ตอนที่ 3323
3323 / 5804
อ่าน 12 นาที
Chapter 3323 - You Make the Decision
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 10:22
บทที่ 3323 เจ้าเป็นคนตัดสินใจ
“เจ้าหนุ่มหยาง ตาเฒ่านี่ดูจะปักใจมั่นว่าจะติดตามเจ้าให้ได้ เจ้าคิดอย่างไรล่ะ?” จิ่วเฟิ่งเอ่ยพลางแย้มพรายรอยยิ้ม ทะเล้นขยิบตาให้หยางไค่ทีหนึ่ง “โอกาสที่สัตว์เทพบรรพกาลจะยอมรับนับถือใครสักคนเป็นเจ้านายเช่นนี้ ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ นะ”
หากเป็นผู้อื่นที่ได้รับโอกาสวาสนาเช่นนี้ คงมิสนเท่ห์เลยว่าชื่อเสียงของ ‘ฉยงฉี’ จะโหดเหี้ยมร้ายกาจเพียงใด พวกเขาคงจะปรีดาปราโมทย์และตอบตกลงในทันที ทว่าหยางไค่กลับแสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์พร้อมแค่นเสียงหึในลำคอ “ใช่ว่าข้าจะไม่มีสัตว์เทพอยู่ข้างกายเสียหน่อย”
[เจ้ามีอย่างนั้นรึกระไร?] ฉยงฉีเบิกตาโพลงด้วยความฉงน
พลันนั้นเอง จิ่วเฟิ่งก็นึกถึงหลิวเหยียนขึ้นมาได้ นางจึงตระหนักว่าสิ่งที่หยางไค่พูดนั้นมิผิดเพี้ยน สำหรับผู้อื่นนี่อาจเป็นวาสนาหนึ่งเดียวในชั่วชีวิต แต่หยางไค่มีหลิวเหยียน สมาชิกแห่งเผ่าหงส์เพลิงผู้มีศักดิ์ฐานะสูงล้ำยิ่งกว่าฉยงฉี แม้ในยามนี้ตบะบารมีของนางอาจยังมิอาจเทียบเคียงฉยงฉีได้ แต่ศักยภาพในการเติบโตนั้นกลับมหาศาลกว่ามาก สำหรับหยางไค่แล้ว การได้ฉยงฉีมาเป็นข้ารับใช้จึงมิใช่เรื่องที่น่าดึงดูดใจเท่าใดนัก อีกทั้งใครต่อใครก็มองออกว่าฉยงฉีเพียงต้องการหาที่พึ่งพิงเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น หามีความจริงใจที่จะติดตามหยางไค่จริงไม่
หากหยางไค่รับเขาไว้ในยามนี้ แล้ววันหน้าฉยงฉีเกิดกลับคำแล้วหันมาปลิดชีพนายตนเองเล่า? มิมันเท่ากับเป็นการ ‘ยกหินทุ่มใส่เท้าตนเอง’ หรอกหรือ
จิ่วเฟิ่งหันไปมองทางฉยงฉีแล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าได้ยินเขาแล้วนี่ เช่นนั้นก็จงตามพวกเรากลับไปยังเกาะสัตว์เทพเสียดีๆ”
ฉยงฉีกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าไม่อยากต้องลงไม้ลงมือกับพวกเจ้าทั้งสองคน”
จิ่วเฟิ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ราชินีผู้นี้ก็มิได้ปรารถนาเช่นนั้นเหมือนกัน”
แม้หลี่อู๋อีจะนิ่งเงียบ ทว่าสายตาที่แน่วแน่ของเขากลับบ่งบอกชัดเจนว่า หากต้องมีการประทะกันเกิดขึ้นจริง เขาก็พร้อมจะทุ่มสุดกำลังโดยไร้ซึ่งความปรานี
ทันใดนั้นเอง ฉยงฉีพลันหันไปจ้องมองหยางไค่พร้อมกับแผ่ซ่านจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไป
หยางไค่ที่กำลังรื่นรมย์กับทัศนียภาพของหุบเขาอยู่ พลันเปลี่ยนสีหน้าไปโดยฉับพลัน เขาหันมาจ้องมองฉยงฉีเขม็ง พร้อมกับแผ่ซ่านจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าตอบรับในทันที
ทั้งสองสื่อสารผ่านกระแสจิตต่อหน้าต่อตาหลี่อู๋อีและจิ่วเฟิ่ง ยอดฝีมือทั้งสองได้แต่กวาดสายตามองสลับไปมาระหว่างมนุษย์และสัตว์เทพ ก่อนจะสบตากันแล้วยิ้มออกมาอย่างจนใจ
แม้พวกเขาจะมิทราบว่าทั้งคู่สนทนาเรื่องใดกัน แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าฉยงฉีต้องกำลังเจรจาต่อรองกับหยางไค่เรื่องการยอมรับเป็นเจ้านาย และข้อเสนอที่ยื่นให้นั้นต้องเย้ายวนใจพอที่จะสั่นคลอนความมั่นคงของหยางไค่ได้
ขณะที่พวกเขาสังเกตหยางไค่ ก็พบว่าสีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ทั้งตื่นตะลึง อัศจรรย์ใจ และประหลาดใจ จนถึงขั้นยกมือขึ้นเกาใบหน้าด้วยความขัดเขิน
ในที่สุด หยางไค่ก็สงบอารมณ์ลงและนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ขณะที่ฉยงฉีจ้องมองเขาไม่วางตา เพียงครู่เดียว หยางไค่ก็ถอนหายใจยาว “ผู้เฒ่าฉยง... ท่านชนะแล้ว”
ฉยงฉีเผยรอยยิ้มกว้าง “ขอบพระคุณยิ่งนัก นายน้อย”
“อย่าเพิ่งมาขอบคุณข้า” คราวนี้หยางไค่มิได้ห้ามปรามที่ตาเฒ่าเรียกเขาเช่นนั้น จากนั้นเขาจึงหันไปหาหลี่อู๋อี “อาวุโส ข้าขอร้องให้ตาเฒ่าผู้นี้อยู่ข้างกายข้าได้หรือไม่ โดยที่เขาไม่ต้องไปยังเกาะสัตว์เทพ ท่านและอาวุโสม่อหวงโปรดวางใจ ข้าจะคอยเฝ้าดูเขาเอง และขอรับรองว่าเขาจะไม่ทำเรื่องผิดศีลธรรมใดๆ แน่นอน”
หลี่อู๋อีขมวดคิ้วถาม “เจ้าอยากจะคุ้มครองเขาจริงๆ หรือ?”
หยางไค่หัวเราะเบาๆ “เขาเพิ่งบอกข้อมูลที่น่าสนใจอย่างยิ่งแก่ข้ามา มันเลยยากที่ข้าจะปฏิเสธน่ะครับ”
[ข้าว่าแล้วเชียว!]
ทว่าหลี่อู๋อีกลับสงสัยเหลือเกินว่าฉยงฉีบอกสิ่งใดกับหยางไค่กันแน่ ถึงทำให้ชายหนุ่มเปลี่ยนท่าทีไปได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้หยางไค่ยังแสดงท่าทีรังเกียจตาเฒ่าผู้นี้อย่างโจ่งแจ้ง แต่ยามนี้กลับยินดีที่จะปกป้องเขา
จิ่วเฟิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉยงฉีไม่เหมือนหลิวเหยียนนะ เจ้ามั่นใจหรือว่าจะควบคุมเขาได้?”
หลิวเหยียนติดตามหยางไค่มานานแสนนาน อาจกล่าวได้ว่าหยางไค่คือผู้ที่ฟูมฟักนางขึ้นมา ช่วยให้นางมีรูปร่าง มีจิตวิญญาณ และมีพลังอำนาจ นางจึงมีความจงรักภักดีต่อหยางไค่อย่างหาที่สุดมิได้ ทว่ากับฉยงฉีนั้นต่างกันออกไป เขาขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายและมีพลังอำนาจมหาศาล จิ่วเฟิ่งจึงกังวลว่าหยางไค่จะคุมบังเหียนเขาไม่อยู่ และสุดท้ายอาจจะเพลี่ยงพล้ำเสียเอง
หยางไค่เผยยิ้มละมุนพร้อมตอบกลับ “ในเมื่อข้ากล่าวเช่นนี้ ย่อมต้องมีวิธีจัดการเขาแน่นอน” จากนั้นเขาจึงหันไปจ้องมองฉยงฉี
“เพื่อเป็นการตอบแทนสิ่งที่ท่านบอกข้า ข้าก็จะบอกเรื่องสำคัญให้ท่านรู้ไว้เรื่องหนึ่งเช่นกัน เด็กสาวที่ท่านเคยพบในอดีต บัดนี้สายเลือดของนางตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว และนางกำลังสืบทอดพลังของบรรพชนอยู่ ดังนั้นข้าขอแนะนำว่าหากท่านเคยมีเจตนาร้ายใดๆ จงสลัดมันทิ้งไปเสียแต่ตอนนี้ มิเช่นนั้นข้าไม่รับประกันว่าท่านจะมีชีวิตรอดไปได้นานเพียงใด”
ฉยงฉีสั่นสะท้านด้วยความตื่นตะลึงและถามเสียงหลง “สายเลือดของนาง... ตื่นขึ้นแล้วรึ!?”
แม้หยางไค่จะมิได้ระบุชื่อว่าเด็กสาวผู้นั้นคือใคร แต่ฉยงฉีย่อมทราบดีว่าเขาหมายถึงใคร ในอดีต เหตุผลที่เขาปฏิบัติกับ ‘จางรั่วซี’ อย่างดีเยี่ยมนั้น เป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ ‘ทัณฑ์สวรรค์’ (Heavens Order) ที่หลับใหลอยู่ในตัวนาง เขาไม่คาดคิดเลยว่าสายเลือดของนางจะตื่นขึ้นเร็วถึงเพียงนี้ เพราะตามที่เขาสังเกตในตอนนั้น มันควรจะใช้เวลาอีกหลายร้อยปีด้วยซ้ำกระบวนการนี้ถึงจะเริ่มต้นขึ้น แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นก่อนเวลาเช่นนี้ ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแน่
เมื่อเข้าใจสถานการณ์อย่างถ่องแท้ ฉยงฉีก็ประสานมือคารวะและกล่าวว่า “นายน้อยโปรดวางใจ ในเมื่อท่านคือผู้สืบทอดของนายน้อย (จางรั่วซี) ตาเฒ่าผู้นี้จะติดตามรับใช้ท่านอย่างเต็มกำลัง ข้าขอให้คำมั่นสัญญา!”
หลังจากนั้น หยางไค่จึงหันไปมองหลี่อู๋อีและจิ่วเฟิ่งพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อาวุโสทั้งสองคิดเห็นอย่างไรครับ?” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “แน่นอนว่าหากพวกท่านยืนกรานจะพาเขากลับไปยังเกาะสัตว์เทพ ข้าก็จะไม่คัดค้านใดๆ”
หลี่อู๋อีและจิ่วเฟิ่งสบตากันด้วยความสับสนลึกๆ ในใจ
[‘เด็กสาว’ ที่เขาพูดถึงคือใครกัน? เหตุใดฉยงฉีถึงได้ดูหวาดกลัวเพียงแค่ได้ยินเรื่องของนาง? ใครกันที่จะทำให้ฉยงฉีพรั่นพรึงได้นอกจากเหล่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่? แล้วที่บอกว่าสายเลือดตื่นขึ้นนั่นอีก...]
ทันใดนั้น ดูเหมือนทั้งสองจะนึกอะไรบางอย่างออก ประกายตาของหลี่อู๋อีวาบผ่านด้วยความตระหนักรู้ ขณะที่จิ่วเฟิ่งสั่นสะท้านไปทั้งตัว นางอยากจะเอ่ยปากถามหยางไค่ถึงตัวตนของเด็กสาวผู้นั้นใจจะขาด แต่ความหวาดกลัวกลับรั้งนางไว้
ครู่ต่อมา หลี่อู๋อีก็เอ่ยขึ้น “ข้าเคยบอกแล้วว่าเจ้าเองก็เป็นส่วนหนึ่งของเกาะสัตว์เทพ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจจะเก็บเขาไว้ข้างกาย เขาก็ย่อมอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังของเกาะสัตว์เทพเช่นกัน ซึ่งมิได้ขัดกับภารกิจของข้า แต่ถึงอย่างนั้น ข้าต้องได้รับความเห็นชอบจากท่านจักรพรรดิเสียก่อน”
หยางไค่พยักหน้า “ข้าเข้าใจครับ ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปที่เกาะสัตว์เทพกันก่อนเถอะ”
ในเมื่อหลี่อู๋อีอยู่ที่นี่ หยางไค่ก็มิจำเป็นต้องเดินทางไปยังเกาะสัตว์เทพด้วยตนเอง แต่เมื่อต้องขออนุญาตจักรพรรดิสัตว์ยุทธ์ในเรื่องนี้ ดูเหมือนเขาจะไม่มีทางเลือกนอกจากต้องไปเยือนเกาะแห่งนั้น
ทว่าหลี่อู๋อีกลับยิ้มตอบ “ไม่จำเป็นต้องลำบากถึงเพียงนั้นหรอก”
สิ้นคำพูด เขาหยิบหยกบันทึกออกมาแผ่นหนึ่งและผนึกข้อความลงไปด้วยจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นเขาก็สะบัดข้อมือส่งแผ่นหยกออกไปพร้อมตะโกนก้อง “ไป!”
หยกบันทึกแผ่นนั้นพลันเลือนหายเข้าไปในความว่างเปล่าต่อหน้าต่อตาผู้อื่น
หยางไค่เบิกตากว้างและถามด้วยความใคร่รู้ “อาวุโส ท่านเพิ่งส่งข้อความกลับไปยังเกาะสัตว์เทพอย่างนั้นรึครับ?”
เมื่อครู่ หลี่อู๋อีดูเหมือนจะใช้กฎแห่งมิติเพื่อส่งหยกบันทึกที่บรรจุข้อความกลับไปยังเกาะสัตว์เทพ ทว่าที่นี่อยู่ห่างไกลจากเกาะแห่งนั้นมหาศาล แม้หลี่อู๋อีจะเป็นปรมาจารย์ด้านวิถีแห่งมิติ แต่เขาสามารถส่งสิ่งของไปไกลและแม่นยำขนาดนั้นได้อย่างไรกัน?
ในชั่วขณะนั้น หยางไค่แทบจะอดรนทนรอไม่ไหวที่จะสอบถามเรื่องนี้
หลี่อู๋อียิ้มตอบ “มันเป็นวิธีการใช้กฎแห่งมิติในรูปแบบใหม่น่ะ ไว้ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังภายหลัง ด้วยระดับตบะของเจ้าในยามนี้ เจ้าสามารถเรียนรู้มันได้อย่างง่ายดายแน่นอน”
หยางไค่ฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู “ขอบพระคุณยิ่งนัก อาวุโส”
หลี่อู๋อียกมือขึ้น “ในโลกนี้มีผู้ฝึกปรือวิถีแห่งมิติมากมาย แต่มีน้อยนักที่จะเข้าถึงแก่นแท้ได้เช่นเจ้าและข้า การได้สนทนาแลกเปลี่ยนกับเจ้า ย่อมเป็นประโยชน์ต่อข้าเช่นกัน”
“อาวุโสถ่อมตัวเกินไปแล้ว ข้ายังมีเรื่องต้องเรียนรู้จากท่านอีกมาก” หยางไค่ตอบรับด้วยความจริงใจ
จิ่วเฟิ่งเม้มริมฝีปาก “จะมีประโยชน์อันใดที่มาเยินยอตาโง่นี่กัน”
ทันใดนั้น ฉยงฉีก็แทรกขึ้นด้วยท่าทีโอหัง “กฎแห่งมิติอาจจะล้ำลึกก็จริง แต่มันยังมิอาจเทียบเคียงกับกฎแห่งกาลเวลาได้หรอก!”
หยางไค่ตวัดสายตามองเขาทันที “ท่านใช้กฎแห่งกาลเวลาได้รึ?”
ใบหน้าของฉยงฉีกระตุกทีหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยความเก้อเขิน “เปล่า...”
เขาสถานะเป็นเพียงพาหนะของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กาลเวลา (Flowing Time Great Emperor) แม้จะติดตามมานานและได้เห็นท่านใช้กฎแห่งกาลเวลาอันทรงพลังมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ตัวเขาเองกลับมิเคยสามารถฝึกฝนมันได้เลย
หยางไค่กล่าวว่า “อำนาจของกฎเกณฑ์ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ทุกกฎย่อมมีจุดเด่นและจุดแข็งของตนเอง หามีสิ่งใดเหนือกว่าสิ่งใดไม่”
ดวงตาของหลี่อู๋อีเป็นประกาย “เจ้าพูดได้ถูกต้อง การจะปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของกฎเกณฑ์ออกมาได้นั้น ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ที่เหมาะสมต่างหาก”
ขณะที่เขากำลังพูด สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาผุดมือขึ้นรับหยกบันทึกแผ่นหนึ่งที่แหวกอากาศพุ่งเข้ามาสัมผัสฝ่ามืออย่างแม่นยำ เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกาะสัตว์เทพได้ส่งคำตอบกลับมาแล้ว
[ช่างรวดเร็วนัก!]
มันเพิ่งผ่านไปเพียงครู่เดียวหลังจากส่งหยกออกไป หยางไค่จึงตระหนักได้ว่าหยกบันทึกของหลี่อู๋อีต้องไปถึงมือของม่อหวงในทันทีแน่ๆ ถึงได้รับคำตอบรวดเร็วเช่นนี้
ฉยงฉีดูท่าทางกระวนกระวายใจ เขาจ้องเขม็งไปที่หลี่อู๋อี ในใจคิดว่าหากผลลัพธ์มิเป็นไปตามหวัง เขาจะรีบหลบหนีไปจากที่นี่ทันที ไม่มีทางที่เขาจะยอมถูกกักขังไว้บนเกาะสัตว์เทพเด็ดขาด
ทว่าสีหน้าของหลี่อู๋อียังคงสงบเงียบ มิได้มีวี่แววผิดปกติใดๆ ฉยงฉีที่กำลังพรั่นพรึงจึงใคร่รู้นักว่าการตัดสินใจของจักรพรรดิสัตว์ยุทธ์คือสิ่งใด
ครู่ต่อมา หลี่อู๋อีก็อ่านข้อความจนจบ เขาปรายตามองสลับไปมาระหว่างฉยงฉีและหยางไค่ “ท่านจักรพรรดิกล่าวว่า... พระองค์จะทิ้งการตัดสินใจนี้ไว้ให้เจ้าเป็นผู้กำหนด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉยงฉีก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นเขาก็รีบหันไปมองหยางไค่ด้วยสายตาลุ้นระทึก ในเมื่อหยางไค่คือผู้ตัดสินขั้นเด็ดขาด ยามนี้ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับว่าข้อเสนอของเขาเมื่อครู่นั้นมีประโยชน์พอหรือไม่
[มันต้องมีประโยชน์แน่ๆ...] ฉยงฉีอธิษฐานอยู่ในใจ
“ข้าเป็นคนตัดสินใจอย่างนั้นรึ?” หยางไค่ลูบคางพลางหัวเราะร่วน “ดูเหมือนท่านจักรพรรดิจะให้เกียรติข้าไม่น้อยเลยทีเดียว”
หลี่อู๋อียิ้มกล่าว “ท่านจักรพรรดิเขียนไว้ว่า ในเมื่อเจ้ามีความเกี่ยวพันบางอย่างกับผู้เฒ่าฉยง เจ้าจึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะคอยเฝ้าดูเขา หากในอนาคตเขาคิดจะกลับคำจริงๆ ยามนั้นพวกเราค่อยออกหน้ามาสะสางก็ยังไม่สาย”
“ตกลง” หยางไค่พยักหน้า “ในเมื่อท่านจักรพรรดิไว้วางใจข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็จะรับผิดชอบหน้าที่นี้เอง”
หยางไค่หันไปมองฉยงฉี “ตาเฒ่าฉยง นับจากนี้ไปท่านต้องติดตามข้า ท่านคงได้ยินสิ่งที่ท่านจักรพรรดิกล่าวแล้ว ท่านต้องช่วยเหลือผู้คนให้มากขึ้นเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของตนเอง หากท่านบังอาจกระทำชั่วสิ่งใด ทั้งท่านจักรพรรดิและข้าจะไม่มีวันละเว้นท่านเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว” ฉยงฉีตอบรับอย่างนอบน้อม ก่อนจะแสร้งทำหน้าเศร้า “นายน้อย ท่านเลิกเรียกข้าว่าตาเฒ่าฉยงจะได้หรือไม่?”
“แล้วจะให้ข้าเรียกว่าอะไรล่ะ? ตาเฒ่าฉีรึ?”
ฉยงฉีตอบ “เปล่า แต่มันก็ใกล้เคียงนะ ในอดีต เจ้านายเก่าของข้ามักจะเรียกข้าว่า ‘เสี่ยวฉี’ (ฉีน้อย) ท่านเห็นไหม มันฟังดูรื่นหูกว่าตาเฒ่าฉยงตั้งเยอะ หากท่านไม่รังเกียจ จะเรียกข้าว่าเสี่ยวฉีก็ได้นะ... หือ? ทำไมพวกท่านถึงมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นล่ะ?”
ในชั่วพริบตานั้น ทั้งหยางไค่ หลี่อู๋อี และจิ่วเฟิ่ง ต่างจ้องมองเขาด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น
ใบหน้าของหยางไค่กระตุกถี่ๆ ก่อนจะสะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจ “ตาเฒ่าฉยงน่ะดีแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก”
[เหตุใดตาเฒ่าบ้านี่ถึงอยากให้คนเรียกว่าเสี่ยวฉีกัน!]
ก็บุตรสาวของม่อหวง เจ้าหญิงน้อยแห่งเกาะสัตว์เทพ มีนามว่า ‘ม่อเสี่ยวฉี’ ชื่อของทั้งสองนั้นเหมือนกันเปี๊ยบ ทว่าคนหนึ่งคือเด็กสาวผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ แต่อีกคนกลับเป็นตาแก่หน้าตาอัปลักษณ์ระดับสัตว์เทพบรรพกาล ไม่มีทางที่หยางไค่จะเรียกฉยงฉีว่าเสี่ยวฉีเด็ดขาด และเห็นได้ชัดว่าหลี่อู๋อีและจิ่วเฟิ่งก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน!
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.