ตอนที่ 3334
3334 / 5804
อ่าน 12 นาที
Chapter 3334 - Scram
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 10:23
**บทที่ 3334 - ไสหัวไป!**
ก่อนจะเดินทางมายังเกาะต้นไม้คราม หยางไค่และจูฉิงได้เคยหยิบยกหัวข้อนี้ขึ้นมาสนทนากันไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งในครานั้นจูฉิงถึงขั้นเอ่ยเตือนเขามิให้คลาดสายตา เพื่อป้องกันมิให้บรรดาสตรีในเผ่ามังกรนางอื่นมีโอกาสเข้ามาเย้ายวนสามีของตน
หยางไค่เองก็ยังตบอกรับคำเป็นมั่นเหมาะ ว่าเขาไม่มีทางชายตามองสตรีอื่นใดนอกจากนาง
ทว่าเขากลับนึกไม่ถึงว่าผู้อาวุโสใหญ่จูเหยียนจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดต่อหน้าต่อตา หากมิได้ผ่านการสนทนากับจูฉิงมาก่อน เขาคงมืดแปดด้านว่าตาเฒ่าผู้นี้ต้องการสิ่งใด แต่ในตอนนี้ หยางไค่พอจะเดาเค้าลางออกแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังจะสื่อถึงอะไร
หยางไค่เอ่ยถามด้วยสีหน้ากึ่งอึ้งกึ่งสับสน “ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านกำลังจะ...”
จูเหยียนหัวเราะเบาๆ พลางกวาดสายตาที่ดูขุ่นมัวทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาดจดจ้องไปที่หยางไค่ ราวกับกำลังพิจารณาหยกหายากชิ้นงาม แววตาคู่นั้นทำให้หยางไค่รู้สึกเสียวสันหลังวาบจนขนลุกไปทั้งตัว
หลังจากพยักหน้าช้าๆ จูเหยียนจึงเอ่ยขึ้นว่า “จะว่าไปแล้ว นี่นับเป็นโชคลาภมหาศาลที่หล่นทับเจ้าโดยแท้”
*[นี่คือเจตนาที่แท้จริงของเขามาตลอดสินะ...]* หยางไค่ถึงกับน้ำท่วมปาก ในเสี้ยววินาทีนั้นเขาแทบอยากจะผ่าหัวตาเฒ่าคนนี้ดูเหลือเกินว่าข้างในนั้นบรรจุสิ่งใดไว้กันแน่ แค่เรื่องที่ฝูหลิงพยายามจะยั่วยวนเขาก็เหลือรับประทานแล้ว แต่นี่แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่แห่งเผ่ามังกรยังจะพยายามจับเขาคลุมถุงชนกับเหล่าดรุณีมังกรที่ยังมิได้ออกเรือนทั้งเกาะอีกอย่างนั้นหรือ?
จูเหยียนหันไปมองจูฉิงด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉิงเอ๋อร์ ข้าต้องขออภัยที่เจ้าต้องยอมถอยในเรื่องนี้ ทว่าเพื่อเห็นแก่ภาพรวมและอนาคตของเผ่ามังกร ข้าจึงถูกบีบบังคับให้ต้องทำ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะเข้าใจความลำบากใจของข้า”
จูฉิงก้มหน้าลงต่ำ “ฉิงเอ๋อร์เข้าใจดีเจ้าค่ะ ความจริงท่านมิจำเป็นต้องบอกกล่าวกับข้า เพราะอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่เขา”
จูเหยียนกล่าวชม “เจ้านับเป็นสตรีที่ดี ตราบใดที่เจ้าไม่ขัดข้อง มีหรือที่เขาจะปฏิเสธ? บุรุษน่ะหรือ... หึ!” เขาแค่นเสียงอย่างเหยียดหยาม ราวกับลืมไปเสียสนิทว่าตนเองก็เป็นบุรุษเช่นกัน
หยางไค่รีบแทรกขึ้นทันควัน “ข้ามีบางอย่างจะกล่าว”
จูเหยียนมองเขาด้วยความฉงน “หืม? เจ้ามีสิ่งใดจะพูดงั้นรึ?”
หยางไค่ปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางเอ่ยว่า “ข้าคิดว่าความคิดเห็นของข้าเองก็สำคัญไม่แพ้กัน”
จูเหยียนคลี่ยิ้มพลางตอบ “ว่ามาสิ พูดตรงๆ ได้เลย”
หยางไค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “จริงอยู่ว่าข้าเป็นบุรุษที่ชื่นชมในความงามของสตรี แต่นั่นมิได้หมายความว่าข้าจะไร้ซึ่งบรรทัดฐานในใจ ประการแรก ข้ามิได้สนิทชิดเชื้อกับสตรีนางใดในเผ่ามังกร และต่อให้สนิทกัน ความรักก็ควรเป็นเรื่องของความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย มิใช่การบังคับ ข้าและฉิงเอ๋อร์ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน เราสองรักกันด้วยใจจริง นางจึงแตกต่างจากสตรีอื่นในเผ่าของท่าน หรือว่าท่านเห็นข้าเป็นเพียงพ่อพันธุ์สัตว์ป่าตัวหนึ่งเท่านั้น?”
“เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าไม่เต็มใจอย่างนั้นรึ?” จูเหยียนจ้องมองเขาด้วยความตกตะลึง
หยางไค่แค่นเสียงหัวเราะ “หากท่านเป็นข้า ท่านจะเต็มใจทำเช่นนั้นหรือ?”
หลังจากนิ่งคิดครู่หนึ่ง จูเหยียนก็ตอบกลับมาว่า “สำหรับข้า... คงยากที่จะปฏิเสธข้อเสนอนี้จริงๆ”
ในใต้หล้านี้ คงหามีบุรุษผู้ใดสามารถต้านทานการเย้ายวนจากการที่จะได้ครอบครองเหล่าสตรีทั้งหมดในเผ่ามังกรได้
“ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อพวกท่านยังไม่สามารถยอมรับเรื่องที่ข้ากับฉิงเอ๋อร์อยู่กินด้วยกันได้ แล้วพวกท่านจะทนได้อย่างไรหากข้าไปหลับนอนกับสตรีคนอื่นๆ ในเผ่าของท่านจริงๆ?”
จูเหยียนตอบกลับอย่างรวดเร็ว “หากเจ้าสามารถช่วยยกระดับสายเลือดของพวกนางได้ ข้าจะยกพวกนางให้แต่งงานกับเจ้าทั้งหมด รวมถึงฉิงเอ๋อร์ด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางไค่ถึงกับอึ้งกิมกี่ ตาเฒ่าผูนี้ดูจะมุ่งมั่นเกินไปแล้ว เพียงแค่จินตนาการภาพที่มีสตรีห้อมล้อมเขาก็รู้สึกเลือดลมสูบฉีด แต่หากเขาตกลงไปจริงๆ เขาคงกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของมังกรตัวผู้ทุกตัวบนเกาะมังกรแน่ๆ แม้แต่จูเลี่ยก็คงจะโกรธแค้นเขาจนแทบกระอัก
สัดส่วนประชากรชายหญิงในเผ่ามังกรนั้นไม่สมดุลอยู่แล้ว หากสาวงามที่ยังไม่แต่งงานทั้งหมดต้องมาเป็นของหยางไค่เพียงผู้เดียว มันจะเป็นเรื่องที่น่าอัปยศที่สุดสำหรับบุรุษในเผ่ามังกร
“ผู้อาวุโส โปรดอย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย เพราะข้าจะไม่มีวันตกลงเด็ดขาด” หยางไค่โบกมือปฏิเสธอย่างจริงจัง พร้อมกับเหลือบมองจูฉิง เมื่อเห็นนางมีสีหน้าปลาบปลื้ม เขาก็รู้สึกโล่งใจเป็นปลิดทิ้ง
“อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธนักเลย กลับไปไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อน การตอบรับเรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดเสียหายต่อเจ้าเลยสักนิด” จูเหยียนโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ
หยางไค่ไม่อยากจะจมอยู่กับหัวข้อเดิมอีกต่อไป เขาจึงประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “ข้ามาที่เกาะมังกรในครั้งนี้ เพื่อขอความช่วยเหลือบางประการ”
จูเหยียนเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “ความขัดแย้งระหว่างเรายังมิได้รับการชำระสะสาง เจ้าช่างกล้าดีนักที่มาขอความช่วยเหลือจากพวกเรา เจ้าเสียสติไปแล้ว หรือว่าเป็นข้าที่บ้าไปเองกันแน่?”
หยางไค่กล่าวว่า “ไม่ว่าท่านจะยอมรับหรือไม่ แต่ความจริงที่ว่าข้ามีต้นกำเนิดมังกรอยู่ในกายนั้นเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้”
จูเหยียนแค่นเสียงในลำคอ พลางคิดในใจว่าหากมิใช่เพราะเรื่องนั้น เขาคงตบหยางไค่ให้ตายคามือไปนานแล้ว แทนที่จะปล่อยให้พล่ามอยู่นานสองนาน ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่หยางไค่ครอบครองคือต้นกำเนิดมังกรบรรพกาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับรากฐานที่สำคัญที่สุดของเผ่ามังกร
หยางไค่กล่าวต่อไปว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็เปรียบเสมือนสมาชิกคนหนึ่งของเผ่ามังกร ดังนั้นข้าคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องเกินเลยหากข้าจะขอความเมตตาจากท่านบ้าง”
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องที่เจ้าขอคืออะไร” จูเหยียนกระแทกเสียง
หยางไค่เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “คำขอเหล่านี้มิใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเผ่ามังกร ประการแรก ข้าปรารถนาให้ฉิงเอ๋อร์อยู่เคียงข้างข้าและออกจากเกาะมังกรไปพร้อมกับข้า เพื่อที่นางจะไม่ถูกจองจำอยู่ที่นี่อีก”
สีหน้าของจูเหยียนยังคงราบเรียบ เขาเพียงเอ่ยสั้นๆ ว่า “แล้วคำขออื่นล่ะ?”
“ข้าต้องการเข้าสู่ตำหนักมังกร” หยางไค่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “ครั้งล่าสุดที่ข้าเข้าไปในนั้น ข้าต้องรีบออกมาอย่างกะทันหัน แม้ในตอนนั้นข้าจะปลุกวิญญาณมังกรได้มากมาย แต่ข้ายังไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำความเข้าใจและซึมซับสิ่งใด ดังนั้น ข้าจึงอยากเข้าไปในตำหนักอีกครั้งเพื่อเรียนรู้เทภาความลับของเผ่ามังกรให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”
จูเหยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “เจ้ามีคำขอเพียงสองข้อนี้เท่านั้นรึ?”
“ขอรับ”
“ตาเฒ่าคนนี้ตกลง”
หยางไค่ตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเป็นดีใจสุดขีด “ขอบพระคุณผู้อาวุโสใหญ่มาก!”
ทว่าจูเหยียนกลับแสยะยิ้มแล้วกล่าวต่อว่า “ข้าน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่ข้าไม่มั่นใจว่าผู้อาวุโสรองนางจะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ หากเจ้าสามารถโน้มน้าวนางให้เห็นชอบกับคำขอของเจ้าได้ ข้าก็จะไม่คัดค้านสิ่งใด”
มุมปากของหยางไค่กระตุกหยิกๆ พลางเอ่ยถามว่า “ท่านเป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่ มิใช่ว่าท่านมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในทุกเรื่องหรอกหรือ?”
จูเหยียนกะพริบตาปริบๆ “แน่นอนว่าข้ามีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในกิจการภายนอก ทว่าผู้อาวุโสรองคือผู้ดูแลกิจการภายใน เอาเถอะ หากเจ้าอยากให้สมหวัง ก็จงไปหานางเดี๋ยวนี้เสีย”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไม้บนต้นไม้ไปทันที
หยางไค่จ้องมองแผ่นหลังนั้นพลางพึมพำลอดไรฟัน
ทันใดนั้น จูเหยียนก็หยุดกะทันหันและหันกลับมา ใบหน้าของเขากระตุกวูบ “เจ้าเด็กเมื่อวานซืน เจ้าเพิ่งพูดว่าอะไรนะ? แน่จริงเจ้าลองพูดอีกทีซิ!”
จูฉิงรีบเอ่ยด้วยความลนลาน “ผู้อาวุโสใหญ่ เขาไม่ได้พูดอะไรเลยเจ้าค่ะ ท่านคงหูฝาดไปเอง พวกเราขอตัวลาก่อนนะเจ้าคะ”
เมื่อกล่าวจบ นางก็คว้าแขนหยางไค่แล้วพาทะยานจากไปทันที
ทว่าหยางไค่กลับไม่ยอมรามือ เขาตะโกนก้องอย่างสุดเสียง “ผู้อาวุโสใหญ่แห่งเผ่ามังกรผู้สง่างาม ที่แท้ก็เป็นพวกกลัวเมียนี่เอง!” เสียงของเขาดังสนั่นหวั่นไหวจนใบไม้บางส่วนถึงกับร่วงกราว
“เจ้าเด็กบ้า กลับมานี่เดี๋ยวนี้!” จูเหยียนคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวพลางถกแขนเสื้อเตรียมจะไล่กวด แต่ทั้งคู่ก็ลับสายตาไปเสียแล้ว หลังจากสบถอยู่ครู่หนึ่ง จูเหยียนก็เอามือไพล่หลังแล้วตะคอกออกมาว่า “น่าขำนัก! มีหรือที่ตาเฒ่าคนนี้จะกลัวนาง? นางก็แค่สตรีจองหองนางหนึ่ง และข้าก็แค่ไม่อยากลดตัวไปต่อล้อต่อเถียงด้วยเท่านั้น!”
เมื่อกล่าวจบ จูเหยียนก็รีบกวาดสายตามองไปรอบๆ และเมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครแอบฟังอยู่ เขาจึงยืดตัวตรงแล้วเดินเข้าบ้านอย่างองอาจ ราวกับไก่ชนที่เพิ่งคว้าชัยมาได้
ท่ามกลางเวหาอันกว้างไกล จูฉิงบิดหูหยางไค่พลางเอ็ดเสียงดัง “ทำไมเจ้าต้องไปยั่วโมโหผู้อาวุโสใหญ่ด้วย? ความจริงท่านเป็นคนมีเมตตามากนะ!”
หยางไค่ปั้นหน้ายิ้มประจบ “เลิกบิดหูข้าได้แล้ว มันจะหลุดออกมาแล้วนะ! ข้าก็แค่พูดไปตามความจริง...”
เขาเอื้อมมือไปจับข้อมือนางแล้วดึงมือออกช้าๆ
ทว่าจูฉิงที่กำลังขุ่นเคืองยังไม่ยอมรามือ นางตวัดเสียงถาม “แล้วมันน่าอับอายตรงไหนที่เขาจะเกรงใจภรรยาของตนเอง?”
หยางไค่ตอบพร้อมรอยยิ้ม “บุรุษไม่ควรกลัวภรรยา ชายชาตรีที่แท้จริงจะไม่มีวันทำเช่นนั้น”
“งั้นรึ?” จูฉิงจ้องเขาเขม็ง
“แทนที่จะเรียกว่ากลัว ควรเรียกว่ายอมตามใจเสียมากกว่า นั่นคือสัญลักษณ์แห่งความรักที่มีต่อนางต่างหาก” แน่นอนว่าหยางไค่รู้ดีว่าควรพูดเช่นไรให้นางพึงพอใจ
สีหน้าของจูฉิงเปลี่ยนไปทันที เมื่อนางเห็นหูที่แดงก่ำของเขา ความเย็นชาบนใบหน้าก็มลายหายไปและแทนที่ด้วยความหวานล้ำในใจ ทว่าเพียงครู่เดียวนางก็ต้องถอนหายใจออกมาและเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ตอนนี้เราได้รับความเห็นชอบจากผู้อาวุโสใหญ่มาแล้วส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเจ้าไปพบผู้อาวุโสรองในภายหลัง เจ้าต้องรู้จักสำรวมตนให้มาก หากเราทำให้นางยอมรับเจ้าได้ ในภายหน้าการมาเกาะมังกรของเจ้าจะสะดวกยิ่งขึ้น และข้าเองก็อาจจะออกไปหาเจ้าข้างนอกได้เช่นกัน”
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ว่านางจะพ่นวาจาร้ายกาจเพียงใด ข้าจะถือเสียว่ามันเป็นเพียงเสียงลมที่พัดผ่านไปก็แล้วกัน”
จูฉิงทั้งขำทั้งสลดใจในเวลาเดียวกัน นางรีบเตือนว่า “อย่าให้นางได้ยินสิ่งที่เจ้าเพิ่งพูดเด็ดขาดนะ”
เกาะหิมะ คือเกาะจิตวิญญาณของฝูจุน นางคือมังกรน้ำแข็ง นั่นคือเหตุผลที่เกาะแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดทั้งปี และมีพายุหิมะโหมกระหน่ำอยู่ไม่ขาดสาย หากมองจากระยะไกล ทั้งเกาะดูราวกับภูเขาหิมะขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล ในรัศมีพันลี้รอบเกาะไร้ซึ่งมวลปักษีหรือสิ่งมีชีวิตใดๆ จะย่างกรายผ่าน
ก่อนที่หยางไค่และจูฉิงจะเข้าใกล้เกาะ พวกเขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาปะทะ แม้แต่มหาสมุทรโดยรอบก็ถูกแช่แข็งจนกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาเตอะ ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งชีวิตในรัศมีพันลี้
แม้สภาพอากาศจะหนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำ แต่มันกลับมิได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อหยางไค่และจูฉิงเลยแม้แต่น้อย
หลังจากร่อนลงจอด ณ ใจกลางเกาะ พวกเขาก็มองเห็นแท่นขนาดใหญ่ที่สลักเสลาขึ้นจากน้ำแข็งโบราณ ฝูจุนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นนั้น นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดูสะอาดตา ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทัศนียภาพรอบกาย
เมื่อทั้งสองร่อนลงจากนภากาศ พวกเขายืนห่างจากฝูจุนประมาณสามร้อยเมตร
จูฉิงประสานมือทำความเคารพและเอ่ยทักทาย “ผู้อาวุโสรอง ฉิงเอ๋อร์พาสามีของข้า หยางไค่ มาเข้าพบเพื่อทำความเคารพท่านเจ้าค่ะ”
หยางไค่ถึงกับตกอยู่ในภวังค์เมื่อนางเรียกเขาว่า ‘สามี’ อย่างกะทันหัน จนกระทั่งจูฉิงใช้ศอกกระทุ้งเขาเบาๆ เขาจึงได้สติแล้วประสานมือกล่าวว่า “คารวะผู้อาวุโสรอง”
ฝูจุนลืมตาขึ้นช้าๆ ไอเย็นในส่วนลึกของนัยน์ตานางดูเหมือนจะสามารถแช่แข็งดวงวิญญาณของผู้ใดก็ตามที่จ้องมองได้ นางเมินเฉยต่อหยางไค่อย่างสิ้นเชิง ก่อนจะตวัดสายตาไปที่จูฉิงแล้วตวาดก้อง “ใครอนุญาตให้เจ้าออกมาจากที่คุมขังโดยพละการ? ไสหัวกลับไปที่เกาะของเจ้าเดี๋ยวนี้!”
เส้นเลือดบนหน้าผากของหยางไค่เต้นตุบๆ เมื่อได้ยินคำนั้น โทสะเริ่มปะทุขึ้นในอกของเขาอย่างรุนแรง *[นางหมายความว่าอย่างไร? ฉิงเอ๋อร์อุตส่าห์เดินทางมาที่นี่เพื่อทำตามธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเหมาะสม แต่นางกลับทำตัวโอหังถึงขนาดไล่ฉิงเอ๋อร์ของข้าให้ไสหัวไปงั้นรึ!]*
เมื่อเห็นท่าไม่ดี จูฉิงจึงรีบเอ่ยว่า “ข้าและสามีมาที่นี่เพื่อขอความเมตตาจากท่านเจ้าค่ะ”
“สามีงั้นรึ?” ฝูจุนแสยะยิ้มหยัน “เจ้าไม่เคยผ่านพิธีมงคลสมรสกับผู้ใด แล้วจะมีสามีได้อย่างไร? ต่อให้จะมี เขาก็ควรจะเป็นฝูฉือผู้ล่วงลับ มิใช่ไอ้ขอทานข้างถนนคนนี้!”
จูฉิงโต้กลับทันควัน “สามีของข้ายืนอยู่เคียงข้างข้าที่นี่ เหตุใดท่านจึงแสร้งเมินเฉยต่อเขา?”
ฝูจุนหลับตาลงอย่างเย็นชา “ข้าไม่เห็นสามีที่เจ้าพูดถึงเลยสักคน ต่อให้เขาจะอยู่ที่นี่จริงๆ ราชินีผู้นี้ก็จะไม่มีวันยอมรับเขาเด็ดขาด”
จูฉิงทอดถอนใจ “ไม่ว่าท่านจะยอมรับหรือไม่ แต่มันคือความจริงที่มิอาจเปลี่ยนแปลงว่าเขาคือสามีของข้า และข้าจะไม่มีวันแต่งงานกับชายอื่นใดอีก”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดจาให้เสียเวลา ไสหัวกลับไปเสียเดี๋ยวนี้ จนกว่าเจ้าจะสำนึกผิดได้แล้วค่อยกลับมาพบข้าใหม่”
“เฮ้ย ยัยแม่มดเฒ่า!” หยางไค่ระเบิดอารมณ์ตะโกนก้องออกมา ก่อนมาที่นี่เขาเตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ข่มใจอดทนต่อฝูจุน และเตรียมใจเผชิญกับวาจาเชือดเฉือนของนางไว้แล้ว ทว่าเมื่อได้ยินนางไล่จูฉิงให้ไสหัวไปครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ไม่อาจสะกดกลั้นเพลิงโทสะไว้ได้อีกต่อไป!
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.