Chapter 38
39 / 552
15 min read
Chapter 38
Published Apr 7, 2026, 01:33 PM
ตอนที่ 9 – ปลาพระอาทิตย์ผู้หยั่งรู้ (3)
[กลุ่มดาว 'ผู้วางแผนลับ' กำลังสงสัยในแผนลวงของคุณ]
[กลุ่มดาวร่วมกันสนับสนุนคุณเป็นจำนวน 200 คอยน์]
ผลแพ้ชนะของเกมเป่ายิ้งฉุบถูกตัดสินในชั่วอึดใจ ใบหน้าของอี กิลยองแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น ในขณะที่จอง ฮีวอนเผยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ ผิดกับอี จีฮเยที่ทิ้งตัวลงกับพื้นด้วยสีหน้าปลาตายราวกับโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า
“...นี่มันไร้สาระสิ้นดี!”
น่าเสียดายที่ผมไม่อาจล่วงรู้ความคิดของอี กิลยองได้ แอมพูลสองหลอดจึงตกเป็นของเขาตามกติกา
“พี่ครับ ไม่ต้องให้ผมก็ได้...”
“รับไปเถอะ”
เขาดูน่าเอ็นดูไม่น้อย ผมจึงเอื้อมมือไปลูบหัวอี กิลยองด้วยความเอ็นดู
นอกจากนี้ จอง ฮีวอนยังคว้าแอมพูลเสริมแกร่งพละกำลังไปอีกสองหลอด เธอรับมันไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ขอบคุณค่ะ กำลังลำบากเรื่องแรงกายอยู่พอดีเลย”
มีเพียงอี จีฮเยคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปเลย
“พี่ชนะหนูได้ยังไงตั้ง 18 ใน 20 ครั้งเนี่ย? พี่โกงใช่ไหม!”
“ฉันแค่ดวงดีเรื่องเป่ายิ้งฉุบมาแต่ไหนแต่ไรแล้วน่ะ”
“จะเอาอย่างนี้จริงเหรอ? ขอหนูสักหลอดเถอะน่า...”
“เธอก็มี ยู จุงฮยอก อยู่แล้วนี่”
ผมเมินเฉยต่อเสียงโอดครวญของอี จีฮเยแล้วจัดแจงเก็บแอมพูลที่เหลือ จอง ฮีวอนตบไหล่ปลอบโยนเด็กสาวที่กำลังทำหน้าบึ้งตึงพลางปรายตาไปมองดาบที่ทอประกายวาววับของอี จีฮเย
“น้องสาว โลกเรามันต้องมีความยุติธรรมบ้างนะ”
* * *
ตับ ตับ ตับ ตับ! เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์แผดคำรามกึกก้อง อี กิลยองทอดสายตามองไปยังเกาะไดโนเสาร์ที่เริ่มห่างไกลออกไปพลางเอ่ยถาม “พี่ครับ ผมพามันไปชั้นต่อไปด้วยไม่ได้จริงๆ เหรอ?”
ตั๊กแตนตำข้าวยักษ์กำลังหมอบอยู่บนตักของเด็กน้อยพลางส่งเสียงสื่อสารสลับกับเอาหนวดถูไถที่คางของเขาอย่างออดอ้อน
“เสียดายนะ แต่มันไปกับเราไม่ได้หรอก”
อี กิลยองโอบกอดตั๊กแตนตัวนั้นไว้ด้วยความอาลัยอาวรณ์
“...ดูแลตัวเองด้วยนะ ไททาโน่”
กวิ๊ก!
ดูท่าเขาจะตั้งชื่อให้มันเรียบร้อยแล้ว กฎเหล็กของดันเจี้ยนโรงภาพยนตร์คือมอนสเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาในภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะไม่สามารถข้ามไปยังชั้นอื่นได้
อย่างไรก็ตาม ไอเทมกลับสามารถนำติดตัวไปได้ ตัวอย่างเช่น แอมพูลเพิ่มค่าสถานะ และไอเทมที่ผมถืออยู่ในมือตอนนี้
[แอมพูล DNA ทีเร็กซ์ผู้ทรราช]
แอมพูลสีทองอร่ามหลอดนี้คือเหตุผลสำคัญที่สุดที่ผมเลือกเข้าสู่ภาพยนตร์เรื่องนี้ มันคือไอเทมระดับสุดยอดที่ช่วยเพิ่มค่าสถานะทุกอย่างขึ้น 10 หน่วยเป็นเวลา 30 นาทีหลังใช้งาน แม้จะมีข้อเสียคือใช้ได้เฉพาะในดันเจี้ยนโรงภาพยนตร์เท่านั้น แต่มันคืออาวุธลับที่ขาดไม่ได้หากต้องการทลายด่านสุดท้ายของที่นี่ให้สำเร็จ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หาก ยู จุงฮยอก กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอย่างที่ผมคาดไว้
ตั๊กแตนที่อี กิลยองปล่อยตัวไปบินขึ้นสู่เวหา ในขณะที่ท้องฟ้าอันมืดมิดเบื้องบนเริ่มสั่นสะท้านและพังทลายลง
[บรรลุเงื่อนไข 'เอนดิงเครดิต' ครั้งที่หนึ่ง]
[นักแสดง: คิม ดกจา, จอง ฮีวอน, อี จีฮเย, อี กิลยอง]
[คุณได้รับรางวัลตอบแทน 500 คอยน์]
ความรู้สึกวิงเวียนเข้าจู่โจมชั่วขณะ ก่อนที่พวกเราจะกลับมาปรากฏตัวที่ชั้นกราวด์อีกครั้ง เมื่อหันกลับไปมอง โปสเตอร์ภาพยนตร์ที่แปะอยู่บนกำแพงก็ฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ นั่นคือหลักฐานยืนยันว่าพวกเราพิชิตมันได้สำเร็จ อี จีฮเยเริ่มบ่นอุบอิบ
“เราต้องผ่านชั้นแบบนี้ไปอีกกี่ชั้นกันคะ?”
“ยู จุงฮยอก คงเคลียร์ไปเกือบหมดแล้วล่ะ มันจะเร็วกว่าที่เธอคิดเยอะ”
พวกเรามุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นสองผ่านทางบันไดเลื่อน ทันทีที่ก้าวพ้นชั้นสอง พื้นที่รอบกายก็เริ่มคับแคบลงตามสไตล์โรงภาพยนตร์เต็มรูปแบบ จอง ฮีวอนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยเหรอคะ?”
ไม่ว่าเราจะรอนานแค่ไหน สภาพแวดล้อมในชั้นสองก็ยังคงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งกล้องถ่ายทำหรือสัญญาณว่าภาพยนตร์จะเริ่มฉาย เมื่อพิจารณาดูดีๆ ผมก็พบว่าโปสเตอร์ทุกใบในชั้นนี้ล้วนฉีกขาดไปหมดแล้ว อี จีฮเยเองก็เริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง
“หมายความว่าเราจะเข้าได้เฉพาะเรื่องที่โปสเตอร์ยังสมบูรณ์อยู่ใช่ไหม?”
ผมไล่สายตามองโปสเตอร์ที่ขาดรุ่งริ่งเหล่านั้นทีละใบ
แปซิฟิก ริม (Pacific Rim) ผลงานของ กีเยร์โม เดล โตโร... หนังหุ่นยนต์ยักษ์สู้กันงั้นเหรอ? น่าเสียดายชะมัด ถ้ามันยังใช้ได้ ผมคงได้ 'ถุงมือเหล็กกล้า' มาเป็นรางวัลแล้ว
อินเซปชัน (Inception) โดย คริสโตเฟอร์ โนแลน... เรื่องนี้ขาดไปก็ดีเหมือนกันแฮะ
“ว้าว หนูอยากดูเรื่องนี้จัง”
ผมมองตามสายตาของอี จีฮเยไปที่โปสเตอร์ใบหนึ่ง
“ชอบแนวซูเปอร์ฮีโร่เหรอ?”
“ค่ะ”
“โชคดีแล้วล่ะ เพราะถ้าได้เข้าไปจริงๆ เธออาจจะเกลียดมันไปเลยก็ได้”
“...งั้นเหรอคะ”
บนโปสเตอร์ที่ขาดวิ่นนั้น อสูรกายตัวสีเขียวกำลังแผดคำรามใส่พวกเราอย่างดุร้าย
พวกเราเดินตรงขึ้นไปยังชั้นที่สามทันที
“ที่นี่ก็เหมือนกันเลย”
โปสเตอร์ทุกใบในชั้นสามถูกฉีกทิ้งจนหมดสิ้น ยู จุงฮยอกกวาดล้างพื้นที่นี้จนเรียบพนาสูญ ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะชั้นนี้เต็มไปด้วยภาพยนตร์ที่อันตรายถึงชีวิต
ไฟนอล เดสติเนชัน (Final Destination) โดย เจมส์ วาน... เจ้าหมอยู จุงฮยอกนั่นผ่านเรื่องนี้มาได้ยังไงกัน? นี่มันหนังล้างเผ่าพันธุ์ชัดๆ
“เราขึ้นมาเร็วกว่าที่คิดนะคะเนี่ย?”
ตรงข้ามกับน้ำเสียงสดใสของจอง ฮีวอน ผมกลับรู้สึกเครียดเขม็งทุกครั้งที่ก้าวขึ้นสู่ชั้นถัดไป การจะผ่านดันเจี้ยนโรงภาพยนตร์ได้นั้นต้องอาศัยดวงอยู่บ้าง เพราะโปสเตอร์บางใบในแต่ละชั้นไม่ได้ถูกระบุไว้ใน 'หนทางเอาชีวิตรอด' และยู จุงฮยอกก็คงไม่ได้เคลียร์หนังทุกเรื่อง
ทันทีที่ย่างกรายเข้าสู่ชั้นที่สี่ ข้อความระบบก็ดังขึ้น
[คุณได้เข้าสู่ชั้นที่สี่]
แสงสปอตไลต์สาดส่องลงมาทัณฑ์ทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้สำรวจโปสเตอร์ จอง ฮีวอนรีบพนมมืออธิษฐานตัวสั่น
“สาธุ... ขออย่าให้เป็นหนังผีเลยเถอะ...”
ผมเหลือบมองเธอ จอง ฮีวอนจึงรีบแก้ตัวพัลวัน
“ก็ผีมันใช้ดาบฟันไม่ตายนี่นา!”
...เหตุผลฟังดูสมกับเป็นเธอจริงๆ
[การฉายภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้น!]
บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเราลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลิ่นอายทะเลก็พัดโชยเข้ากระทบใบหน้า พวกเรากำลังยืนอยู่บนหัวเรือลำยักษ์
“นี่มัน...?”
รสเค็มของเกลือแผ่ซ่านในลำคอ เส้นขอบฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาคลี่ตัวอยู่เบื้องหน้า ผมเผลอไผลไปกับความงดงามของท้องทะเลที่ไม่ได้เห็นมานานหลายปี เนื่องด้วยภาระหน้าที่การงานที่รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน
“นี่มันหนังเรื่องอะไรกันคะ?”
จอง ฮีวอนที่ยืนอยู่ข้างกายผม บัดนี้สวมชุดเดรสยาวกรอมเท้าดูสง่างาม
เสียงไวโอลินแว่วดังมาจากภายในเรือสำราญ เคล้าไปกับเสียงหัวเราะเริงร่าของผู้คน บรรยากาศช่างโรแมนติกเกินบรรยาย ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์รักคลาสสิก...
อา ผมรู้แล้วว่านี่คือเรื่องอะไร
ทันใดนั้น เสียงของอี จีฮเยก็ดังขัดจังหวะขึ้น “อุ๊ย... อยู่ดีๆ ก็เร่งเครื่อง...”
ผมหันไปมองและพบว่าอี จีฮเยกำลังก้มหน้าก้มตาอาเจียนอย่างหนัก โดยมีจอง ฮีวอนรีบเข้าไปช่วยลูบหลังให้ หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เด็กสาวก็เค้นเสียงออกมา
“แหวะ... หนูเมาเรือค่ะ”
“ไม่เป็นไรนะ ออกมาให้หมดเลย”
...ผมสงสัยมาพักใหญ่แล้ว ทำไม 'ดยุคแห่งความภักดีและสงคราม' ถึงเลือกอี จีฮเยเป็นอัครสาวกกันนะ? ไม่สิ ผมเคยอ่านนิยายมาก็จริง แต่บางเรื่องไม่รู้จะดีกว่า
“แต่พี่คะ... นี่มันคือหนังเรื่องนั้นใช่ไหม? เรือที่กำลังจะจมน่ะ”
“น่าจะใช่นะ”
“งั้น... พี่ฮีวอนก็คือ 'เคท วินสเล็ต' งั้นเหรอ?”
อี จีฮเยมองชุดเดรสของจอง ฮีวอนด้วยสายตาอิจฉาเล็กๆ ก่อนจะหันมามองผม
“งั้นคุณลุงก็เป็น... ดิคาปริโอ? อุแหวะ!”
ผมรู้สึกหงุดหงิดพิกลที่เห็นเธอทำท่าจะอาเจียนออกมาอีกรอบหลังจากพูดชื่อผมเปรียบกับดาราชื่อดัง ในตอนนั้นเอง อี กิลยองก็เดินออกมาจากด้านหลังผม
“พี่ครับ!”
อี กิลยองสวมชุดสูทสากลเต็มยศ ชุดนี้มันดูคุ้นตาพิกล...
อย่างไรก็ตาม ทุกคนมารวมตัวกันครบแล้ว
“ไม่มีเวลาแล้วนะ”
เรือกำลังเริ่มจมลง น่าเสียดายที่วิธีพิชิตภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ถูกเขียนไว้ใน 'หนทางเอาชีวิตรอด'
เราจะเอาชนะไททานิคได้ยังไง? ต้องสู้กับท้องทะเลงั้นเหรอ?
อี จีฮเยเป็นคนแรกที่เสนอความเห็น
“ยังไงเรือก็ต้องจมอยู่แล้ว เราแค่จมไปพร้อมกับมันไม่ได้เหรอคะ?”
“แบบนั้นมันดูจะ...”
ผมรู้สึกอึดอัดใจ ถ้าหนังเรื่องนี้มีศัตรูที่ชัดเจนให้เราบดขยี้ได้คงจะดีกว่านี้
“เราไปตามหาตัวร้ายกันเถอะครับพี่”
นั่นคือความเห็นของอี กิลยอง ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าหนังรักเรื่องนี้จะมีตัวร้ายที่ชัดเจนไหม แต่ในเมื่อคิดอะไรไม่ออก ผมจึงตัดสินใจลองทำตามดู
“งั้นเราไปจัดการตัวร้ายกัน”
พวกเราเริ่มเคลื่อนพล แต่คำถามคือ ใครคือตัวร้ายของเรื่องนี้กันแน่? ครั้งล่าสุดที่ผมดูไททานิคก็นานมากแล้ว...
ทว่าผมไม่ต้องกังวลนานนัก เพราะตัวร้ายเป็นฝ่ายเดินมาหาเราเอง ชายในชุดสูทเนี้ยบกริบกำลังจ้องมองมาทางนี้ด้วยสายตามาดร้าย
“แจ็ค ดอว์สัน!”
เดี๋ยวนะ แจ็ค ดอว์สัน... บทที่ดิคาปริโอเล่นงั้นเหรอ? แต่ชายคนนั้นไม่ได้จ้องมาที่ผม
“...ผมเหรอ?”
...เขาน่ะเหรอคือดิคาปริโอ? ผมถอนหายใจยาวพลางมองไปที่อี กิลยอง
* * *
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเราลักพาตัวชายที่คิดว่าเป็นตัวร้ายของเรื่องมาได้สำเร็จ แต่เจ้าของโรงภาพยนตร์กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แค่ลักพาตัวคงยังไม่พอ...
ผมลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปาก
“ถ้าอย่างนั้น...”
“ฆ่ามันเลยเถอะค่ะ”
อี จีฮเยชักดาบออกมาพาดคอชายที่ถูกมัดและกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด
“เจ้าของโรงหนังมันพวกโรคจิตไม่ใช่เหรอคะ? งั้นคำตอบก็คือต้องรีบฆ่ามันให้จบๆ ไปสิ”
ผมก็คิดเช่นนั้น ไม่สิ ผมมั่นใจเลยต่างหาก
มันคือวิธีแก้ปัญหาของภาพยนตร์แนวนี้ที่ระบุไว้ใน 'หนทางเอาชีวิตรอด' ทว่าจอง ฮีวอนกลับจ้องมองชายผู้นั้นด้วยความตื่นตระหนกและเอ่ยสิ่งที่ผมไม่คาดคิดออกมา
“แต่ว่า... เขาดูเหมือนคนจริงๆ เลยนะ”
“...หือ?”
“ถึงจะเป็นในหนัง แต่มันสมจริงจนน่าขนลุกเลยล่ะ”
น่าประหลาดใจที่จอง ฮีวอนพูดแบบนี้ ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอเพิ่งจะพิพากษาพวกเศษสอยอย่างเด็ดขาดไปแท้ๆ แต่แล้วผมก็ฉุกคิดได้ว่าเธอเคยพูดไว้: 'ฉันอาจจะเป็นฆาตกรได้ แต่ฉันไม่อยากกลายเป็นสัตว์ร้าย'
อี จีฮเยถามสวนขึ้นทันที “พี่คะ ทำไมมาทำตัวอ่อนไหวเอาตอนนี้ล่ะ? พี่ไม่อยากฆ่าเขางั้นเหรอ?”
“เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น...”
“การช่วยคนน่ะมันดีค่ะ แต่ถ้าคนนี้ไม่ตาย เรานั่นแหละที่จะตาย พวกเราน่ะมีชีวิตจริงๆ นะ แต่หมอนี่เป็นแค่ 'ตัวละคร'!”
ตัวละคร...
ผมรู้สึกใจหายวูบกับคำพูดของอี จีฮเย
จอง ฮีวอนหันมาสบตาผม “...คุณคิดแบบนั้นเหมือนกันเหรอคะ?”
“ต่อให้หมอนี่จะเป็นคน 'จริงๆ' แต่มันก็เป็นคนชั่วไม่ใช่เหรอ! ฆ่าคนชั่วมมันผิดตรงไหน?”
คำพูดของอี จีฮเยอาจจะถูก ชายคนนี้คือตัวร้ายของสคริปต์และเขากำลังจะทำเรื่องเลวร้าย ดังนั้นการสังหารเขาจึงนับว่าชอบธรรม มันคือตรรกะเดียวกับที่ ยู จุงฮยอก มักจะใช้เสมอใน 'หนทางเอาชีวิตรอด'
ในจังหวะที่ผมกำลังจะอ้าปากพูด อี จีฮเยก็ไม่รอช้า ตวัดดาบลงมาทันที
“เฮ้อ มัวแต่อะไรกันอยู่ได้ ป่านนี้อาจารย์อาจจะกำลังแย่แล้วก็ได้นะ!”
คมดาบแหวกอากาศปักเข้าที่กลางอกของชายผู้นั้น เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นอย่างสมจริงเกินบรรยาย ทันใดนั้น ข้อความระบบก็ดังขึ้นสั่นสะท้าน
[เจ้าของโรงภาพยนตร์พึงพอใจกับฉากจบที่เปลี่ยนไปของภาพยนตร์]
[ท้ายเรือจะนำทางคุณไปสู่ชั้นต่อไป]
“เห็นไหมล่ะ หนูทำถูกแล้วใช่ไหม?”
อี จีฮเยตะโกนก้องอย่างผู้ชนะ
คำตอบนั้นไม่ผิดแน่นอน เจ้าของโรงภาพยนตร์ยอมรับมัน และกลุ่มดาวก็จะมอบคอยน์ให้กับการกระทำของพวกเรา พวกเราจะมีชีวิตรอดต่อไปด้วยคอยน์เหล่านี้
มันคือวิถีแห่งการเอาตัวรอดที่บดขยี้โลกใบเดิมให้พินาศสิ้น
[บรรลุเงื่อนไข 'เอนดิงเครดิต' ครั้งที่สอง]
[นักแสดง: คิม ดกจา, จอง ฮีวอน, อี จีฮเย, อี กิลยอง]
[คุณได้รับรางวัลตอบแทน 500 คอยน์]
พวกเราไม่ได้รับไอเทมรางวัลจากไททานิค ดังนั้นจึงมุ่งหน้าสู่ชั้นต่อไปตามการนำทางของระบบทันที
[คุณได้เข้าสู่ชั้นที่ห้า 'ห้องโถงแห่งรางวัล']
เมื่อก้าวพ้นบันไดเลื่อน ห้องโถงกว้างขวางก็ปรากฏแก่สายตา
“ห้องรางวัลเหรอคะ? ไม่ใช่หนังผีแน่นะ?”
“ที่นี่คือโถงนิทรรศการน่ะ เป็นที่ที่เขาใช้จัดแสดงอุปกรณ์ประกอบฉากจากหนังดังๆ”
ความจริงผมรู้อยู่เต็มอก แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวต่อไป
อุปกรณ์ประกอบฉากมากมายถูกจัดแสดงไว้ในตู้กระจก ทั้งอาวุธ ชุดคอสตูม และเครื่องประดับของเหล่าตัวเอก...
สิ่งที่น่าตลกคือ ตอนนี้พวกมันไม่ใช่แค่ 'ของประกอบฉาก' อีกต่อไป
จอง ฮีวอนเดินตรงไปยังตู้กระจกใบหนึ่งแล้วตะโกนเรียกด้วยความตื่นเต้น
“พระเจ้า! ดูนี่สิคะ!”
[ดาบมิกะซึกิ มุเนะจิกะ – ของจำลอง] ดาบระดับ A
ดวงตาของจอง ฮีวอนเป็นประกายวาววับขณะจ้องมองมัน ผมพยักหน้าให้เธอ
“ในที่สุดก็ได้ดาบดีๆ มาใช้แล้วนะ คุณฮีวอน”
“โฮ่...”
แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามันคือดาบชั้นยอด มีดเขาสัตว์กริลลาที่เธอเคยใช้เทียบไม่ติดเลยแม้แต่น้อย และมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าดาบของอี จีฮเยเลย
จอง ฮีวอนเริ่มควงดาบในมือทดสอบน้ำหนัก
“สุดยอดไปเลยค่ะ! ทั้งเบาแล้วก็ขยับได้ดั่งใจนึกเลย!”
ผมไม่เคยเห็นจอง ฮีวอนตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อน
[ตัวละคร 'จอง ฮีวอน' รู้สึกซาบซึ้งใจต่อคุณอย่างลึกซึ้ง]
เรื่องเล็กน้อยน่า
จุดประสงค์หลักของการมาที่ดันเจี้ยนโรงภาพยนตร์ก็เพื่อ 'รางวัล' ของชั้นที่ห้านี่แหละ ดันเจี้ยนนี้คือแหล่งฟาร์มไอเทมชั้นดีในช่วงต้นเกม โดยเฉพาะจอง ฮีวอนที่จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยอาวุธชิ้นนี้
[จำกัดการเลือกรับไอเทมรางวัลได้ไม่เกิน 2 ชิ้นต่อคน]
ถึงจะเป็นเพียง 'ของจำลอง' ไม่ใช่ 'กลุ่มดาวนฤมิต' ของจริง แต่อาวุธเหล่านี้ก็มีคุณสมบัติไม่ต่างจากของดั้งเดิม ไอเทมระดับ A ในช่วงต้นเกมแบบนี้มันแทบไม่ต่างจากการโกงเลยด้วยซ้ำ
แต่อย่างที่คิด ยู จุงฮยอก ผ่านที่นี่ไปแล้ว และไอเทมสองชิ้นหายไป
“เลือกเอาเลย เลือกได้คนละสองชิ้น ดังนั้นคิดให้ดีๆ ล่ะ”
ผมบอกให้จอง ฮีวอนเลือกไอเทมเผื่อให้ ยู ซังอา ด้วย ในขณะที่ผมมองหาของที่เหมาะกับ อี ฮยอนซอง และชิ้นนี้ก็น่าจะใช้ได้
[โล่แห่งเฮอร์คิวลีส – ของจำลอง] โล่ระดับ A
เยี่ยม... มันคือไอเทมที่โล่เหล็กผุๆ เทียบไม่ติด ผมจินตนาการเห็นภาพอี ฮยอนซองจ้องมองผมด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความภักดีแล้วก็รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาทันที
ทางด้านอี จีฮเยที่ประกาศตัวว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ซูเปอร์ฮีโร่ กำลังพยายามลากไอเทมชิ้นหนึ่งออกมาจากมุมห้อง
“อ๊ะ! ทำไมหนูยกมันไม่ขึ้นเนี่ย?”
ผมเดินเข้าไปดูใกล้ๆ และนั่นก็คือ...
[มโยลเนียร์ – ของจำลอง] อาวุธประเภททุบ ระดับ A
ค้อนของเทพเจ้าแห่งสายฟ้า ธอร์ หากเป็นกลุ่มดาวนฤมิตของจริงคงจะทรงพลังมหาศาล แต่นี่ถึงจะเป็นแค่ของจำลอง ประสิทธิภาพของมันก็ยังยอดเยี่ยมจนน่าเหลือเชื่อ
ผมมองดูอี จีฮเยที่กำลังส่งเสียงฮึดฮัดพยายามยกค้อนที่นิ่งสนิทราวกับเป็นส่วนหนึ่งของพื้นโลก
“มันไม่ใช่ไอเทมที่เฉพาะ 'ผู้ที่คู่ควร' เท่านั้นถึงจะยกได้เหรอ?”
“ปัดโธ่! นี่หนูไม่คู่ควรเหรอคะเนี่ย!”
ในจังหวะนั้นเอง อี กิลยองก็เดินเข้ามาจากด้านหลังแล้วเอื้อมมือไปจับมโยลเนียร์
“เฮ้ เจ้าหนู! นี่มันของฉันนะ...”
วืด! มโยลเนียร์ถูกยกขึ้นอย่างง่ายดายด้วยมือเล็กๆ ของอี กิลยอง เขาควงมันไปมาอย่างคล่องแคล่วก่อนจะหันมามองผม
“พี่ครับ ผมขออันนี้ได้ไหม?”
“เอาสิ ดูเหมาะกับนายดีนะ”
อี จีฮเยยืนอึ้งไปอีกรอบ
“มีแค่หนูที่ไม่มีความสุข... มีแค่หนูคนเดียว...”
ผมเมินเธอแล้วสำรวจไอเทมที่เหลืออยู่ มาดูกันว่ามีอะไรอีกบ้าง
[ชุดเสริมความแข็งแกร่งภายนอก – ของจำลอง] ชุดป้องกันระดับ A
ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่การเสริมพลังป้องกันไว้ย่อมดีกว่า ผมสวมชุดนั้นทันที มันโอบรัดรอบแขนและขาของผมอย่างกระชับ
[ลดความเสียหายจากการโจมตีภายนอกลง 10%]
[ความสามารถในการตรวจจับศัตรูเพิ่มขึ้น]
[คุณสามารถเคลื่อนที่ได้ว่องไวขึ้นกว่าเดิม]
ถึงจะดูเกะกะไปบ้าง แต่มันก็ดีกว่าไม่ใส่อะไรเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงการต่อสู้ที่รออยู่ปลายทางนี้
บัดนี้ การเตรียมพร้อมเสร็จสิ้นแล้ว
ในเมื่อดันเจี้ยนยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นหมายความว่า ยู จุงฮยอก ยังคงมีชีวิตอยู่ หากพวกเราเร่งสปีดผ่านชั้นหกไปได้ เราอาจจะทันได้เจอเขาที่ชั้นเจ็ด หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ถ้าเขากำลังสู้กับบอสที่ชั้นแปด... อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ตาย
เอาละ ไปลากคอเจ้าผู้ย้อนกลับเฮงซวยนั่นกลับมากันเถอะ
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.