ตอนที่ 42
42 / 82
อ่าน 18 นาที
บทที่ 42 — ของขลังของเฒ่ามาริน
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
สามคืนแล้วที่เวอร์ดานเดินในนครรุ่งอรุณยามดึกราวกับโจร — ในเมืองที่เป็นของตัวเอง
มันเป็นเรื่องที่ตลกถ้าเขายังเหลือใจให้ขำ คาสเทลสร้างถนนเรืองแสงนี้ให้อุ่นเท้าคนเดินกลับบ้านยามค่ำ เซเรน่าจัดยามตรวจทุกหัวมุมจนไม่มีตรอกไหนมืดสนิท ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้ปลอดภัยจนน่าเบื่อ — และเขากำลังย่องผ่านมันทั้งหมดด้วยเข็มกลัดนกทองแดงกลัดที่อก กลบ Resonance ของตัวเองในรัศมีสามก้าว เพื่อจะได้ฟังเสียงสะท้อนของ *คนอื่น* ให้ชัด
ราฮับเดินตามหลังเขาสามก้าวพอดี ไม่มากไม่น้อย ดาบใบดำยังอยู่ในฝัก แต่เลื่อนค้างออกมานิ้วหนึ่งตั้งแต่คืนแรกแล้วไม่เคยเลื่อนกลับเข้า เวอร์ดานไม่ได้สั่งให้เลื่อนกลับ บางครั้งคำสั่งที่ไม่พูดก็เป็นคำสั่งที่ดังที่สุด
"ใกล้แล้ว" เวอร์ดานพูดเสียงต่ำ
เขายกมือขึ้น ฝ่ามือคว่ำลง รู้สึกถึงคลื่นที่คาสเทลเรียกว่า "เสียง" แต่มันไม่ใช่เสียงเลย มันคือรอยขีดข่วนบางๆ บนผิวของความเป็นจริง ร่องรอยที่เวทเทพเจ้าทิ้งไว้เมื่อมันสัมผัสยุคที่ไม่ใช่ของมัน คาสเทลตั้งวงผลึกเฝ้าฟังไว้ในห้อง "หู" ข้างโถงแกน และเมื่อสามคืนก่อนทุกเม็ดในวงสั่นเท่ากันหมด — ไม่มีทิศ เพราะแหล่งมันอยู่ *ข้างใน* กำแพงเมืองนี้เอง
แต่ระบบของคาสเทลบอกได้แค่ว่า "ในเมือง" บอกไม่ได้ว่าหลังประตูบานไหน เวอร์ดานต้องเดินหาเอง ทีละย่าน ทีละหลัง เหมือนหมาดมกลิ่น และทุกคืนเขาขยับเข้าใกล้ขึ้นทีละนิด
มันไม่ได้อยู่ในย่านขุนนางที่เซเรน่าจัดให้พวกผู้สวามิภักดิ์รุ่นแรก ไม่ได้อยู่ในตลาดกลางที่เทสซาคุม ไม่ได้อยู่แม้แต่ในย่านเชลยเบรนเดลสามพันที่เซเรน่ารับมาเป็นแรงงาน — เวอร์ดานเดินผ่านที่นั่นมาแล้วเมื่อคืนวาน เผื่อว่ามีใครซ่อนของเผ่าเขาไว้ในผ้าห่ม เผื่อว่าจะมีหน้ากากร่วงลงมาให้เห็นใบหน้าจริงของศัตรู
ไม่มี มีแต่คนหลับ คนเหนื่อย คนที่กลางวันแบกหินกลางคืนนอนกรน ไม่มีศัตรูที่เก่งกว่าเขาแฝงตัวในหมู่พวกเขาเลยสักคน
และนั่นทำให้เขาหงุดหงิดมากกว่าถ้ามี
เพราะถ้ามีศัตรู เขารู้ว่าต้องทำอะไร เขาเก่งเรื่องศัตรู เขาใช้เวลาพันปีก่อนการข้ามเวลาในการคิดเรื่องศัตรูที่ไม่มีอยู่จริง แต่ความว่างเปล่านี้ — เมืองที่ปลอดภัยจริง คนที่ภักดีจริง เสียงสะท้อนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใบหน้าให้กล่าวโทษ — เขาไม่รู้ว่าจะวางมันลงในสมการตรงไหน
"ทางนี้" เขาพูด แล้วเลี้ยวเข้าตรอกแคบที่นำไปสู่ย่านที่เก่าที่สุดของเมือง — ย่านแรกที่มารินกับผู้ลี้ภัยร้อยสามคนเคยปักหลัก ก่อนที่นครจะโตคลุมพวกเขาไว้ในใจกลาง
—
เสียงมันชัดขึ้นเรื่อยๆ จนถึงหน้าประตูไม้บานหนึ่ง
เวอร์ดานหยุด
มันเป็นกระท่อมเล็ก หลังคามุงด้วยกระเบื้องที่คาสเทลทำให้ฟรีแต่เจ้าของไม่ยอมเปลี่ยนหลังคาฟางเดิม เก็บไว้ครึ่งหนึ่งฟางครึ่งหนึ่งกระเบื้อง ราวกับกลัวลืมว่าตัวเองมาจากไหน หน้าประตูมีตะเกียงดวงเล็กแขวนอยู่ จุดด้วยน้ำมันจริง ไม่ใช่แสงเวท และข้างตะเกียงมีพวงดอกไม้แห้งที่ใครสักคนเก็บมาวางไว้ด้วยมือสั่นๆ
เวอร์ดานรู้จักกระท่อมหลังนี้ เขารู้จักคนที่อยู่ในนั้น
ราฮับขยับมาข้างเขา มือแตะด้ามดาบ "ให้ข้าเข้าไปก่อน"
"ไม่"
"นาย —"
"ราฮับ" เวอร์ดานพูดเสียงเรียบ ตาไม่ละจากประตู "ถ้าข้าบอกเจ้าว่าในกระท่อมนี้มีศัตรูที่ฆ่าทั้งเผ่าของเราในคืนเดียวซ่อนอยู่ เจ้าจะเชื่อข้าไหม"
ราฮับเงียบไปครู่หนึ่ง "ข้าจะเชื่อนาย"
"นั่นแหละปัญหา" เวอร์ดานยกมือเคาะประตูเบาๆ — เคาะ ราวกับนักผจญภัยใจดีคนหนึ่ง ไม่ใช่จอมเวทเทพเจ้าที่กำแพงเมืองนี้พังได้ในหนึ่งจุดสามวินาทีถ้าเขาต้องการ
มีเสียงขยับในกระท่อม เสียงไอแก่ๆ เสียงเท้าลากบนพื้นไม้ แล้วประตูก็เปิดออก
เฒ่ามารินยืนอยู่ตรงนั้น ผมขาวยุ่ง ตาปรือเพราะเพิ่งตื่น ห่มผ้าเก่าทับเสื้อนอน เมื่อเขาเห็นว่าใครยืนอยู่หน้าประตูในความมืด ดวงตาที่ปรือนั้นเบิกกว้างขึ้นทันที แล้วเขาก็ทรุดลง — ไม่ใช่ล้ม แต่คุกเข่าลงกับพื้นไม้ของกระท่อมตัวเอง มือประสานกัน
"ท่าน..." เสียงเขาสั่น "ท่านผู้ที่เทพส่งมา มาที่กระท่อมข้าน้อยกลางดึก ข้าน้อยทำอะไรผิดหรือ — ข้าน้อยพูดมากเกินไปหรือ คนเขาว่าข้าน้อยพูดเรื่องท่านมากเกินไป ข้าน้อยจะหยุด ข้าน้อยจะ —"
"ลุกขึ้นเถอะ มาริน" เวอร์ดานพูดนุ่มนวล "ข้าแค่มาเยี่ยม"
มารินไม่ลุก เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่เปียกแล้ว "ท่านมาเยี่ยม... ข้าน้อย? เทพ... มาเยี่ยมคนแก่ไร้ค่าอย่างข้าน้อยกลางดึก?"
เวอร์ดานยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นชั่วขณะหนึ่ง
ในใจเขามีสมการกำลังประมวลผล: ชายชราคนนี้คือต้นตอเสียงสะท้อนที่ทำให้เขานอนไม่หลับสามคืน คือสิ่งที่ระบบเฝ้าฟังของคาสเทลจับได้ว่า "ในเมืองเอง" คือคำตอบของปริศนาที่เขากลัวว่าจะเป็นพี่น้องอัสนีเทพที่รอด หรือสายลับของภัยที่เก่งกว่า หรือร่องรอยของสิ่งที่หลับอยู่หลังประตูดำ
และมันคือชายชราในชุดนอนที่กำลังจะร้องไห้เพราะนึกว่าตัวเองพูดมากเกินไป
"มาริน" เวอร์ดานพูด ยังคงน้ำเสียงนักผจญภัยใจดี ทั้งที่ในใจคำนวณว่าจะถามอย่างไรไม่ให้ชายชราตกใจตาย "ข้าได้ยินว่าเจ้าสะสมของเก่า"
—
ในกระท่อม มารินจุดตะเกียงดวงที่สอง มือสั่นจนน้ำมันหก เขาวิ่งวุ่นจะหาอะไรให้แขก — ชาก็ไม่มี ขนมก็ไม่มี มีแต่ขนมปังแข็งครึ่งก้อนที่เขาคงเก็บไว้กินเอง เขายื่นมันมาด้วยสองมือราวกับถวายเครื่องสังเวย เวอร์ดานรับไว้ เพราะปฏิเสธของจากคนแบบมารินคือการทำร้ายเขา
ราฮับยืนนิ่งอยู่ที่มุมห้อง เป็นเงา ดวงตาเขากวาดทุกซอกของกระท่อมแล้วสรุปในใจว่าที่นี่ไม่มีอะไรฆ่านายเขาได้ — แล้วก็ผ่อนลงเพียงเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"ของเก่า" มารินพึมพำ ตาเป็นประกายขึ้นมา ความกลัวเริ่มจางหายเมื่อเห็นว่าเทพไม่ได้มาลงโทษ "ข้าน้อยเก็บมาทั้งชีวิตท่าน ตั้งแต่ยังเป็นชาวนาริมธารเงิน เจอของแปลกในดินก็เก็บ เจอของที่เขาทิ้งก็เก็บ เมียข้าน้อยเคยว่า — " เขาหยุด ดวงตาวูบลงชั่ววินาที แล้วฝืนยิ้ม "เมียเคยว่าข้าน้อยเก็บขยะมากกว่าเก็บข้าวในยุ้ง"
เวอร์ดานสังเกตการหยุดนั้น เขารู้จากบันทึกของไกร์ฟอนแล้วว่าเมียกับหลานสองคนของมารินถูกคางโกรเผาตายริมธารเงิน เขาไม่พูดอะไร ปล่อยให้ความเงียบเป็นความเคารพ
"เอามาให้ข้าดูได้ไหม" เวอร์ดานถาม "ของที่เจ้าภูมิใจที่สุด"
มารินลุกขึ้น เดินไปที่หิ้งบูชาเล็กๆ ในมุมกระท่อม — และเวอร์ดานก็รู้ทันทีว่าเสียงสะท้อนมาจากที่นั่น ก่อนที่ตาจะเห็นด้วยซ้ำ ผิวของความเป็นจริงตรงมุมนั้นมีรอยขีดข่วนของยุคทองชัดเจน
บนหิ้งมีรูปสลักหยาบๆ ที่มารินคงแกะเอง มีพวงดอกไม้แห้งอีกพวง มีเศษผ้าที่อาจเคยเป็นของหลาน และตรงกลาง วางบนผ้าแดงผืนเล็กราวกับของศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในจักรวาล มีวัตถุชิ้นหนึ่ง
มารินยกมันขึ้นด้วยสองมือ ค่อยๆ เดินมา วางลงบนฝ่ามือของเวอร์ดานราวกับวางทารกแรกเกิด
"ของขลังของข้าน้อย" เขากระซิบ "ท่านดูสิท่าน มันเรืองแสงเองได้ ไม่ต้องจุด ไม่ต้องเติมน้ำมัน เรืองมาสามปีแล้วไม่เคยดับ ข้าน้อยว่ามันต้องเป็นของเทพแน่ๆ เป็นของท่าน ข้าน้อยถึงเก็บไว้บูชา"
เวอร์ดานมองมันอยู่บนฝ่ามือ
และในวินาทีที่ผิวหนังแตะผิวโลหะ ความสามารถที่เขาคุมการ *รับ* ไม่ได้ก็ทำงานของมันเอง — อายุไหลเข้ามาในหัวเขา ชัดเจน เย็นชา เป็นข้อเท็จจริง
มันคือ *ตัวอ่านระดับน้ำในภาชนะ* ของเด็กฝึกหัด
ของเล่นเด็ก แท้ๆ เผ่าอัสนีเทพเคยแจกของแบบนี้ให้เด็กในห้องเรียนเวทขั้นต้น มันเรืองแสงเมื่ออยู่ใกล้ของเหลว สว่างขึ้นเมื่อน้ำมาก หรี่ลงเมื่อน้ำน้อย เด็กเอาไว้ฝึกเรียกชื่อธาตุ ราคาถูกกว่าขนมปังหนึ่งก้อนในยุคทอง ผลิตเป็นล้านชิ้น โยนทิ้งเมื่อโตขึ้น
มันเรืองแสงในมือมารินมาสามปี เพราะในกระท่อมชื้น มันตรวจจับความชื้นในอากาศได้ตลอดเวลา
มันไม่มีอันตราย มันไม่มีเจตนา มันไม่มีศัตรูอยู่เบื้องหลัง มันเป็นแค่ของเล่นเด็กอายุพันสองร้อยสี่สิบเอ็ดปีที่บังเอิญรอดมาถึงมือชายชราผู้ศรัทธา และยังคงทำงานที่มันถูกสร้างมาให้ทำอย่างซื่อสัตย์ ส่งเสียงเล็กๆ ของยุคทองออกมาเงียบๆ ทุกวินาทีโดยไม่รู้ว่ามันกำลังทำให้เทพเจ้านอนไม่หลับ
เวอร์ดานหลับตาลงครู่หนึ่ง
—
*สามคืน* เขาคิด *สามคืนที่ข้าย่องในเมืองของข้าเอง วางแผนรับมือใบหน้าของศัตรู ซักซ้อมในหัวว่าจะถามคนแฝงตัวอย่างไร จะกำจัดสายลับอย่างไรไม่ให้ความลับรั่ว ระบบเฝ้าฟังที่คาสเทลตั้งใจสร้าง แกนวิหารที่เหนื่อยล้าจากการเลี้ยงเมืองสองพันสามร้อยคน ดาบของราฮับที่เลื่อนออกฝักรอเลือด — ทั้งหมดนั้น เพื่อของเล่นเด็กในมือคนแก่*
มันเหมือนคางโกร เหมือนเบรนเดล เหมือนดเรค เหมือนทุกครั้ง — เขาตามรอยภัยที่ยิ่งใหญ่ แล้วเจอความว่างเปล่าตรงปลายทาง โลกนี้ไม่ได้ซ่อนใครที่เก่งกว่าเขาไว้ มันแค่อ่อนแอ และซื่อ และเก็บของเล่นของเทพไว้บูชาเพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ลิเลียจะหัวเราะถ้าเธอเห็นภาพนี้ เวอร์ดานได้ยินเสียงเธอในหัวแล้ว — *เห็นไหมเวอร์ ข้าบอกแล้วว่าโลกนี้มันแค่อ่อนแอ ไม่มีมือที่สาม ไม่มีอะไรเลย มีแต่คนแก่กับของเล่นเด็ก*
แล้วเขาก็ลืมตา และเสียงในหัวก็เปลี่ยน
เพราะลิเลียพูดถูกเสมอ และนั่นคือสิ่งที่เขารับไม่ได้ที่สุด — ถ้าโลกนี้ไม่มีศัตรู ถ้าไม่มีมือที่สาม ถ้าไม่มีใครจัดฉากให้ประตูอนาคตพัง ก็แปลว่าประตูพังเพราะ *เขา* ก็แปลว่าทั้งเผ่าติดอยู่ในยุคเถ้าถ่านนี้เพราะ *เขา* คนเดียว ยี่สิบแปดชีวิตที่เหลือทั้งจักรวาล ติดที่นี่เพราะมือที่เขาเป็นคนกดเปิดประตู
เขาจึง *ต้องการ* ให้มีศัตรู เขาต้องการเสียยิ่งกว่าต้องการอะไรทั้งหมด เพราะศัตรูคือเสาที่ค้ำไม่ให้ความผิดทั้งหมดถล่มลงทับเขา
ของเล่นเด็กในมือมารินเพิ่งดึงเสานั้นออกอีกต้น
"ท่าน..." มารินมองหน้าเขาด้วยความกังวล "มันเป็นของไม่ดีหรือท่าน ข้าน้อยจะทิ้งมัน ถ้าท่านว่ามันไม่ดี ข้าน้อยจะ —"
"ไม่" เวอร์ดานพูด เสียงเขานิ่งกว่าที่ใจรู้สึก "มันเป็นของดี มาริน มันคือ... ของจากยุคทองจริงๆ เจ้าเก็บมันไว้ถูกแล้ว"
ใบหน้าของมารินสว่างขึ้นราวกับตัวเขาเองเป็นตัวอ่านระดับน้ำ ดวงตาที่เคยเปียกตอนนี้เปียกด้วยอย่างอื่น "ของจากยุคทอง... จริงๆ หรือท่าน เทพรับรองด้วยปากท่านเองว่าของข้าน้อยเป็นของจริง..."
เวอร์ดานมองชายชราที่กำลังจะร้องไห้เพราะดีใจที่ขยะของเขาเป็นของจริง และรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่ยอมเรียกชื่อมัน
มันไม่ใช่ความเมตตา เวอร์ดานไม่มีความเมตตาต่อคนยุคนี้ พวกเขาคนละยุค คนละพวก การตายของพวกเขาเป็นเพียงข้อมูลในสมการ — เขาบอกตัวเองอย่างนั้นมาตลอด และมันก็จริงมาตลอด
แต่มารินตั้งชื่อเมืองนี้ มารินเดินป่าวประกาศชื่อเขาให้ทุกหมู่บ้านฟัง มารินคุกเข่าร้องไห้ทุกครั้งที่เขาทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจจะทำ และตอนนี้มารินกำลังร้องไห้เพราะของเล่นเด็กชิ้นเดียว
"มาริน" เวอร์ดานถาม คำถามที่เขามาเพื่อถามจริงๆ "เจ้าได้ของชิ้นนี้มาจากไหน"
—
มารินเช็ดตาด้วยหลังมือ พยายามตั้งสติ "ได้มาจาก... พ่อค้าเร่ครับท่าน เมื่อสามปีก่อน ก่อนที่ข้าน้อยจะมาที่นี่เสียอีก ตอนนั้นข้าน้อยยังเร่ร่อนหนีคางโกร พ่อค้าคนนั้นแกขายของแปลกๆ ที่ไม่มีใครซื้อ ของที่เรืองแสงบ้าง ของที่เย็นเองบ้าง คนเขาว่าของผีสาป ไม่มีใครกล้าแตะ แกขายข้าน้อยถูกๆ เพราะข้าน้อยเป็นคนเดียวที่กล้าซื้อ"
"พ่อค้าคนนั้นมาจากไหน"
"จากใต้ครับท่าน" มารินตอบ "แกบอกว่าแกขนของขึ้นมาจากใต้ จากเมืองที่มีทรายมากกว่าน้ำ แกว่าทางใต้มีคนรับซื้อของพวกนี้ราคาดี — พวกที่บูชาเทพที่จากไป แต่แกว่าของบางชิ้นแกแอบเอามาขายข้างทางเองเพราะได้ราคามากกว่า แกกระซิบว่า 'พวกใต้ไม่ให้ของหลุดมือง่ายๆ แต่ของหลุดมาได้ก็มีของพวกนั้นรับซื้ออีกที พวกพ่อค้าใหญ่ทางกลาง' "
เวอร์ดานนิ่งไป
ในหัวเขา ภาพที่ไกร์ฟอนวาดไว้บนกระดานเริ่มประกอบกัน — ผังเส้นทางการค้าที่ปลายทุกเส้นคือเทวรัฐ ของเผ่าอัสนีเทพที่ไหลขึ้นจากใต้ บางส่วนถูกเก็บเข้าวิหารทะเลทรายที่บูชาใบหน้าของพวกเขา บางส่วนรั่วออกข้างทาง ไหลผ่านมือพ่อค้าเร่ ผ่านมือชายชราที่เก็บมันไว้บูชา — และอีกปลายทางหนึ่ง พวกที่รับซื้อของหลุดมือ พ่อค้าใหญ่ทางกลาง
*นักสะสมโบราณวัตถุยุคทองผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในภาคกลาง คลังใหญ่กว่าเทวรัฐ* — คำพูดของทูตเวลด์ฮอลม์ดังขึ้นในหัวเขาราวกับเพิ่งได้ยินเมื่อครู่
ของชิ้นนี้ ของเล่นเด็กในมือมาริน ไม่มีอันตราย ไม่มีเจตนา ไม่มีศัตรู — แต่มันคือ *หลักฐาน* มันคือเส้นด้ายเส้นเล็กที่สุดของเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด เส้นทางที่ของเผ่าเขาเดินทางจากใต้สู่กลาง จากซากวิหารทะเลทรายสู่คลังของคนที่ไม่มีใครรู้ชื่อ
เขาตามรอยเสียงสะท้อนเพื่อหาศัตรูในกำแพงเมือง และไม่เจอศัตรู แต่เจอแผนที่
"ท่าน" มารินพูดเบาๆ ทำลายความเงียบ "ถ้าของชิ้นนี้สำคัญกับท่าน... ข้าน้อยขอถวายคืน มันเป็นของท่านอยู่แล้ว เป็นของเทพ ข้าน้อยแค่เก็บไว้แทนท่านชั่วคราว"
เขายื่นมือทั้งสองออกมาราวกับจะรับวัตถุนั้นคืน
เวอร์ดานมองของเล่นเด็กในมือตัวเอง — เสียงสะท้อนที่ทำให้เขานอนไม่หลับสามคืน หลักฐานชิ้นแรกที่จับต้องได้ของเครือข่ายที่เขาต้องสืบ ของที่ถ้าเก็บไว้ในวิหารใต้ระบบเฝ้าฟังของคาสเทล มันก็จะเงียบ เมืองจะเงียบ เขาจะนอนหลับ
แล้วเขาก็วางมันกลับลงในมือมาริน
"เก็บไว้เถอะ" เขาพูด "มันคุ้มครองเจ้า เจ้าเก็บไว้บูชาต่อไป"
มารินกอดของขลังแนบอก น้ำตาไหลอาบหน้า "ท่าน... ท่านใจดีกับคนไร้ค่าอย่างข้าน้อยเหลือเกิน เทพช่างเมตตา —"
"ข้าไม่ได้ใจดี" เวอร์ดานพูด เกือบจะกับตัวเองมากกว่ากับมาริน "ข้าแค่... " เขาหยุด หาคำ แล้วยอมแพ้ "นอนเถอะ มาริน ดึกแล้ว"
—
เวอร์ดานเดินออกจากกระท่อม ราฮับตามหลังสามก้าวพอดี
ถนนเรืองแสงทอดยาวกลับสู่ใจกลางเมือง อุ่นเท้าทุกย่างก้าว คาสเทลคงภูมิใจ เวอร์ดานเดินบนมันเงียบๆ ครู่หนึ่งก่อนพูด
"ราฮับ"
"นาย"
"ของที่เราตามหาสามคืน" เวอร์ดานพูด "มันคือของเล่นเด็ก คนแก่เก็บไว้บูชา ไม่มีศัตรู ไม่มีคนแฝงตัว ไม่มีอะไรเลย"
ราฮับเดินต่อไปเงียบๆ แล้วพูด "ดี"
"ดี?"
"ถ้าไม่มีศัตรูในกำแพง นายก็ปลอดภัยในกำแพง" ราฮับพูดเรียบๆ ราวกับนี่เป็นข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดในโลก แล้วเขาก็เลื่อนดาบใบดำกลับเข้าฝักจนสุด — เสียง *แชะ* เบาๆ ในความเงียบของถนน เป็นครั้งแรกในสามคืน
เวอร์ดานมองนายพลของตัวเองด้านข้าง คนที่เขาเคยขุดออกมาจากใต้ซากปราสาทถล่ม คนที่ตีความ "ระวังหน่อยนะ" ว่า "ฆ่าทุกอย่างในรัศมีสิบไมล์" คนที่ตอนนี้กำลังบอกเขาเป็นภาษาของตัวเองว่า — *เลิกกังวลได้แล้ว นาย ไม่มีอะไรในบ้านเรา*
แต่ราฮับไม่รู้ว่าสำหรับเวอร์ดาน "ไม่มีศัตรู" ไม่ใช่ข่าวดี
—
เขาไม่ได้กลับห้องนอน เขาเดินขึ้นปราสาทกลาง ผ่านห้องประชุมวงในที่ไร้หน้าต่าง ลงบันไดที่ซ่อนหลังแท่นบูชา ลึกลงไปในวิหารใต้เมืองที่ชาวนครรุ่งอรุณไม่มีวันรู้ว่ามีอยู่ ผ่านโถงแกนที่เสาคริสตัลสูงสามคนเต้นช้าๆ เหนื่อยๆ — เหลือสี่ในสิบส่วน ยังไม่ฟื้น — เข้าไปในห้อง "หู" ที่วงผลึกของคาสเทลเรียงเป็นวงกลม
เขายืนอยู่ตรงนั้นคนเดียวพักหนึ่ง มองวงผลึกที่ยังสั่นเบาๆ จับเสียงของเล่นเด็กที่อยู่ห่างออกไปครึ่งเมือง
มันจะสั่นอย่างนี้ต่อไป ตราบที่มารินยังเก็บของขลังไว้ ตราบที่เขาเลือกจะไม่ยึดมันมา เขาเลือกที่จะปล่อยให้เมืองมีเสียงรบกวนเล็กๆ นี้อยู่ เพื่อแลกกับ — เขาไม่ยอมเรียกชื่อมันอีกครั้ง
ลึกลงไปกว่านั้น ลึกกว่าโถงแกน ลึกที่สุดของวิหาร มีประตูดำที่ดูดแสงเหมือนดาบของราฮับ สลักด้วยอักษรยุคทองว่า *ห้ามเปิด — สิ่งที่อยู่ภายในเป็นอันตรายแม้ต่อเทพ* ประตูที่เขาแตะแล้วอ่านอายุไม่ได้ เพราะสิ่งภายในไม่มีอายุให้นับ
เวอร์ดานไม่ลงไปหามันคืนนี้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันควรเชื่อมโยงกับเสียงสะท้อนหรือไม่ — สำหรับเขา ปริศนาคลี่แล้ว ต้นตอคือของเล่นเด็ก จบ ความระแวงล่ม เสาค้ำหักไปอีกต้น
*(แต่ลึกลงไปในความมืดที่เวทเทพเจ้าส่องไม่ถึง บางสิ่งที่ไม่ทอดเงาและไม่มีรูปร่าง — ความว่างที่เดินได้ ที่กลืนเวทมนตร์มาพันปี — ได้ยินเสียงเล็กๆ ของยุคทองที่ดังขึ้นทุกวินาทีจากครึ่งเมือง และจากที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ในกำแพงนี้แล้ว มันก็เดินเข้าใกล้ขึ้นอีกก้าว — เวอร์ดานไม่รู้ ไม่มีใครในเมืองรู้)*
—
รุ่งเช้า เวอร์ดานเรียกประชุมวงใน
เขาไม่ได้นอนเลย แต่ไม่มีใครทักท้วง — ไกร์ฟอนไม่เคยนอนอยู่แล้ว เซเรน่ามาถึงพร้อมแฟ้มหนาราวกับรู้ล่วงหน้า คาสเทลมาด้วยคราบเขม่าที่แขนเสื้อ ลิเลียมาคนสุดท้าย หาวยาว ทรุดลงบนเก้าอี้
เวอร์ดานวางของขลังของมารินไว้กลางโต๊ะ — ไม่ใช่ของจริง มารินเก็บของจริงไว้ — แต่เป็นภาพร่างที่เขาวาดเองในกระดาษแผ่นหนึ่ง พร้อมคำอธิบายว่ามันคืออะไร
"ต้นตอเสียงสะท้อน" เขาพูด "ของเล่นเด็กยุคทอง ตัวอ่านระดับน้ำ เฒ่ามารินเก็บไว้บูชา ไม่มีศัตรู ไม่มีคนแฝงตัว ไม่มีพี่น้องเราที่รอด"
ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง
ลิเลียเป็นคนแรกที่ขำออกมา — ขำจริงๆ ทั้งที่พยายามกลั้น "ของเล่นเด็ก... สามคืนที่นายเดินย่องในเมืองตัวเอง ราฮับชักดาบค้างสามคืน คาสเทลเฝ้าวงผลึกจนไม่นอน — เพราะของเล่นเด็กในย่ามคนแก่" เธอวางหน้าลงบนโต๊ะ ไหล่สั่นด้วยเสียงหัวเราะ "เวอร์ ข้ารักนายนะ แต่บางทีนายก็..."
"ข้ารู้" เวอร์ดานพูดตัดบท
"สิ่งที่นายตามหา" ลิเลียเงยหน้าขึ้น ยิ้มแต่ตาไม่ได้ล้อแล้ว "มันไม่เคยอยู่ในกำแพงเมืองเลย จริงไหม"
เวอร์ดานไม่ตอบเธอ เขาหันไปทางไกร์ฟอนแทน
"แต่มารินบอกที่มาของมัน" เวอร์ดานพูด "พ่อค้าเร่จากใต้ ของเผ่าเราที่หลุดออกมาจากเทวรัฐ ไหลผ่านมือพ่อค้า บางส่วนตกข้างทาง บางส่วนถูกรับซื้อโดย — " เขาหยุด มองไกร์ฟอน "พ่อค้าใหญ่ทางกลาง คนที่รับซื้อของหลุดมือ"
ไกร์ฟอนลุกขึ้นยืนช้าๆ ดวงตาที่ไม่เคยหลับเป็นประกาย "นักสะสมโบราณวัตถุที่ทูตเวลด์ฮอลม์เอ่ยถึง"
"เครือข่ายเดียวกัน" เซเรน่าพูดต่อทันที พลิกแฟ้มของเธอ "ใต้ส่งของขึ้น กลางรับซื้อของหลุด ปลายทุกเส้นพันกัน เวลด์ฮอลม์อยู่ตรงกลางพอดี — มันคือชุมทาง ท่าน ไม่ใช่แค่นครรัฐค้าขาย มันคือชุมทางของของเผ่าเรา"
เวอร์ดานยืนขึ้น เดินไปที่หน้าต่างเดียวของปราสาท — หน้าต่างที่คาสเทลยืนยันจะใส่ "เผื่อไว้" ทั้งที่ห้องวงในไม่มีหน้าต่าง — มองออกไปยังนครรุ่งอรุณยามอรุณ เมืองหินขาวที่เขาสร้างทับวิหารเทพเจ้า เมืองสองพันสามร้อยคนที่เชื่อว่าเขาคือวีรบุรุษที่เทพส่งมา
สามคืนที่ผ่านมาเขาเดินหาศัตรูในเมืองนี้และไม่เจอ เพราะศัตรูไม่ได้อยู่ที่นี่ — ถ้ามันมีอยู่จริง มันอยู่ข้างนอก อยู่ที่ปลายเส้นด้ายที่เริ่มต้นจากของเล่นเด็กในมือคนแก่ อยู่ที่ชุมทางที่ของเผ่าเขาไหลผ่าน อยู่ในคลังของคนที่ไม่มีชื่อซึ่งสะสมของของพวกเขามากกว่าศาสนจักรทั้งศาสนจักร
และมีคนนครรัฐนั้นเดินทางสิบวันข้ามดงโจรมาเชิญเขาไป — เอาคำเชิญมาวางในมือเขาเอง
"ไกร์ฟอน" เวอร์ดานพูด ยังมองออกไปนอกหน้าต่าง "เจ้าเคยบอกข้าว่าเจ้าเห็นนครรัฐแรกของเราในคำเชิญนั้น"
"ใช่ ท่าน"
เวอร์ดานหันกลับมา และเป็นครั้งแรกในสามคืนที่ความเหนื่อยล้าในดวงตาเขาถูกแทนที่ด้วยอย่างอื่น — ไม่ใช่ความระแวง แต่เป็นการตัดสินใจ
"ตอบทูตไป" เขาพูด "ข้ารับคำเชิญของเวลด์ฮอลม์"
เซเรน่าหยุดปากกาค้างกลางอากาศ ลิเลียเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ แม้แต่คาสเทลก็เลิกขยี้คราบเขม่า
"ข้าตามรอยเสียงสะท้อนในเมืองนี้สามคืนเพื่อหาคำตอบ" เวอร์ดานพูด เสียงนิ่งแต่หนักแน่น "แล้วคำตอบบอกข้าว่าคำตอบไม่ได้อยู่ในเมืองนี้ มันอยู่ที่ปลายเส้นทางการค้านั่น มันอยู่ที่เวลด์ฮอลม์ — ที่ที่ของเผ่าเราไหลผ่าน ที่ที่มีคนสะสมเรามากกว่าศาสนจักร และข้าจะไม่นั่งรอให้คำตอบเดินมาเคาะประตูข้าอีก"
เขาเดินกลับมาที่โต๊ะ มองใบหน้าของพวกพ้องทีละคน — ยี่สิบแปดชีวิตที่เหลือทั้งจักรวาล หกคนในห้องนี้ อีกยี่สิบสองคนหลับอยู่ในนคร
"ถึงเวลาออกไปดูกระดานใหญ่"
ไกร์ฟอนยิ้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เซเรน่าเริ่มเขียนในแฟ้มอย่างรวดเร็ว — แผนเศรษฐกิจ "ทั้งรับและไม่รับ" ที่เธอเตรียมไว้ตั้งแต่คืนทูตมา กำลังกลายเป็นแผนเดียว คาสเทลพึมพำเรื่องอุปกรณ์ที่ต้อง "เผื่อไว้" สำหรับการเดินทาง
มีแต่ลิเลียที่ไม่ยิ้ม เธอมองเวอร์ดานนิ่งๆ แล้วพูดเบาๆ จนได้ยินแค่เขาคนเดียว
"นายไม่ได้ไปหาคำตอบหรอกเวอร์ นายไปหาศัตรู เพราะถ้าไม่มีศัตรู มันก็เหลือแค่นาย"
เวอร์ดานมองเธอ ไม่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ
"จัดเตรียมการเดินทาง" เขาพูดกับทุกคน แล้วเดินออกจากห้อง
ข้างนอก เสียงเช้าของนครรุ่งอรุณเริ่มดังขึ้น — เสียงตลาด เสียงเด็ก เสียงใครคนหนึ่งร้องเพลง *เงาเดียวที่เทพส่งมา* เวอร์ชันที่สี่ ส่งกังวานไปทั่วถนนเรืองแสง และในย่านเก่าที่สุดของเมือง เฒ่ามารินตื่นขึ้นมาในแสงอรุณ กอดของขลังที่เทพรับรองด้วยปากเองว่าเป็นของจริง แล้วเริ่มออกเดินไปเล่าให้ทุกคนฟังว่าเมื่อคืนเทพมาเยี่ยมกระท่อมของเขา
ไม่มีใครรู้ว่าเทพไปไหนต่อ
แต่เร็วๆ นี้ ทั้งทวีปจะได้รู้
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.