ตอนที่ 34
34 / 82
อ่าน 14 นาที
บทที่ 34 — ซากเทพที่อันตราย
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
ประตูดำสนิทนั้นเริ่มร้องเพลง.
ไม่ใช่เสียงที่หูได้ยิน. เวอร์ดานรู้สึกมันที่ฟัน ที่กระดูกหลังหู ที่จุดลึกในอกซึ่งเวทเทพเจ้าของเขาเก็บตัวอยู่. เสียงสะท้อนยุคทองจากศึกเบรนเดล — คลื่นที่เขาตีว่ามันจางไปแล้ว — กลับไม่ได้จางไปไหน. มันสะสมอยู่ในหินของวิหารมาหลายวัน ไหลลงต่ำตามแรงโน้มถ่วงของเวทเหมือนน้ำหาที่ลุ่ม แล้วมารวมตัวกันตรงนี้ ที่ก้นบึ้งที่สุดของทุกสิ่ง หน้าประตูที่ไม่มีอายุให้นับ.
แล้วประตูก็รับมันไว้ — และเริ่มร้องตอบ.
"ถอยออกมา." เวอร์ดานพูดเสียงเรียบ. เขาไม่ได้ขยับเท้าตัวเอง.
คาสเทลไม่ถอย. เขายกแท่งเรืองแสงขึ้นส่องกรอบประตู มือสั่นจนแสงสั่น "ท่านครับ. มันร้าว."
"ข้าเห็น."
"ไม่ครับ ท่านไม่เห็น — มันไม่ได้ร้าวที่ประตู." คาสเทลเดินเข้าไปอีกก้าว ทั้งที่ราฮับยกแขนกั้น. นิ้วเขาชี้ไปที่ขอบโถงกลม ที่ซึ่งผนังหินบรรจบกับกรอบประตูดำ. ตรงนั้น มีลายเส้นเวทโบราณวิ่งเป็นวงรอบประตูทั้งบาน — เส้นที่เวอร์ดานนึกว่าเป็นแค่ลวดลายสลัก. แต่ตอนนี้เส้นพวกนั้นเรืองขึ้นมา ทีละเส้น เป็นสีฟ้าซีดที่กะพริบไม่เป็นจังหวะ. "นี่คือผนึกครับ. ผนึกซ้อนผนึก. มันไม่ได้แค่ปิดประตู — มันกัก *พลัง* ไว้รอบประตู. กักไว้พันปี. และเสียงสะท้อนจากศึก... มันกำลังป้อนพลังให้ผนึกมากเกินกว่าที่ผนึกจะรับ."
เวอร์ดานนิ่ง. ในใจเขา ภาพมันประกอบขึ้นเองอย่างเย็นชา. เขาเคยออกแบบผนึกแบบนี้มาก่อน ในยุคที่ผนึกแบบนี้เป็นงานบ้านๆ — ผนึกที่ทำหน้าที่เหมือนเขื่อน ไม่ได้กั้นสิ่งที่อยู่ข้างใน แต่กั้น *พลัง* ไม่ให้สิ่งข้างในเข้าถึงมัน. ตราบใดที่ไม่มีพลังไหลถึง สิ่งหลังประตูก็หลับต่อไป. แต่เขื่อนทุกตัวออกแบบมาให้รับน้ำได้เท่าหนึ่ง.
"แล้วถ้าผนึกแตก" เขาถาม ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
คาสเทลกลืนน้ำลาย. ครั้งนี้เขาไม่ตื่นเต้นแบบนักประดิษฐ์เลยสักนิด. "พลังที่กักไว้พันปี จะไม่หายไปเฉยๆ ครับ. มันต้องไปที่ไหนสักแห่ง. และทางเดียวที่มันไปได้... คือขึ้น. ตามแกนวิหาร. ตามเส้นเลือดเวทที่เลี้ยงทั้งเมือง." เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานหินเหนือหัว — ราวกับมองทะลุหินหลายร้อยศอกขึ้นไปถึงเมืองที่นอนหลับอยู่ "มันจะพุ่งขึ้นไปที่ปราสาทกลาง. ที่น้ำพุตลาด. ที่ไฟถนนทุกดวง. พลังเวทเทพเจ้าดิบๆ พันปี ในเมืองที่คนสองพันสามร้อยใช้เวทพื้นฐานยังแทบไม่ได้."
ลิเลียพูดต่อให้ เสียงราบ "มันจะต้มพวกเขาทั้งเป็น"
"ไม่ใช่แค่นั้น" คาสเทลตอบ "เสียงสะท้อนที่ปล่อยออกมาจะดังที่สุดเท่าที่ฐานเราเคยปล่อย. ใครก็ตามในทวีปนี้ที่ฟังคลื่นยุคทองเป็น — เทวรัฐ, ซากเทพ, อะไรก็ตามในดินแดนรกร้าง — จะได้ยินนครรุ่งอรุณกรีดร้องเป็นภาษาของเทพ. ความลับของเราจะหายไปในวินาทีเดียวกับที่เมืองหายไป."
โถงเงียบ. เส้นผนึกบนกรอบประตูเรืองถี่ขึ้น เร็วขึ้น เหมือนชีพจรของคนที่กำลังจะหมดลม.
เวอร์ดานยืนมองประตูที่ไม่ทอดเงา. *นี่ไม่ใช่ศัตรู*, เขาคิด. ความคิดนั้นแปลกในปากของมันเอง. ตลอดมาเขาเตรียมรับมือกับมือที่ซ่อนอยู่ กับภัยที่เก่งกว่า กับกองทัพ กับสายลับ กับศาสนจักรที่รู้มากเกินไป. เขาคำนวณทางหนีไว้เจ็ดเส้นในทุกห้องที่เข้า. แต่สิ่งที่กำลังจะฆ่าเมืองของเขาในคืนนี้ไม่ได้ถูกใครส่งมา. ไม่มีใครจัดฉาก. ไม่มีมือที่สาม.
มันคือมรดกของเผ่าเขาเอง. กลไกที่ปู่ย่าของวิชาที่เขาร่ำเรียนสร้างไว้ ทำงานผิดพลาดเพราะเมืองที่ *เขา* สร้างทับมันใช้พลังมากเกินไป. ภัยครั้งนี้ไม่ได้มาจากเงาในความมืด. มันมาจากบ้าน.
---
"มีเวลาเท่าไหร่" เวอร์ดานถาม
คาสเทลวางฝ่ามือลงบนผนัง หลับตา. นิ้วของเขากระตุกเบาๆ ราวนับจังหวะที่หูคนธรรมดาไม่ได้ยิน. "เส้นผนึกชั้นนอกสุดจะขาดก่อน. แล้วชั้นถัดไปจะรับภาระสองเท่า แตกเร็วขึ้น. มันจะแตกเร็วขึ้นเรื่อยๆ เป็นลูกโซ่." เขาลืมตา. "ครึ่งชั่วโมง. อาจน้อยกว่า ถ้าเสียงสะท้อนข้างบนยังไหลลงมาเติม."
ครึ่งชั่วโมง.
เวอร์ดานคำนวณในหัวเร็วเท่าที่เคยคำนวณอะไรมา. มีทางเลือกอยู่บนโต๊ะ และเขาวางมันลงทีละใบในใจอย่างเย็นชา ราวกับมันไม่ใช่ชีวิตคน.
ทางหนึ่ง: ทิ้งเมือง. ปลุกพวกพ้องยี่สิบแปดคน เก็บแกนพลังที่ยังเหลือ หนีขึ้นเหนือก่อนผนึกแตก. ชาวเมืองสองพันสามร้อยคนจะตาย — แต่ชาวเมืองไม่ใช่พวกเขา. พวกเขาคือยี่สิบแปด. มันคือสมการที่เขาท่องได้ขึ้นใจ และในสมการนั้น สองพันสามร้อยชีวิตของคนยุคอื่นมีค่าเท่ากับศูนย์ถ่วงดุล. เขารู้ตัวว่าคิดแบบนี้ได้โดยไม่ต้องฝืน — และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขาไม่เคยเล่าให้ลิเลียฟัง.
ทางสอง: ซ่อมผนึก. แต่ผนึกแบบนี้ใช้เวลาสร้างเป็นเดือน และพวกเขามีครึ่งชั่วโมง. ตัดทิ้ง.
ทางสาม: ตัดเส้นเลือดเวทระหว่างประตูกับแกน. ปล่อยให้พลังที่กักไว้ระเบิดลงต่ำ ลงสู่หินดิบใต้วิหาร แทนที่จะพุ่งขึ้นเมือง. แต่การทำแบบนั้น — เวอร์ดานหรี่ตา — ต้องใช้พลังเวทเทพเจ้าระดับสูง. ระดับที่เขาไม่เคยปล่อยออกมาในยุคนี้เลยสักครั้ง. ระดับที่จะปล่อยเสียงสะท้อนดังกว่าผนึกที่กำลังจะแตกด้วยซ้ำ.
มันคือการยอมจ่ายเสียงดังก้องเพื่อกันเสียงกรีดร้อง. การโชว์ตัวเพื่อกันเมืองพัง.
"ท่านกำลังคิดจะปิดมันเอง" ราฮับพูด.
เวอร์ดานหันมา. นั่นเป็นประโยคยาวที่สุดที่ราฮับพูดในรอบหลายวัน. นายพลนักรบยืนอยู่ในแสงนวล ดาบใบดำพาดหลัง ใบหน้าไร้อารมณ์เหมือนเคย — แต่ดวงตาจ้องเขาในแบบที่เวอร์ดานเข้าใจ. ราฮับไม่ได้ถาม. ราฮับกำลังเตรียมจะไม่เชื่อฟัง.
"ข้ายังไม่ได้พูดว่าข้าจะทำอะไร"
"ท่านไม่ต้องพูด." ราฮับขยับมือไปที่ด้ามดาบ "ผมเคยเห็นหน้าท่านแบบนี้ครั้งเดียว. ตอนปราสาทถล่มทับผม. ท่านเดินกลับเข้าไปในกองหินคนเดียว ทั้งที่ทุกคนบอกว่ามันจะถล่มซ้ำ."
เวอร์ดานเงียบไป. เขาจำได้. ราฮับยังเด็กตอนนั้น แค่เด็กฝึกที่ติดอยู่ใต้คานหิน และเวอร์ดานเดินกลับเข้าไปไม่ใช่เพราะเมตตา แต่เพราะคำนวณแล้วว่าเด็กคนนี้จะมีประโยชน์ในวันข้างหน้า. เขาไม่เคยแก้ความเข้าใจของราฮับ. รากความภักดีของนายพลคนนี้งอกจากความเข้าใจผิดนั้น และเวอร์ดานปล่อยให้มันงอก.
"คราวนั้นข้าคำนวณถูก" เวอร์ดานพูด "ปราสาทไม่ถล่มซ้ำ"
"และคราวนี้ท่านคำนวณว่ามันจะถล่ม" ราฮับตอบ "แต่ท่านจะเข้าไปอยู่ดี"
---
ลิเลียเดินตัดเข้ามากลางวง.
"พอ." เธอพูดกับราฮับ แล้วหันมาที่เวอร์ดาน ดวงตาไม่มีความกวนๆ ที่เธอใส่ไว้เป็นเกราะตามปกติ. "นายอธิบายมาตรงๆ. ตอนนี้. ไม่ต้องเล่นเป็นนักผจญภัยใจดี ไม่ต้องพูดสั้นให้พวกเราเดา. มีกี่ทาง แล้วทางไหนที่นายเลือก"
เวอร์ดานมองเธอ. ในห้องเดียวนี้ ลึกใต้ดินที่ไม่มีชาวเมืองคนใดได้ยิน เขาทำสิ่งที่เขาทำไม่บ่อยนัก. เขาพูดความจริง.
"มีสามทาง. ทิ้งเมือง — พวกเรารอด คนยุคนี้ตายหมด ฐานเสีย แต่เราหนีได้. ซ่อมผนึก — ทำไม่ทัน. หรือ..." เขามองกลับไปที่ประตูดำที่กำลังร้องเพลง "ข้าตัดเส้นเลือดเวทระหว่างประตูกับแกนด้วยมือเอง ปล่อยให้พลังระเบิดลงต่ำแทนที่จะขึ้นบน. เมืองรอด. แต่ข้าต้องใช้พลังเต็มขั้น — ที่นี่ ใต้ของที่ห้ามปลุก. และเสียงที่ปล่อยออกมาจะดังจนทั้งทวีปได้ยิน."
"แล้วของหลังประตูล่ะ" ลิเลียถาม
นั่นคือคำถามที่เวอร์ดานไม่อยากให้ใครถาม. เพราะเขาไม่รู้คำตอบ.
"ข้าไม่รู้" เขายอมรับ "ข้าไม่รู้ว่าการระเบิดลงต่ำจะกระเทือนสิ่งหลังประตูไหม. ข้าไม่รู้ว่าเสียงเวทเต็มขั้นของข้าจะปลุกมันเร็วขึ้นหรือเปล่า. ข้ารู้แค่ว่าถ้าข้าไม่ทำอะไรเลย ผนึกแตกแน่ๆ ในยี่สิบนาที — แล้วทุกอย่างจบ. ทั้งเมือง ทั้งความลับ และอาจทั้งของหลังประตูด้วย."
ลิเลียมองเขานานมาก. เธอไม่ได้พูดว่า *สิ่งที่นายกลัวมันอยู่ในหัวนายเอง* — ไม่ใช่คราวนี้. เพราะคราวนี้สิ่งที่เขากลัวอยู่ตรงหน้าจริงๆ เรืองแสงเป็นเส้นฟ้าซีดที่เต้นเร็วขึ้นทุกวินาที. เธอเงียบ แล้วถามเบาๆ คำถามที่เปลี่ยนเรื่อง — หรือไม่ก็เป็นคำถามเดียวกันในอีกรูป:
"ทำไมต้องนายคนเดียว"
เวอร์ดานหันไปทางทางขึ้น. เหนือพวกเขาทั้งหลายชั้น เมืองหลับอยู่. เฒ่ามารินคงนอนฝันถึงเทพที่มาโปรด. เด็กหญิงที่เคยกำเศษขนมปังคงนอนอุ่นใต้หลังคาที่คาสเทลสร้าง. ดเรคที่พิการคงเฝ้ายามอยู่ที่ไหนสักแห่ง ภาคภูมิที่ได้รับใช้ผู้ที่เหนือกว่าเวทขั้นกลาง. สองพันสามร้อยคนที่ไม่ใช่พวกเขา.
"เพราะถ้าข้าพลาด" เวอร์ดานตอบ "ข้าอยากให้พวกเจ้ายี่สิบเจ็ดคนอยู่ไกลพอจะหนีได้. เผ่าเราเหลือยี่สิบแปด. ถ้าวันนี้ต้องเสียไปหนึ่ง ให้มันเป็นคนที่กดเปิดประตูอนาคตในวันนั้น."
ห้องเงียบกริบ. เป็นครั้งแรกที่เวอร์ดานพูดถึงปมนั้นออกมาดังๆ ต่อหน้าใคร. ไม่ใช่คำขอโทษ. เขาไม่เคยขอโทษ. แต่เป็นบัญชี — บัญชีที่เขาแบกเงียบๆ มาพันปี และเพิ่งวางมันลงบนโต๊ะให้คนอื่นเห็นยอดหนี้.
คาสเทลหันหน้าหนี ทำเป็นยุ่งกับแท่งแสง. ราฮับยืนนิ่งกว่าเดิม. และลิเลีย — ลิเลียที่รู้มาตลอดว่าเขาแบกอะไรอยู่ ที่เลือกจะไม่ทวงให้เขาพูดมาตลอด — ลิเลียกัดริมฝีปาก แล้วพยักหน้าช้าๆ ทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ.
"ก็ได้" เธอพูด เสียงแตก "แต่ฉันจะอยู่นานที่สุดเท่าที่ฉันจะอยู่ได้ ก่อนนายจะไล่ฉันออกไป. ฉันเป็นหมอ เวอร์ดาน. ถ้านายเจ็บ ฉันอยากอยู่ใกล้พอจะถึงตัวนายทัน."
---
พวกเขาแบ่งงานกันเร็วราวกับซ้อมมานับครั้ง.
คาสเทลวิ่งขึ้นไปที่ชั้นแกนพลัง พาเส้นทางที่เร็วที่สุด — เขาต้องตัดทุกท่อ ทุกไฟ ทุกระบบที่ไม่จำเป็นออกจากแกน ลดภาระมันให้เหลือศูนย์ เพื่อให้แกนมีพลังสำรองมากที่สุดเผื่อเวอร์ดานต้องดึงใช้. "ผมจะดับไฟทั้งเมืองครับท่าน" เขาตะโกนกลับมาขณะวิ่ง "ชาวเมืองจะตื่นมาเจอความมืด. แต่ความมืดยังดีกว่า..." เขาไม่พูดจบ. เขาไม่ต้องพูดจบ.
ราฮับได้รับมอบหมายให้ขึ้นไปคุมเหนือสุด — ที่ประตูเหนือลับ — และเตรียมอพยพชาวเมืองหากแกนเริ่มลุกไหม้. เวอร์ดานสั่งเขาด้วยคำที่ระวังเป็นพิเศษ เพราะเขารู้ว่าราฮับตีความตามตัวอักษรเสมอ. "พาคนออกจากเมืองถ้าไฟลาม. *พาออก* ราฮับ. ไม่ใช่กำจัดคนที่ขวางทาง. ไม่ใช่ฆ่าคนที่ตกใจวิ่งผิดทาง. พาออกให้ได้มากที่สุด มีชีวิต."
ราฮับมองเขาวูบหนึ่ง — เวอร์ดานเห็นในตาเขาว่าคำสั่งนี้ขัดกับสัญชาตญาณบางอย่างที่ฝังลึก เพราะในสมองของราฮับ พยานคือภาระ และความเร็วคือชีวิต. แต่ราฮับคำนับ. "มีชีวิต" เขาทวนคำ ราวกับมันเป็นคำต่างถิ่นที่ต้องท่องให้จำ. แล้วเขาก็หายไปในทางขึ้น.
เหลือเวอร์ดานกับลิเลียในโถงลึกสุด หน้าประตูที่ร้องเพลงดังขึ้นทุกที.
เวอร์ดานเดินไปยังจุดที่เส้นเลือดเวทเส้นใหญ่ที่สุดออกจากกรอบประตูดำ พุ่งขึ้นไปเชื่อมกับแกน. เขาเห็นมันชัดเจน — สำหรับเขามันเรืองแสงเหมือนหลอดเลือดแดงที่เต้นแรง ทั้งที่ตาคนยุคนี้คงเห็นแค่หินเปล่า. เขาวางฝ่ามือลงเหนือมันโดยไม่แตะ และคำนวณมุม. ถ้าเขาตัดผิดจุดแค่นิดเดียว พลังจะย้อนกลับเข้าหาตัวเขาเองแทนที่จะลงต่ำ. ถ้าเขาตัดช้าไป ผนึกชั้นในจะแตกก่อน.
"ลิเลีย" เขาเอ่ยโดยไม่หันหน้า "ขึ้นไปได้แล้ว"
"ยัง" เธอตอบ
"นี่ไม่ใช่คำขอ"
"ฉันรู้." เธอยืนนิ่ง "แต่ฉันยังไม่ไป. นายบอกว่าจะไล่ฉันก่อนนายลงมือ. นายยังไม่ลงมือ."
เวอร์ดานหลับตาครู่หนึ่ง. ลึกในอกของเขา ที่ซึ่งเวทเทพเจ้าหลับอยู่มาตั้งแต่วันแรกที่เขาตื่นในยุคนี้ — ตั้งแต่เขาสั่งห้ามทุกคนใช้พลัง ตั้งแต่เขาซ่อนตัวเป็นนักผจญภัยใจดี ตั้งแต่เขาใช้เพียงเศษเสี้ยวของมันเพื่อปัดเวทของดเรคให้ดูเหมือนฟลุก — มันเริ่มตื่น. มันรู้จักห้องนี้. มันรู้จักกลิ่นของอากาศที่หนาด้วยเวท. มันรู้จักภาษาที่สลักบนประตู. มันอยากออกมา.
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เวอร์ดานกลัวที่สุด — ไม่ใช่ประตู ไม่ใช่ผนึก ไม่ใช่เสียงที่ทั้งทวีปจะได้ยิน. แต่คือความจริงว่าเขาคิดถึงการได้ปลดปล่อยมันออกมาเต็มขั้นมากแค่ไหน. พันปีที่ต้องเป็นคนอ่อนแอ. พันปีที่ต้องยกมือห้ามอย่างนอบน้อมแล้วพูดว่าข้าเป็นเพียงนักผจญภัย. และคืนนี้ เขามีข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบที่จะเป็นตัวเองอีกครั้ง.
เขาเกลียดที่ส่วนหนึ่งของเขารู้สึกขอบคุณประตูที่กำลังจะระเบิด.
---
เสียงแรกของผนึกที่ขาดดังขึ้น.
มันไม่ใช่เสียงแตก. มันเหมือนเสียงสายพิณที่ขึงตึงเกินไปขาดผึง — สูง บาง และจบเร็วจนแทบไม่ทันได้ยิน. เส้นฟ้าซีดเส้นนอกสุดบนกรอบประตูดับวูบ. และทันใดนั้น เส้นที่เหลือก็เรืองสว่างขึ้นพร้อมกัน รับภาระที่หนักขึ้นเป็นเท่าตัว. เต้นเร็วขึ้น. ร้อนขึ้น. โถงทั้งโถงเริ่มสั่น ฝุ่นพันปีร่วงจากเพดานเป็นสายเหมือนทราย.
จากด้านบน ไกลขึ้นไป มีเสียงตื้อๆ ดังก้องลงมาตามแกน — เสียงคาสเทลดับระบบทีละอย่าง. แล้วแสงนวลในอากาศก็หรี่ลงเป็นขั้น เป็นขั้น. ไฟถนนของเมืองเบื้องบนกำลังดับลงทีละสาย. เด็กหญิงที่นอนอุ่นกำลังจะตื่นมาในความมืด.
"เวอร์ดาน" ลิเลียพูด เสียงเครือ "ถึงเวลาแล้ว"
เวอร์ดานเปิดตา.
เขาหันไปมองเธอเป็นครั้งสุดท้าย — ผู้หญิงที่รู้จักเขามาตั้งแต่ก่อนโลกใบนี้จะลืมเผ่าของพวกเขา. ที่ล้อเขาเรื่องความระแวง. ที่เลือกไม่ทำลายเสาที่ค้ำใจเขา. ที่เพิ่งบอกว่าอยากอยู่ใกล้พอจะถึงตัวเขาทันถ้าเขาเจ็บ.
"ขึ้นไป" เขาพูด. ครั้งนี้เสียงเขาไม่เหลือช่องให้เถียง. "ขึ้นไปอยู่กับคาสเทลที่แกน. ถ้าข้าทำสำเร็จ เจ้าจะรู้เพราะเมืองยังอยู่. ถ้าข้าทำไม่สำเร็จ..." เขาหยุด "...เจ้าจะรู้เพราะมันจะดังมาก. แล้วเจ้าต้องพาทุกคนหนีขึ้นเหนือ ทิ้งข้าไว้ ทิ้งวิหาร ทิ้งของหลังประตู. ยี่สิบเจ็ดคนต้องรอด. นั่นคือคำสั่ง. นั่นคือคำสั่งสุดท้ายถ้าจำเป็น."
ลิเลียยืนนิ่ง น้ำตาไหลลงโดยที่ใบหน้าเธอไม่ขยับ. แล้วเธอทำสิ่งที่เวอร์ดานไม่คาดคิด. เธอไม่เถียง. เธอก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ยกมือขึ้นแตะอกเขาตรงที่เวทเทพเจ้ากำลังตื่น — เบาๆ สั้นๆ เหมือนหมอตรวจชีพจร — แล้วพูดประโยคที่เธอพูดมาแล้วหลายครั้ง แต่คราวนี้ในความหมายที่ต่างออกไปสิ้นเชิง:
"สิ่งที่นายกลัว... คราวนี้มันไม่ได้อยู่ในหัวนาย." เธอถอยมือกลับ "มันอยู่หลังประตูนั่นจริงๆ. ดังนั้นกลับมาให้ได้ เวอร์ดาน. อย่าให้ฉันต้องนับเหลือยี่สิบเจ็ด."
แล้วเธอก็หันหลังวิ่งขึ้นทางลาด หายเข้าไปในแสงที่หรี่ลงทุกที ก่อนที่เขาจะเห็นว่าเธอกำลังร้องไห้แค่ไหน.
---
เวอร์ดานหันกลับมาเผชิญหน้าประตู.
เส้นผนึกเหลืออยู่สามเส้น เต้นเร็วจนเกือบเป็นแสงนิ่ง. โถงสั่นแรงขึ้น. และจากด้านหลังประตูดำ — จากที่ที่ไม่มีอายุให้เขานับ — เขารู้สึกถึงบางอย่างขยับ. ไม่ใช่กลไก. ไม่ใช่พลัง. เป็นความ *ตั้งใจ*. ความว่างเปล่าที่อดทนรอ และเพิ่งจะรู้สึกว่าเขื่อนที่กักมันมาพันปีกำลังจะพังเป็นครั้งแรก.
เขายืนคนเดียวในก้นบึ้งของวิหาร เหนือเขาคือเมืองที่เชื่อว่าเขาคือเทพ ใต้เขาคือสิ่งที่แม้แต่เทพยังขังไว้ด้วยกลอนสองชั้น. มืออ่อนแอที่เขาแสดงมาตลอดพันปี กับมือจริงที่เขาซ่อนไว้ — คืนนี้มีเพียงมือเดียวที่ใช้ได้.
เวอร์ดานถอดเข็มกลัดนกทองแดงที่กลบเสียงสะท้อนรอบตัวเขาออกจากอก แล้ววางมันลงบนพื้นหินอย่างระมัดระวัง — เพราะสิ่งที่เขากำลังจะทำ ไม่มีเครื่องกลบใดในโลกปิดได้.
เขาสูดอากาศที่หนาด้วยเวท. กลิ่นบ้าน.
แล้วเขายกมือขึ้น — ไม่ใช่ยกมือห้ามอย่างนอบน้อมแบบที่เขายกมาทั้งยุค แต่ยกขึ้นแบะฝ่ามือเข้าหาเส้นเลือดเวทที่เชื่อมประตูกับแกน. ลึกในอกเขา เวทเทพเจ้าที่หลับมาพันปีลืมตาเต็มที่เป็นครั้งแรกในยุคนี้ — และโถงทั้งโถงเริ่มเรืองด้วยแสงที่ไม่ใช่สีฟ้าของแกน ไม่ใช่สีนวลของคาสเทล แต่เป็นแสงทองเก่าแก่ของยุคที่โลกใบนี้ลืมไปแล้วว่าเคยมีอยู่.
หลังประตูดำ บางสิ่งที่รอมาพันปี และเพิ่งรู้จักชื่อ "เวอร์ดาน"
ตื่นขึ้นเต็มที่ — และยิ้มในความมืดที่ไม่มีปาก.
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.