ตอนที่ 43
43 / 82
อ่าน 16 นาที
บทที่ 43 — ก่อนออกเดิน
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
เวอร์ดานรอจนรุ่งสางวันที่สาม จึงเรียกประชุมวงใน
เขาเลือกเวลานี้ด้วยเหตุผลที่เขาบอกตัวเองว่าเป็นกลยุทธ์ — แสงแรกของวันทำให้คนตื่นตัว ความคิดคม การตัดสินใจไม่ถูกความง่วงบิดเบือน — แต่ความจริงที่เขาไม่ยอมพูดออกมาคือ เขานอนไม่หลับมาสองคืน นับตั้งแต่ผลึกในห้องเฝ้าฟังสั่นเท่ากันทุกเม็ด ไม่มีทิศ ใกล้เกินกว่าจะมีทิศ
ห้องประชุมวงในไม่มีหน้าต่าง ตามที่เวอร์ดานออกแบบไว้แต่แรก ผนังหินขาวเรียบ ไม่มีรอยต่อ ท่อน้ำเวทเรืองแสงอุ่นอ่อนวิ่งเป็นเส้นบางใต้เพดาน คาสเทลเคยเสนอจะแกะลายดาวยุคทองลงบนเพดานเหมือนห้องรับรองชั้นบน เวอร์ดานห้ามไว้ ที่นี่เป็นห้องที่ความจริงถูกพูดออกมา เขาไม่อยากให้มีอะไรสวยงามมาเบี่ยงเบนความสนใจ
ทั้งห้าคนมาถึงก่อนเขา
ไกร์ฟอนยืนพิงผนัง ดวงตาแดงก่ำของคนที่ไม่นอนมาหลายคืน — แต่ไกร์ฟอนไม่เคยนอน นั่นไม่ใช่เรื่องใหม่ เซเรน่านั่งตรงปลายโต๊ะ มีแฟ้มหนังสามเล่มวางเรียงต่อหน้า ปกเรียบ ไม่มีชื่อกำกับ คาสเทลกระดิกเท้าใต้เก้าอี้ มือลูบกล่องไม้เล็กที่เขาหิ้วมาด้วยราวกับเด็กกอดของเล่น ลิเลียนั่งพับขาบนเก้าอี้ จิบน้ำชาจากถ้วยที่ไม่รู้เอามาจากไหน และราฮับ — ราฮับยืนนิ่งในมุมที่มืดที่สุดของห้องที่ไม่มีเงาให้ซ่อน ดาบใบดำพิงไหล่
"ข้าจะไปเวลด์ฮอลม์"
เวอร์ดานพูดสั้น ไม่มีคำนำ เขาเฝ้าดูปฏิกิริยาของแต่ละคน — นิสัยเก่าที่ติดมาตั้งแต่ยุคทอง อ่านสีหน้าก่อนคำพูด
ไม่มีใครแปลกใจ
นั่นทำให้เขาขัดใจเล็กน้อย เขาใช้เวลาสองคืนตัดสินใจ และพวกมันรู้คำตอบไปแล้ว
"ข้ารู้แล้วว่านายจะพูดเมื่อไหร่" ไกร์ฟอนเอ่ยเรียบ "นายสั่งให้ข้าสืบตระกูลในเงาเมื่อสามวันก่อน คนที่ตัดสินใจจะไม่ไปไม่สั่งสืบทาง — เขาสั่งให้ลืม นายสั่งให้สืบ แปลว่านายตัดสินใจตั้งแต่ก่อนจะรู้ตัวว่าตัดสินใจแล้ว"
*แปลว่าข้าโปร่งใสเกินไป* เวอร์ดานคิด *หรือไกร์ฟอนกำลังประจบด้วยตรรกะ* เขาเลือกเชื่ออย่างหลัง มันปลอดภัยกว่า
"แล้วเรื่องในเมือง" ลิเลียถามขึ้น น้ำเสียงเบา แต่ทุกคนในห้องได้ยินสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้คำสามคำนั้น
เรื่องในเมือง คือเสียงสะท้อนที่ผลึกของคาสเทลจับได้ ไม่มีทิศ อยู่ในกำแพง
เวอร์ดานเงียบไปครู่หนึ่ง
นี่คือจุดที่เขาคิดมาทั้งสองคืน ภัยที่เขาตามหามาทั้งชีวิต — สิ่งที่ล้างเผ่าของเขาในคืนเดียว — เขาเคยเชื่อว่ามันอยู่ไกลโพ้น อยู่ในดินแดนรกร้างตะวันตก อยู่ในทิศที่เขาจะเตรียมรับมือได้ แต่ตอนนี้คลื่นบอกว่ามันอยู่ใต้เท้า และเขากำลังจะออกเดินทางไปอีกทางหนึ่ง สิบวัน ห่างจากเมืองที่เขาสร้างทับมันไว้
มันฟังดูเหมือนความบ้า
แต่เวอร์ดานคำนวณแล้ว
"ถ้ามันอยู่ในเมือง" เขาพูดช้าๆ "และมันคือสิ่งที่ข้ากลัว — สิ่งที่กลืนเวทมนตร์ มองไม่เห็น ไม่มีอายุให้ข้าอ่าน — งั้นการที่ข้าอยู่ที่นี่ก็ไม่ช่วยอะไร ข้ามองมันไม่เห็นอยู่ดี เวทเทพเจ้าของข้าส่องมันไม่ถึง ข้าจะเฝ้าอะไรที่ข้ามองไม่เห็น"
"แล้วถ้ามันขยับขณะนายไม่อยู่ล่ะ" ลิเลียวางถ้วยชาลง
"ราฮับอยู่"
ในมุมมืด ดาบเลื่อนออกจากฝักครึ่งนิ้ว แล้วเลื่อนกลับ
"ราฮับจะไปกับนาย" ลิเลียค้าน "นายเพิ่งบอกเมื่อกี้"
เวอร์ดานนิ่ง เขาลืมไปจริงๆ ว่าตัวเองเพิ่งวางแผนให้ราฮับติดตาม สมองของเขาเดินสองทางพร้อมกันมาทั้งคืนจนเส้นมันพันกัน เขาเกลียดความรู้สึกนั้น — ความรู้สึกของการคิดไม่รอบ มันเกิดขึ้นน้อยมากในรอบพันปี และทุกครั้งที่เกิด มันเกิดเพราะเรื่องเดียว
พวกพ้องของเขา
"ข้าจะคิดเรื่องนั้น" เขาตัดบท "ก่อนอื่น — เซเรน่า"
เซเรน่าเงยหน้า
"ดูแลเมืองไว้ระหว่างที่ข้าไม่อยู่"
เวอร์ดานหมายความตรงตัวที่สุดเท่าที่คำสี่คำจะหมายได้ — อย่าให้เมืองพัง อย่าให้คนอดตาย อย่าให้ใครรู้ความลับ เก็บทุกอย่างให้อยู่ในสภาพเดิมจนกว่าเขาจะกลับมา เขาคิดในใจว่ามันเป็นคำสั่งที่ชัดเจนและจำกัดขอบเขตดีที่สุดที่เขาเคยให้
เซเรน่ามองเขานิ่งหนึ่งอึดใจ แล้วเปิดแฟ้มเล่มแรก
"ข้าเตรียมไว้แล้ว"
"...อะไรเตรียมไว้แล้ว"
"แผนพัฒนานครระหว่างที่ท่านไม่อยู่" เซเรน่าพลิกหน้ากระดาษ น้ำเสียงราบเรียบราวกับอ่านบัญชี "ระยะที่ท่านไม่อยู่ประมาณยี่สิบสองวันถึงสามสิบวัน นับรวมเดินทางไปกลับสิบวันต่อขา บวกเวลาทำธุระในเวลด์ฮอลม์ ข้าจึงวางแผนเป็นสามระยะ ระยะแรกเจ็ดวัน ระยะสองสิบสี่วัน ระยะสามคือส่วนที่ยืดหยุ่นได้"
เวอร์ดานยกมือขึ้น "เซเรน่า ข้าหมายความแค่ว่า—"
"ระยะแรก" เซเรน่าพูดต่อราวกับไม่ได้ยิน "เปิดตลาดโซนใต้ที่เทสซาคุมอยู่ขยายอีกสองเท่า เพื่อรองรับเชลยเบรนเดลสามพันที่ตอนนี้แยกตามทักษะเสร็จแล้ว — ช่างหินสี่ร้อย ช่างไม้สองร้อยสิบ คนที่ใช้แรงงานหนักได้พันสอง ที่เหลือเข้าระบบเกษตรริมธาร ข้าคำนวณว่าถ้าจัดสรรถูก นครรุ่งอรุณจะเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งหมู่บ้านบริวารภายในระยะที่สอง"
"ข้าแค่อยากให้—"
"ระยะที่สอง" หน้ากระดาษพลิก "ตั้งระบบราชการชั้นที่สอง คัดคนยุคนี้ที่ไว้ใจได้ขึ้นมาเป็นเสมียน ลดภาระวงในลง เพราะถ้าเราจะขยายไปนครรัฐ เราต้องมีคนยุคนี้ทำงานยุคนี้ ส่วนระยะที่สาม" เธอเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งแรก "ขึ้นกับว่าท่านกลับมาพร้อมนครเวลด์ฮอลม์หรือไม่ ข้าเตรียมไว้สองทาง"
ห้องเงียบ
เวอร์ดานกุมขมับเบาๆ ด้วยนิ้วสองนิ้ว ท่าทางที่ลูกน้องเห็นจนชิน
เขาพูดว่า *ดูแลเมืองไว้* เขาหมายถึง *อย่าให้พัง* และเซเรน่าได้ยินเป็น *จงเปลี่ยนนครรุ่งอรุณให้พึ่งตัวเองได้ทั้งระบบภายในหนึ่งเดือน เผื่อสำหรับการกลืนนครรัฐแห่งใหม่*
เขาควรจะแก้ไข เขารู้ว่าเขาควร แต่ทุกครั้งที่เขาพยายามแก้ไขคำสั่งของลูกน้อง ผลที่ได้คือลูกน้องตีความ "การแก้ไข" เป็นชั้นเชิงที่ลึกกว่าเดิม แล้วลงมือหนักขึ้น มันเหมือนพยายามดับไฟด้วยน้ำมัน
และที่แย่กว่านั้น — แผนของเซเรน่าไม่มีจุดไหนผิดเลย
"...ทำตามนั้น" เวอร์ดานยอมแพ้ "แค่... อย่าให้คนสองพันสามร้อยรู้ว่าข้าไม่อยู่ในเมืองนานเกินจำเป็น ข้าไม่อยากให้ขวัญเมืองสั่น"
เซเรน่าจดอะไรลงไปบรรทัดหนึ่ง เวอร์ดานไม่รู้ว่าเธอจดอะไร และเขาเลือกที่จะไม่ถาม
"คาสเทล"
นักประดิษฐ์เด้งตัวขึ้นในเก้าอี้ มือยังกอดกล่องไม้
"เจ้าคุมวิหาร ระบบเฝ้าฟัง และแกนพลัง ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ กฎเดิม — ใช้พลังให้ประหยัดที่สุด อย่าโชว์เทพไม่ว่ากรณีใด เว้นแต่เมืองกำลังจะถูกลบจากแผนที่"
"แล้วเสียงสะท้อนล่ะครับ" คาสเทลถามทันที ดวงตาเป็นประกายแบบที่เวอร์ดานไม่ชอบ — ประกายของคนที่อยากแก้ปัญหามากกว่าจะกลัวมัน "ที่มันไม่มีทิศน่ะ ผมตั้งผลึกเพิ่มได้นะ ผมคิดไว้แล้ว ถ้าผมเอาผลึกฝังลงพื้นเป็นวงสามชั้นรอบเมือง ผมจะหาจุดที่มันเงียบที่สุดได้ จุดที่เงียบที่สุดคือจุดที่ใกล้แหล่งที่สุด เหมือน... เหมือนหาตาพายุน่ะครับ ผมว่าผมทำได้ในห้าวัน เผื่อไว้ผมขอเจ็ด"
เวอร์ดานเงียบ
คาสเทลเพิ่งเสนอวิธีหาตำแหน่งของสิ่งที่อาจล้างเผ่าทั้งเผ่า ในเวลาเจ็ดวัน ด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่เด็กเสนอจะสร้างปราสาททราย
"ทำ" เวอร์ดานพูด "แต่อย่าขุด อย่าเปิด อย่าเข้าใกล้จุดที่เงียบที่สุด แค่หาให้เจอว่ามันอยู่ตรงไหน แล้วเขียนมาบอกข้า อย่าทำอะไรกับมันจนกว่าข้าจะกลับ"
"ทำไมล่ะครับ ถ้าผมเจอ ผมก็—"
"คาสเทล" เวอร์ดานพูดชื่อเขาเบาๆ และนั่นพอแล้ว
คาสเทลหุบปาก กอดกล่องไม้แน่นขึ้น แล้วพยักหน้า
เวอร์ดานรู้ว่าคำสั่งนี้เสี่ยง คาสเทลเป็นคนเดียวในวงในที่อยากรู้มากกว่ากลัว และความอยากรู้ของคาสเทลเคยสร้างปืนใหญ่เวทที่ยิงทำลายภูเขาได้ "เผื่อไว้" — ปืนที่ยังไม่เคยยิงสักนัด เวอร์ดานหวังว่ามันจะยังไม่ยิงจนกว่าเขากลับ และเขาหวังยิ่งกว่าว่าคาสเทลจะไม่ตัดสินใจ "เผื่อไว้" กับสิ่งที่อยู่หลังประตูดำ
แต่เขาทิ้งคาสเทลไว้ไม่ได้ คาสเทลเป็นคนเดียวที่เข้าใจกลไกวิหารพอจะรักษามันให้เลี้ยงเมืองได้สามสิบวัน และระบบเฝ้าฟังเป็นหูเดียวที่เหลือของเขาต่อสิ่งที่เขามองไม่เห็น
"ไกร์ฟอน"
นักวางกลยุทธลุกออกจากผนัง
"เจ้าไปกับข้าไม่ได้ ข้าต้องการเจ้าที่นี่ — แต่ต้องการความคิดเจ้าที่นั่น ก่อนข้าถึงเวลด์ฮอลม์ ข้าอยากรู้ว่าใครเป็นใครในสภาพ่อค้าสิบเอ็ดตระกูล ใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรู และใครคือนักสะสมโบราณวัตถุที่ทูตเอ่ยถึง"
"ข้ารู้แล้วเก้าตระกูล" ไกร์ฟอนตอบ "อีกสองตระกูลซ่อนตัวดีเกินกว่าจะรู้ผ่านการค้า — และตระกูลที่ซ่อนตัวดีที่สุดมักเป็นตระกูลที่นายควรกลัวที่สุด ข้าจะส่งคนของเทสซาที่ไม่ใช่คนของเรา ปลอมเป็นคาราวานเกลือ ไปก่อนนายสามวัน นายจะได้รายงานทุกเช้าโดยที่ไม่มีใครรู้ว่านายมีตา"
"อย่าส่งคนของเราเข้าไป" เวอร์ดานย้ำ "ถ้าเขาจับสายลับของเราได้ เขาจะรู้ว่าเราระแวง คนที่ระแวงคือคนที่มีอะไรต้องปกปิด"
"ข้าเข้าใจ" ไกร์ฟอนพูด แล้วเสริมอย่างที่เวอร์ดานรู้อยู่แล้วว่าเขาจะเสริม "นายอยากให้เขาคิดว่าเรามาอย่างใจดี ไร้เดียงสา ไม่รู้เกมเมือง — เพื่อให้เขาเปิดไพ่ก่อน ข้าจะวางหมากให้เวลด์ฮอลม์ทั้งเมืองเชื่อว่านครรุ่งอรุณคือเด็กบ้านนอกที่เพิ่งรวยขึ้นมา ไม่รู้มารยาทนครรัฐ"
เวอร์ดานหมายความเพียงว่า *อย่าให้เขารู้ว่าเราระแวง*
ไกร์ฟอนได้ยินเป็น *จงสร้างภาพลวงทั้งนครรัฐ*
แต่อีกครั้ง — มันไม่ผิด
"ทำตามที่เจ้าเห็นควร" เวอร์ดานพูด
นี่คือสิ่งที่เขาเรียนรู้ในรอบสามสิบกว่าตอนของชีวิตในยุคนี้ บางครั้งการปล่อยให้ลูกน้องตีความเกินจริง ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการสั่งตรงๆ เพราะลูกน้องของเขาแต่ละคน เก่งในทางของตัวเองยิ่งกว่าที่เขาจะสั่งได้ เขาแค่ต้องชี้ทิศ แล้วก้าวออกจากทาง
ปัญหาเดียวคือผลลัพธ์มักใหญ่กว่าที่เขาตั้งใจสิบเท่า และโลกก็มองมันเป็นปาฏิหาริย์ทุกครั้ง
"แล้วข้ากับราฮับ" ลิเลียถามขึ้น
เวอร์ดานหันมามองเธอ
"เจ้าไปกับข้า ราฮับ—"
เขาหยุด
ทุกคนในห้องรอ
ราฮับอยู่นิ่งในมุมมืด ไม่ขยับ แต่เวอร์ดานรู้สึกได้ว่าดาบใบดำในมือเขากำลังฟังอยู่ ดาบที่ "หิวมานับพันปี" ดาบที่ราฮับใช้สังหารคางโกรด้วยใบเดียว และเบรนเดลด้วยใบเดียว ดาบที่ดูดแสงเหมือนประตูดำในชั้นลึกสุดของวิหาร
สองสิ่งที่ดำเหมือนกัน เวอร์ดานเคยคิดถึงเรื่องนี้ตอนตีสามคืนวาน และไม่ชอบความคิดนั้นเลย
"ราฮับอยู่ที่นี่" เวอร์ดานตัดสินใจ "ถ้าสิ่งที่อยู่ในเมืองขยับ — ถ้าคาสเทลหาจุดเงียบเจอ และมันออกมา — ข้าต้องการดาบที่ฆ่าอะไรก็ได้ในเมือง ไม่ใช่บนถนนสายเวลด์ฮอลม์"
ลิเลียเงียบไป
"งั้นนายจะไปเวลด์ฮอลม์ — ที่ที่อาจมีคนที่รู้ว่านายเป็นใคร มีนักสะสมของเผ่าเราที่นายไม่รู้จัก มีตระกูลในเงาที่ไกร์ฟอนยังหาไม่เจอสองตระกูล — โดยมีแค่ข้าคนเดียวคอยอารักขา" ลิเลียพูดช้าๆ "และนายทิ้งนักรบที่แกร่งที่สุดไว้เฝ้าเมือง"
"ถูกต้อง"
"นายไม่กลัวว่าจะตายระหว่างทางเหรอ"
ห้องเงียบกริบ
เวอร์ดานมองลิเลีย และเขารู้ว่านี่ไม่ใช่คำถามจริง ลิเลียรู้ดีกว่าใครว่าเขาฆ่ายากแค่ไหน — โลกนี้ไม่มีอะไรฆ่าเขาได้ ไม่มีกองทัพ ไม่มีจอมเวทขั้นกลาง ไม่มีอะไรในยุคเถ้าถ่านนี้ที่แตะเขาได้แม้แต่ปลายเล็บ ลิเลียกำลังถามอย่างอื่น
ลิเลียกำลังถามว่า *นายตัดสินใจแบบนี้เพราะคำนวณ หรือเพราะนายอยากหนีจากเสียงในกำแพง*
เวอร์ดานเลือกตอบคำถามที่เธอถามออกมา ไม่ใช่คำถามที่เธอหมายถึง
"ไม่"
ลิเลียมองเขาอีกอึดใจ แล้วยิ้ม — รอยยิ้มที่เวอร์ดานอ่านไม่ออก และนั่นทำให้เขาไม่สบายใจยิ่งกว่าเสียงสะท้อนใดๆ เพราะลิเลียคือคนเดียวที่เขาอ่านไม่ออกมาตลอดพันปี
"ก็ได้" เธอพูด "ข้าไปกับนาย"
การประชุมจบลงตรงนั้น
แต่เมื่อทุกคนทยอยออกจากห้อง ลิเลียค้างอยู่คนสุดท้าย เธอเก็บถ้วยชา หันมามองเวอร์ดานที่ยังนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ
"นายรู้ใช่ไหม" เธอพูดเบา "ว่าการที่นายไปเวลด์ฮอลม์ ไม่ได้ทำให้สิ่งในกำแพงหายไป มันยังอยู่ มันแค่อยู่ห่างนายสิบวันเดิน"
"ข้ารู้"
"แล้วทำไมนายถึงไป"
เวอร์ดานเงยหน้าขึ้น และเป็นครั้งแรกในการประชุมที่เขาไม่คำนวณคำตอบก่อนพูด
"เพราะถ้าข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะนั่งจ้องพื้นทั้งวัน รอให้มันขยับ และข้าจะไม่ได้คำตอบอะไรเลย" เขาพูด "เวลด์ฮอลม์มีนักสะสมของเผ่าเรา มีคนที่ศึกษาโบราณวัตถุยุคทองอย่างเป็นระบบ — คนที่อาจรู้ว่าอะไรฆ่าเผ่าเรา หรืออย่างน้อยรู้ว่าใครเคยเห็นมัน ข้าตามหาคำตอบนั้นมาพันปี ลิเลีย ข้าจะไม่นั่งเฝ้าประตูปิดผนึกที่ข้าเปิดไม่ได้และมองไม่เห็น ในขณะที่คำตอบกำลังเดินอยู่ในนครห่างไปสิบวัน"
ลิเลียฟังจนจบ
"นั่นคือเหตุผลที่ดี" เธอพูด "เป็นเหตุผลที่ดีจริงๆ"
แล้วเธอเสริมก่อนเดินออกไป น้ำเสียงเบาจนเกือบไม่ได้ยิน
"แค่ระวังนะ ว่าเหตุผลที่ดีกับข้ออ้างที่ดี บางทีมันหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ"
ประตูปิดลง
เวอร์ดานนั่งอยู่ในห้องที่ไม่มีหน้าต่างคนเดียว มือสองนิ่ง เขาไม่ได้คำนวณว่าลิเลียหมายถึงอะไร เพราะเขารู้อยู่แล้ว
เธอกำลังถามว่าเขากำลังหนีหรือไม่
และเขาไม่รู้คำตอบ
นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขานั่งอยู่ตรงนั้นนานกว่าที่ตั้งใจ
---
สองวันต่อมา นครรุ่งอรุณตื่นแต่เช้ามืดเพื่อส่งเวอร์ดาน
เขาไม่ได้สั่งให้ใครมาส่ง
เขาตั้งใจจะออกเงียบๆ ตอนรุ่งสาง ในชุดนักผจญภัยพเนจรธรรมดา ผ้าคลุมสีน้ำตาลเรียบ ไม่มีตรา ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเขาเป็นเจ้าของเมือง เข็มกลัดนกทองแดงที่กลบเสียงสะท้อนติดอยู่ใต้ปกเสื้อ เป้สะพายหลังที่ภายในมีเสบียงพอประมาณ — เซเรน่าจัดให้ เวอร์ดานสั่งว่า "เตรียมเสบียงเดินทางพอประมาณ" และตอนนี้เขาเริ่มกลัวที่จะดูข้างใน เพราะคำว่าพอประมาณในมือเซเรน่าอาจหมายถึงเสบียงเลี้ยงกองทัพหนึ่งกองได้สามเดือน บีบลงในกระเป๋าใบเดียวด้วยกลไกวิหาร
แต่เมื่อเขาเดินออกมาจากปราสาทกลางเมือง — ฝาปิดวิหารที่ชาวเมืองคิดว่าเป็นวังของวีรบุรุษ — ถนนเรืองแสงอุ่นเท้าทอดยาวสู่ประตูเหนือนั้นไม่ได้ว่างเปล่า
ชาวเมืองยืนเรียงรายสองข้างทาง
ทั้งสองพันสามร้อยคน
เวอร์ดานหยุดเดิน
เด็กเล็กถือดอกไม้ป่าที่เก็บมาจากริมธาร พ่อแม่ยกลูกขึ้นบ่าให้เห็นชัด คนแก่คุกเข่าก้มหน้า บางคนร้องไห้ทั้งที่ยังไม่ทันมีเหตุให้ร้อง ลมเช้าพัดเอากลิ่นขนมปังอบใหม่ที่ใครบางคนทำแจกมาทั่วถนน
แถวหน้าสุด เฒ่ามารินยืนถือผ้าผืนหนึ่งด้วยมือสั่น บนนั้นปักภาพดวงอาทิตย์ขึ้น — สัญลักษณ์ของนครรุ่งอรุณที่มารินคิดเองและชาวเมืองเอามาใช้กันทั้งเมืองโดยที่เวอร์ดานไม่เคยอนุมัติ ข้างมาริน ดเรคยืนพิงไม้เท้า แขนซ้ายที่ใช้ไม่ได้ห้อยนิ่งข้างลำตัว ขาขวาสั่นเล็กน้อยเหมือนทุกครั้ง แต่เขายืนตรง ดวงตาที่แตกข้างหนึ่งเพ่งมองเวอร์ดานด้วยความเลื่อมใสที่เวอร์ดานยังไม่ชินแม้ผ่านมาหลายตอน
"ท่านผู้ที่เทพส่งมา" มารินเอ่ย เสียงสั่นด้วยอายุและน้ำตา "พวกเราได้ยินว่าท่านจะออกไป"
*ใครบอกไป* เวอร์ดานคิดทันที *ข้าสั่งเซเรน่าว่าอย่าให้คนรู้* — แล้วเขาก็เข้าใจ เซเรน่าจดบรรทัดนั้นลงไปในการประชุม เซเรน่าไม่ได้ปิดข่าว เซเรน่า *ปล่อยข่าว* แต่ปล่อยในแบบที่เธอควบคุม ในแบบที่ทำให้การจากไปของเวอร์ดานกลายเป็นพิธีส่งเทพออกไปโปรดโลก ไม่ใช่การหายตัวที่ทำขวัญเมืองสั่น
*ขวัญเมืองไม่สั่นเลย* เวอร์ดานคิด *มันพุ่งสูงขึ้นต่างหาก*
เขาควรจะโกรธ แต่เขาทำไม่ได้ เพราะมันคือคำสั่งของเขาเอง ที่ถูกตีความ — อีกครั้ง — เป็นสิ่งที่ดีกว่าเจตนา
"ข้าไปไม่นาน" เวอร์ดานพูด ยกมือขึ้นห้ามอย่างนอบน้อม "ข้าเป็นเพียงนักผจญภัย มีคนเดือดร้อนที่นครไกลโพ้นขอให้ข้าไปช่วย ข้าก็แค่จะไปช่วย แล้วก็จะกลับ ไม่มีอะไรใหญ่โต พวกท่านไม่ต้องมาส่งถึงเพียงนี้"
— *ข้าจะไปหาข้อมูล สืบนักสะสมโบราณวัตถุ และอาจกลืนนครรัฐแรกของเราถ้ามันคุ้มค่า ในใจเขาคำนวณว่าการพูดถ่อมตนเช่นนี้จะลดความคาดหวังของคนได้กี่ส่วน — คำตอบ: ศูนย์ มันกลับเพิ่มขึ้น เพราะยิ่งถ่อมยิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขารู้สูตรนี้มาตั้งแต่ตอนที่สิบสาม และยังหาทางออกจากมันไม่ได้* —
มารินคุกเข่าลง
ทั้งถนนคุกเข่าตามราวคลื่น
"ขอเทพคุ้มครองการเดินทางของท่าน" มารินพูด "และขอให้นครที่ท่านจะไปช่วย ได้รับพรเหมือนที่พวกเราได้รับ"
เด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งฝ่าแถวออกมา — เด็กกำพร้าปลายแถวที่กำเศษขนมปังในมือตั้งแต่วันแรกที่เวอร์ดานเห็นเมืองนี้เริ่มก่อตัว ตอนนี้แก้มเธออวบขึ้น เสื้อผ้าสะอาด เธอยื่นดอกไม้ป่าดอกเดียวให้เขา แล้วท่องชื่อที่เธอท่องมาตั้งแต่ตอนที่ยี่สิบ
"แวร์ กลับมานะ"
เวอร์ดานรับดอกไม้
เขาก้มลงมองมันในมือ ดอกไม้ป่าธรรมดา อายุสามวันนับจากที่มันบาน — passive ของเขาบอกเขาทันทีที่นิ้วแตะกลีบ เขาคุมการอ่���นอายุไม่ได้ มันบอกเขาเสมอ ดอกไม้สามวัน เด็กแปดขวบ ถนนใต้เท้าสร้างเสร็จเมื่อปีก่อน เมืองทั้งเมืองหนึ่งปีกว่า
ทุกอย่างในสายตาเขาใหม่หมด เป็นของยุคนี้ทั้งสิ้น เปราะบาง อายุสั้น ไม่มีอะไรเก่าแก่พอจะเป็นภัย
ทุกอย่างยกเว้นสิ่งที่อยู่ใต้เท้าเขาในตอนนี้ ที่ลึกลงไปใต้ถนนเรืองแสง ใต้คนสองพันสามร้อยที่คุกเข่า ใต้เมืองทั้งเมือง — สิ่งที่ไม่มีอายุให้เขาอ่าน
เวอร์ดานกำดอกไม้ไว้เบาๆ ระวังไม่ให้ช้ำ
"ข้าจะกลับมา" เขาบอกเด็กหญิง
แล้วเขาก็พูดมันออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงกว่าที่เขาตั้งใจ จริงกว่าทุกประโยคถ่อมตนที่เขาพูดมาทั้งเช้า และเขาไม่รู้ว่ามันจริงเพราะเขาห่วงเด็กคนนี้ หรือเพราะเขาต้องกลับมาเฝ้าสิ่งที่อยู่ใต้เมืองอยู่ดี
ลิเลียยืนอยู่ข้างเขา จับสังเกตได้ทุกอย่างตามเคย แต่คราวนี้เธอไม่พูดอะไร
ราฮับยืนรออยู่ที่เงาของประตูเหนือ — มาส่งในแบบของราฮับ คือเฝ้าดูจนกว่านายจะพ้นสายตา ดาบใบดำพิงไหล่ ดวงตาไม่ได้มองเวอร์ดาน แต่มองพื้นใต้เท้าชาวเมืองที่คุกเข่า ราวกับเขาก็รู้ว่ามีบางอย่างอยู่ข้างล่างนั้น
ประตูเหนือเปิดออก
เวอร์ดานกับลิเลียก้าวออกจากนครรุ่งอรุณ สู่ถนนที่ทอดไปทางตะวันออก สู่เวลด์ฮอลม์ สู่กระดานที่ใหญ่กว่าทุกกระดานที่เขาเคยเล่นในยุคนี้
ข้างหลังเขา เสียงสวดอวยพรของคนสองพันสามร้อยลอยตามลมเช้า บทเพลง "เงาเดียวที่เทพส่งมา" เวอร์ชันที่สี่ดังขึ้นจากไหนสักแห่งกลางฝูงชน
เวอร์ดานเดินไปข้างหน้า ไม่หันหลังกลับ ในใจเขาทบทวนทุกหมากที่วางไว้ — เซเรน่าคุมเมือง คาสเทลหาเสียงในกำแพง ไกร์ฟอนวางหมากเวลด์ฮอลม์ ราฮับเฝ้าประตูดำ — และเขาคิดว่าเขาคุมทุกอย่างได้แล้ว
เขาคิดว่าเขากำลังเดินไปหาคำตอบ
เขาไม่รู้ว่าในชั้นลึกสุดของวิหารใต้เมืองที่เขาเพิ่งทิ้งไว้ข้างหลัง — ลึกลงไปกว่าที่คาสเทลจะหาเจอในเจ็ดวัน ลึกกว่าที่ราฮับจะเฝ้าถึง — บางสิ่งที่ไม่มีอายุ ไม่ทอดเงา ไม่มีรูปร่าง กำลังฟังเสียงฝีเท้าของเวอร์ดานค่อยๆ ห่างออกไป
แล้วมันก็เริ่มเคลื่อนตามไปทางเดียวกัน
ช้าๆ
อย่างคนที่มีเวลาทั้งพันปี
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.