีนิกซ์ส่วนใหญ่ที่หลงเหลืออยู่ภายนอกมักถูกค้นพบและขัดเกลาโดยมนุษย์ หากสามารถหลอมรวมกับแหล่งกำเนิดได้ สายเลือดของพวกเขาก็จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้น หากพวกเขาแข็งแกร่งพอและมีโอกาสเพียงพอ พวกเขาก็จะสามารถมาถึงด่านไร้หวนและบ่มเพาะพลังในรังฟีนิกซ์บนต้นร่มอมตะได้ ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถสลัดร่างเดิมและถือกำเนิดใหม่เป็นฟีนิกซ์สายเลือดบริสุทธิ์ได้
แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ได้ใช้ได้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น สิ่งมีชีวิตอื่นใดที่มีสายเลือดฟีนิกซ์บริสุทธิ์เพียงพอก็สามารถขัดเกลาและหลอมรวมกับแหล่งกำเนิดแห่งฟีนิกซ์ได้อย่างง่ายดาย
"ถูกต้องขอรับ"
"เจ้าสนิทสนมกับนางหรือไม่?" หากไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ กลิ่นอายของคนผู้นั้นคงไม่ติดอยู่กับเขา
"เอ่อ... นางคือภรรยาของข้าพเจ้า" หยางไค่เกาแก้มอย่างขวยเขิน
"ภรรยา..." ประมุขเผ่าฟีนิกซ์ชะงักไปครู่หนึ่ง แม้ว่าโครงสร้างของเผ่าฟีนิกซ์จะแตกต่างจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่นางก็พอจะเข้าใจความหมายของคำว่า "ภรรยา" ได้
สตรีที่มีแหล่งกำเนิดแห่งฟีนิกซ์กลายเป็นภรรยาของบุรุษที่มีแหล่งกำเนิดแห่งมังกร
เหตุการณ์เช่นนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ ทั้งเผ่าฟีนิกซ์และเผ่ามังกรต่างก็หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนเท่าๆ กัน ยิ่งไปกว่านั้น แหล่งกำเนิดของทั้งสองเผ่านี้ที่หลงเหลืออยู่ภายนอกก็มีไม่มากนัก
"พวกเจ้าทั้งสอง...ได้ร่วมสัมพันธ์กันแล้วหรือไม่?" ประมุขเผ่าฟีนิกซ์ถามอีกครั้ง
ใบหน้าของหยางไค่แดงก่ำ [สตรีนางนี้... คำพูดเช่นนั้นออกจากปากนางได้อย่างไร? ข้าควรจะตอบอย่างไรดี? ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำเช่นนั้นในฐานะคู่ชีวิตมันไม่ปกติหรอกหรือ? เหตุใดนางต้องถามทุกเรื่องด้วย?]
"...ขอรับ" เขาพึมพำตอบ
คราวนี้ สมาชิกเผ่าฟีนิกซ์หลายตนไม่สามารถควบคุมความโกรธของตนได้ โดยเฉพาะพวกที่เคยจ้องมองหยางไค่อย่างเอาเรื่องก่อนหน้านี้ บัดนี้ยิ่งทวีความเกรี้ยวกราดมากขึ้นพร้อมกับเจตนาฆ่าฟันที่ลุกโชนในดวงตา หากไม่ใช่เพราะประมุขเผ่าอยู่ที่นั่น พวกมันอาจจะกระโจนออกมาสังหารเจ้าเด็กเหลือขอนี่ที่ทำให้ความบริสุทธิ์ของเผ่าฟีนิกซ์ต้องมัวหมองไปแล้ว
ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าบัดนี้นางเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ประมุขเผ่าฟีนิกซ์จึงกล่าวว่า "ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าสามารถเปิดรังฟีนิกซ์ของนางได้"
เนื่องจากพวกเขาทั้งสองได้ผูกสัมพันธ์กันแล้ว กลิ่นอายของพวกเขาก็ย่อมผสมผสานกันเป็นธรรมดา ด้วยเหตุนี้ กลิ่นอายจากแหล่งกำเนิดแห่งฟีนิกซ์ของสตรีผู้นั้นจึงติดอยู่บนร่างกายของหยางไค่ ซึ่งเพียงพอที่จะได้รับการยอมรับจากรังฟีนิกซ์ ทำให้เขาสามารถเข้าไปได้
แน่นอนว่าหากเวลาผ่านไปนานพอและกลิ่นอายจางลงหรือสลายไป รังฟีนิกซ์ก็จะไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่ากลิ่นอายของสมาชิกเผ่าฟีนิกซ์ที่ติดอยู่บนตัวหยางไค่นั้นมีมากพอที่จะได้รับการยอมรับจากรังฟีนิกซ์
หลังจากได้ฟังคำพูดของประมุขเผ่าฟีนิกซ์ หยางไค่ก็เข้าใจในทันใดเช่นกัน "ท่านอาวุโส ท่านหมายความว่าเหตุผลที่ข้าสามารถเข้ารังฟีนิกซ์ได้นั้นเป็นเพราะกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ของภรรยาข้าหรือขอรับ?"
นางพยักหน้าเบาๆ "ไม่มีคำอธิบายอื่นใดนอกจากนี้"
หยางไค่พยักหน้าเห็นด้วย
อันที่จริง เขาได้คาดเดาไว้แล้วเมื่อตอนที่เขาเข้าไปในรังฟีนิกซ์ แต่เขาไม่ได้กังวลกับมันมากนักเพราะเขามีความสุขเกินไปในตอนนั้น คำพูดของสตรีนางนี้เพียงช่วยยืนยันข้อสงสัยเบื้องต้นของเขาเท่านั้น
มิฉะนั้นแล้ว มันก็ไม่สมเหตุสมผลเลยที่เขาสามารถเข้ารังฟีนิกซ์ของซูเหยียนได้ แต่ไม่สามารถเข้ารังของหลิวหยานหรือจิ่วเฟิ่งได้ หากไม่นับรังของจิ่วเฟิ่งที่หยางไค่ไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์ด้วย เขาก็อยู่กับหลิวหยานบ่อยครั้ง สิ่งเดียวที่เขาขาดไปกับนางคือการแลกเปลี่ยนกลิ่นอาย
ในกรณีนั้น ต้องขอบคุณซูเหยียนที่ทำให้เขาสามารถเข้ารังฟีนิกซ์ได้
"ดินแดนบรรพชน..." ประมุขเผ่าฟีนิกซ์พึมพำเบาๆ อีกครั้ง นางคงไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้หากไม่รู้ว่าสมาชิกเผ่าฟีนิกซ์คนอื่นๆ อยู่ที่ไหน แต่ตอนนี้เมื่อนางรู้ว่ามีคนหนึ่งกำลังบ่มเพาะพลังอยู่ในดินแดนบรรพชน นางก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องหาทางนำนางกลับบ้าน
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.