ตอนที่ 2975
2976 / 5804
อ่าน 11 นาที
Chapter 2975 - Demon Fury City
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 09:43
**บทที่ 2975 - เมืองพิโรธปีศาจ**
เพียงชั่วเวลาที่น้ำชาหนึ่งถ้วยเริ่มเดือด ใบหน้าของจูเลี่ยก็บวมปูดและเขียวช้ำจนดูไม่ได้ เขานอนแผ่อยู่บนพื้นดินด้วยสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยขาดวิ่น หอบหายใจรวยรินอย่างหนักหน่วง ราวกับดรุณีน้อยที่ถูกเหล่าบุรุษฉกรรจ์นับร้อยย่ำยีจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง
ดวงตาของเขาสองข้างบวมเป่งจนเหลือเพียงขีดเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็น ขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาปานเทพบุตรนั้นยิ่งยับเยินหนักกว่าเดิมจนแทบจะเรียกได้ว่าเสียโฉม
“คราวหน้าหากเจ้าบังอาจเสียมารยาทต่อชิงเอ๋อร์และข้าอีก ผลที่ตามมามันจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้” หยางไค่ก้มมองลงมาที่เขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและเหยียดหยาม
จูเลี่ยเบือนหน้าหนี เมินเฉยต่อคำข่มขู่พลางขบคิดในใจอย่างเคียดแค้น *[ขอเพียงป่ายังคงอยู่ ย่อมไม่ขาดแคลนฟืนไฟ... มิใช่ว่าพวกมนุษย์ชอบกล่าวเช่นนี้หรอกหรือ? ยอดบุรุษย่อมรู้แจ้งว่าเมื่อเสียเปรียบไม่ควรหักหาญด้วยกำลัง ฝากไว้ก่อนเถอะ สักวันข้าจะเอาคืนให้สาสม!]*
หยางไค่คลายวิชาลับกลายร่างมังกรและกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ตามปกติ
“หยาง... เจ้าสำนักหยาง!” ลี่เจี่ยวเรียกขานด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักและหวาดหวั่นจากด้านข้าง “ช่วยข้าด้วย!”
หยางไค่หันมองไปตามเสียงแล้วพลันรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมา
เจ้าลูกสุนัขดำไม่รู้ว่าวิ่งไปหาลี่เจี่ยวตั้งแต่ตอนไหน มันกำลังดมฟิตฟาดไปตามตัวเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางครั้งยังยื่นลิ้นออกมาเลียลามไปบนตัวลี่เจี่ยวอีกด้วย
เนื่องจากลี่เจี่ยวถูกไอปีศาจกัดกร่อน ร่างกายของเขาจึงแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับพวกปีศาจ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ดึงดูดความสนใจของเจ้าสุนัขดำตัวน้อย
ภาพที่มันกลืนกินปีศาจโลหิตเข้าไปทั้งตัวยังคงติดตาตรึงใจ ลี่เจี่ยวจึงย่อมต้องหวาดผวาเป็นธรรมดา มิหนำซ้ำมันยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่หยางไค่นำมา เขาจึงมิกล้าลงมือวู่วาม ทำได้เพียงร้องขอความช่วยเหลือจากหยางไค่เท่านั้น
“อาวั่ง นั่นไม่ใช่ของกินนะ!” หยางไค่ส่งเสียงเรียก
เจ้าลูกสุนัขดำมองลี่เจี่ยวด้วยสายตาที่แสนเสียดาย แต่ก็ยังยอมเดินจากไปอย่างเชื่อฟังและกระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของจูฉิง
“เจ้านี่ช่างลามกเสียจริง!” หยางไค่มองมันด้วยความดูแคลน ก่อนหน้านี้อาวั่งเอาแต่คลอเคลียกับเขา แต่พอได้พบกับจูฉิง มันกลับติดหนึบอยู่ข้างกายนางไม่ยอมห่าง
จูฉิงขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “ท่านพูดอะไรของท่าน นางเป็นเด็กผู้หญิงนะ!”
หยางไค่ถึงกับอึ้งไป “จริงหรือ?”
จะว่าไป เขาก็ไม่เคยสังเกตเพศของเจ้าสุนัขดำตัวนี้เลยจริงๆ เขาจึงเดินเข้าไปและพยายามจะเลิกหางมันขึ้นเพื่อพิสูจน์ แต่กลับถูกจูฉิงตบมือเขาทิ้งอย่างรวดเร็ว
“ข้าก็แค่จะดูให้แน่ใจ... จะหวงอะไรขนาดนั้น?” หยางไค่บ่นพึมพำแต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ เขาหันไปมองลี่เจี่ยวและจูเลี่ยพลางกล่าวว่า “ในเมื่อพบตัวพวกเจ้าแล้ว เช่นนั้นเราก็มุ่งหน้าไปยังขุนเขาพายุหยินกันเถอะ”
ลี่เจี่ยวถามขึ้นอย่างสงสัย “ขุนเขาพายุหยินคือสถานที่แบบไหนกัน?”
หยางไค่ตอบสั้นๆ “หากเจ้าต้องการออกไปจากที่นี่ สถานที่แห่งนั้นคือทางออกเพียงหนึ่งเดียว”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลี่เจี่ยวก็พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เขายันกายลุกขึ้นอย่างแข็งขัน “เช่นนั้นพวกเราจะรอช้าอยู่ใย? ไปกันเถอะ!”
แม้ตบะของเขาจะไม่ได้ต่ำเตี้ยที่สุด เพราะยังมีหยางไค่อยู่อีกคน ทว่าหากวัดกันที่ความสามารถในการต่อสู้ เขาย่อมเป็นผู้ที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มอย่างไม่ต้องสงสัย มิหนำซ้ำยังถูกไอปีศาจกัดกร่อนจนรู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง เขาจึงแทบรอไม่ไหวที่จะหนีไปจากสถานที่บ้าบอนี่เสียที
“ถ้าเช่นนั้น ออกเดินทางได้” หยางไค่กล่าวพลางเรียกกระสวยเมฆาคล้อยออกมา
จูฉิงอุ้มลูกสุนัขดำเดินเข้าไปด้านใน ลี่เจี่ยวก็เดินตามเข้าไปด้วยรอยยิ้ม
หยางไค่เหลียวหลังกลับไปมอง “เจ้าจะขึ้นมาด้วยหรือไม่?”
“หึ!” จูเลี่ยแค่นเสียงเย็นชา ใบหน้าเต็มไปด้วยความถือดี ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาจะไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่เพิ่งซ้อมเขาจนอ่วม มิหนำซ้ำศักดิ์ศรีของเผ่ามังกรยังค้ำคออยู่
“ไม่ขึ้นก็ไม่ต้องขึ้น!” หยางไค่ถ่มน้ำลายอย่างดูถูกและไม่ถามซ้ำอีก อย่างไรเสียเขาก็ถือว่าได้เชื้อเชิญตามมารยาทแล้ว หากอีกฝ่ายหยิ่งทะนงไม่ยอมเข้ามาเองจะมาโทษเขาไม่ได้ ในเมื่อจูเลี่ยไม่เห็นเขาเป็นพี่เขย เหตุใดเขาจะต้องไปประจบประแจงด้วยเล่า?
เมื่อเข้ามาภายในกระสวย หยางไค่ก็กำหนดจุดหมายปลายทาง จากนั้นจึงโคจรปราณจักรพรรดิเพื่อขับเคลื่อนกระสวยเมฆาคล้อยมุ่งหน้าสู่ขุนเขาพายุหยิน
สมบัติระดับจักรพรรดิชิ้นนี้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ มันกลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานหายวับไปในชั่วพริบตา
ลี่เจี่ยวเจียมเนื้อเจียมตัว เขาหามุมเงียบๆ นั่งขัดสมาธิเพื่อทำสมาธิ ใช้ปราณจักรพรรดิของตนต้านทานการกัดกร่อนของไอปีศาจ ในขณะเดียวกัน ความระส่ำระสายในใจเขาก็ยิ่งทวีคูณ คำพูดที่หยางไค่เคยกล่าวไว้ลอยวนอยู่ในหัว แม้ว่าการขอเลือดมังกรจากจูเลี่ยเพื่อขับไล่ไอปีศาจจะดูเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่เขากลับเก็บมาคิดเป็นจริงเป็นจัง
ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยม เลือดมังกรสามารถชำระล้างไอปีศาจที่รบกวนเขาได้อย่างแน่นอน มิหนำซ้ำสำหรับลูกครึ่งมังกรเช่นเขา เลือดมังกรยังมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง... นั่นคือการชำระสายเลือดให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
ตบะของเขามาถึงคอขวดและไม่มีหวังที่จะก้าวหน้าได้อีกในชาตินี้ ดังนั้นหากต้องการเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง หนทางเดียวคือต้องพัฒนาสายเลือดของตนเอง
ในอดีต เขาเคยเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อนำบุปผาโลหิตมังกรมาจากแดนเหมันต์นิรันดร์ ทะนุถนอมเลี้ยงดูมันด้วยปราณโลหิตและโลหิตบริสุทธิ์ของตนเองนานถึงสามร้อยปีจนมันสุกงอม แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นหยางไค่ที่ได้ผลประโยชน์ไป ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของเขาก็เจ็บปวดรวดร้าวทว่าผู้ที่แย่งชิงไปอย่างเป็นทางการคือจูฉิง สมาชิกของเผ่ามังกรแท้จริง ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะขัดขืนหรือคิดล้างแค้น
อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของบุปผาโลหิตมังกรนั้นเทียบไม่ได้เลยกับเลือดของเผ่ามังกรบริสุทธิ์
หากเขาได้มาเพียงหยดเดียว มันย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าบุปผาโลหิตมังกรนับร้อยดอกเสียอีก
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งยากจะระงับใจ หากใช้กำลังแย่งชิงเขาแพ้แน่นอน หรือว่าเขาควรจะลองขอจากจูฉิงดู? ใครจะรู้ นางอาจจะเมตตาให้เขาสักหยดก็ได้
ในขณะที่ความคิดกำลังเตลิดไปไกล ไอปีศาจในร่างกายเขาก็แปรปรวน เจ้าลูกสุนัขดำในอ้อมกอดของจูฉิงพลันเงยหน้าขึ้นและจ้องมองลี่เจี่ยวด้วยสายตาที่เป็นประกายร้อนแรง
ด้านข้าง หยางไค่คลี่ยิ้มบางๆ และกล่าวปลอบใจจูฉิงว่า “ไม่ต้องกังวลหรอก เจ้านั่นย่อมตามเรามาทันแน่”
จูฉิงถอนหายใจยาว “วันหน้าอย่ารังแกเขาเช่นนั้นอีกเลย เผ่ามังกรก็มีนิสัยเช่นนี้เอง เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายแรงอะไร”
หยางไค่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่ดูเหมือนนิสัยของเจ้าจะต่างออกไปนะ”
แม้เมื่อแรกพบ จูฉิงจะมีท่าทีเย็นชาและทะนงตัว ราวกับไม่มีใครในโลกอยู่ในสายตาของนาง แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
“นั่นก็เพราะท่านคนเดียว... ใครจะไปรู้ว่าตอนที่เราพบกันครั้งแรก...” จูฉิงถลึงตาใส่เขา “ข้าน่าจะรู้ตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าท่านไม่ใช่คนดีอะไรเลย”
“แต่เจ้าก็ยังยอมอยู่ข้างกายข้านี่นา” หยางไค่เสริมด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยน
จูฉิงทุบกำปั้นลงบนอกของเขาเบาๆ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีด้วยความเขินอาย
หยางไค่ชำเลืองมองลี่เจี่ยวพลางสบถด่าในใจ
*[ข้าไม่น่าให้หมอนี่ขึ้นมาบนนี้ด้วยเลยจริงๆ เป็นก้างขวางคอเสียจริง]*
......
โลกหมุนวนนั้นไม่ได้กว้างใหญ่นัก ด้วยความเร็วของกระสวยเมฆาคล้อย หยางไค่และคนอื่นๆ จึงเดินทางมาถึงขุนเขาพายุหยินภายในเวลาเพียงหนึ่งวัน
ณ ดินแดนที่ห่างไกลออกไป ปราสาทโบราณหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ห่างจากยอดเขาสูงชันไม่กี่ร้อยกิโลเมตร การออกแบบของปราสาทนั้นดูหยาบกร้านและชั่วร้าย ราวกับอสูรกายทมิฬที่หมอบซุ่มคอยจ้องจะตะครุบเหยื่ออยู่ตลอดเวลา
มีสิ่งปลูกสร้างหลากหลายกระจายอยู่รอบๆ นอกตัวปราสาทอย่างไร้ระเบียบ ก่อตัวขึ้นเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
**เมืองพิโรธปีศาจ!**
มันคือสถานที่รวมตัวของเหล่าปีศาจในโลกหมุนวนแห่งนี้
เมืองพิโรธปีศาจแผ่ขยายอาณาเขตกว้างขวางกว่าเมืองจักรพรรดิมนุษย์มาก เพราะที่นี่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาม่านพลังคุ้มกันเพื่อต้านทานการเปลี่ยนแปลงของกฎสวรรค์และปฐพี ต่างจากเผ่ามนุษย์ ไม่ว่ากฎเกณฑ์ของโลกใบนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พวกปีศาจก็ไม่ได้รับผลกระทบ และในช่วงเวลาที่โลกเอนเอียงเข้าหาภพปีศาจเช่นนี้ พวกมันก็เหมือนปลาที่ได้น้ำ
ในยามนี้ ไอปีศาจเข้มข้นหนาแน่นแฝงไปด้วยความหนาวเหน็บที่เรียกได้ว่าเป็น **ไอปีศาจเย็น**
นั่นเพราะเมืองพิโรธปีศาจตั้งอยู่ใกล้เชิงเขาพายุหยิน ลมหยินที่พัดลงมาจากยอดเขามีคุณลักษณะหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูก แต่มันกลับดึงดูดให้เหล่าปีศาจมาอาศัยอยู่ที่นี่
เผ่าปีศาจจงใจเลือกทำเลนี้เพื่อสร้างเมืองเพื่อสภาพแวดล้อมในการบำเพ็ญเพียรที่ดีกว่า ยิ่งอยู่ใกล้ขุนเขาพายุหยินมากเท่าไหร่ ไอปีศาจก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น และเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง การค้นคว้าวิจัยนับแสนปีทำให้พวกมันสามารถลดทอนผลกระทบจากความเย็นและดึงเอาไอปีศาจออกมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
เมื่อกระสวยเมฆาคล้อยปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เหล่ายอดฝีมือในเมืองพิโรธปีศาจย่อมสังเกตเห็นและทะยานขึ้นสู่เวหาทันที
เพียงพริบตาเดียว มวลมหาปีศาจก็รวมตัวกันหนาตาเหนือน่านฟ้าเมืองพิโรธปีศาจ มีอย่างน้อยหนึ่งพันตน และในจำนวนนั้นมีราชาปีศาจอยู่หลายตน
กระสวยเมฆาคล้อยหยุดนิ่งลงที่นอกเมือง หยางไค่อย่างเท้าออกมาอย่างช้าๆ
ดวงตานับคู่จ้องเขม็งมาที่เขา พร้อมกับสัมผัสวิญญาณอันทรงพลังที่กวาดผ่านร่างจนห้วงมิตรอบด้านเริ่มบิดเบี้ยว
หยางไค่ยังคงเยือกเย็นและผ่อนคลาย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ
“เจ้ามนุษย์โอหัง บังอาจรุกล้ำเข้ามาในเมืองพิโรธปีศาจของข้า ช่างรนหาที่ตาย!”
“เจ้าเป็นใคร บอกชื่อเสียงเรียงนามมาเดี๋ยวนี้!”
“ฆ่ามันเสีย! ฆ่า!”
“ให้ข้าจัดการเอง ข้าจะดูดกลืนหยางฉีของมันให้เหือดแห้ง!”
เหล่าราชาปีศาจแผดคำรามลั่น ไม่เคยมีมนุษย์คนใดกล้าย่างกรายเข้ามาในเมืองพิโรธปีศาจอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ มันขัดต่อสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง ราชาปีศาจหลายตนรู้สึกว่าเกียรติภูมิของเผ่าปีศาจกำลังถูกท้าทาย พวกมันย่อมไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ
ไอปีศาจสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ปกคลุมจนกลายเป็นเมฆดำขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาหยางไค่
หยางไค่หัวเราะเบาๆ และกล่าวเสียงดังว่า “คุณชายท่านนี้กำลังจะมุ่งหน้าไปยังขุนเขาพายุหยิน เพียงแค่ผ่านมาทางนี้เท่านั้นและไม่มีเจตนาจะขัดแย้งกับพวกท่าน หากเป็นไปได้ ข้าหวังว่าพวกท่านจะเข้าใจและยอมหลีกทางให้”
“ฮ่าๆๆ ไอ้เด็กนี่พูดว่าอะไรนะ? จะไปขุนเขาพายุหยิน? นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!”
“เขาว่าพวกมนุษย์ไม่รู้จักความสูงต่ำของฟ้าดิน ดูท่าจะเป็นเรื่องจริง ด้วยพลังอันน้อยนิดแค่นี้คิดจะไปขุนเขาพายุหยินรึ? ข้าขำจนจะขาดใจตายอยู่แล้ว”
“น้องชายตัวน้อย จะรีบไปตายทำไมกัน? ขนาดข้าที่เป็นราชาปีศาจยังไม่อาจเข้าใกล้ขุนเขาพายุหยินได้โดยง่าย หากเจ้าไปที่นั่น ข้าเกรงว่าเจ้าจะต้องตายอย่างหนาวเหน็บและโดดเดี่ยว สู้มาอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนพี่สาวคนนี้ไม่ดีกว่าหรือ? พี่สาวคนนี้เหงาเหลือเกิน”
หยางไค่ประสานมือและกล่าวว่า “ขอบพระคุณพี่สาวที่เป็นห่วง แต่ข้าจำเป็นต้องไปที่ขุนเขาพายุหยินจริงๆ คงต้องขอรับน้ำใจของพี่สาวไว้เพียงเท่านี้ หากเป็นไปได้ รบกวนพี่สาวช่วยเจรจากับราชาปีศาจตนอื่นๆ ให้ปล่อยพวกเราผ่านไปได้หรือไม่?”
ปีศาจเสน่ห์คลี่ยิ้มอย่างงดงามเย้ายวน พร้อมด้วยท่าทางใสซื่อที่ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกดีโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้ยินคำพูดของหยางไค่ นางจึงถามอย่างไร้เดียงสาว่า “น้องชาย เหตุใดเจ้าจึงต้องมุ่งหน้าไปยังขุนเขาพายุหยินด้วยเล่า?”
“มีข่าวลือว่าบนยอดเขาพายุหยินมีหนทางออกไปจากโลกใบนี้ ข้าจึงตั้งใจจะไปค้นหามัน”
ปีศาจเสน่ห์พยักหน้าเบาๆ “มีข่าวลือเช่นนั้นจริงๆ แต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่”
“ไม่เป็นไร ข้าเพียงแยากลองเสี่ยงโชคดู หากหาทางออกไม่ได้ ข้าจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวแน่นอน น้องชายคนนี้เพียบพร้อมทั้งพละกำลังและท่วงท่า รับรองว่าพี่สาวจะไม่ผิดหวัง”
ปีศาจเสน่ห์ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก “ตายจริง น้องชายพูดจาอะไรเช่นนี้ ช่างหน้าไม่อายเสียจริง... เอาเถอะ เห็นแก่ความจริงใจของเจ้า พี่สาวจะช่วยเจ้าสักแรง แต่เรื่องที่พวกเขาจะยอมปล่อยเจ้าไปหรือไม่นั้น ข้ามิอาจควบคุมได้หรอกนะ”
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.