ตอนที่ 47
47 / 82
อ่าน 16 นาที
บทที่ 47 — กลิ่นของกิลด์เงา
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
งานเลี้ยงต้อนรับของสภาพ่อค้าเวลด์ฮอลม์เลิกไปตั้งแต่ดึก แต่เวอร์ดานรู้ว่าเมืองนี้ไม่เคยหลับจริงๆ ตั้งแต่ก่อนจะข้ามผ่านประตูเข้ามา
เขายืนอยู่ที่หน้าต่างห้องพักชั้นสามของคฤหาสน์รับรองที่สภาจัดให้ — ห้องที่ดีเกินกว่าจะให้นักผจญภัย แต่แย่กว่าที่จะให้ผู้นำรัฐ เป็นห้องของคนที่เจ้าบ้านยังตัดสินใจไม่ได้ว่าตรงหน้าคือใคร เหมือนที่ฮัลเวกคำนับเขาเมื่อหลายวันก่อน — ลึกเกินนักผจญภัย ตื้นกว่ากษัตริย์ ความไม่แน่ใจที่ทั้งเมืองนี้มีต่อเขากำลังถูกแปลเป็นเฟอร์นิเจอร์และผ้าม่าน
ข้างล่าง ถนนหินยังมีคนเดิน เปลวไฟในตะเกียงน้ำมัน — ไม่ใช่ถนนเรืองแสงเวทอย่างนครรุ่งอรุณ ที่นี่คือยุคเสื่อมของจริง ไฟต้องเผาน้ำมัน คนต้องเดินด้วยขา และทุกแสงไฟที่ยังติดอยู่ตอนตีสามล้วนมีเหตุผลของมัน
*สี่จุด* เวอร์ดานคิด *สี่จุดที่ไฟไม่ดับตลอดคืน และทั้งสี่จุดมองเห็นหน้าต่างห้องนี้*
"นายนับไฟอยู่ใช่ไหม" ลิเลียพูดจากเตียงโดยไม่ลืมตา เธอนอนเอาแขนพาดหน้าผาก เหมือนคนที่ตั้งใจจะหลับแต่รู้อยู่แล้วว่าจะไม่ได้หลับ "ข้าได้ยินเสียงนายคิดเลขมาตั้งแต่ฮัลเวกเดินออกจากห้องโถง"
"ข้าไม่ได้นับไฟ" เวอร์ดานตอบ "ข้านับคนที่จุดไฟไว้ดูข้า"
"เหมือนกัน"
เขาไม่เถียง ราฮับยืนนิ่งอยู่ในเงามุมห้อง — ไม่ได้นั่ง ไม่ได้พิง เพียงยืน เหมือนเครื่องเรือนชิ้นหนึ่งที่บังเอิญถือดาบใบดำดูดแสงไว้ในมือ เขาอยู่ตรงนั้นมาสามชั่วโมงแล้วและจะอยู่ต่อไปจนสว่างถ้าไม่มีใครบอกให้ทำอย่างอื่น
เวลด์ฮอลม์ใหญ่กว่านครรุ่งอรุณยี่สิบเท่า สี่หมื่นคนในกำแพง สภาพ่อค้าสิบเอ็ดตระกูล ไม่มีกษัตริย์ มีแต่ทอง และเวอร์ดานรู้ดีว่าที่ที่ไม่มีกษัตริย์ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนปกครอง — มันแปลว่าคนที่ปกครองไม่อยากให้ใครเห็นหน้า
นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขานอนไม่หลับ ไม่ใช่งานเลี้ยง ไม่ใช่ฮัลเวก ไม่ใช่กระทั่งคำถามเรื่องมอนสเตอร์ที่เขาถูกเชิญมาปราบ
ที่งานเลี้ยงคืนนี้ มีคนหนึ่งจ้องเขา
*รู้มากกว่าที่ควรรู้*
ตอนเขาเงยหน้าขึ้นมอง คนนั้นกำลังยกจอกไวน์ขึ้นจิบ ดวงตาเลื่อนไปทางอื่นพอดี — เร็วเกินกว่าจะบังเอิญ ช้าเกินกว่าจะตื่นตระหนก เป็นการเลื่อนสายตาของคนที่ "ดู" คนเป็นอาชีพ และไม่อยากให้เป้าหมายรู้ว่าตัวเองถูกดู
แต่เวอร์ดานดูคนเป็นอาชีพมาก่อนคนผู้นั้นเกิดราวพันปี
---
เซเรน่ามาถึงห้องตอนรุ่งสาง พร้อมแฟ้มหนัง
เธอไม่ได้มาในชุดนักบริหารของนครรุ่งอรุณ — ที่เวลด์ฮอลม์เธอแต่งเป็นเสมียนค้าขายที่ไม่มีใครจำหน้าได้ ผ้าสีน้ำตาลเรียบ ผมรวบ มือเปื้อนหมึก เป็นหนึ่งในสี่หมื่นคนที่ไม่มีใครมองสองครั้ง ซึ่งคือสิ่งที่เธอต้องการพอดี
"ข้าใช้เวลาคืนเดียวกับบัญชีของเมืองนี้" เธอวางแฟ้มลงบนโต๊ะ เปิดออกราวกับกำลังผ่าศพ "และข้าพบว่าตัวเลขของเวลด์ฮอลม์โกหก"
เวอร์ดานหันมา "โกหกยังไง"
"ภาษีศุลกากรของสภาเก็บได้จากการค้าสามสาย — เกลือจากเหนือ ผ้าจากตะวันออก โบราณวัตถุจากใต้" เซเรน่าชี้นิ้วไปตามคอลัมน์ตัวเลขที่เธอคัดลอกมา "สามสายนี้รวมกันควรเลี้ยงเมืองสี่หมื่นคนได้พอดี แต่เมืองนี้รวยเกินตัวเลขไปสามเท่า มีคฤหาสน์เกินจำนวนพ่อค้าที่จดทะเบียน มีทหารรับจ้างเกินจำนวนที่สภาจ้างได้ มีเงินไหลผ่านที่ไม่มีในบัญชีไหนเลย"
"เงินมืด"
"เงินมืดที่ใหญ่กว่าเงินสว่าง" เซเรน่าพูดอย่างเรียบเฉยที่สุด ราวกับกำลังรายงานราคาข้าว "ท่าน สภาพ่อค้าสิบเอ็ดตระกูลไม่ได้ปกครองเมืองนี้ พวกเขาแค่เป็นหน้าร้าน มีคนอื่นถือกระเป๋าเงินอยู่ และคนนั้นใหญ่พอจะทำให้ตัวเลขทั้งเมืองโกหกได้โดยไม่มีใครกล้าทักท้วง"
เวอร์ดานนิ่งไป ในใจเขา ภาพที่ก่อตัวขึ้นไม่ใช่ภาพของพ่อค้า มันคือภาพของ *โครงสร้าง* — และโครงสร้างที่ซ่อนตัวได้ขนาดนี้ ที่คุมเงินทั้งนครรัฐโดยไม่ปรากฏชื่อในเอกสารแม้ฉบับเดียว ต้องใช้สมองที่เย็นและอดทน
ต้องใช้สมองแบบที่เขามี
*นี่ไม่ใช่โจร* เวอร์ดานคิด ความหนาวเย็นที่คุ้นเคยไต่ขึ้นต้นคอ *คางโกรเป็นโจร เบรนเดลเป็นโจร พวกนั้นแค่ถือดาบ แต่สิ่งนี้— สิ่งนี้คิด สิ่งนี้วางแผนยาว สิ่งนี้ปกปิดตัวเองในระดับที่ข้าเองทำกับโลก*
"พวกเขาชื่ออะไร" เขาถาม
"ไม่มีใครพูดชื่อดังๆ" เซเรน่าพลิกแฟ้มไปหน้าสุดท้าย หน้าที่เกือบว่างเปล่า มีแต่ตัวอักษรเดียวที่เธอเขียนไว้ "แต่เสมียนคนหนึ่งเผลอ เขาตกใจที่ข้าถามถึงเจ้าของโกดังหลังหนึ่ง แล้วเขาก็ทำสิ่งนี้—" เซเรน่ายกมือขึ้น เอานิ้วแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ แล้วเอานิ้วเดียวกันนั้นแตะลงบนโต๊ะ เป็นท่าทางเงียบๆ ที่ดูเหมือนพิธีกรรมเล็กๆ ของคนที่กลัว
"วอร์น" เธอพูดเสียงเบา "ตระกูลที่ห้ามเอ่ยชื่อดังๆ ชื่อ วอร์น"
---
เวอร์ดานออกจากคฤหาสน์ในบทบาทที่เขาฝึกมาจนเป็นผิวหนังชั้นที่สอง — นักผจญภัยใจดีที่อยากเดินดูเมืองด้วยตาตัวเอง
มันได้ผลอย่างเหลือเชื่อ ชาวเวลด์ฮอลม์ที่ได้ยินชื่อเขาจากปากทูตและจากข่าวลือที่เดินทางมาก่อน รุมมองเขาด้วยสายตาที่เขาเริ่มชินตั้งแต่นครรุ่งอรุณ — ความหวัง ความเกรง ความอยากเชื่อว่ามีใครสักคนมาเปลี่ยนชีวิตที่ขมขื่นของพวกเขา แม่ค้าคนหนึ่งยัดผลไม้ใส่มือเขาโดยไม่รับเงิน เด็กคนหนึ่งวิ่งตามมาขอให้เขาแตะหัวเพื่อโชคดี
ลิเลียเดินข้างๆ ในชุดสามัญ กัดผลไม้ที่แม่ค้ายัดให้เวอร์ดานไปครึ่งลูกแล้ว "นายดังจนน่ารำคาญ" เธอพูด "เดินสามก้าวมีคนคุกเข่าหนึ่งคน"
"ข้ารู้" เวอร์ดานตอบ และเสียงเขาไม่มีความสนุกเลยแม้แต่น้อย ทุกคำสรรเสริญในหูเขาคือเป้าที่ใหญ่ขึ้นบนหลัง ทุกคนที่จำหน้าเขาได้คือคนที่อาจถูกถามว่าเขาไปไหน ทำอะไร พูดกับใคร และถ้ามีคนที่คุมเงินทั้งเมืองได้โดยไม่ปรากฏชื่อ คนคนนั้นย่อมรู้แล้วว่าเวอร์ดานเดินอยู่ตรงไหนในนาทีนี้
เขาเลี้ยวเข้าตรอกที่เงียบกว่า — ไม่ใช่เพราะหนีฝูงชน แต่เพราะอยากดูว่าใครตามมาในที่ที่ฝูงชนไม่บัง
ไม่มีใครตามมา
นั่นแหละที่ทำให้เขาหยุดเดิน
*ในเมืองที่คนคุมเงินมืดรู้ทุกอย่าง การที่ไม่มีใครตามข้าในตรอกเปลี่ยว แปลว่าพวกเขาไม่ต้องตาม* เวอร์ดานคิด *แปลว่าพวกเขารู้แล้วว่าข้าจะมาที่นี่ก่อนข้าจะมา หรือไม่ก็—*
"หรือไม่ก็เขารู้ว่าตามนายไม่ได้หรอก" ลิเลียพูดขึ้นเหมือนอ่านใจเขาออก เธอพิงกำแพง เคี้ยวผลไม้ "เพราะนายเป็นนายไง คนยุคนี้ตามนายไม่ทันอยู่แล้ว วอร์นก็คน"
"เธอแน่ใจหรือว่าวอร์นเป็นคน"
ลิเลียหยุดเคี้ยว เธอมองเวอร์ดานนานขึ้นกว่าปกติ และในสายตาเธอมีอะไรบางอย่างที่เวอร์ดานไม่ค่อยอยากเห็น — ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความเศร้าเล็กๆ ของคนที่เคยเตือนเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วและรู้ว่าจะต้องเตือนอีก
"นายทำแบบนี้อีกแล้ว" เธอพูดเบาๆ "นายเห็นพ่อค้าที่รวยผิดปกติ แล้วนายก็แปลงมันเป็นภัยที่เก่งกว่านายในหัวทันที วอร์นอาจจะแค่เป็นพวกค้าของหนีภาษีที่รวยจัดและกลัวตายก็ได้ เวอร์ ภาคกลางนี้เน่าด้วยพ่อค้าโกงเต็มไปหมด ไม่ใช่ทุกเงาที่จะเป็นสิ่งที่ฆ่าเผ่าเรา"
คำสุดท้ายทำให้เวอร์ดานนิ่งไป
มันคือสิ่งเดียวกับที่เธอพูดมาตลอด ตั้งแต่หมู่บ้านแรก ตั้งแต่คางโกร ตั้งแต่ดเรค — *สิ่งที่นายกลัวมันอาจอยู่ในหัวนายเอง* — แต่เวอร์ดานจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เธอพูดประโยคนั้น เธอกลับพูดอีกอย่าง เธอกลับบอกว่าคราวนี้มันไม่ได้อยู่ในหัวเขา มันอยู่หลังประตูนั่นจริงๆ และเสียงสะท้อนในเมืองที่ "ไม่มีทิศ" ก็ยังก้องอยู่ในความทรงจำของเขาเหมือนหินที่ถ่วงอยู่ก้นบ่อ
"เธอเองก็ไม่แน่ใจแล้วใช่ไหม" เวอร์ดานพูด "ว่าสิ่งที่ข้ากลัวมันอยู่ในหัวข้าหรือเปล่า"
ลิเลียไม่ตอบ เธอกัดผลไม้อีกคำ และนั่นคือคำตอบที่หนักที่สุดที่เธอเคยให้
---
ตัวแทนของวอร์นมาหาเวอร์ดานในเย็นวันเดียวกัน ในที่ที่เขาไม่คาดคิดที่สุด — ในห้องสมุดเล็กของคฤหาสน์รับรอง
เวอร์ดานเข้าไปเพื่อหาแผนที่เส้นทางค้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเวลด์ฮอลม์ จุดที่จารึกวิหารพี่น้องในนครรุ่งอรุณบอกว่า "ยังเต้น" — จุดที่มอนสเตอร์ตาเรืองแสงออกอาละวาด เขาคิดว่าจะได้อยู่คนเดียว
เธอนั่งอยู่ที่นั่นแล้ว ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของห้องมาตลอด
หญิงวัยกลางคน ร่างเล็ก ผมสีเทาเงินรวบเรียบ สวมชุดสีเทาเรียบที่ไม่บอกฐานะอะไรเลย — ซึ่งในเมืองที่ผ้าทุกชิ้นบอกฐานะ การไม่บอกอะไรเลยคือการบอกว่า "ฉันไม่ต้องบอก" เธอวางหนังสือเล่มหนึ่งบนตัก มือสองข้างประสานทับเบาๆ ไม่มีแหวน ไม่มีกำไล ไม่มีอะไรที่จะส่งเสียงดังถ้าเธอขยับ
เวอร์ดานหยุดที่ประตู ในเสี้ยววินาทีนั้น สมองเขาทำสิ่งที่มันทำเสมอ — นับทางออก (สอง รวมหน้าต่าง) นับว่าผู้หญิงคนนี้ถืออาวุธหรือไม่ (ไม่ — แต่คนแบบนี้ไม่ต้องถืออาวุธ คนแบบนี้สั่งคนถืออาวุธ) และนับว่าเธอเข้ามาในห้องนี้โดยไม่มีใครเห็นได้อย่างไร ในคฤหาสน์ที่ราฮับเฝ้าทุกทางเข้า
คำตอบของข้อสุดท้ายคือ — เธอเข้ามาทางที่ราฮับไม่รู้ว่ามี
"ท่านเวอร์ดาน" เธอเอ่ยก่อน เสียงนุ่มและต่ำ เป็นเสียงของคนที่ไม่เคยต้องพูดดังในชีวิต เพราะคนรอบตัวเงียบเสมอเวลาเธอพูด "นั่งสิคะ ดิฉันรอท่านอยู่"
"ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะมาห้องนี้" เวอร์ดานไม่ขยับ
"ดิฉันไม่รู้หรอกค่ะ" เธอยิ้มบางๆ "ดิฉันแค่รออยู่ทุกห้องที่ท่านอาจจะมา ห้องสมุดเป็นห้องที่ดิฉันชอบที่สุด เลยเลือกนั่งที่นี่เอง บังเอิญว่าท่านเลือกห้องเดียวกับดิฉัน"
มันเป็นคำโกหกที่สง่างาม และเวอร์ดานชอบมันทันที — ไม่ใช่เพราะเชื่อ แต่เพราะมันบอกเขาว่าผู้หญิงคนนี้รู้ว่าเขาจะจับโกหกได้ และยังเลือกโกหกอยู่ดี เพื่อให้เขาเห็นว่าเธอควบคุมแม้กระทั่งความจริงที่เธอยอมให้เขารู้
"ดิฉันชื่อคัสซิอา" เธอพูดต่อ "ทำงานให้ตระกูลหนึ่งในเมืองนี้ ตระกูลที่ไม่ค่อยปรากฏตัวในงานเลี้ยง"
"วอร์น"
คัสซิอาไม่กระพริบตา แต่มุมปากเธอขยับขึ้นเล็กน้อย "ท่านสืบมาเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่สืบ" เธอพูด "คนส่วนใหญ่ในเวลด์ฮอลม์ใช้เวลาทั้งชีวิตโดยไม่รู้ชื่อนี้ ส่วนคนที่รู้— มักจะรู้ตอนที่สายเกินไปแล้ว" เธอพูดประโยคหลังเบาราวกับเล่าเรื่องอากาศ ไม่ใช่คำขู่ และนั่นทำให้มันน่ากลัวกว่าคำขู่
เวอร์ดานเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามเธอ ในใจเขาทุกระฆังเตือนภัยที่เขามีกำลังตีพร้อมกัน
---
"ตระกูลของท่านทำการค้าอะไร" เวอร์ดานถาม ในน้ำเสียงของนักผจญภัยที่อยากรู้อยากเห็นอย่างไม่มีพิษภัย
"ข้อมูลค่ะ" คัสซิอาตอบทันที "ทองคำเป็นเพียงสิ่งที่ข้อมูลแปลงร่างเป็นเวลาเอามาใช้ ตระกูลวอร์นรู้ว่าเรือลำไหนจะมาถึงท่าก่อนกัปตันรู้ รู้ว่าตระกูลไหนจะล้มก่อนเจ้าของรู้ รู้ว่าใครเป็นพ่อของลูกใคร ใครติดหนี้ใคร ใครฆ่าใครเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้วฝังไว้ที่ไหน" เธอพูดรายการนี้ออกมาราบเรียบเหมือนรายการสินค้า "เราไม่ขายของหรอกค่ะ ท่านเวอร์ดาน เราขายความรู้ว่าใครเป็นใคร และในโลกที่คนส่วนใหญ่ตาบอด ความรู้นั้นแพงกว่าทองทั้งทวีป"
เวอร์ดานฟังด้วยใบหน้านิ่ง แต่ข้างในเขา ภาพของวอร์นชัดขึ้นทุกประโยค — และยิ่งชัด ยิ่งตรงกับสิ่งที่เขากลัว
*องค์กรที่ขายข้อมูลว่าใครเป็นใคร* เขาคิด *องค์กรที่อยู่มานานพอจะรู้เรื่องที่เกิดยี่สิบปีก่อน องค์กรที่หาเงาทุกคนเจอ — ถ้ามีใครในโลกนี้ที่จะรู้ว่ามีคนจากยุคทองหลงเหลืออยู่ ถ้ามีใครที่ขายความรู้เรื่องผู้รอด ถ้ามีมือที่สามที่จัดฉากส่งข้ามาที่นี่ มันต้องผ่านองค์กรแบบนี้*
"แล้ววอร์นรู้อะไรเกี่ยวกับข้า" เขาถามตรงๆ
คัสซิอาพินิจเขาอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเธอไม่ได้กวาดร่างเขาแบบคนที่ประเมินกำลัง — มันกวาดแบบคนที่กำลังเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นกับบันทึกบางอย่างในหัว และพบว่าสองสิ่งนั้นไม่ตรงกัน
"เรารู้ว่าท่านปรากฏตัวขึ้นทางตะวันตกเมื่อไม่ถึงหนึ่งปีก่อน" เธอเริ่ม "รู้ว่าก่อนหน้านั้นไม่มีใครเคยได้ยินชื่อท่านเลย ไม่มีในทะเบียนกิลด์นักผจญภัย ไม่มีในบันทึกการเกิดของนครรัฐไหน ไม่มีตระกูล ไม่มีบ้านเกิด ไม่มีครู ท่านโผล่มาพร้อมเมืองที่ผุดขึ้นจากซากเทพ พร้อมคนที่ปราบโจรหกพันได้ในวันเดียว" เธอหยุด "นักผจญภัยทั่วไปมีอดีต ท่านเวอร์ดาน ท่านไม่มี ท่านเหมือนคนที่เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อปีก่อน หรือ—"
เธอหยุดอีกครั้ง คราวนี้นานกว่า
"—หรือคนที่ลบอดีตของตัวเองได้สะอาดกว่าที่ใครในยุคนี้จะทำได้"
เวอร์ดานไม่ขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้าแม้แต่มัดเดียว แต่ภายในเขา ความหนาวเย็นกลายเป็นน้ำแข็ง
*นางรู้ว่าข้าไม่มีอดีตในยุคนี้* เขาคิด *นางไม่รู้ว่าทำไม นางยังไม่รู้เรื่องยุคทอง ยังไม่รู้เรื่องข้ามเวลา — แต่นางรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ และนางเป็นคนเดียวในโลกนี้ที่มองทะลุฉากนักผจญภัยของข้าไปเห็นว่าข้างหลังมันว่างเปล่า เพราะข้าสร้างฉากให้คนยุคนี้ดู ไม่ได้สร้างให้คนที่รู้วิธีดูแบบนาง*
---
"ท่านระวังตัวดีมาก" คัสซิอาพูดต่อ เหมือนชมเชยอย่างจริงใจ "ดิฉันสังเกตเห็นตั้งแต่งานเลี้ยง ท่านนับทางออก ท่านนับคนถืออาวุธ ท่านมองว่าใครมองท่าน — ท่านทำมันโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ มันเป็นนิสัยที่ฝังลึกเกินกว่าจะเป็นนิสัยของคนที่ใช้ชีวิตปลอดภัย" เธอเอียงคอเล็กน้อย "คนที่ระวังตัวขนาดนี้ มีอยู่สองแบบค่ะ แบบแรกคือคนที่เคยถูกล่ามาทั้งชีวิต แบบที่สองคือคนที่เคยล่าคนอื่นมาทั้งชีวิตจนรู้ว่านักล่าคิดอย่างไร"
"แล้วท่านคิดว่าข้าเป็นแบบไหน"
"ดิฉันคิดว่าท่านเป็นทั้งสองแบบ" คัสซิอายิ้ม "และนั่นทำให้ท่านน่าสนใจที่สุดเท่าที่ดิฉันเคยพบในรอบสามสิบปี"
เวอร์ดานเงียบ ในใจเขากำลังคำนวณอย่างเร็วที่สุดเท่าที่เคย *นางกำลังทาบทามข้า ไม่ใช่ขู่ ไม่ใช่สืบ — ทาบทาม นางอยากได้บางอย่างจากข้า และคนที่จะมาทาบทามคนแบบข้าด้วยตัวเอง ไม่ส่งลูกน้อง คือคนที่อยู่ระดับสูงพอจะตัดสินใจเอง หรือเป็นตัวนางเองที่เป็นวอร์น* — *แต่ทำไม ทำไมองค์กรที่คุมทั้งเมืองถึงต้องการนักผจญภัยพเนจรคนหนึ่ง เว้นแต่นางจะรู้ว่าข้าไม่ใช่นักผจญภัยพเนจร เว้นแต่ทั้งหมดนี้เป็นกับดักของมือที่สามที่ใช้วอร์นเป็นเครื่องมือ ใช้นางเป็นปาก*
มันสมเหตุสมผลเกินไป ทุกอย่างเข้ารูปเกินไป — และเวอร์ดานเรียนรู้มานานแล้วว่าเมื่อทุกอย่างเข้ารูปเกินไป แปลว่ามีคนจัดรูปไว้
เขาไม่รู้เลยว่าความจริงเรียบง่ายกว่านั้นมาก — ว่าคัสซิอาและตระกูลวอร์นไม่ได้รับใช้ใคร ไม่มีมือที่สามอยู่เบื้องหลัง มีแต่ผู้หญิงแก่ที่ฉลาดเป็นพิเศษคนหนึ่ง ที่ใช้ทั้งชีวิตอ่านคน และเพิ่งเจอคนที่เธออ่านไม่ออกเป็นครั้งแรก จึงอยากได้เขาไว้ข้างเดียวกัน ด้วยเหตุผลเดียวกับที่นักสะสมอยากได้ของหายาก
แต่เวอร์ดานมองไม่เห็นความเรียบง่าย เพราะเขาต้องการศัตรู เขาต้องการให้มีมือที่สามจริง เพราะถ้าไม่มี เผ่าของเขาก็ติดอยู่ที่นี่เพราะความผิดของเขาคนเดียว และเสาต้นนั้นยังค้ำอยู่ในใจเขา แม้ลิเลียจะแตะมันมาแล้ว
---
คัสซิอาลุกขึ้น เก็บหนังสือไว้ใต้แขนอย่างไม่รีบร้อน เธอเดินไปยังประตู — ประตูจริง คราวนี้ ไม่ใช่ทางลับที่เธอเข้ามา ราวกับจงใจให้เวอร์ดานเห็นว่าตอนจะออก เธอเลือกออกทางที่เขาเฝ้าได้
"ดิฉันจะไม่ขอคำตอบจากท่านวันนี้ค่ะ" เธอพูด มือแตะลูกบิดประตู "ตระกูลวอร์นไม่เคยรีบ การรีบเป็นความหรูหราของคนที่กลัวว่าจะไม่ทันตาย เราไม่กลัว เพราะเรารู้เสมอว่าอะไรจะเกิดขึ้นก่อนมันเกิด" เธอหันมามองเวอร์ดานครั้งสุดท้าย และในแสงตะเกียงสลัว ดวงตาเธอดูเหมือนรู้บางอย่างที่ลึกกว่าทุกประโยคที่เธอพูดมา
"แต่ดิฉันอยากให้ท่านรู้ไว้อย่างหนึ่ง" เธอพูดเบาลง "เพื่อให้ท่านเข้าใจว่าทำไมเราถึงสนใจท่านมากกว่านักผจญภัยคนใดที่เคยผ่านเมืองนี้มา"
เวอร์ดานรอ ไม่หายใจ
"พวกเราตามหาคนแบบท่านมานานแล้วค่ะ ท่านเวอร์ดาน" คัสซิอาพูด "นานกว่าที่ท่านจะเชื่อ มีบันทึกในตระกูลเรา เก่ากว่าตัวอักษรที่ใช้กันในยุคนี้ บันทึกที่บอกว่าสักวันจะมีคนเดินมาในเมืองนี้ คนที่ไม่มีอดีต คนที่ระวังตัวเหมือนเคยมีทั้งโลกตามล่า คนที่— มาจากที่ไกลมาก"
เธอเปิดประตู
"ไกลกว่านครรัฐใดในทวีปนี้" เสียงเธอแผ่วลงจนเกือบเป็นกระซิบ "ไกลในแบบที่ไม่ได้วัดด้วยระยะทาง"
แล้วเธอก็ออกไป ประตูปิดลงอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงฝีเท้าในทางเดินด้านนอกแม้แต่ก้าวเดียว
เวอร์ดานนั่งนิ่งอยู่ในห้องสมุดที่ว่างเปล่า มือเขาวางราบบนโต๊ะ และเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขารู้สึกถึงสิ่งที่เขาไม่เคยยอมเรียกชื่อ — ไม่ใช่ความระแวง ความระแวงเป็นเพื่อนเก่าที่เขาคุ้นเคย
มันคือความหวัง
*ไกลในแบบที่ไม่ได้วัดด้วยระยะทาง*
นางหมายถึงเวลาหรือเปล่า นางรู้เรื่องยุคทองหรือเปล่า นางถือบันทึกที่บอกเรื่องคนข้ามเวลาจริงๆ หรือเปล่า — และถ้านางรู้ ถ้าตระกูลวอร์นมีบันทึกเก่ากว่าตัวอักษรยุคนี้ บันทึกนั้นอาจบอกว่าใครเปิดประตูอนาคต อาจบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือการจัดฉาก อาจบอกว่าอะไรล้างเผ่าของเขาในคืนเดียว
ราฮับปรากฏตัวที่ประตูราวกับเงาที่แข็งตัว เขาคงยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกตลอด — แต่ไม่ได้เห็นคัสซิอาเข้าหรือออก ดาบใบดำในมือเขายังนิ่ง แต่เวอร์ดานสังเกตว่ามันเลื่อนออกจากฝักไปครึ่งนิ้วแล้ว
"ท่าน" ราฮับพูดคำเดียว เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำมากกว่านั้น *ฆ่าไหม*
เวอร์ดานมองมือตัวเองบนโต๊ะ เขานึกถึงทุกครั้งที่เขาสั่งฆ่าใครสักคนเพราะคิดว่าเป็นมือที่สาม แล้วพบทีหลังว่าไม่มีมือที่สามอยู่เลย เขานึกถึงดเรคที่ร่างพังเอง คางโกรที่แค่เป็นโจรขมขื่น เบรนเดลที่แบกศพน้องชายมาทั้งทาง
แล้วเขาก็นึกถึงประโยคของคัสซิอา *ไกลในแบบที่ไม่ได้วัดด้วยระยะทาง* — และรู้ว่าคราวนี้เขาจะไม่สั่งฆ่า ไม่ใช่เพราะเมตตา เวอร์ดานไม่มีเมตตาเหลือสำหรับคนยุคนี้นานแล้ว
แต่เพราะคนตายเล่าความลับไม่ได้
"อย่าเพิ่ง" เวอร์ดานพูด "นางมีบางอย่างที่ข้าต้องการ"
ราฮับเลื่อนดาบกลับเข้าฝักช้าๆ แต่ไม่สนิท
ในใจเวอร์ดาน เป้าหมายใหม่ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว แข็งและคมเหมือนน้ำแข็ง — *ตระกูลวอร์น* ไม่ว่ามันจะเป็นมือที่สามจริงหรือเป็นแค่เงาที่เขาวาดขึ้นเอง เขาจะรู้ทุกอย่างที่มันรู้ เขาจะดูดบันทึกเก่ากว่าตัวอักษรนั้นออกมาให้หมด แล้วถ้ามันเป็นภัย — มันจะหายไปในคืนเดียวเหมือนค่ายของคางโกร เหมือนกองทัพของเบรนเดล
เขายังไม่รู้ว่าในห้องหลังประตูที่ปิดสนิทอีกฟากของเมือง คัสซิอ่ากำลังเปิดบันทึกเก่ากว่าตัวอักษรนั้นออกมาจริงๆ และจ้องมองภาพวาดใบหน้าหนึ่ง — ใบหน้าที่ม้วนหนังเก่าของตระกูลวอร์นเรียกว่า "ผู้ถือกุญแจ" — แล้วเปรียบมันกับใบหน้าของชายที่เพิ่งนั่งตรงข้ามเธอในห้องสมุด
แล้วยิ้ม
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.