ตอนที่ 49
49 / 82
อ่าน 16 นาที
บทที่ 49 — มือที่ปล่อยมอนสเตอร์
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
สภาพ่อค้าเวลด์ฮอลม์ประชุมกันในห้องที่ไม่มีบัลลังก์
นั่นคือสิ่งแรกที่เวอร์ดานสังเกต และเป็นสิ่งที่เขาชอบที่สุดเกี่ยวกับเมืองนี้ ในเวสปร้ามีบัลลังก์ ในคาลริกมีบัลลังก์ แม้แต่ในนครรุ่งอรุณก็มี "ปราสาทกลาง" ที่จริงๆ เป็นเพียงฝาปิดวิหาร แต่ที่เวลด์ฮอลม์มีเพียงโต๊ะกลมยาวเหยียดทำจากไม้สีเข้มขัดเงาจนสะท้อนหน้าทุกคนที่นั่งล้อมมัน เก้าอี้สิบเอ็ดตัวเท่ากันเป๊ะ ไม่มีตัวไหนสูงกว่าตัวไหน เพราะที่นี่อำนาจไม่ได้วัดจากที่นั่ง อำนาจวัดจากว่าใครเป็นเจ้าของหนี้ของใครรอบโต๊ะ
เวอร์ดานยืนอยู่ปลายห้อง ในบทนักผจญภัยพเนจรผู้ใจดี มือสองข้างประสานไว้ข้างหน้าอย่างนอบน้อม
"ท่านเวอร์ดาน" หญิงสูงวัยหัวโต๊ะเอ่ย — ประธานสภา ผมหงอกรวบตึง ดวงตาเหมือนคนนับเหรียญตลอดเวลาแม้ขณะยิ้ม "สภาขอบคุณที่ท่านอุตส่าห์เดินทางมาไกล และขอบคุณที่ท่านยอมพิจารณาคำขอเล็กๆ ของเรา"
*เล็กๆ.* เวอร์ดานจดคำนั้นไว้ในใจ คนที่ส่งทูตข้ามทวีปสิบวันเดินเพื่อขอให้เขามาฆ่าสัตว์ตัวหนึ่ง ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก แต่พ่อค้าจะลดราคาของที่ตัวเองอยากได้เสมอ มันเป็นสัญชาตญาณ เหมือนการหายใจ
"ข้าเป็นเพียงนักผจญภัยจรไปจรมา" เขาก้มศีรษะเล็กน้อย "ได้ยินว่าเส้นทางค้าของท่านมีสัตว์ร้ายรบกวน ผู้คนเดือดร้อน ถ้าข้าพอช่วยได้ ก็ยินดี" — *ในใจเขาคำนวณว่าห้องนี้มีทางหนีสี่ทาง คนเฝ้าหกคนที่ถืออาวุธจริงและสองคนที่แสร้งถือ ประธานสภาคนนี้กลัวอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่เขา เพราะมือซ้ายของนางสั่นจางๆ ทุกครั้งที่เก้าอี้ตัวที่เจ็ดขยับ — เก้าอี้ที่ว่างอยู่*
เก้าอี้ตัวที่เจ็ดว่างเปล่า
เวอร์ดานไม่ถามว่าใครควรนั่งตรงนั้น เขาแค่จำไว้
"สัตว์ร้ายตัวนี้" ชายอ้วนคนหนึ่งทางขวาพูดขึ้น เสียงดังเกินจำเป็นแบบคนที่เคยชินกับการกลบเสียงคนอื่น "ไม่ใช่หมาป่าหรือหมีนะท่าน มันฉลาด มันรู้จักดักซุ่ม มันโจมตีเฉพาะขบวนสินค้าที่มีของมีค่า ปล่อยขบวนเปล่าไป ราวกับมัน... อ่านบัญชีเป็น" เขาหัวเราะเสียงแห้งๆ เพื่อให้ดูเหมือนล้อเล่น แต่ไม่มีใครหัวเราะตาม
*ราวกับมันอ่านบัญชีเป็น.* เวอร์ดานเก็บประโยคนั้นไว้ข้างเก้าอี้ตัวที่เจ็ด
"ค่าจ้างตามที่ทูตฮัลเวกเสนอไว้" ประธานสภาพูดต่อ "ทอง สิทธิค้าปลอดภาษีในเวลด์ฮอลม์ และมิตรภาพระหว่างนครของเรากับนครรุ่งอรุณ" นางหยุด แล้วเติมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงครึ่งระดับ — อ่อนลงแบบที่คนเจรจาฝึกมาทำเมื่ออยากให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าได้ของแถม "และความขอบคุณส่วนตัวของสภา ซึ่งในเมืองนี้ มีค่ากว่าทอง"
เวอร์ดานก้มหัวรับ
เขารับงานแล้ว ต่อหน้าพยานสิบเอ็ด — สิบ — คน อย่างเป็นทางการ ตามที่ตั้งใจ เพราะคนที่ปล่อยมอนสเตอร์ตัวนั้นต้องนั่งฟังอยู่ในห้องนี้ หรือมีหูอยู่ในห้องนี้ และเวอร์ดานอยากให้คนคนนั้นรู้ว่านักผจญภัยแปลกหน้ากำลังเดินตรงเข้าหากรงของตน
เขาอยากดูว่าใครจะขยับ
—
ไม่มีใครขยับในห้องประชุม
แต่ตอนเดินกลับคฤหาสน์รับรอง ราฮับซึ่งเดินอยู่ในเงาห่างไปสามก้าวพูดเบาๆ โดยไม่ขยับปากให้เห็น "ชายอ้วนที่พูดเรื่องบัญชี ตามท่านมาด้วยตาตั้งแต่ออกจากห้อง"
"เขากลัว" เวอร์ดานตอบเสียงเท่ากัน "คนที่กลัวไม่ใช่คนที่วางกับดัก เป็นคนที่ติดอยู่ในกับดักของคนอื่น"
—
เซเรน่ารออยู่ในห้องไร้หน้าต่างพร้อมแฟ้ม
แต่คราวนี้แฟ้มบางลง และเวอร์ดานเรียนรู้มานานแล้วว่าเมื่อแฟ้มของเซเรน่าบางลง ไม่ได้แปลว่าเธอรู้น้อยลง แปลว่าเธอกลั่นมันจนเหลือแต่คมแล้ว
"หม่อมฉันไม่ได้สืบมอนสเตอร์ค่ะ" เธอเริ่มทันทีที่เขานั่งลง "หม่อมฉันสืบ *เงิน* ราฮับสืบตัวสัตว์ หม่อมฉันสืบว่าเมื่อสัตว์ตัวนั้นออกอาละวาด ทองไหลจากกระเป๋าใครไปกระเป๋าใคร"
เธอวางแผ่นหนังลงบนโต๊ะ บนนั้นเป็นผังเส้นที่เธอลากด้วยมือ — เส้นทางค้าสามสายของเวลด์ฮอลม์ เกลือเหนือ ผ้าตะวันออก โบราณวัตถุใต้ และจุดที่เธอวงด้วยหมึกแดงตรงเส้นทางใต้
"มอนสเตอร์ปรากฏตัวบนเส้นทางใต้เท่านั้นค่ะ ท่าน" เธอชี้ "เส้นที่ขนโบราณวัตถุยุคทองจากซากเทพในทะเลทรายขึ้นมาขาย ในสองปีที่ผ่านมา มันโจมตีขบวนของพ่อค้าหกตระกูลจากสิบเอ็ดตระกูล — ตระกูลที่เคยคุมการค้าโบราณวัตถุมาก่อน หกตระกูลนั้นล้มละลายทีละราย ขายสัมปทานเส้นทาง ขายคลัง ขายเรือ"
"ขายให้ใคร"
เซเรน่าเงยหน้าขึ้น และเป็นครั้งหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เวอร์ดานเห็นบางอย่างคล้ายความพึงพอใจของนักล่าในดวงตาเย็นชาของเธอ
"ขายให้คนกลางหลายคน ท่าน หลายชื่อ หลายตระกูล กระจายจนดูเหมือนตลาดทำงานตามปกติ — มีคนล้ม มีคนรับช่วง เป็นเรื่องธรรมดาของการค้า" เธอลากนิ้วตามเส้นที่เธอวาดไว้บนผัง เส้นเล็กๆ จากหกชื่อรวมเข้าหากันทีละขั้น ผ่านคนกลาง ผ่านบริษัทบังหน้า ผ่านหนี้ที่ถูกซื้อต่อ จนสุดท้ายทุกเส้นมาบรรจบที่จุดเดียวกลางผัง "แต่ถ้าหม่อมฉันตามทองไปจนสุด ไม่ใช่ตามชื่อ ทุกเส้นจบที่นี่"
ตรงจุดนั้นเธอไม่ได้เขียนชื่อ เธอเขียนเพียงตัวอักษรเดียว
*ว.*
"นายวอร์น" เวอร์ดานพูดเสียงเบา
"คลังโบราณวัตถุยุคทองของเขาใหญ่ขึ้นเป็นสามเท่าในสองปีนี้ค่ะ" เซเรน่าตอบ "ใหญ่ขึ้นพร้อมกับที่ตระกูลคู่แข่งหกตระกูลล้มลง พร้อมกับที่มอนสเตอร์ออกอาละวาด พ่อค้าทั้งเมืองคิดว่านายวอร์นแค่บ้าสะสมและบังเอิญรวยพอจะกว้านซื้อตอนคนอื่นล้ม แต่..."
"แต่คนที่สร้างอาณาจักรจากความลับ ไม่ปล่อยให้อะไรเป็นเรื่องบังเอิญ" เวอร์ดานพูดต่อให้เป็นครั้งที่สองในรอบสองวัน
เขายืนขึ้น เดินไปหน้าผังที่เธอวาด มองเส้นแดงทั้งหกที่รวมเข้าหากันราวกับเส้นเลือดไหลเข้าหัวใจดวงเดียว
มันสมเหตุสมผลอีกครั้ง สมเหตุสมผลจนเจ็บ นายวอร์นปล่อยมอนสเตอร์ที่อัดเศษเวทยุคทองเพื่อบีบให้คู่แข่งล้ม กว้านซื้อเส้นทางโบราณวัตถุของเผ่าเขาขึ้นมาจนผูกขาด แล้วเมื่อสะสมของเผ่าเขาไว้มากพอ — มากจนต้องการคนที่ *เข้าใจ* ของพวกนั้น — ก็สร้างมอนสเตอร์อีกตัวขึ้นป่วนจนเมืองต้องเชิญนักผจญภัยที่ปราบโจรพันคนได้ในคืนเดียวเข้ามา แล้วส่งคนไปพูดประโยคที่เลือกคำมาเป็นอาวุธ *ตามหาคนแบบท่านมานาน*
ทุกชิ้นต่อกันสนิทเกินไป — และเสียงของลิเลียก็ดังขึ้นในหัวเขาตามเคย เบาๆ ดื้อๆ *หรือพ่อค้าคนหนึ่งแค่โลภ เห็นช่องว่างในตลาด แล้วฉวยมันด้วยวิธีสกปรกที่พ่อค้าทุกคนใช้เป็น เพียงแต่เขาทำได้เนียนกว่าคนอื่น และนายก็กำลังถักความโลภธรรมดาของพ่อค้าให้กลายเป็นแผนการของศัตรูที่ตามล่าเผ่าเรามาพันปี อีกครั้ง*
เขาไม่รู้ว่าเสียงไหนพูดถูก
แต่มีวิธีเดียวที่จะรู้ และมันไม่ได้อยู่ในผังของเซเรน่า
มันอยู่ในกรง
—
หุบเขาทางตะวันออกเฉียงใต้ห่างจากกำแพงเมืองครึ่งวันเดิน
เวอร์ดานไปถึงตอนสายของวันรุ่งขึ้น พร้อมราฮับและลิเลีย ในนามนักผจญภัยที่ออกสำรวจรังของสัตว์ร้ายตามหน้าที่ที่เพิ่งรับมา มีลูกหาบของสภาตามมาสองคนเพื่อเป็นพยานว่างานเริ่มแล้ว — เวอร์ดานปล่อยให้พวกเขาตามมา เพราะพยานมีประโยชน์ และเพราะเขาอยากให้สภารู้ว่าเขาเดินมาถึงตรงไหน
กรงอยู่ในซอกหินที่ราฮับบอกไว้ พรางด้วยกิ่งไม้และผ้าใบสีดิน ลูกหาบสองคนหยุดอยู่ห่างๆ หน้าซีด เพราะแม้แต่จากระยะนั้น พวกเขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างในซอกหินนั้นกำลังจ้องกลับมา
เวอร์ดานเดินเข้าไปคนเดียว
มันใหญ่กว่าที่เขาคิด ตัวยาวเท่าม้าศึกสองตัว ขนสีเทาดำพันกันเป็นปอย กล้ามเนื้อหลังไหล่นูนผิดสัดส่วน ราวกับร่างของมันเติบโตเร็วกว่าที่กระดูกจะตามทัน และดวงตา — ดวงตาของมันเรืองแสงจางๆ เป็นสีเขียวอมเหลือง สีที่เวอร์ดานรู้จักดี เพราะมันคือสีของเศษเวทยุคทองที่ถูกอัดเข้าไปในที่ที่ไม่ควรอยู่ มันไม่ใช่สีตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตใดในยุคนี้
มันมองเวอร์ดาน และเวอร์ดานเห็นในแววตานั้นบางอย่างที่ทำให้อกเขาเย็นวาบ — ไม่ใช่ความดุร้ายของสัตว์ป่า แต่เป็นความเข้าใจ มันรู้ว่ากรงคืออะไร มันรู้ว่ามันถูกขังอยู่ มันรู้ว่าคนที่เดินเข้ามาคือคนหรือไม่ใช่คน
แล้วมันก็พุ่งเข้าใส่ลูกกรงเหล็กด้วยกำลังที่ทำให้ทั้งซอกหินสะเทือน เหล็กบิดงอ ราฮับเลื่อนดาบใบดำออกจากฝักหนึ่งฝ่ามือ
"อย่า" เวอร์ดานพูดเบาๆ และราฮับหยุดทันที
เวอร์ดานยกมือขึ้น ฝ่ามือหันออก ราวกับคนปัดฝุ่นจากอากาศ — ท่าทางที่ในสายตาลูกหาบสองคนที่มองอยู่ห่างๆ ดูเหมือนเขาเพียงโบกมือไล่แมลง
มอนสเตอร์ที่กำลังพุ่งหยุดกลางอากาศ
มันไม่ได้ถูกตีกลับ มันไม่ได้ถูกฟาด มันเพียง *หยุด* ราวกับอากาศรอบตัวมันหนาขึ้นจนกลายเป็นน้ำ ขาทั้งสี่ของมันยังกระแทกดิ้นในอากาศ แต่ตัวมันค้างอยู่กับที่ ขนลุกชัน ดวงตาเรืองแสงเบิกกว้าง — เพราะในชีวิตของมัน มีคนเพียงคนเดียวที่เคยทำให้มันหยุดได้ และคนคนนั้นถือแส้
เวอร์ดานคุมพลังเทพเจ้าระดับเศษเสี้ยวของเศษเสี้ยว น้อยจนแกนวิหารใต้นครรุ่งอรุณไกลโพ้นแทบไม่สะเทือน น้อยจนเสียงสะท้อนยุคทองที่ปล่อยออกไปเบากว่าเสียงหายใจ — แต่มันก็ยังเป็นพลังเทพเจ้า และนั่นคือราคา เขารู้ว่าตัวปรับคลื่นที่คาสเทลฝังไว้ในเข็มกลัดนกทองแดงที่อกเขากลบมันไว้ได้แค่ไหน เขาจึงปล่อยน้อยที่สุดเท่าที่จะหยุดสัตว์ตัวนี้ได้ ไม่มากไปกว่านั้นแม้แต่นิด
ในสายตาลูกหาบ นักผจญภัยใจดีโบกมือ แล้วสัตว์ร้ายก็สะดุดล้มลงเองราวกับหมดแรง
ตำนานบทใหม่กำลังก่อตัวก่อนที่เวอร์ดานจะเดินออกจากหุบเขาด้วยซ้ำ
แต่เวอร์ดานไม่ได้สนใจลูกหาบ เขาก้าวเข้าไปใกล้กรง ใกล้พอจะเห็นสิ่งที่ราฮับบอกไว้
รอยล่ามที่คอ
มันเป็นแผลเป็นเก่า วงรอบลำคอของสัตว์ ขนตรงนั้นไม่งอกขึ้นอีก เนื้อด้านในเป็นไตแข็งจากการเสียดสีของโลหะเป็นปีๆ บางช่วงของรอยลึกถึงขั้นที่เวอร์ดานรู้ว่ามันถูกล่ามตั้งแต่ยังเล็ก ตั้งแต่คอยังบาง ปลอกคอถูกเปลี่ยนให้ใหญ่ขึ้นตามที่มันโต — มีคนคอยวัด มีคนคอยใส่ใจพอจะเปลี่ยนปลอกคอให้ มีคนเลี้ยงมันด้วยความเอาใจใส่ชนิดที่สงวนไว้ให้ทรัพย์สินมีค่า
เวอร์ดานยืนมองรอยนั้นนานกว่าที่เขาตั้งใจ
เขาวางมือลงบนเหล็กของกรง และ passive ของเขาทำงานโดยที่เขาไม่ได้สั่ง — เขาคุมการ *ใช้* มันได้ แต่คุมการ *รับ* ไม่ได้ เขาไม่ได้อยากรู้อายุของกรงนี้ แต่ความรู้นั้นไหลเข้ามาเอง โลหะนี้หล่อขึ้นเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน ปลอกคอเก่ากว่านั้น สิบสามปี
สัตว์ตัวนี้ถูกขังมาตั้งแต่มันยังไม่ลืมตา
มันไม่เคยรู้จักโลกที่ไม่ใช่กรง มันถูกอัดเศษของเผ่าเวอร์ดานเข้าไปในร่างจนฉลาดพอจะ *เข้าใจ* ว่ามันถูกขัง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้รู้ว่ามีอะไรอื่นนอกกรง คนที่ทำเช่นนี้ไม่ได้ทำเพราะโกรธมัน ไม่ได้ทำเพราะเกลียดมัน เขาทำเพราะมันมีประโยชน์ เพราะมันเป็นเครื่องมือ เพราะการล่ามสิ่งมีชีวิตหนึ่งไว้ทั้งชีวิตเพื่อให้มันป่วนเส้นทางค้าของคู่แข่ง มันคุ้มค่ากว่าการจ้างคน
เวอร์ดานไม่เคยแคร์ชาวยุคนี้ การตายของพวกเขาเป็นเพียงข้อมูลในสมการของเขา และการตายของสัตว์ตัวนี้ก็เช่นกัน — มันต้องตาย มันอันตราย มันถือเศษของเผ่าเขาไว้ในร่าง และที่สำคัญที่สุด มันคือเบ็ดที่ใครบางคนใช้ล่อเขามา
แต่ยืนอยู่ตรงนี้ มองรอยล่ามที่เปลี่ยนตามคอที่โตขึ้น เขานึกถึงสิ่งอื่น เขานึกถึงประตูดำใต้นครรุ่งอรุณที่สลักว่า *ห้ามเปิด* เขานึกถึงบางสิ่งที่ถูกขังโดยคนที่เรียกตัวเองว่าเจ้าของ ขังไว้เพราะมันมีประโยชน์เกินกว่าจะปล่อย หรืออันตรายเกินกว่าจะปล่อย — และเขาไม่แน่ใจว่าระหว่างเผ่าของเขากับนายวอร์น ใครคือคนที่เข้าใจการขังของบางอย่างไว้ดีกว่ากัน
"เวอร์" ลิเลียพูดเบาๆ ข้างหลังเขา เธอเดินตามเข้ามาโดยที่เขาไม่ได้ยิน "นายยืนมองมันมานานแล้วนะ"
"ข้ารู้"
"นายกำลังคิดว่าใครเป็นคนล่ามมัน"
"ข้ารู้แล้วว่าใคร" เวอร์ดานพูด ยังไม่ละสายตาจากรอยที่คอสัตว์ "ข้ากำลังคิดว่าทำไมข้าถึงไม่ชอบรอยนั้น ทั้งที่ข้าไม่เคยแคร์ว่าอะไรในยุคนี้จะถูกล่ามหรือไม่"
ลิเลียเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่กวนเหมือนเคย "เพราะนายรู้ว่าการถูกขังโดยที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เป็นยังไงไง"
เวอร์ดานไม่ตอบ
เขายกมือขึ้น พลังเทพเจ้าระดับเศษเสี้ยวรวมตัวที่ปลายนิ้วเพียงชั่วขณะ — และสัตว์ที่ถูกล่ามมาทั้งชีวิตก็สิ้นใจโดยไม่เจ็บ ไม่ทันรู้ตัว ราวกับหลับ มันเป็นความเมตตาเดียวที่เวอร์ดานยอมจ่าย และเขาบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่ความเมตตา มันคือการเก็บกวาดเบ็ดให้สะอาดก่อนเดินเข้าหาคนตกปลา
แต่ลิเลียมองเขาทำ และเธอไม่ได้พูดอะไร เพราะเธอเห็นแล้วว่าเขาฆ่ามันเร็วกว่าที่จำเป็น เร็วกว่าที่คนที่มองสิ่งมีชีวิตเป็นเพียงข้อมูลจะทำ
—
ลูกหาบสองคนวิ่งกลับเมืองด้วยข่าวก่อนคณะเวอร์ดานจะเดินถึงครึ่งทาง
เมื่อพวกเขากลับถึงคฤหาสน์รับรองตอนค่ำ เรื่องที่ "นักผจญภัยเวอร์ดานปราบสัตว์ร้ายแห่งเส้นทางใต้ด้วยการโบกมือเพียงครั้งเดียว" ก็แพร่ไปถึงโต๊ะอาหารของทั้งสิบเอ็ดตระกูลแล้ว และเวอร์ดานรู้ว่ามันแพร่ไปถึงเก้าอี้ตัวที่เจ็ดด้วย — เก้าอี้ที่ว่างเปล่า เก้าอี้ที่ประธานสภาแอบชายตามองทุกครั้งที่ขยับ
ในห้องไร้หน้าต่าง ไกร์ฟอนรออยู่กับเซเรน่า ราฮับยืนในมุมมืด ลิเลียทรุดตัวลงบนเก้าอี้แล้วหยิบผลไม้
"งานปราบมอนสเตอร์เสร็จแล้ว" เวอร์ดานพูด "ทั้งสองตัว ตัวก่อนราฮับจัดการ ตัวนี้ข้าจัดการเอง ต่อหน้าพยานของสภา อย่างเป็นทางการ"
"ซึ่งแปลว่าตอนนี้นายวอร์นรู้แล้วว่าเบ็ดทั้งสองของเขาถูกถอดออกจากน้ำ" ไกร์ฟอนพูด เขาไม่ได้ถาม เขาแค่ยืนยันความเข้าใจ "และเขารู้ว่าคนที่ถอดมัน รู้ว่ามันเป็นเบ็ด"
"เขายังไม่รู้ว่าข้ารู้แค่ไหน" เวอร์ดานแก้ "เขาเห็นแค่ว่านักผจญภัยทำงานเสร็จ คนทั่วเมืองเห็นแค่นั้น ส่วนที่ว่ามอนสเตอร์ถูกเลี้ยง ถูกล่าม ถูกปล่อยโดยเจตนา — รู้กันแค่ในห้องนี้"
เซเรน่าวางผังเส้นทางค้าที่เธอเคยให้เขาดูเมื่อวานลงบนโต๊ะอีกครั้ง คราวนี้มีเส้นใหม่ที่เธอเพิ่มเข้ามาด้วยหมึกสีดำ ทับลงบนเส้นแดงเดิม
"ตอนนี้มอนสเตอร์ตายแล้ว เส้นทางใต้จะปลอดภัยอีกครั้ง" เธอพูด "ซึ่งแปลว่าค่าคุ้มกันที่นายวอร์นเก็บจากพ่อค้าที่เหลือจะตกฮวบ ราคาโบราณวัตถุที่เขากักตุนไว้รอเส้นทางปลอดภัยจะไหลออกสู่ตลาดพร้อมกัน เครือข่ายที่เขาสร้างจากความกลัวของคนอื่น — ความกลัวสัตว์ร้าย — ตอนนี้ไม่มีสัตว์ร้ายให้กลัวแล้ว ท่านเพิ่งดึงเสาต้นหนึ่งออกจากใต้อาณาจักรของเขาโดยที่เขาขอให้ท่านดึงเอง"
ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง
เวอร์ดานยืนมองผังนั้น มองเส้นแดงหกเส้นที่รวมเข้าหาตัวอักษร *ว.* และเส้นดำใหม่ที่เซเรน่าลากออกจากจุดนั้น — เส้นที่แสดงว่าทุกอย่างที่นายวอร์นสร้างขึ้น ตอนนี้เริ่มไหลย้อนกลับ
เขายังไม่แน่ใจว่านายวอร์นคือศัตรูที่เก่งกว่าที่เขาตามหามาทั้งชีวิต หรือเป็นเพียงพ่อค้าโลภคนหนึ่งที่บังเอิญสะสมของเผ่าเขา เขายังแยกเงาจริงจากเงาในหัวตัวเองไม่ออก เหมือนที่ไม่เคยออกมาตลอดพันปี
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาแน่ใจ ไม่ว่านายวอร์นจะเป็นใคร เขาเป็นคนที่ขังสิ่งมีชีวิตไว้ทั้งชีวิตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ เขาเป็นคนที่ถือกุญแจกรง และคนแบบนั้น — ไม่ว่าจะเป็นภัยที่เก่งกว่าหรือไม่ — ก็ยืนขวางระหว่างเวอร์ดานกับคำตอบที่เขาต้องการ คำตอบเรื่องคลังของเผ่าเขา เรื่องบันทึก "คนที่มาจากที่ไกล" เรื่องว่าใครกันรู้เรื่องเผ่าอัสนีเทพมากพอจะอัดเศษเวทยุคทองลงในร่างของสัตว์
คนที่ยืนขวางระหว่างเวอร์ดานกับคำตอบ ไม่เคยอยู่ขวางได้นาน
"เซเรน่า ไกร์ฟอน" เขาพูด หันหลังให้ผัง มองสองคนที่เก่งที่สุดในการเปลี่ยนความว่างเปล่าให้เป็นอาณาจักร "เราเป็นแขกของเมืองนี้ และเมืองนี้มีปัญหาเรื่องการค้านิดหน่อย"
เขาหยุด เลือกคำที่เบาที่สุด คำที่เขาตั้งใจให้หมายความเพียงว่า *หยุดคนที่ปล่อยมอนสเตอร์ อย่าให้มันป่วนคนอื่นอีก* — คำสั่งที่ในใจเขาแคบและตรงไปตรงมาอย่างที่สุด
"ช่วยจัดการเรื่องการค้าให้เรียบร้อยหน่อย"
เซเรน่ากับไกร์ฟอนสบตากัน
มันเป็นเสี้ยววินาทีเดียว แต่เวอร์ดานเห็น — และเขาเห็นรอยยิ้มจางๆ พร้อมกันบนใบหน้าทั้งสอง รอยยิ้มเย็นชนิดเดียวกัน รอยยิ้มของคนที่เพิ่งได้รับโองการให้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำมาตั้งแต่เห็นผังเส้นทางค้าเส้นแรก
"ได้เลยค่ะ ท่าน" เซเรน่าพูด แล้วก้มลงเก็บผัง พับมันอย่างประณีต ราวกับพับแผนที่ของสมรภูมิที่ยังไม่เริ่มแต่ผลแพ้ชนะถูกเขียนไว้แล้ว
ไกร์ฟอนไม่พูดอะไร เขาเพียงผงกหัว แต่ในดวงตาที่ไม่เคยหลับของเขา เวอร์ดานเห็นเมืองทั้งเมืองถูกถอดประกอบและประกอบขึ้นใหม่ เห็นสภาสิบเอ็ดตระกูลกลายเป็นสภาสิบ กลายเป็นสภาที่นั่งล้อมโต๊ะที่ทุกหนี้รอบโต๊ะเป็นของนครรุ่งอรุณ เห็นเก้าอี้ตัวที่เจ็ดที่ว่างเปล่า กลายเป็นเก้าอี้ที่จะไม่มีวันมีใครกล้านั่งอีก
เวอร์ดานหมายความเพียงว่า *หยุดคนปล่อยมอนสเตอร์*
แต่เขาเรียนรู้มานานแล้วว่าระหว่างคำที่เขาพูดกับสิ่งที่ลูกน้องทำ มีหุบเหวกว้างที่เขาไม่เคยข้ามได้ และคืนนี้ เขาเลือกที่จะไม่ข้าม
เพราะลึกลงไป ใต้ความระแวง ใต้ความรู้สึกผิด ใต้รอยล่ามที่คอสัตว์ที่เขายังลบจากความคิดไม่ได้ มีบางอย่างในตัวเขาที่อยากให้นายวอร์นรู้สึก — สักครั้ง — ว่าการเป็นคนที่ถือกุญแจกรง โดยไม่รู้ว่ามีคนถือกุญแจที่ใหญ่กว่ายืนอยู่ในเงา เป็นอย่างไร
—
คืนนั้น ในคฤหาสน์อีกฟากเมือง ใต้พื้นหินที่ขนมาแต่ไกล ชายคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าชั้นวางที่เต็มไปด้วยเศษของยุคที่โลกลืม
มีคนนำข่าวมาบอกเขาว่านักผจญภัยปราบสัตว์ทั้งสองตัวเสร็จเรียบร้อย — เร็วกว่าที่ควร ง่ายกว่าที่ควร และด้วยวิธีที่ไม่มีใครอธิบายได้
นายวอร์นฟังจบ แล้วยิ้ม
เขาไม่ได้โกรธที่เบ็ดทั้งสองถูกถอด เขายิ้มราวกับคนที่หย่อนเบ็ดลงไปในน้ำ แล้วเห็นเงาดำใต้ผิวน้ำว่ายเข้ามากัดเบ็ดอย่างไม่ลังเล — ไม่ใช่ปลาตัวเล็กที่กลัวเงา แต่เป็นบางสิ่งที่ใหญ่พอจะไม่กลัวอะไรเลย
"มาเร็วกว่าที่คิด" เขาพูดกับห้องที่ว่างเปล่า มือลูบไปบนเศษโลหะจารึกอักษรยุคทองชิ้นหนึ่งบนชั้น เบาๆ ราวกับลูบสันหนังสือเก่า "ดีมาก ข้าตามหาเจ้ามานานแล้ว"
เขาไม่ได้พูดกับใคร
หรือบางที — เขาพูดกับเศษของยุคทองในมือเขาเอง ราวกับมันเคยตอบเขาได้ และวันหนึ่งมันจะตอบอีก
—
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.