ตอนที่ 30
30 / 82
อ่าน 15 นาที
บทที่ 30 — ราคาของความแข็งแกร่งยุคนี้
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
ในวินาทีที่ดเรครู้ว่าบางอย่างในร่างของตัวเองแตกหัก เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร.
มันไม่เจ็บในทันที. ความเจ็บที่แท้จริงมาช้ากว่านั้นเสมอ — เขาเรียนรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ครั้งแรกที่ฝืนดึงเวทขั้นกลางออกจากร่างเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่เส้นเอ็นข้อมือขวาขาดผึงกลางสนามประลอง แล้วเขายังยืนต่อได้อีกสามอึดใจก่อนจะล้ม. คราวนี้ก็เหมือนกัน. มีเสียงดังในกระดูกสันหลัง เสียงที่ไม่ควรมีในร่างมนุษย์ ราวกับกิ่งไม้แห้งหักใต้เท้าใครสักคนในห้องที่เงียบสนิท — แล้วทุกอย่างก็ยังดูปกติดีอยู่ครู่หนึ่ง.
ดเรคยืนตรง. ลมเวทขั้นกลางที่เขาเพิ่งปล่อยออกไปสุดกำลัง — พายุที่ฉีกประตูเหล็กได้ พายุที่เคยเรียกฝนลงกลางทะเลทรายให้กองทัพทั้งกองได้ดื่ม — มันพุ่งตรงไปยังชายผู้ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า ชายที่เรียกตัวเองว่า "นักผจญภัยจรไปจรมา".
แล้วชายคนนั้นก็ขยับมือ.
แค่ขยับ. เหมือนคนปัดแมลงวันที่บินวนหน้า. ฝ่ามือพลิกไปข้างหนึ่งเบาๆ ราวกับเรื่องบังเอิญที่ไม่มีความหมายอะไร — และพายุเวทขั้นกลางสูงสุดของดเรค สิ่งที่เขาแลกมาด้วยข้อมือ ด้วยปอด ด้วยสิบปีของความเจ็บปวดที่ไม่เคยหาย ก็แตกกระจายออกเป็นละอองแสงจางๆ กลางอากาศ ราวกับมันไม่เคยมีน้ำหนักมาแต่ต้น.
ฝูงชนรอบสนามเงียบไปทั้งหมดในชั่วลมหายใจเดียว.
ดเรคก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว — และขาขวาของเขาไม่รับน้ำหนัก.
เขาไม่เข้าใจ. สมองส่วนที่ยังทำงานได้พยายามบอกว่ามันเป็นเพราะพื้นไม่เรียบ เพราะหินก้อนนั้น เพราะอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ความจริง. แต่ร่างกายไม่โกหก. มันเริ่มทยอยรายงานความเสียหายทีละจุดเหมือนเสมียนอ่านบัญชี — เส้นเลือดที่แตกในตาขวา ทำให้โลกครึ่งหนึ่งกลายเป็นสีแดง; กล้ามเนื้อต้นขาที่ฉีกจนเดินไม่ได้; และที่ลึกที่สุด ในแกนกระดูกสันหลัง บางอย่างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นท่อนำพลังเวทผ่านร่างของเขา บัดนี้ขาดสะบั้น.
เขาเคยได้ยินครูเก่าเตือนไว้นานมาแล้ว ว่าร่างมนุษย์ในยุคนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับเวทขั้นกลาง. ว่าคนที่ฝึกจนใช้มันได้ทั้งทวีปมีไม่ถึงสิบคน ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์หายาก แต่เพราะส่วนใหญ่ตายไปก่อนจะถึงขั้นนั้น — ตายจากการที่ร่างของตัวเองรับพลังที่มันไม่ควรรับ. "เจ้าไม่ได้กำลังเก่งขึ้น" ครูเคยพูด ขณะมองดเรคหนุ่มเลือดออกปาก. "เจ้ากำลังกู้ยืมจากร่างของเจ้าเอง. และเจ้าหนี้คนนี้... ไม่เคยให้อภัยใคร."
วันนี้เจ้าหนี้มาเก็บหนี้.
ดเรคล้มลงคุกเข่าก่อน. แล้วทั้งร่างก็ทรุดลงกองกับพื้นดินกลางสนาม ต่อหน้ากองกำลังหกพันของเบรนเดล ต่อหน้าชาวนครรุ่งอรุณที่มามุงดูเต็มกำแพง ต่อหน้าโลกทั้งใบที่เพิ่งจะได้เห็นว่า "ผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุค" พ่ายให้ชายที่ยืนเฉยๆ ไม่ขยับแม้แต่ฝ่าเท้า.
แต่ความจริงที่ไม่มีใครในสนามรู้ — แม้แต่ชายที่ชนะ — คือเวอร์ดานไม่ได้ทำอะไรกับร่างของดเรคเลยแม้แต่น้อย.
---
เวอร์ดานยืนนิ่ง มือยังคงค้างอยู่ในท่าที่เพิ่งปัดพายุเวทออกไป.
ในใจของเขา ม่านความเงียบเย็นชาที่ปกคลุมความคิดมาตลอดการดวลถูกเจาะทะลุด้วยคำถามเดียวที่ดังกว่าเสียงอื้ออึงของฝูงชนทั้งหมด.
*ข้าไม่ได้แตะมัน.*
เขาทบทวนเหตุการณ์เร็วกว่าที่ลมหายใจครั้งเดียวจะผ่าน. การปัดพายุของดเรค — เขาใช้พลังเพียงเศษเสี้ยวที่บางที่สุดเท่าที่ควบคุมได้ บางเสียจนแม้แต่เข็มกลัดนกทองแดงที่กลบเสียงสะท้อนยุคทองในรัศมีสามก้าวก็แทบไม่ต้องทำงานหนัก. เขาตั้งใจให้มัน *ดูเหมือนบังเอิญ* — ปัดออกไปเหมือนคนไม่รู้เรื่อง ไม่ทุ่ม ไม่โต้กลับ. นั่นคือทั้งหมดที่เขาทำ. เขาไม่ได้ส่งพลังเข้าหาดเรค. เขาไม่ได้แตะเส้นเอ็น แตะกระดูก แตะท่อเวทในร่างของชายคนนั้น. เขาแค่ทำให้ลมที่ดเรคปล่อยออกมาหายไปกลางอากาศเท่านั้นเอง.
แล้วทำไมมันถึงล้ม.
ทำไมร่างของดเรคถึงพังลงเองราวกับมีใครดึงเส้นด้ายที่ค้ำมันไว้ทั้งตัวออกในจังหวะเดียวกับที่เวอร์ดานขยับมือ — จังหวะที่ลงตัวเสียจนชาวเมืองทั้งกำแพงเห็นแล้วเชื่อสนิทใจว่าเวอร์ดานเป็นคนทำ.
ความระแวงในตัวเขายืนขึ้นพร้อมกันทั้งแถว เหมือนทหารได้ยินเสียงแตรปลุก.
*จังหวะดีเกินไป.*
เวอร์ดานเคยอยู่กับคำว่า "บังเอิญ" มานานพอจะไม่เชื่อมันอีกแล้ว. ในยุคทอง เขาเป็นนักวิจัยเวทที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตไปกับการพิสูจน์ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยปราศจากสาเหตุ — ทุกผลมีเหตุ ทุกการเคลื่อนไหวมีมือที่ขยับ. และตอนนี้เขายืนอยู่กลางสนาม มองดูศัตรูที่โลกยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุด ล้มลงไปเองในวินาทีที่เขาขยับมือ — ในจังหวะที่เนียนเสียจนถ้าเขาเป็นคนวางแผนเอง เขาก็คงวางได้ไม่ดีไปกว่านี้.
แต่เขาไม่ได้วาง.
*ฉะนั้น... มีคนอื่นวาง.*
ความคิดนั้นแผ่ออกในหัวเขาเย็นยะเยือก. ดเรคไม่ได้ล้มเพราะข้า. ดเรคถูกทำให้ล้มในจังหวะที่ข้าขยับมือ เพื่อให้ดูเหมือนข้าทำ เพื่อให้โลกเชื่อว่าข้าเหนือกว่าเวทขั้นกลาง เพื่อ — เพื่ออะไร. เพื่อบีบให้ข้าเผยตัวมากขึ้น. เพื่อยกระดับการทดสอบ. มือที่อยู่เบื้องหลังเบรนเดล มือที่วางดเรคไว้ มือเดียวกับที่อาจวางคางโกรไว้ตั้งแต่แรก มือที่อาจเป็นมือเดียวกับที่ฉีกประตูอนาคตจนข้ากับพวกพ้องติดอยู่ในยุคนี้ — มันเพิ่งเล่นหมากใหม่ และหมากนี้ฉลาดมาก. มันสละไพ่เด็ดของตัวเอง สละผู้ใช้เวทขั้นกลางหนึ่งในสิบคนของทั้งทวีป เพียงเพื่อให้ข้าดูแข็งแกร่งขึ้นในสายตาคนทั้งภูมิภาค เพียงเพื่อขยายเป้าบนหลังข้าให้ใหญ่ขึ้น.
*มันรู้ว่าข้าไม่อยากดัง. มันเลยทำให้ข้าดังขึ้น. นี่คือการลงโทษ. นี่คือข้อความ.*
เวอร์ดานยืนมองร่างดเรคที่นอนกองอยู่ และในใจของเขาไม่มีพื้นที่แม้แต่หยดเดียวสำหรับความจริงที่เรียบง่ายกว่านั้นนับล้านเท่า — ความจริงที่ว่าไม่มีมือที่สาม ไม่มีเงาที่จัดฉาก ไม่มีอะไรเลย นอกจากชายผู้หนึ่งที่ทุ่มร่างตัวเองเกินขีดที่เนื้อหนังมนุษย์จะทนได้ แล้วร่างนั้นก็พังลงตามกฎธรรมชาติที่เรียบง่ายที่สุดของยุคนี้.
ราคาของความแข็งแกร่งยุคนี้ ดเรคจ่ายมันเอง ด้วยตัวเอง ต่อหน้าทุกคน. แต่เวอร์ดานมองไม่เห็นราคานั้น เพราะมันเรียบง่ายเกินกว่าที่ใจซึ่งเต็มไปด้วยความระแวงของเขาจะยอมรับได้.
---
เสียงเงียบบนกำแพงนครรุ่งอรุณแตกออกเป็นเสียงคำรามแห่งความปีติ.
มันเริ่มจากคนคนเดียว — เด็กหนุ่มที่ปีนขึ้นไปยืนบนเชิงเทินเพื่อดูให้ชัด — แล้วลามออกไปเหมือนไฟลามทุ่งแห้ง. ชาวเมืองที่ยืนเบียดกันแน่นเต็มแนวกำแพงหินขาวเรืองแสง ตะโกนชื่อที่พวกเขาเพิ่งจะได้ยินมาไม่กี่วัน ตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมันกลายเป็นจังหวะ เป็นบทสวด.
"เวอร์ดาน! เวอร์ดาน!"
เฒ่ามารินยืนอยู่แถวหน้าสุดของชาวเมือง. ชายชราผู้นี้เคยเป็นชาวนาที่หมู่บ้านริมธารเงิน เคยเห็นหลานสองคนตายในเปลวไฟที่คางโกรจุดขึ้น เคยคิดว่าโลกทั้งใบทอดทิ้งคนยากไร้อย่างเขาไว้กับเถ้าถ่าน. แล้ววันหนึ่งเขาเดินเข้าไปในซากวิหารกลางป่าเพราะไม่มีที่อื่นจะไป — และพบเทพ.
ตอนนี้เขาคุกเข่าลงกับพื้น น้ำตาไหลอาบใบหน้าเหี่ยวย่นที่ยิ้มจนแก้มสั่น มือสองข้างประกบกันเหนือศีรษะ.
"ข้าเห็นแล้ว..." เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือ "ข้าเห็นกับตาแล้ว. ท่านไม่ต้องแม้แต่จะขยับ. นักรบที่ทั้งแผ่นดินกลัว — ผู้ที่เขาว่าแข็งแกร่งที่สุดในยุค — ล้มลงตรงหน้าท่านเหมือนใบไม้ร่วงหน้าลม. นี่ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์. นี่คือพรของเทพ. เทพมาโปรดเราจริงๆ."
รอบตัวเขา ชาวเมืองคนอื่นเริ่มคุกเข่าตาม. บางคนร้องไห้. บางคนหัวเราะทั้งน้ำตา. หญิงคนหนึ่งกอดลูกไว้แน่นแล้วกระซิบกับเด็กว่าจำวันนี้ไว้ให้ดี จำไว้ว่าเจ้าเคยมีชีวิตอยู่ในยุคที่เทพเดินดิน. เด็กหญิงผมยุ่งคนหนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งเคยกำเศษขนมปังไว้ในมือเล็กๆ ด้วยความหิว ตอนนี้ยืนท่องชื่อ "เวอร์ดาน" ซ้ำๆ ราวกับมันเป็นคาถากันภัย.
เรื่องเล่าก่อตัวขึ้นแม้กระทั่งก่อนที่ฝุ่นในสนามจะจางลง. มันจะถูกเล่าซ้ำในคืนนี้ที่โต๊ะอาหารทุกบ้าน จะถูกเติมแต่งในวันพรุ่งนี้ตามตลาด จะกลายเป็นบทเพลงในอีกสามวัน — เรื่องของนักผจญภัยที่ปราบผู้ใช้เวทขั้นกลางด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว โดยไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้า. ตำนานบทใหม่ของนครรุ่งอรุณ พอกพูนทับบทเก่าที่ว่าโจรพันคนหายไปในคืนเดียว.
เวอร์ดานได้ยินทั้งหมด.
และในหูของเขา เสียงสรรเสริญทุกเสียงคือก้อนหินอีกก้อนที่ถูกวางทับลงบนภูเขาที่เขาแบกอยู่บนหลัง. *ดังขึ้นอีกแล้ว. ทุกคำที่พวกเขาตะโกน คือเสียงที่บอกตำแหน่งของข้าให้สิ่งที่ฟังอยู่ในความมืดได้ยินชัดขึ้น. ข้าพยายามจะเงียบ พยายามจะเล็ก — แต่ยิ่งข้าทำตัวเล็ก โลกก็ยิ่งทำให้ข้าใหญ่. มันเหมือนจมน้ำ. ยิ่งดิ้นยิ่งจม.*
เขาเหลือบไปเห็นมารินที่คุกเข่าร้องไห้ด้วยความสุข และรู้สึกบางอย่างที่ไม่มีชื่อ — ไม่ใช่ความเห็นใจ เพราะเวอร์ดานไม่เห็นใจคนยุคนี้โดยเนื้อแท้ พวกเขาเป็นคนละยุค คนละพวก. แต่ก็ไม่ใช่ความรำคาญล้วนๆ เสียทีเดียว. มันคือบางอย่างที่ใกล้เคียงกับความรู้สึกของคนที่ก่อไฟเล็กๆ เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ตัวเอง แล้วหันมาพบว่าไฟนั้นลามไปทั้งป่า และคนทั้งป่ามากราบไหว้ขอบคุณเขาที่ "ประทานแสงสว่าง" ให้.
เขาแค่อยากให้ดเรคยอมแพ้แล้วจบเรื่องเงียบๆ.
---
แต่ในใจกลางกองกำลังหกพันที่ยืนตะลึงอยู่อีกฟากของสนาม ชายคนหนึ่งไม่ได้คุกเข่า และไม่ได้ตะโกนชื่อใคร.
เบรนเดล — เลือดเหล็กผู้พี่ — ยืนนิ่งบนหลังม้าศึก มองดูร่างของดเรคที่นอนกองอยู่กลางสนาม.
เขาไม่เหมือนน้องชาย. คางโกรเคยเชื่อในเกียรติยศ เคยเป็นนายกองที่ซื่อสัตย์จนถูกความซื่อสัตย์นั้นทรยศ. แต่เบรนเดลเลือกเส้นทางของโจรตั้งแต่วันแรกที่เขาตัดสินใจ — เลือกอย่างเย็นชา ปราศจากภาพลวงตา ปราศจากความเชื่อว่าโลกนี้มีความยุติธรรมให้ใคร. ขณะที่น้องชายยังฝันถึงการล้างมลทิน เบรนเดลคำนวณแต่ว่าจะมีชีวิตรอดและมีอำนาจได้อย่างไรในโลกที่ไม่มีอะไรเป็นของใครจริงๆ นอกจากสิ่งที่เจ้ายึดมาได้และรักษาไว้ได้.
ดเรคคือไพ่ใบสุดท้ายและใบที่ดีที่สุดที่เบรนเดลมี. ผู้ใช้เวทขั้นกลางหนึ่งในไม่ถึงสิบคนของทั้งทวีป — ไพ่ที่เขาจ่ายทองมหาศาลเพื่อจ้างมา ไพ่ที่ทำให้โลกมองว่าเบรนเดลคือภัยที่แม้แต่นครรุ่งอรุณอันลึกลับก็อาจรับไม่ไหว.
ตอนนี้ไพ่ใบนั้นนอนตายอยู่กลางสนาม — หรือถ้าไม่ตาย ก็พังจนไม่ต่างจากตาย — โดยที่ศัตรูไม่แม้แต่จะเดินเข้าหา.
เบรนเดลเข้าใจในวินาทีนั้นด้วยความชัดเจนเย็นยะเยือก ในแบบที่มีแต่คนที่ไม่เคยหลอกตัวเองเท่านั้นจะเข้าใจได้: เขาแพ้แล้ว. ไม่ใช่กำลังจะแพ้. แพ้แล้ว เด็ดขาด สิ้นเชิง. กองกำลังหกพันที่เขาสะสมมาทั้งชีวิตไม่มีความหมายอะไรเลยต่อหน้าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น. เพราะถ้าชายผู้นั้นปราบดเรคได้โดยไม่ขยับเท้า แล้วหกพันคนของเขาจะเป็นอะไรได้นอกจากใบไม้กองใหญ่ขึ้นหน่อยรอลมพัด.
คนฉลาดจะถอย. คนฉลาดจะรู้ว่าเมื่อเกมจบแล้ว ก็ควรเก็บชีวิตของตัวเองและคนของตัวเองไว้ใช้ในเกมหน้า. เบรนเดลเป็นคนฉลาด เขาเป็นคนฉลาดมาทั้งชีวิต.
แต่ในอกของเขา ใ��้เสื้อเกราะหนัง มีบางอย่างที่หนักกว่าเหตุผล.
เพราะเบรนเดลไม่ได้มาที่นี่เพื่อยึดนครรุ่งอรุณเป็นฐานเท่านั้น. นั่นคือสิ่งที่เขาบอกคนของตัวเอง สิ่งที่เขาบอกตัวเองในเวลากลางวัน. แต่ในคืนที่นอนไม่หลับ — และมีหลายคืนเหลือเกิน — เขารู้ความจริงที่ลึกกว่านั้น.
เขาแบกศพน้องชายมาตลอดทาง.
ไม่ใช่ศพจริงๆ — ร่างของคางโกรไม่เคยถูกพบ หายไปในคืนเดียวกับกองโจรพันคนของน้องชาย ราวกับถูกเทพกวาดไป ตามที่ชาวบ้านกระซิบกัน. แต่เบรนเดลแบกบางอย่างที่หนักกว่าศพ. เขาแบกความทรงจำของเด็กชายตัวเล็กที่เคยวิ่งตามเขาในค่ายทหารเทลวาน เด็กที่เชื่อในเกียรติยศเพราะพี่ชายสอนให้เชื่อ เด็กที่โตขึ้นเป็นนายกองผู้ซื่อสัตย์แล้วถูกโลกใบเดียวกันที่พี่ชายเตือนแล้วเตือนอีกบดขยี้จนแหลกสลาย. เบรนเดลเคยบอกน้องว่าอย่าไปเชื่อในเกียรติยศ มันจะฆ่าเจ้า. คางโกรไม่เชื่อ. และเกียรติยศก็ฆ่าเขาจริงๆ — ไม่ใช่ในสนามรบ แต่ในคุก ขณะที่ภรรยาและลูกของเขาถูกแขวนคอต่อหน้า.
และเมื่อคางโกรลุกขึ้นเป็นโจรในที่สุด เมื่อเขากลายเป็นเจ้าโจรเลือดเหล็กที่ส่งหัวนายพลในตะกร้า เบรนเดลรู้สึกบางอย่างที่ขมขื่นยิ่งกว่าความโกรธ — เขารู้สึกว่าน้องชายเดินตามรอยเขาในที่สุด ช้าไปทั้งชีวิต ด้วยราคาที่แพงเกินจะนับ.
แล้วน้องก็หายไปในคืนเดียว.
เบรนเดลมาที่นครรุ่งอรุณ ไม่ใช่เพื่อล้างแค้นในความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ. เขาฉลาดเกินกว่าจะเชื่อว่าการล้างแค้นจะทำให้อะไรดีขึ้น. เขามาเพราะเป็นที่เดียวในโลกใบนี้ที่เขายังเดินเข้าหาได้ — ที่สุดท้ายที่น้องชายของเขายังมีตัวตน ก่อนจะกลายเป���นแค่ความเงียบและตำนานในปากชาวบ้าน.
เขามองดูดเรคที่นอนกองอยู่. มองดูชายที่ปราบไพ่ใบสุดท้ายของเขาโดยไม่ขยับเท้า. มองดูกำแพงหินขาวที่ชาวเมืองคุกเข่าร้องไห้ด้วยความรักต่อชายที่กลืนน้องชายของเขาไป.
แล้วเบรนเดล — ผู้ฉลาดมาทั้งชีวิต ผู้ไม่เคยหลอกตัวเอง — ก็ทำสิ่งที่โง่ที่สุดที่เขาเคยทำ.
เขาชักดาบออกจากฝัก ยกขึ้นเหนือศีรษะ และตะโกนคำสั่งบุก.
"เพื่อคางโกร!"
ไม่ใช่เพราะเขาคิดว่าจะชนะ. เขารู้ว่าจะไม่ชนะ. แต่มีบางที่ในใจของคนเรา ที่เหตุผลเข้าไปไม่ถึง — ที่ซึ่งคนเราเลือกที่จะเดินเข้าหาความตายเพราะการมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกที่ไม่มีคนคนนั้นแล้ว มันหนักเกินกว่าจะแบก. เบรนเดลแบกศพน้องชายมาไกลพอแล้ว. เขาอยากวางมันลง. และนี่คือที่เดียวที่เขาวางได้.
ม้าศึกของเขาพุ่งทะยานนำหน้ากองกำลังที่ลังเล ตรงไปยังกลางสนาม ตรงไปยังร่างของน้องชายในจินตนาการที่นอนรออยู่ที่ปลายทาง.
เขาวิ่งไปได้ไม่ถึงสิบก้าวม้า.
มีเงาเคลื่อนออกจากด้านข้างของเวอร์ดาน — เงาที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดการดวล เงาที่ได้รับคำสั่งให้ "แค่ดู อย่าแตะ" แต่คำสั่งนั้นมีเงื่อนไขที่ราฮับเข้าใจดีกว่าใคร: แค่ดู จนกว่าจะมีอันตรายถึงตัวนาย.
ดาบใบดำที่ดูดกลืนแสงแดดยามบ่ายราวกับมันหิวมานับพันปี เคลื่อนผ่านอากาศเพียงครั้งเดียว.
เบรนเดลไม่ทันแม้แต่จะเห็นว่าอะไรเคลื่อนเข้าหาเขา. ในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นความว่างเปล่า เขาไม่ได้คิดถึงกองกำลังหกพัน ไม่ได้คิดถึงนครที่หมายจะยึด ไม่ได้คิดถึงเวอร์ดานหรือมือที่สามหรือเกมการเมืองใดทั้งสิ้น.
เขาคิดถึงเด็กชายตัวเล็กที่วิ่งตามเขาในค่ายทหารเทลวาน เมื่อนานแสนนานมาแล้ว ในโลกที่ยังมีเกียรติยศให้เชื่อ.
ดาบเดียว.
ร่างของเบรนเดลร่วงลงจากหลังม้า กระทบพื้นดินในสนามเดียวกับที่ไพ่ใบสุดท้ายของเขานอนอยู่. ม้าศึกที่ไร้ผู้ขี่วิ่งวนหนึ่งรอบแล้วช้าลง สะบัดหัว ก่อนจะหยุดนิ่ง.
ราฮับสะบัดเลือดออกจากใบดาบ เก็บมันกลับเข้าฝัก แล้วถอยกลับไปยืนที่เดิมข้างเวอร์ดาน เงียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น.
ในแถวหลังของกองกำลังหกพัน นายทหารคนหนึ่งทิ้งดาบลงกับพื้น. แล้วอีกคน. แล้วอีกหลายคน. เสียงโลหะกระทบดินดังต่อเนื่องไม่ขาดสายเหมือนฝนเริ่มตก — เสียงของกองทัพที่เพิ่งเสียทั้งแม่ทัพและไพ่เด็ดในเวลาไม่ถึงสองลมหายใจ และเข้าใจในทันทีว่าการต่อสู้ต่อไปไม่ใช่ความกล้า แต่เป็นการฆ่าตัวตายหมู่.
เวอร์ดานมองดูร่างของเบรนเดลที่นอนนิ่ง แล้วมองดูราฮับที่กลับมายืนที่เดิมราวกับเพิ่งปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อ.
เขาไม่ได้สั่งให้ราฮับทำเช่นนั้น. แต่เขาก็ไม่ได้ห้าม. และในวินาทีที่เบรนเดลล้มลง สิ่งที่อยู่ในใจเวอร์ดานไม่ใช่ความสะใจ ไม่ใช่แม้แต่ความโล่งใจ — มันคือคำถามเย็นชาอีกข้อหนึ่งที่ต่อเข้ากับคำถามแรกอย่างไร้รอยต่อ.
*ทั้งหมดนี้... จบเร็วเกินไปอีกแล้ว.*
เขามองออกไปยังกองกำลังที่กำลังทิ้งอาวุธยอมแพ้ มองยังชาวเมืองที่ร้องไห้ด้วยความสุข มองยังศพของศัตรูที่โลกยกย่องว่าน่ากลัว มองยังร่างของผู้ใช้เวทขั้นกลางที่พังลงเอง — และในความง่ายดายทั้งหมดนี้ เขามองไม่เห็นชัยชนะ.
เขาเห็นแต่กับดัก.
*โจรพี่น้องสองคน. ผู้ใช้เวทขั้นกลางหนึ่งในสิบของทวีป. กองกำลังหกพัน. ทั้งหมดเดินเข้ามาหาข้าแล้วล่มสลายในวันเดียวอย่างเรียบร้อยเกินจะเป็นเรื่องบังเอิญ. ใครก็ตามที่ส่งพวกนี้มา... มันกำลังเก็บข้อมูล. มันกำลังวัดว่าข้าตอบสนองอย่างไร แรงแค่ไหน เผยอะไรออกมาบ้าง. และตอนนี้มันได้คำตอบไปแล้ว — มันรู้แล้วว่าข้าเหนือกว่าเวทขั้นกลาง.*
*การทดสอบครั้งหน้าจะหนักกว่านี้.*
เวอร์ดานหันหลังให้สนามแห่งชัยชนะที่เขาไม่เชื่อว่าเป็นชัยชนะ เดินกลับเข้าประตูนครรุ่งอรุณท่ามกลางเสียงสรรเสริญที่ดังจนสะเทือนกำแพง — เสียงที่ในหูเขาฟังเหมือนเสียงเป้าใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บนหลังของตัวเอง.
ด้านหลังเขา เฒ่ามารินยังคุกเข่าอยู่ น้ำตาอาบหน้า กระซิบกับฟ้าว่าเทพมาโปรดจริงๆ.
และไกลออกไปทางตะวันตก ในดินแดนรกร้างที่เวทมนตร์ไม่เคยหายไปจนหมด บางอย่างที่ไม่มีรูปร่างและไม่ทอดเงา ขยับตัวเล็กน้อยในความหลับใหลของมัน — ราวกับได้ยินชื่อหนึ่งถูกตะโกนซ้ำดังขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ — แล้วกลับนิ่งอีกครั้ง.
*อดทนรอได้. รอมาพันปีแล้ว.*
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.