ตอนที่ 48
48 / 82
อ่าน 14 นาที
บทที่ 48 — "คนแบบท่าน"
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
ประโยคนั้นไม่ยอมตาย
มันลอยอยู่ในห้องพักของคฤหาสน์รับรองตั้งแต่ตัวแทนตระกูลวอร์นเดินจากไปเมื่อค่ำวาน ลอยข้ามคืน ลอยข้ามอาหารเช้าที่เวอร์ดานไม่ได้แตะ ลอยมาจนถึงตอนนี้ที่แสงสายส่องผ่านบานเกล็ดไม้สลักเป็นริ้วลงบนพื้นหินอ่อนของเวลด์ฮอลม์ — เมืองที่ปูพื้นด้วยหินที่ขนมาจากเหมืองไกลโพ้นเพียงเพื่อให้พ่อค้ารู้สึกว่าตัวเองเหยียบอยู่บนความมั่งคั่ง
*"พวกเราตามหาคนแบบท่านมานานแล้ว ท่านผู้มาจาก... ที่ไกลมาก"*
เวอร์ดานนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือถือถ้วยชาที่เย็นชืดไปนานแล้ว เขาไม่ได้มองวิวเมือง เขามองทะลุมันไป
*คนแบบท่าน.* คนแบบไหน นักผจญภัยที่ปราบโจรพันคนได้ในคืนเดียวหรือ — ถ้าเป็นเช่นนั้นมันก็แค่คำเยินยอตามธรรมเนียมพ่อค้า ไม่ต่างจากกลิ่นน้ำหอมเลี่ยนที่ทูตฮัลเวกทิ้งไว้ในห้องประชุมเมื่อสิบกว่าวันก่อน แต่คำว่า *ที่ไกลมาก* นั่นสิ ตัวแทนคนนั้นหยุดก่อนพูดมันครึ่งจังหวะ หยุดอย่างจงใจ หยุดแบบที่คนเลือกใช้คำเป็นอาวุธจะหยุด แล้วทิ้งจุดไข่ปลาไว้กลางประโยคราวกับวางมีดไว้บนโต๊ะให้เห็นว่ามี โดยยังไม่หยิบขึ้นมา
ไกลแค่ไหน ไกลข้ามทวีป หรือไกลข้ามพันปี
เขาวางถ้วยลง เสียงกระเบื้องกระทบจานดังเบาเกินกว่าที่ตั้งใจ
ปัญหาของการระแวงทุกอย่างมาทั้งชีวิตคือเขาไม่เคยแยกออกว่าเงาไหนเป็นของจริง เพราะเขาเห็นเงาทุกที่ที่มีแสง และในเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อค้าความลับอย่างเวลด์ฮอลม์ แสงมีอยู่ทุกซอกทุกมุม
—
ลิเลียพบเขาในท่าเดิมตอนเที่ยง
"นายนั่งตรงนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่" เธอเดินเข้ามาในห้อง ไม่เคาะ ไม่เคยเคาะ หยิบขนมปังก้อนหนึ่งจากถาดอาหารเช้าที่เย็นชืดแล้วกัดคำโต "ราฮับบอกว่านายไม่ได้นอน เขาเฝ้าอยู่หน้าประตูทั้งคืน เห็นแสงลอดออกมาตลอด"
"ข้าคิด"
"นายคิดเสมอแหละ" เธอเคี้ยวขนมปัง พูดเต็มปาก "แต่นายคิด *แบบนี้* ตอนที่นายเชื่อว่าจับเงาตัวจริงได้แล้ว มันมีหน้าตาเฉพาะ เวอร์ หน้าตาแบบที่นายมีตอนเฟิร์นเกต ตอนหญิงนักบวชเปล่งคำว่าผู้ถือกุญแจใส่นาย"
เวอร์ดานหันมามองเธอ เขาลืมไปบ่อยๆ ว่าในบรรดาพวกพ้องยี่สิบแปดคนที่เหลืออยู่ในจักรวาลนี้ ลิเลียคือคนเดียวที่อ่านสีหน้าเขาออกแม่นกว่าที่เขาอยากให้เป็น
"ตัวแทนวอร์นพูดอะไรบางอย่างเมื่อคืน" เขาพูดช้าๆ ราวกับวางหมากทีละตัว "เขาบอกว่าตามหาคนแบบข้ามานาน คนที่มาจากที่ไกล"
ลิเลียหยุดเคี้ยว
"แล้วนายแปลว่า เขารู้ว่าข้าข้ามเวลามา"
"ฉันยังไม่ได้แปลอะไรเลย" เธอกลืนขนมปังลงไป "นายแปลไปแล้วต่างหาก"
"ลิเลีย" เสียงเขาแผ่วลง แต่คมขึ้น "ในเมืองนี้มีตระกูลหนึ่งที่ค้าข้อมูลเป็นอาชีพ ทุกคนพูดถึงมันด้วยเสียงเบาลง เซเรน่าบอกว่าพวกที่คุมข้อมูลคือพวกที่อันตรายที่สุด แล้วตัวแทนของตระกูลนั้นเดินตรงเข้ามาหาข้าในงานเลี้ยง ผ่านพ่อค้าสี่สิบคน ผ่านทูตจากนครรัฐสามแห่ง มาหยุดตรงหน้าข้าคนเดียว แล้วพูดประโยคที่เลือกคำมาทุกพยางค์ เจ้าจะให้ข้าเชื่อว่ามันบังเอิญหรือ"
"ฉันจะให้นายเชื่อว่ามันอาจจะ *ไม่* บังเอิญ" ลิเลียดึงเก้าอี้มานั่งตรงข้าม วางขนมปังที่เหลือลงบนตัก "แต่ 'ไม่บังเอิญ' กับ 'รู้ว่านายข้ามเวลามา' มันคนละเรื่องกันไกลมากนะเวอร์ พ่อค้าค้าข้อมูลก็แค่อยากให้นายรู้สึกว่าเขารู้เยอะ มันเป็นมุกขายของของพวกนี้ ทำให้คนกลัวว่าตัวเองมีความลับอยู่ในมือเขา ทั้งที่จริงเขาอาจไม่รู้อะไรเลย"
มันเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล มันเป็นคำอธิบายที่ *ง่าย* และทุกครั้งที่ลิเลียยื่นคำอธิบายง่ายๆ ให้เขา เวอร์ดานจะรู้สึกถึงความหงุดหงิดบางอย่างคืบขึ้นมาจากในอก — ความหงุดหงิดที่เขาไม่เคยยอมตั้งชื่อให้
เพราะถ้าโลกนี้ง่ายอย่างที่ลิเลียว่าจริง ถ้าไม่มีใครตามหาเขา ไม่มีมือที่สาม ไม่มีภัยที่เก่งกว่า ไม่มีใครจัดฉากเปิดประตูอนาคต
แล้วทุกชีวิตที่ติดอยู่ในยุคเถ้าถ่านนี้ก็ติดอยู่เพราะเขาคนเดียว
"นายต้องการให้เขารู้จริง" ลิเลียพูดขึ้นเบาๆ ราวกับได้ยินสิ่งที่เขาไม่ได้พูด — และนั่นทำให้เขาเย็นวาบไปทั้งตัว "นายอยากให้วอร์นรู้ว่านายมาจากไหน เพราะถ้าวอร์นรู้ ก็แปลว่ามีคนตามหาพวกเรามาตลอด แปลว่ามันมีเหตุผลที่เราติดอยู่ที่นี่ ที่ไม่ใช่ความผิดนาย"
ห้องเงียบ แสงสายขยับไปอีกริ้วหนึ่งบนพื้น
"กินขนมปังเถอะ" เวอร์ดานพูดในที่สุด เสียงราบเรียบจนน่ากลัว "มันเย็นหมดแล้ว"
ลิเลียมองเขาอีกครู่ แล้วก็ยิ้ม — ยิ้มแบบที่บอกว่าเธอจะไม่ดันต่อ ไม่ใช่เพราะเธอแพ้ แต่เพราะเธอเลือกจะไม่พังเสาที่ค้ำเขาอยู่ เธอหยิบขนมปังขึ้นมากัดต่อ "เย็นแต่อร่อยนะ พ่อครัวเมืองนี้ใส่เนยจริง ไม่เหมือนที่บ้านเรา"
*ที่บ้านเรา.* เธอหมายถึงนครรุ่งอรุณ เมืองที่พวกเขาสร้างทับซากของบ้านจริง บ้านที่ห่างออกไปพันปีและไม่มีวันกลับ เวอร์ดานปล่อยให้คำนั้นผ่านไปโดยไม่แก้
—
บ่ายวันนั้นเขาเรียกประชุม
ห้องที่เซเรน่าจัดให้เป็นห้องชั้นในของคฤหาสน์รับรอง ไม่มีหน้าต่าง มีแต่ตะเกียงเวท Tier ๑ ที่คาสเทลแอบเปลี่ยนไส้เป็นแท่งเรืองแสงจากเศษคริสตัลตั้งแต่คืนแรกที่มาถึง — "เผื่อไว้" เขาว่า "เผื่อพ่อค้าพวกนี้แอบฟังผ่านปล่องไฟ" และไม่มีใครถามว่าเขารู้ได้ยังไงว่าปล่องไฟฟังเสียงได้
เซเรน่ามาถึงก่อน พร้อมแฟ้มที่หนาขึ้นกว่าเดิมหนึ่งนิ้ว ไกร์ฟอนตามมา มือเปล่าเหมือนเคย ราฮับยืนอยู่ในมุมมืดที่สุดของห้อง ดาบใบดำพิงอยู่กับขาเขา ดูดแสงตะเกียงเข้าไปจนรอบตัวเขามืดกว่าที่อื่น
"ตระกูลวอร์น" เวอร์ดานเริ่ม "ข้าอยากรู้ทุกอย่าง"
เซเรน่าเปิดแฟ้ม แต่ก่อนเธอจะพูด ไกร์ฟอนพูดแทรกขึ้นมาก่อน — ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิด เพราะไกร์ฟอนเคารพลำดับของเซเรน่าในเรื่องข้อมูลเสมอ
"ข้าขอพูดก่อนได้ไหม" เขาถาม เซเรน่าพยักหน้า
ไกร์ฟอนก้าวเข้ามากลางวงแสง "ท่านครับ ก่อนที่ท่านจะได้ยินสิ่งที่เซเรน่ารวบรวมมา ข้าอยากเตือนท่านอย่างหนึ่ง" เขาหยุด เลือกคำ — และเวอร์ดานสังเกตว่าไกร์ฟอนหยุดแบบเดียวกับตัวแทนวอร์นเมื่อคืน หยุดอย่างจงใจ "ตั้งแต่เรามาถึงเวลด์ฮอลม์ ข้าเฝ้ามองท่าน ท่านระแวงตระกูลวอร์นตั้งแต่ก่อนเราจะรู้ด้วยซ้ำว่าวอร์นมีตัวตน ท่านระแวงมันตั้งแต่ตอนที่มันยังเป็นแค่ 'สายตาคู่หนึ่งในงานเลี้ยง'"
"แล้วไง"
"แล้วข้าก็เริ่มวางแผนกำจัดมันตั้งแต่ตอนนั้น" ไกร์ฟอนพูดเรียบ "เพราะข้าเชื่อว่าถ้าท่านระแวง แปลว่ามันคือภัย และถ้ามันคือภัย มันต้องถูกกำจัด" เขาเงยหน้าขึ้นมองเวอร์ดานตรงๆ ดวงตาที่ไม่เคยหลับสะท้อนแสงคริสตัล "แต่เมื่อคืนข้านอนไม่หลับ — ซึ่งข้าไม่เคยหลับอยู่แล้ว — และข้าคิดว่า ถ้าวันหนึ่งท่านระแวงเงาที่ไม่มีอยู่จริง แล้วข้ากำจัดทุกอย่างที่ท่านระแวง วันนั้นข้าจะทำลายโลกทั้งใบโดยที่ไม่มีศัตรูสักตัว"
ความเงียบในห้องหนักขึ้น
เวอร์ดานมองนักวางกลยุทธ์ของเขานิ่ง เขารู้สึกถึงบางอย่างกระตุกในอก — ไม่ใช่ความโกรธ เป็นความตระหนกที่เย็นยะเยือกกว่านั้น เพราะไกร์ฟอนเพิ่งพูดสิ่งเดียวกับที่ลิเลียพูดเมื่อเช้า เพียงแต่พูดด้วยตรรกะของนักล่า ไม่ใช่ด้วยความห่วงใยของเพื่อน และเมื่อทั้งคนที่ระแวงน้อยที่สุดกับคนที่ระแวงมากที่สุดในทีมพูดสิ่งเดียวกัน มันยากกว่ามากที่จะปัดทิ้ง
"เจ้ากำลังบอกข้าว่าอย่าระแวง" เวอร์ดานพูด
"ข้ากำลังบอกท่านว่าให้ระแวงตามหลักฐาน ไม่ใช่ตามความกลัว" ไกร์ฟอนถอยกลับเข้าเงา "ข้าระแวงเพื่อยึด ท่านระแวงเพื่อรอด แต่ทั้งสองอย่างต้องการสิ่งเดียวกัน — ข้อมูลจริง ไม่ใช่ผีในหัว" เขาผงกหัวให้เซเรน่า "เชิญ"
เซเรน่าเริ่มอ่านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ตระกูลวอร์น" เธอพลิกหน้าแรก "ไม่ใช่ตระกูลเก่าของเวลด์ฮอลม์ จริงๆ แล้วเป็นหนึ่งในตระกูลที่ใหม่ที่สุดในสภาสิบเอ็ด — ขึ้นมาภายในชั่วอายุคนเดียว หัวหน้าตระกูลชื่อ ที่ผู้คนเรียกกัน คือ 'นายวอร์น' เฉยๆ ไม่มีใครรู้ชื่อต้น ว่ากันว่าตระกูลของเขาเคยล่มสลายเมื่อเขายังเด็ก แล้วเขาสร้างมันขึ้นใหม่จากศูนย์ ไม่ใช่ด้วยทอง แต่ด้วยความลับ"
"ความลับแบบไหน" เวอร์ดานถาม
"ทุกแบบค่ะ" เซเรน่าตอบเรียบ "ใครเป็นหนี้ใคร ใครนอนกับเมียใคร ขุนนางเวสปร้าคนไหนรับสินบนจากใต้ พ่อค้าคนไหนปลอมตราชั่ง — เขาเก็บหมด แล้วขายความเงียบ ตระกูลวอร์นไม่ได้รวยจากการขายข้อมูล แต่รวยจากการ *ไม่* ขาย คนยอมจ่ายเพื่อให้เขาเงียบ"
ไกร์ฟอนเสริมจากในเงา "เป็นโครงสร้างที่สวยงาม ราคาถูกที่สุด ฆ่าน้อยที่สุด ครองมากที่สุด ข้าจะออกแบบมันแบบนี้เป๊ะ ถ้าข้าเริ่มจากศูนย์ในเมืองค้าขาย"
เซเรน่าพลิกหน้าต่อไป และนี่คือหน้าที่เธอหยุดมือ "แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่เข้ากับภาพ ท่าน" เธอเงยหน้าขึ้น "ตระกูลวอร์นใช้ทรัพย์มหาศาลซื้อของอย่างเดียวที่ไม่ทำเงิน — โบราณวัตถุยุคทอง พวกซากเทพ จารึก เศษโลหะ พวกที่ใช้การไม่ได้ ขายต่อก็ไม่ได้ราคา เก็บไว้ก็ไม่งอกเงย พ่อค้าทั่วเมืองคิดว่านายวอร์นบ้าสะสมของเก่า แต่..."
"แต่คนที่สร้างอาณาจักรจากความลับไม่บ้าสะสมอะไรโดยไม่มีเหตุผล" เวอร์ดานพูดต่อให้
"เพคะ"
เวอร์ดานนิ่งไป ในหัวเขา ภาพต่างๆ เริ่มเรียงตัว — เครื่องต้มน้ำยุคทองที่ดาลเวนที่มีรอยขีดวัดเกลียวกับรอยไหม้จากการพยายามป้อนพลัง คือมีคนยุคนี้ศึกษาของเผ่าเขาอย่างเป็นระบบ เศษโลหะจารึกในซากมอนสเตอร์ที่ถูกพยายามใช้เป็นอาวุธ "นักสะสมโบราณวัตถุยุคทองที่ทรงอิทธิพล" ที่ฮัลเวกเอ่ยถึงลอยๆ ก่อนลา คลังใหญ่กว่าเทวรัฐ
ทุกเส้นชี้มาที่จุดเดียว และจุดนั้นเพิ่งส่งคนมาบอกเขาว่า *ตามหาคนแบบท่านมานาน*
"นักสะสมที่ฮัลเวกพูดถึง" เวอร์ดานพูดช้าๆ "คือนายวอร์น"
"หม่อมฉันยืนยันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์" เซเรน่าตอบ "แต่ถ้าให้เดิมพัน หม่อมฉันเดิมพันทั้งคลังนครรุ่งอรุณ"
—
มันสมเหตุสมผลเกินไป
นั่นคือสิ่งที่กัดกินเวอร์ดานหลังประชุมเลิก เมื่อทุกคนแยกย้าย เหลือเขายืนอยู่คนเดียวในห้องไร้หน้าต่าง มองแสงคริสตัลที่คาสเทลซ่อนไว้ในตะเกียง
ทุกชิ้นต่อกันสนิทเกินไป นายวอร์นสะสมของเผ่าเขา นายวอร์นค้าความลับ นายวอร์นส่งคนมาพูดประโยคที่เลือกคำมาเป็นอาวุธ ถ้าเขาเป็นคนเขียนบทนี้เอง เขาก็จะเขียนแบบนี้ — และนั่นแหละที่น่ากลัว เพราะมันหมายความว่าอีกฝ่ายคิดเหมือนเขา หรือไม่ก็มีคนกำลังจัดวางชิ้นส่วนให้เขาเห็นภาพนี้พอดิบพอดี
*หรือ* — เสียงของลิเลียดังในหัว — *มันสมเหตุสมผลเพราะมันเป็นความจริงเฉยๆ พ่อค้าค้าของเก่าที่บังเอิญรวย บังเอิญสะสมซากเทพเพราะมันหายากและทำให้ดูมีระดับ บังเอิญส่งคนมาเยินยอเพราะอยากค้าขายด้วย และนายก็กำลังถักทุกความบังเอิญเป็นแผนการของศัตรูที่ไม่มีตัวตน อีกครั้ง*
เขาไม่รู้ว่าเสียงไหนพูดถูก และนั่นคือสภาพที่เขาอยู่กับมันมาตลอดพันปีที่ตื่นขึ้นในยุคนี้ — แขวนอยู่ระหว่างความระแวงกับความผิด ไม่กล้าปล่อยมือจากเส้นใดเส้นหนึ่ง เพราะถ้าปล่อยเส้นระแวง พวกพ้องอาจตาย และถ้าปล่อยเส้นความผิด เขาจะต้องยอมรับว่าทุกอย่างเป็นเพราะมือของเขาเองที่กดเปิดประตูอนาคต
มีทางเดียวที่จะหลุดจากการแขวนนี้ คือหาความจริง
เขาตัดสินใจ
"ราฮับ" เขาเอ่ย และเงาในมุมห้องขยับ — ราฮับยังไม่ได้ออกไป ราฮับไม่เคยออกไปจริงๆ "ข้าจะเข้าไปในตระกูลวอร์น ข้าอยากรู้ว่าในคลังของนายวอร์นมีอะไร — ของเผ่าเรากี่ชิ้น และที่สำคัญกว่านั้น มีบันทึกอะไรที่พูดถึง 'คนที่มาจากที่ไกล' ไหม" เขาหยุด "เงียบๆ ก่อน อย่าเพิ่งแตะอะไร แค่ดู"
ราฮับผงกหัวช้าๆ มือเลื่อนไปแตะด้ามดาบ — แล้วหยุด ดึงกลับ ราวกับเตือนตัวเองถึงคำว่า *อย่าเพิ่งแตะ*
แต่เวอร์ดานเห็นการเลื่อนนั้น และเขารู้ดีว่าในหัวของราฮับ คำว่า "ดู" กับคำว่า "เตรียมฆ่า" มันใกล้กันแค่ไหน
—
ราฮับกลับมาตอนหัวค่ำ
เขาไม่ได้เข้าทางประตู เขาปรากฏขึ้นในห้องเหมือนความมืดที่จับตัวเป็นรูปคน เวอร์ดานชินกับมันแล้ว — ลิเลียยังกระโดดทุกครั้ง ตอนนี้เธอกำลังนั่งกินผลไม้ที่มุมห้อง และเธอกระโดดอีกครั้ง เม็ดองุ่นกระเด็น
"เร็วกว่าที่คิด" เวอร์ดานพูด
"ข้าไม่ได้เข้าคลัง" เสียงราฮับต่ำและเรียบราวกับหินครูด "เข้าไม่ได้ คลังวอร์นอยู่ใต้คฤหาสน์ มีคนเฝ้าสามชั้น แต่ไม่ใช่เพราะคนเฝ้าที่ข้าไม่เข้า" เขาหยุด ซึ่งสำหรับราฮับที่พูดน้อยอยู่แล้ว การหยุดของเขาหมายถึงเรื่องใหญ่ "เพราะข้าเจออย่างอื่นก่อน"
ลิเลียวางองุ่นลง เวอร์ดานลุกขึ้นยืน
"ท่านสั่งให้ข้าหามอนสเตอร์ตัวที่เหลือ ตัวที่ทูตเวลด์ฮอลม์อยากให้เราปราบ" ราฮับพูด "ข้าหามันเจอแล้ว มันอยู่ในหุบเขาทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ห่างราวครึ่งวัน ข้าตามรอยมันไป — รอยเวทยุคทองจางๆ ที่ติดตัวมันเหมือนตัวก่อน"
"แล้ว"
"มันไม่ได้อยู่ลำพัง ท่าน" ดวงตาของราฮับในแสงคริสตัลนิ่งสนิทอย่างน่ากลัว "มีคน มีกรง มีคนเอาเนื้อสดไปให้มันกินทุกสามวัน มีรอยล่ามที่คอมัน เก่าแล้ว เป็นแผลเป็น มันถูกเลี้ยงมานาน — แล้วถูกปล่อยออกไปเป็นช่วงๆ ให้ไปป่วนเส้นทางค้า แล้วต้อนกลับเข้ากรง"
ห้องเงียบจนได้ยินเสียงตะเกียงคริสตัลฮัมเบาๆ
"มอนสเตอร์ที่รบกวนการค้า" เวอร์ดานพูดช้าๆ ราวกับชิมรสคำแต่ละคำ "ที่ทำให้เวลด์ฮอลม์ต้องส่งทูตข้ามทวีปมาเชิญข้าให้ไปฆ่า — ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ มีคนเลี้ยงมันไว้ มีคนปล่อยมันโดยเจตนา"
"ใช่" ราฮับตอบ "และคนที่เลี้ยงมัน รู้วิธีจับเศษเวทยุคทองใส่มัน รู้ว่ามันดูดเศษเวทจากซากวิหารแล้วฉลาดขึ้น ดุขึ้น — รู้เรื่องของเผ่าเรามากพอจะใช้มันเป็นเครื่องมือ"
ลิเลียเอ่ยขึ้นเบาๆ จากมุมห้อง เสียงเธอไม่ได้กวนเหมือนเคย "เวอร์ ใครจะรู้เรื่องของเผ่าเรามากพอจะทำแบบนั้น"
แต่เวอร์ดานไม่ต้องการให้ใครตอบ เพราะคำตอบยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว เรียงตัวสนิทจนน่ากลัวอีกครั้ง — นักสะสมโบราณวัตถุยุคทองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภาคกลาง คลังใหญ่กว่าเทวรัฐ ตระกูลที่ค้าความลับ ตระกูลที่ส่งคนมาบอกว่าตามหา *คนแบบท่าน* มานาน
ใครเล่าที่จะสร้างมอนสเตอร์ขึ้นมาเพื่อบีบให้เมืองต้องเชิญนักผจญภัยแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามา ถ้าไม่ใช่คนที่อยากเจอนักผจญภัยคนนั้นตั้งแต่แรก
เขายืนนิ่ง รู้สึกถึงเส้นด้ายที่แขวนเขาอยู่ตึงขึ้น เส้นระแวงและเส้นความผิด ดึงไปคนละทาง
แล้วเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เวอร์ดานรู้สึกบางอย่างที่ใกล้เคียงกับความโล่งอกอย่างน่ารังเกียจ — เพราะถ้านี่เป็นกับดักจริง ถ้ามีคนวางมันไว้เพื่อล่อเขามาจริง
ก็แปลว่าเขาไม่ได้บ้า และเขาไม่ได้ผิดคนเดียว
"นายวอร์น" เขาพูดเสียงเบามาก จนแม้แต่ราฮับก็เกือบไม่ได้ยิน "อยากเจอข้าจริงๆ"
ลิเลียมองเขาจากมุมห้อง และในแววตาเธอมีบางอย่างที่ไม่ใช่ความสงสัยอีกต่อไป — มีความห่วง เพราะเธอเห็นรอยยิ้มจางๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นบนใบหน้าของชายที่เธอภักดี และเธอรู้ว่ารอยยิ้มแบบนั้นของเวอร์ดานหมายถึงอะไร
มันไม่ได้หมายความว่าเขามีความสุข
มันหมายความว่าเขาเพิ่งตัดสินใจว่าจะเดินเข้าหาเงาที่เขาตามหามาทั้งชีวิต — โดยไม่สนว่าเงานั้นจะเป็นศัตรูจริง หรือเป็นเพียงผีตัวล่าสุดในหัวเขาเอง
"เตรียมตัว" เวอร์ดานพูด "เราจะรับงานปราบมอนสเตอร์ของเวลด์ฮอลม์ — อย่างเป็นทางการ" เขาหันไปทางประตู "และระหว่างที่ทั้งเมืองมองข้าฆ่าสัตว์ในกรงของใครบางคน ข้าจะหาให้เจอว่าใครเป็นคนถือกุญแจกรงนั้น"
ราฮับผงกหัว เลื่อนดาบใบดำออกจากฝักหนึ่งนิ้ว แล้วดันกลับเข้าที่
ข้างนอกบานเกล็ด แสงสุดท้ายของวันลับหายไปหลังหลังคากระเบื้องของเวลด์ฮอลม์ และในคฤหาสน์อีกฟากเมือง ใต้พื้นหินที่ขนมาแต่ไกลเพื่อให้คนรู้สึกว่าตัวเองมั่งคั่ง มีชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าชั้นวางที่เต็มไปด้วยเศษของยุคที่โลกลืมไปแล้ว — รอคอยอย่างอดทน ราวกับคนที่รู้ว่าปลาเข้าใกล้เบ็ดแล้ว
—
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.