ตอนที่ 39
39 / 82
อ่าน 15 นาที
บทที่ 39 — ทูตจากเวลด์ฮอลม์
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
เสียงแตรดังขึ้นที่ประตูเหนือของนครรุ่งอรุณตอนสายของวันที่อากาศยังไม่ทันร้อน และเวอร์ดานก็รู้ทันทีว่าเป็นแตรที่ผิด
มันไม่ใช่แตรของพ่อค้าเร่ ไม่ใช่เสียงเป่าขรุขระของหมู่บ้านบริวารที่ส่งเสบียงมา ไม่ใช่กระทั่งเสียงร้องของผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่ที่เซเรน่ายังนับหัวไม่ทัน เสียงนี้มีจังหวะ มีระเบียบ มีคนซ้อมมา — สามห้วนแล้วหนึ่งยาว เป็นรหัสทูตของยุคนี้ที่เวอร์ดานเคยได้ยินมาบ้างจากปากเฒ่ามารินและจากรายงานของไกร์ฟอน เป็นเสียงที่บอกว่า "เรามากันอย่างเป็นทางการ และเราอยากให้ทั้งเมืองรู้ว่าเรามา"
เขายืนอยู่ที่ระเบียงปราสาทกลางเมือง — ฝาปิดวิหาร — แล้วมองลงไป
ขบวนนั้นไม่ใหญ่ สิบสองคน ม้าหกตัว เกวียนคลุมผ้าสองหลังที่ดูจงใจให้ดูเรียบง่ายเกินกว่าจะเรียบง่ายจริง ธงผืนหนึ่งปักเป็นรูปตราชั่งทองคร่อมเรือสำเภา — ตราของเวลด์ฮอลม์ นครรัฐการค้าภาคกลางที่ส่งสายลับมาเมื่อเดือนก่อน คนที่นำขบวนเป็นชายร่างสันทัด แต่งกายเรียบหรูแบบที่บอกว่าราคาผ้าทุกชิ้นแพงกว่าบ้านทั้งหลังของชาวเมืองนี้ เขาก้มมองกำแพงหินขาวที่คาสเทลสร้าง มองถนนเรืองแสงที่อุ่นใต้เท้าม้า มองน้ำพุกลางตลาดที่พ่นน้ำเป็นจังหวะ — แล้วใบหน้าเขาก็ทำสิ่งที่เวอร์ดานสนใจที่สุด
มันพยายามไม่แสดงอะไรเลย
*คนที่ฝึกมาให้ไม่ตกใจ* เวอร์ดานคิด *กำลังพยายามอย่างหนักที่จะไม่ตกใจ ซึ่งแปลว่าเขาตกใจมาก*
"นายดูเหมือนกำลังจะสนุก" ลิเลียโผล่มาข้างเขา มือถือลูกพีชที่ไม่รู้ไปขโมยมาจากตลาดเมื่อไหร่ "ข้าไม่ค่อยชอบเวลานายดูเหมือนจะสนุก เพราะมันแปลว่าจะมีคนยุ่ง"
"ข้าไม่ได้จะทำให้ใครยุ่ง" เวอร์ดานตอบ "ข้าจะไปต้อนรับทูตเหมือนนักผจญภัยใจดีคนหนึ่ง ฟังว่าเขาต้องการอะไร แล้วก็—"
"แล้วก็พูดอะไรสั้นๆ ที่ทำให้เซเรน่ายึดเวลด์ฮอลม์ทั้งเมืองภายในสองสัปดาห์" ลิเลียกัดลูกพีชดังกรอบ "ข้าเคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว"
เวอร์ดานหันมามองเธอ แต่ไม่ได้เถียง เพราะในใจเขากำลังคำนวณอยู่จริงๆ ว่าขบวนสิบสองคนนี้มีทางเข้าทางออกกี่ทาง (เก้า) มีกี่คนที่พกอาวุธจริงใต้เสื้อคลุม (สี่) และมีกี่คนที่ตาไม่ได้มองสินค้าหรือกำแพง แต่มองหา *เขา* (หนึ่ง — คนนำขบวน — และนั่นคือคนที่เขาต้องระวัง)
---
ไกร์ฟอนจัดฉากต้อนรับเสร็จก่อนเวอร์ดานเดินลงบันไดด้วยซ้ำ
ไม่ใช่ห้องโถงอลังการ — ไกร์ฟอนฉลาดเกินกว่าจะอวด เขาเลือกลานหินกลางแจ้งที่มีแค่โต๊ะไม้ตัวเดียว เก้าอี้สามตัว ร่มผ้าหนึ่งคัน และวิวกำแพงหินขาวที่ทอดยาวพอดีพอให้ตาทูตเห็นโดยไม่ต้องบอก เซเรน่ายืนอยู่ด้านหลังในชุดคนงานเรียบๆ ที่ดูเหมือนเสมียน — แต่ถือกระดานบันทึกราวกับว่าทุกคำที่ทูตพูดกำลังถูกแปลงเป็นตัวเลขแบบเรียลไทม์ ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ทูตลุกขึ้นยืนเมื่อเวอร์ดานมาถึง คำนับลึกในระดับที่เกินกว่าจะให้นักผจญภัยธรรมดา แต่ตื้นกว่าที่จะให้กษัตริย์ — เป็นการคำนับของคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าตรงหน้าคือใคร
"ท่านเวอร์ดาน" เขาเอ่ย เสียงนุ่ม ผ่านการฝึก "ข้าชื่อ ฮัลเวก ตัวแทนสภาพ่อค้าแห่งเวลด์ฮอลม์ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ในที่สุดก็ได้พบ ผู้ที่ชื่อเสียงมาถึงเราก่อนตัวเสียอีก"
*ก่อนตัว* เวอร์ดานสังเกตคำนั้น *เขาเลือกคำว่าก่อนตัว เขากำลังบอกข้าว่าเขารู้เรื่องข้ามาก่อนแล้ว และอยากให้ข้ารู้ว่าเขารู้*
"ท่านฮัลเวกให้เกียรติเกินไป" เวอร์ดานนั่งลง ยกมือเชิญทูตนั่ง รอยยิ้มบางๆ ที่เขาฝึกมาจนเป็นธรรมชาติ "ข้าเป็นเพียงนักผจญภัยที่บังเอิญหยุดเดินทางแถวนี้นานไปหน่อย ส่วนเมืองนี้—" เขากวาดมือไปทางกำแพงหินขาวอย่างเหมือนไม่ใส่ใจ "—ชาวบ้านเขาช่วยกันสร้างกันเอง ข้าแค่อยู่เฉยๆ ไม่ได้ก็เลยช่วยขนหินบ้าง"
เซเรน่าด้านหลังขยับปากกาบนกระดานหนึ่งครั้ง
เวอร์ดานรู้ว่ามันแปลว่าอะไร มันแปลว่า *นายเพิ่งโกหกแบบที่ดีพอจะใช้ได้ แต่ฉันจะปรับให้เนียนขึ้นในรายงานทางการ*
ฮัลเวกหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะของคนที่ไม่เชื่อสักคำแต่จะเล่นตามเกม "ชาวบ้านช่วยกันสร้าง" เขาทวน ตามองกำแพงอีกครั้ง "ข้าเดินทางมาทั่วภาคกลาง ท่านเวอร์ดาน ข้าเคยเห็นเมืองที่พ่อค้าใช้เวลาสามชั่วอายุคนสร้าง เคยเห็นป้อมที่กษัตริย์ทุ่มทองทั้งคลัง แต่ข้าไม่เคยเห็นเมืองที่ผุดขึ้นในซากเทพภายในไม่ถึงสองเดือน และมีถนนที่ — " เขาก้มมองพื้นใต้เท้า "— อุ่น"
"อากาศแถบนี้หนาว" เวอร์ดานตอบเรียบ "ทำให้คนแก่เดินสะดวกขึ้น"
นั่นเป็นเหตุผลจริงที่เขาเคยบ่นกับคาสเทลว่า *ทำพื้นให้คนแก่เดินง่ายหน่อยได้ไหม* และคาสเทลก็ทำถนนเรืองแสงอุ่นเท้าทั้งเมือง เวอร์ดานไม่ได้โกหกเลยสักนิด นั่นแหละคือส่วนที่เขาภูมิใจที่สุด
---
ฮัลเวกวางถ้วยชาลง แล้วเข้าเรื่อง
"สภาพ่อค้าเวลด์ฮอลม์ส่งข้ามาด้วยสองภารกิจ ท่านเวอร์ดาน" เขาเอ่ย น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นทางการขึ้น "ภารกิจแรกคือการแสดงไมตรี เราได้ยินเรื่องของท่าน — เรื่องที่กองโจรพันคนหายไปในคืนเดียว เรื่องที่จอมโจรเลือดเหล็กผู้พี่ยกทัพหกพันมาแล้วสลายในวันเดียว เรื่องที่ท่านปราบนักรบผู้ใช้เวทขั้นกลางได้ด้วย—" เขาหยุดเลือกคำ "—ด้วยพลังที่ไม่มีใครอธิบายได้"
*ดเรค* เวอร์ดานคิด *เขากำลังพูดถึงดเรค ซึ่งล้มเองเพราะร่างพังจากการฝืนใช้เวท ข้าไม่ได้แตะเขาด้วยซ้ำ แต่ทั้งทวีปเชื่อว่าข้าหยุดเขาด้วยมือเปล่า*
เขาเก็บความหงุดหงิดนั้นไว้ใต้รอยยิ้ม "เรื่องพวกนั้นถูกเล่าเกินจริงไปมาก ท่านฮัลเวก ความจริงน่าเบื่อกว่านั้นเยอะ"
"ความจริงมักน่าเบื่อกว่าเสมอ" ฮัลเวกพยักหน้าราวกับเห็นด้วยอย่างลึกซึ้ง — แต่ตาเขาบอกว่าเขาเชื่อตำนานมากกว่าความถ่อมตน "แต่เวลด์ฮอลม์ไม่ได้สนใจว่าเรื่องจริงหรือเล่าเกิน เราสนใจว่าอำนาจใหม่ที่ผุดขึ้นทางตะวันตกนี้ จะเป็นมิตรกับเส้นทางค้าของเรา หรือเป็นภัย"
เวอร์ดานเห็นไกร์ฟอนที่ยืนเงียบอยู่ริมร่มขยับนิ้วเล็กน้อย เป็นสัญญาณว่า *นี่คือจุดที่เขามาเพื่อพูด ฟังให้ดี*
"และนั่นนำมาสู่ภารกิจที่สอง" ฮัลเวกล้วงม้วนหนังออกจากเสื้อคลุม คลี่บนโต๊ะ เป็นแผนที่เส้นทางค้าภาคกลาง มีจุดแดงทำเครื่องหมายไว้สามจุดบนเส้นทางสายหนึ่งที่ลากผ่านหุบเขาทางตะวันออกเฉียงใต้ของเวลด์ฮอลม์ "สามเดือนมานี้ เส้นทางค้าสายตะวันออกของเรา — สายที่ทำกำไรมากที่สุด เชื่อมเวลด์ฮอลม์กับเมืองท่าชายฝั่ง — ถูกรบกวนโดยฝูงมอนสเตอร์ คาราวานหายไปทีละขบวน คนกล้าหาญที่เราจ้างไปกลับมาไม่ครบ บางทีก็ไม่กลับมาเลย"
เขาแตะจุดแดงที่อยู่กลางสุด
"สภาเสนอค่าจ้างที่งดงามมาก ท่านเวอร์ดาน ทองคำ สิทธิการค้าปลอดภาษีในเวลด์ฮอลม์ตลอดชีพ และ — " เขามองขึ้น "— มิตรภาพของนครรัฐที่มั่งคั่งที่สุดในภาคกลาง ขอเพียงท่านและกองกำลังของท่านช่วยปราบมอนสเตอร์เหล่านี้ ทำให้เส้นทางค้าของเรากลับมาปลอดภัย"
ลานหินเงียบไปครู่หนึ่ง น้ำพุกลางตลาดไกลออกไปพ่นน้ำเป็นจังหวะ เสียงเด็กเล่นกันที่ไหนสักแห่ง
เวอร์ดานมองแผนที่ มองจุดแดงสามจุด แล้วทำสิ่งที่เขาไม่เคยตั้งใจจะทำ — เขาเอ่ยถามคำถามจริงๆ
"มอนสเตอร์พวกนี้" เขาพูดช้าๆ "หน้าตาเป็นอย่างไร"
---
ฮัลเวกชะงัก เหมือนไม่คาดว่าจะถูกถามรายละเอียด
"ก็... มอนสเตอร์ ท่านเวอร์ดาน" เขาตอบ "สัตว์ร้ายในป่า หมาป่าตัวใหญ่ผิดปกติ หมีที่ดุร้ายกว่าธรรมดา คนของเราบอกว่าบางตัวมีตาเรืองแสง บางตัว—" เขาลังเล "— บางตัวฉลาดเกินกว่าจะเป็นสัตว์ ดักซุ่มเป็น เลือกโจมตีคาราวานที่บรรทุกของมีค่า เหมือนมันรู้ว่าควรล่าอะไร"
เวอร์ดานนิ่งไป
ในใจเขาบางอย่างขมวดเข้าหากัน ไม่ใช่เพราะกลัว — เขาไม่เคยกลัวสัตว์ — แต่เพราะคำว่า *ตาเรืองแสง* กับ *ฉลาดเกินกว่าจะเป็นสัตว์* นั้นมีกลิ่นที่เขารู้จัก เป็นกลิ่นของเศษเวทยุคทองที่หลงเหลือ เป็นกลิ่นของบางสิ่งที่สัมผัสมรดกของเผ่าเขามากเกินไปจนเปลี่ยนรูป เขาเคยอ่านมันมาก่อน — ในซากวิหารใต้เมืองนี้ ในจารึกที่บอกว่าเวทเทพเจ้าทิ้งร่องรอยที่บิดเบือนสิ่งที่อยู่ใกล้
*หรือมีคนปล่อยเศษเวทเทพเจ้าออกไปแถวนั้น*
*หรือมีซากวิหารพี่น้องอยู่ใกล้เส้นทางค้านั้น — หนึ่งในยี่สิบสามหลังที่คาสเทลพบในจารึก*
*หรือมีคนยุคนี้ที่กำลังเล่นกับของที่เขาไม่ควรแตะ*
ทุกความเป็นไปได้นำกลับไปที่สิ่งเดียว — ข้อมูล เวอร์ดานต้องการข้อมูลเรื่องโลกนี้ เรื่องการสูญสิ้นของเผ่า เรื่องว่าใครหรืออะไรที่ยังถือเศษพลังของยุคทองอยู่ และนี่ — คำเชิญไปยังเส้นทางค้าที่มี "มอนสเตอร์ตาเรืองแสง" — คือประตูที่เปิดออกมาเอง
ซึ่งทำให้เขาระแวงทันที
*มันง่ายเกินไป* เสียงในหัวเขาว่า *ทูตมาถึงประตูพอดีหลังจากข้าเพิ่งสงสัยเรื่องซากวิหารพี่น้อง พอดีหลังจากข้าเพิ่งคิดว่าต้องออกไปดูกระดานใหญ่ มันพอดีเกินไป ใครจัดฉากให้พอดีแบบนี้*
เขามองหน้าฮัลเวก หาร่องรอยของ "มือที่สาม" ที่อาจชักใยทูตคนนี้มา หาแววตาที่บอกว่าเขารู้มากกว่าที่พูด
แต่ฮัลเวกก็แค่เป็นพ่อค้าที่กลัวขาดทุน และอยากให้เส้นทางค้ากลับมาทำกำไร เขาไม่ได้เป็นหมากของใคร เขาเป็นแค่คนที่อยากแก้ปัญหาของตัวเอง
เวอร์ดานไม่เชื่ออย่างนั้น แน่นอน เพราะถ้าเขาเชื่อ มันจะแปลว่าโลกนี้อ่อนแอและไร้ระเบียบจริงๆ และถ้าโลกนี้อ่อนแอจริงๆ ก็ไม่มีอะไรฆ่าเผ่าเขาได้ และถ้าไม่มีอะไรฆ่าเผ่าเขาได้ — ความผิดที่ทำให้พวกพ้องติดอยู่ที่นี่ก็เป็นของเขาคนเดียว
ดังนั้นต้องมีมือที่สาม ต้องมี เสมอ
"ขอข้าปรึกษากับคนของข้าสักครู่ ท่านฮัลเวก" เวอร์ดานเอ่ย ลุกขึ้น "ท่านเดินทางมาไกล พักผ่อนตามสบาย เซเรน่าจะจัดที่พักให้ท่านและขบวน"
เซเรน่าด้านหลังคำนับเล็กน้อย — และเวอร์ดานเห็นในแววตาเธอว่า "จัดที่พัก" เพิ่งถูกแปลเป็น *แยกขบวนสิบสองคนออกเป็นจุดที่เราควบคุมได้ทั้งหมด ฟังทุกคำที่พวกเขาพูดกันลับหลัง และภายในค่ำนี้รู้ว่าใครในขบวนกลัวอะไร เป็นหนี้ใคร และซื้อได้ด้วยราคาเท่าไร*
เขาไม่ได้หมายความอย่างนั้นเลย เขาแค่อยากให้ทูตได้นอน
---
วงในประชุมกันในห้องไร้หน้าต่างใต้ปราสาท ที่เสียงไม่ลอดออกและคาสเทลฝังกลไกกลบเสียงสะท้อนไว้
"รับ" ไกร์ฟอนพูดก่อนเวอร์ดานนั่งลงด้วยซ้ำ เขากางแผนที่ภาคกลางที่ละเอียดกว่าของฮัลเวกมาก — แผนที่ที่ไกร์ฟอนวาดเองจากข่าวกรองที่สะสมมาตั้งแต่สายลับเวลด์ฮอลม์เข้ามาเมื่อเดือนก่อน "นายต้องรับ คำเชิญนี้คือสิ่งที่ข้ารอมาทั้งเดือน"
"อธิบาย" เวอร์ดานนั่งลง
ไกร์ฟอนแตะแผนที่ ดวงตาเขามีประกายแบบที่เวอร์ดานเรียนรู้แล้วว่าแปลว่าเขาไม่ได้นอนสามคืน "เวลด์ฮอลม์คือประตู นาย เป็นนครรัฐที่มั่งคั่งที่สุดในสันนิบาตภาคกลาง ใครคุมเส้นทางค้าของเวลด์ฮอลม์ ก็คุมเลือดของสันนิบาตทั้งหมด ตอนนี้พวกเขามาขอให้เราช่วย — ด้วยมือพวกเขาเอง เปิดประตูให้เราเดินเข้าไปในการเมืองนครรัฐ โดยที่ทั้งทวีปจะมองว่าเราเป็นวีรบุรุษที่ได้รับเชิญ ไม่ใช่ผู้รุกราน"
"ข้าไม่ได้จะรุกรานใคร" เวอร์ดานพูด "ข้าจะไปปราบมอนสเตอร์ แล้วกลับ"
ไกร์ฟอนพยักหน้าอย่างจริงจังที่สุด ราวกับเวอร์ดานเพิ่งเปิดเผยชั้นกลยุทธ์ที่ลึกล้ำ "แน่นอน นาย — *แค่ไปปราบมอนสเตอร์แล้วกลับ*" เขาทวนคำนั้นช้าๆ เหมือนถอดรหัสอักษรศักดิ์สิทธิ์ "ปล่อยให้พวกเขาคิดว่าเราไม่อยากได้อะไรเลย นั่นคือวิธีที่ทำให้พวกเขายกทุกอย่างให้เราเอง... ลึกล้ำมาก"
เวอร์ดานเปิดปากจะแก้ แล้วก็ปิดมันลง เพราะไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ไกร์ฟอนก็จะตีความว่าลึกซึ้งขึ้นไปอีก เขาเคยลองแล้ว มันเหมือนพยายามดับไฟด้วยน้ำมัน
"มอนสเตอร์ที่ฮัลเวกพูดถึง" เวอร์ดานเปลี่ยนเรื่อง หันไปทางคาสเทล "ตาเรืองแสง ฉลาดเกินกว่าสัตว์ เจ้าคิดว่าอย่างไร"
คาสเทลที่นั่งงอตัวอยู่มุมห้องกับเศษโลหะที่เขาแกะอยู่ตลอด เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าที่เวอร์ดานไม่ชอบเลย — สีหน้าตื่นเต้น "ตาเรืองแสง" เขาทวน "นาย ในจารึกแผนที่วิหารพี่น้องที่ข้าเจอใต้เมือง มีจุดหนึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเวลด์ฮอลม์ ในหุบเขา — จุดที่ยังเต้นอยู่ พอๆ กับวิหารของเรา" เขาหยุด "ถ้ามีซากวิหารยังทำงานอยู่ตรงนั้น มันจะแผ่เศษเวทเทพเจ้าออกมา และอะไรที่อยู่ใกล้พอนานพอ — สัตว์ ต้นไม้ ดิน — มันจะเปลี่ยน ตาเรืองแสง ฉลาดขึ้น แข็งแรงขึ้น มันคือ *ราคา* ของเวทเทพเจ้าที่ไม่มีใครควบคุม นาย เป็นเศษเสียงสะท้อนที่กินทุกอย่างรอบตัวมันช้าๆ มาหลายร้อยปี"
ห้องเงียบลง
ลิเลียที่พิงผนังอยู่ พูดขึ้นเบาๆ "งั้นมอนสเตอร์ที่เวลด์ฮอลม์อยากให้นายไปปราบ ก็คือสัตว์ที่ของของเผ่าเราทำให้กลายเป็นแบบนั้น"
"ใช่" เวอร์ดานตอบ
"และมันไม่มีมือที่สามอะไรเลย" ลิเลียมองตรงมาที่เขา "มันแค่ซากวิหารเก่าที่รั่ว สัตว์ที่ดูดเศษเวท และพ่อค้าที่อยากให้เส้นทางค้ากลับมาทำกำไร ไม่มีใครจัดฉากอะไรทั้งนั้น นาย โลกมันแค่... เป็นแบบนี้"
เวอร์ดานมองเธอนิ่งๆ
นี่คือช่วงเวลาที่ลิเลียเข้าใกล้ความจริงที่สุดอีกครั้ง — ใกล้กว่าที่ใครในห้องนี้กล้าเข้าใกล้ และเธอรู้ตัว เขาเห็นในตาเธอ เธอรู้ว่าเธอกำลังยืนอยู่ตรงขอบของบางอย่าง บางอย่างที่ถ้าพูดออกมาตรงๆ — *นายระแวงเงาที่ไม่มีอยู่จริง เพราะนายทนคิดไม่ได้ว่าทุกอย่างนี้เป็นความผิดของนายคนเดียว* — มันจะทำลายเสาที่ค้ำเขาไว้
เธอไม่พูด เธอไม่เคยพูด
"บางที" เวอร์ดานตอบช้าๆ "หรือบางทีก็มีคนรู้ว่าซากวิหารนั้นทำให้สัตว์เปลี่ยน แล้วจงใจปล่อยมันรบกวนเส้นทางค้าเพื่อบางอย่าง คาสเทลเองก็เพิ่งบอกว่ามีร่องรอยคนยุคนี้พยายามใช้ของเผ่าเราเป็นระบบ" เขายืนขึ้น "ข้าจะไป ไม่ใช่เพราะอยากได้นครรัฐ — " เขามองไกร์ฟอนที่พยักหน้าอย่างเข้าใจเกินจริงทันที "— แต่เพราะข้าอยากรู้ว่าใครกำลังเล่นกับมรดกของเผ่าเรา และซากวิหารพี่น้องหลังนั้นมีอะไร"
ลิเลียถอนหายใจเบาๆ ที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากเขา
---
เวอร์ดานกลับไปหาฮัลเวกตอนเย็น ใต้ร่มผ้าผืนเดิม
"ข้ารับ" เขาบอก "ข้าจะไปดูเส้นทางค้าของท่านด้วยตัวเอง พาคนของข้าไปด้วยไม่กี่คน ถ้ามอนสเตอร์พวกนั้นเป็นแค่สัตว์ ข้าจะจัดการให้ ถ้ามันมากกว่านั้น—" เขาหยุด "—ก็เป็นเรื่องที่ข้าอยากรู้อยู่แล้ว"
ฮัลเวกแสดงความโล่งใจที่เขาฝึกมาเพื่อไม่ให้แสดง — มือเขาคลายจากถ้วยชาที่กำไว้แน่นทั้งบ่าย "สภาพ่อค้าจะยินดียิ่ง ท่านเวอร์ดาน" เขาคำนับ ครั้งนี้ลึกขึ้นกว่าเดิม "เวลด์ฮอลม์จะจดจำมิตรภาพนี้"
เขาลุกขึ้น เก็บแผนที่ม้วนหนัง พร้อมจะกลับไปที่พักที่เซเรน่าจัดให้ — แล้วหยุด เหมือนเพิ่งนึกถึงเรื่องที่ลืม เป็นท่าทีที่ทูตที่ฝึกมาดีอย่างเขาไม่มีทาง "ลืม" จริงๆ มันเป็นการวางหมากที่จงใจให้ดูเหมือนบังเอิญ
"อ้อ — เรื่องหนึ่ง ท่านเวอร์ดาน ที่อาจเป็นประโยชน์" ฮัลเวกพูด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเบาลง เหมือนแบ่งปันความลับเล็กๆ "ในเวลด์ฮอลม์ ถ้าท่านสนใจของแปลกของเก่า — และข้าได้ยินว่าท่านสนใจ — มีบุรุษผู้หนึ่งที่ท่านควรรู้จัก เขาเป็นนักสะสมโบราณวัตถุยุคทองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภาคกลาง สะสมมาทั้งชีวิต มีคลังที่ว่ากันว่าใหญ่กว่าของเทวรัฐแห่งแสงสุดท้ายเสียอีก คนทั้งเมืองเกรงใจเขา แม้แต่สภาพ่อค้า"
เวอร์ดานยังคงรอยยิ้มนักผจญภัยใจดีไว้บนใบหน้า ไม่ขยับ ไม่กระพริบ
แต่ข้างใต้นั้น ทุกอย่างหยุดนิ่ง
*นักสะสมโบราณวัตถุยุคทอง*
ของเผ่าเขา ของจากบ้านที่ตายไปแล้ว เครื่องต้มน้ำธรรมดาที่เด็กยุคทองใช้ต้มชา ตัวปรับคลื่นที่เป็นของเล่นเด็ก — ของที่ในยุคนี้ถูกบูชาเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ของที่เวอร์ดานเพิ่งพบรอยขีดวัดบนเครื่องต้มน้ำที่ดาลเวน รอยที่บอกว่ามีคนยุคนี้ศึกษาของเผ่าเขา *อย่างเป็นระบบ* พยายามป้อนพลังเข้าไป พยายามเข้าใจมัน
และตอนนี้ก็มีคนหนึ่ง — คนเดียว — ที่สะสมของแบบนี้ทั้งชีวิต มากกว่าเทวรัฐที่บูชาเผ่าเขาเป็นศาสนาเสียอีก
"คนผู้นี้" เวอร์ดานเอ่ย เสียงเรียบเหลือเชื่อ "มีชื่อไหม"
ฮัลเวกยิ้มบางๆ — ยิ้มของคนที่เพิ่งเห็นปลาฮุบเหยื่อ และรู้ว่าตัวเองวางเหยื่อถูกที่
"มีสิ ท่านเวอร์ดาน" เขาคำนับลาเป็นครั้งสุดท้าย เดินถอยหลังเข้าเงาร่ม "แต่เรื่องนั้น... ข้าว่าท่านควรได้ฟังจากปากเขาเองมากกว่า เมื่อท่านมาถึงเวลด์ฮอลม์"
แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งเวอร์ดานไว้กับชาที่เย็นแล้ว กับวิวกำแพงหินขาวที่ทอดยาวในแสงอรุณกำลังจะดับ และกับคำถามที่กัดลึกเข้าไปกว่ามอนสเตอร์ทุกตัวในเส้นทางค้า —
*ใครในโลกที่ตายแล้วของข้า กำลังสะสมซากของเผ่าข้าไว้ทั้งคลัง*
*และเขารู้ไหมว่าของพวกนั้นคืออะไร*
ไกลออกไปใต้เมือง ลึกลงไปหลายชั้น ที่ก้นวิหารยุคทอง ประตูดำสนิทที่ไม่มีอายุให้นับ ยังคงเงียบงันในความมืด — รอ อย่างที่มันรอมาพันปี
แต่บนผิวดิน ในแสงสุดท้ายของวัน เวอร์ดานยังไม่รู้เรื่องนั้น เขารู้แค่ว่าพรุ่งนี้เขาจะออกเดินทางไปยังกระดานที่ใหญ่ขึ้น และที่ปลายทางนั้น มีคนที่ถือชิ้นส่วนของอดีตที่เขาคิดว่าตายไปกับเผ่าแล้ว
เขาดื่มชาเย็นจนหมดถ้วย แล้วลุกขึ้น
"เซเรน่า" เขาเรียกโดยไม่หันหลัง "เตรียมเสบียงให้ข้าด้วย ข้าจะไปเวลด์ฮอลม์"
ด้านหลังเขา ปากกาขีดลงบนกระดานหนึ่งครั้ง
และในใจเซเรน่า "เตรียมเสบียง" เพิ่งกลายเป็น *จัดขบวนที่จะทำให้ทั้งภาคกลางรู้ว่าเจ้าแห่งนครรุ่งอรุณกำลังเสด็จ* — แต่เวอร์ดานไม่ได้หันไปดู
เขาแค่อยากได้ขนมปังกับน้ำพอเดินทางสิบวัน
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.