ตอนที่ 44
44 / 82
อ่าน 18 นาที
บทที่ 44 — บนเส้นทางสู่ภาคกลาง
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
ถนนเส้นแรกที่พ้นกำแพงนครรุ่งอรุณยังเรืองแสงอุ่นเท้าอยู่สามไมล์ — ฝีมือคาสเทลที่ "เผื่อไว้" จนปูหินเรืองแสงเลยเขตเมืองออกไปไกลเกินจำเป็น — แล้วหลังจากนั้นโลกก็กลับเป็นโคลนและฝุ่นและความเงียบของยุคที่ลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยยิ่งใหญ่
เวอร์ดานเดินนำ สวมเสื้อคลุมเทาๆ ของนักผจญภัยพเนจร ไม้เท้าเดินทางในมือที่ไม่ได้ต้องการไม้เท้า ลิเลียเดินข้างเขา ผมรวบหลวมๆ ร้องเพลงเบาๆ ที่ไม่มีทำนองแน่นอน ราฮับเป็นเงาอยู่ข้างหลังสิบก้าว ห่อตัวในผ้าคลุมจนแทบไม่เห็นว่ามีดาบ — แต่เวอร์ดานรู้ว่าดาบใบดำดูดแสงนั่นอยู่ตรงไหน เขารู้เสมอ ราวกับมีจุดเย็นจุดหนึ่งติดตามหลังเขาทุกย่างก้าว
"นายระแวงเกินไปแล้วนะ" ลิเลียพูดโดยไม่หันมา "เราเพิ่งออกจากประตูเมืองมาได้ครึ่งวัน นายมองทางหนีไปกี่เส้นแล้ว"
"สิบเอ็ด" เวอร์ดานตอบ "ไว้ใจเก้า"
"แล้วอีกสองล่ะ"
"ทางที่ผ่านดงไม้หนาทางซ้าย กับร่องน้ำแห้งทางขวา" เขาพูดเรียบๆ "ถ้ามีอะไรจะซุ่ม มันจะซุ่มตรงนั้น"
ลิเลียหัวเราะในลำคอ "ไม่มีอะไรซุ่มหรอก นาย โลกนี้มันไม่มีปัญญาซุ่มนาย"
เขาไม่ตอบ เพราะนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจ ตลอดพันปีที่เขากลัวว่าจะมีคนเก่งกว่าซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง ตอนนี้เขาเริ่มกลัวสิ่งที่แย่กว่า — ว่ามันไม่ได้ซ่อนอยู่ไกล มันอาจอยู่ใต้เท้าเขาเอง ในเมืองที่เขาทิ้งไว้ข้างหลัง คาสเทลกับเสียงสะท้อนที่ไม่มีทิศนั่นยังก้องในหัวเขาไม่หาย แต่เขาเลือกแล้วว่าจะออกมา เพราะคำตอบที่เขาต้องการ — ว่าอะไรล้างเผ่าของเขา ว่ามีใครรอดบ้าง ว่ามือที่จัดฉากเขามาอนาคตนี้มีตัวตนจริงไหม — คำตอบนั้นอยู่ข้างหน้า ที่เวลด์ฮอลม์ ที่นักสะสมของเผ่าเขาคนนั้น ไม่ได้อยู่ในหลุมมืดใต้บ้านตัวเอง
อย่างน้อยเขาก็บอกตัวเองอย่างนั้น
---
วันที่สองของการเดินทาง พวกเขาผ่านเมืองชื่อหนึ่งที่ไม่มีใครจำชื่อมันได้แล้ว
มันเคยเป็นเมืองใหญ่ เวอร์ดานดูออกจากซากกำแพง — กำแพงหินที่สูงเกินกว่าจะเป็นฝีมือคนยุคนี้ มีลวดลายสลักที่เขาจำได้ทันที อักษรยุคทอง ครึ่งหนึ่งถูกฉาบปูนทับด้วยมือหยาบๆ ของคนรุ่นหลังที่ไม่เข้าใจว่ามันเขียนว่าอะไร เขาอ่านมันโดยไม่ตั้งใจ ขณะเดินผ่าน — *"ประตูเงิน ทางสู่หอสมุดที่เก้า"* — และตอนนี้มันคือคอกหมูของชาวบ้านที่ขังหมูสามตัวไว้ในซากหอสมุดที่เคยเก็บความรู้ทั้งทวีป
เขาแตะกำแพงนั้นเบาๆ ขณะผ่าน นิสัยที่เขาคุมไม่ได้ และอายุของมันไหลเข้ามาทันที — หนึ่งพันสองร้อยสามสิบเก้าปี ปูนที่ทับ — สี่สิบปี รอยมือที่ฉาบ — เด็กชายคนหนึ่ง ตอนนี้คงตายไปแล้ว เขาดึงมือกลับ
"มีอะไรหรือ" ลิเลียถาม
"เปล่า" เขาตอบ "แค่กำแพง"
แต่มันไม่ใช่แค่กำแพง มันคือศพ มันคือศพของทุกอย่างที่เขาเคยรู้จัก ยืนเรียงรายอยู่ทั้งทวีปนี้ ให้คนยุคใหม่ขังหมู ตากผ้า เผาทำฟืน โดยไม่รู้ว่ากำลังเหยียบอยู่บนกระดูกของอารยธรรมที่ครั้งหนึ่งเคยส่องสว่างจนดาวต้องอาย เวอร์ดานไม่รู้สึกเศร้า เขาบอกตัวเองว่าไม่ ความเศร้าเป็นของคนที่ยังเป็นเจ้าของอะไรบางอย่าง และเขาไม่ได้เป็นเจ้าของยุคนี้ คนพวกนี้ไม่ใช่พวกพ้องเขา พวกเขาเป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญอาศัยอยู่บนหลุมศพบ้านเก่าของเขา
เขาเดินต่อ และไม่แตะกำแพงไหนอีกเลยตลอดวันนั้น
---
ในตลาดเล็กๆ ของเมืองนั้น พวกเขาหยุดซื้อเสบียง
มันเป็นตลาดที่น่าสมเพช แผงไม้สิบกว่าแผง ขายปลาเค็ม ขายมันหัว ขายเครื่องรางที่ทำจากเศษโลหะสนิม คนขายตะโกนขายของด้วยน้ำเสียงคนที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะขายได้ เวอร์ดานสังเกตว่ามีแผงหนึ่งขาย "ของวิเศษ" — เศษโบราณวัตถุที่เจ้าของอ้างว่าเป็น "พรของเทพที่จากไป" — และในกองของไร้ค่านั้น มีชิ้นหนึ่งที่ทำให้เขาชะงัก
มันเป็นแหวนปรับคลื่นเวท ของเล่นเด็กของเผ่าเขา เด็กอัสนีเทพอายุห้าขวบใช้มันหัดควบคุมกระแสเวทในอากาศ ตอนนี้มันถูกร้อยเชือกแขวนคอ ขายเป็นเครื่องรางกันผีในราคาเท่าปลาเค็มสามตัว
"เอาไหมพ่อหนุ่ม" คนขายเป็นหญิงชราตาขุ่น "ของแท้นะ ขุดได้จากซากเทพทางใต้ ถือไว้แล้วผีไม่กล้าเข้าใกล้"
เวอร์ดานหยิบมันขึ้นมา อายุไหลเข้ามือเขา — หนึ่งพันสองร้อยสี่สิบเอ็ดปี เท่ากับเขา เท่ากับทุกอย่างที่ข้ามเวลามากับเขา และมีอย่างอื่นด้วย รอยขีด รอยที่คนยุคนี้พยายามแกะดูว่ามันทำงานยังไง รอยไหม้เล็กๆ ที่ขอบ — มีคนพยายามป้อนพลังเข้าไป
เหมือนเครื่องต้มน้ำที่เขาเจอที่ดาลเวน เหมือนกันเป๊ะ
"ขุดได้จากทางใต้?" เขาถามเบาๆ น้ำเสียงนักผจญภัยใจดีที่ไม่มีพิษภัย "ใครเป็นคนขุดล่ะ"
"พ่อค้าเร่จากใต้น่ะ" หญิงชราพูด "พวกที่รับซื้อของแบบนี้ไปขายเทวรัฐต่อ บอกว่ามีคนรวยที่ภาคกลางรับซื้อแพงกว่าเทวรัฐอีก แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ ฉันแค่ขายของ"
มีคนรวยที่ภาคกลางรับซื้อแพงกว่าเทวรัฐอีก
เวอร์ดานวางแหวนกลับลงเบาๆ "ข้าขอมันฮะ" เขาพูด แล้ววางเหรียญลงสามเหรียญ มากกว่าราคาสิบเท่า หญิงชราอ้าปากค้าง
ในใจเขาไม่ได้คิดถึงแหวน เขาคิดถึงประโยคนั้น คิดถึงเส้นที่ไกร์ฟอนวาดให้เขาดูเมื่อสัปดาห์ก่อน เส้นการค้าโบราณวัตถุที่ปลายทุกเส้นชี้ไปสองที่ — เทวรัฐทางใต้ และตอนนี้ ภาคกลาง เวลด์ฮอลม์ นักสะสมที่ฮัลเวกไม่ยอมบอกชื่อ "ให้ฟังจากปากเขาเองที่เวลด์ฮอลม์" ทูตคนนั้นพูดไว้
มีคนยุคนี้ที่ศึกษาของเผ่าเขาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่บูชา ไม่ใช่กลัว แต่ศึกษา พยายามใช้ พยายามป้อนพลัง และนั่นทำให้เวอร์ดานเย็นวาบ เพราะคนที่บูชาคือคนที่ไม่เข้าใจ แต่คนที่ศึกษาคือคนที่อยากเข้าใจ และคนที่อยากเข้าใจของเผ่าเขา อาจเป็นคนที่ใกล้เคียงที่สุดกับการรู้ว่าเขาเป็นใคร
"นาย" ลิเลียพูดข้างหู เธอมองตามสายตาเขา "หน้านายกำลังคิดเรื่องที่ไม่มีอยู่จริงอีกแล้ว"
"คราวนี้มันมีอยู่จริง" เขาตอบ และนั่นทำให้ลิเลียเงียบไป เพราะเธอก็เห็นรอยขีดบนแหวนนั้นเหมือนกัน
---
เหตุการณ์ที่เปลี่ยนทุกอย่างเกิดขึ้นวันที่สี่ ที่หมู่บ้านชื่อแก่งหิน
มันเป็นหมู่บ้านริมลำธารที่แห้งขอด คนสามสิบหลังคา ส่วนใหญ่เป็นคนแก่กับเด็ก คนหนุ่มสาวหนีไปหากินที่อื่นหมด เวอร์ดานไม่ได้ตั้งใจจะหยุด เขาตั้งใจจะเดินผ่าน แต่ลิเลียหยุดก่อน เพราะเสียงร้องไห้ของเด็ก
มีเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งร้องอยู่ข้างบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน บ่อที่แห้งจนเห็นก้น เด็กชายตัวเล็กกว่ายืนเกาะเอวพี่สาวอยู่ ทั้งสองผอมจนเห็นกระดูก
"บ่อมันแห้งมาสามเดือนแล้ว" หญิงชราคนหนึ่งอธิบายให้ลิเลียฟัง เมื่อเห็นว่าคนแปลกหน้าสนใจ "ลำธารเปลี่ยนทาง ไปออกอีกฟากเขา ฟากที่หมู่บ้านโน้นยึดไว้ พวกนั้นไม่ให้เราใช้น้ำ บอกว่าน้ำเป็นของเขา เราเลยต้องเดินไปตักน้ำที่บ่อเก่าวันละสองชั่วโมง ไปกลับสี่ชั่วโมง"
เวอร์ดานมองบ่อแห้งนั้น แล้วมองธารน้ำที่หายไป เขารู้ว่าน้ำใต้ดินอยู่ตรงไหน เขารู้ว่าถ้าขยับชั้นหินใต้ดินสองสามวาด้วยเวทขั้นต่ำที่สุด ธารน้ำจะกลับมา เขารู้ว่ามันง่ายราวกับลมหายใจ
เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำ จริงๆ เขาไม่ได้ตั้งใจ
แต่เด็กหญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาเดียวกับเด็กหญิงปลายแถวที่นครรุ่งอรุณ เด็กที่ท่องชื่อเขาก่อนนอนทุกคืน และเวอร์ดานได้ยินตัวเองพูดกับลิเลียเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย — น้ำเสียงคนที่อยากให้เรื่องวุ่นวายตรงหน้าจบลงเพื่อจะได้เดินทางต่อ —
"ช่วยจัดการเรื่องน้ำให้พวกเขาหน่อยสิ"
เขาหมายความเพียงว่า *เอาน้ำใต้ดินขึ้นมาให้บ่อนี้ แล้วเราไปกันต่อ*
ลิเลียยิ้ม คำนับเขาเล็กน้อยอย่างขำๆ แล้วเดินไปที่บ่อ
เวอร์ดานหันไปดูเสบียง คิดว่าเรื่องจบแล้ว
มันไม่จบ
---
ลิเลียเป็นจอมเวทอารักขา หน้าที่ของเธอคือปกป้อง รักษา ทำให้คนที่นายห่วงใยปลอดภัย และในหัวของลิเลีย "ช่วยจัดการเรื่องน้ำให้พวกเขา" ไม่ได้แปลว่า *เอาน้ำขึ้นมา* มันแปลว่า *ทำให้คนพวกนี้ไม่ต้องกลัวเรื่องน้ำอีกตลอดไป*
เธอไม่ได้ขุดบ่อ เธอเดินขึ้นเขา ไปยังหมู่บ้านที่ยึดธารน้ำไว้
เวอร์ดานรู้ตัวอีกทีก็ตอนพระอาทิตย์เริ่มคล้อย เมื่อชาวบ้านแก่งหินวิ่งกรูมาที่ลำธารเก่า — ที่ตอนนี้มีน้ำไหลกลับมาเต็มร่อง ใสเย็น ไหลแรง ราวกับไม่เคยจากไปไหน เด็กๆ กระโดดลงเล่นน้ำ คนแก่คุกเข่าร้องไห้ และลิเลียเดินกลับลงมาจากเขา ปัดฝุ่นที่กระโปรง ยิ้มกว้าง
"เรียบร้อยแล้วนาย"
"เจ้าทำอะไร" เวอร์ดานถามช้าๆ
"อ๋อ ก็หมู่บ้านบนนั้นเขาเอาหินกับดินถมปิดทางน้ำเดิมไว้ ให้น้ำไหลไปทางเขาทางเดียว" ลิเลียพูดเหมือนเล่าเรื่องซื้อขนม "ฉันก็ไปคุยกับเขา"
"คุย"
"คุยจ้ะ" เธอหยุด "ก็... ตอนแรกเขาไม่ยอมคุย เขาเอาคนถือเคียวมาขู่ฉันสิบกว่าคน ฉันก็เลยปัดเคียวให้มันบินไปติดบนหลังคาหมดทุกอัน แล้วก็ขยับหินที่เขาถมออก แล้วก็... อืม ฉันอาจจะพูดอะไรไปนิดหน่อยว่าถ้าใครกล้าถมน้ำปิดอีก จะมีคนมาเยี่ยมที่ไม่ใช่ฉัน"
เวอร์ดานหลับตา "เจ้าขู่ทั้งหมู่บ้าน"
"ฉันไม่ได้ขู่นะ" ลิเลียเถียง "ฉันแค่บอกความจริง ว่าน้ำเป็นของทุกคน แล้วก็มีคนคอยดูอยู่ คนพวกนั้นเลยคุกเข่ากันใหญ่ บอกว่าจะแบ่งน้ำให้แก่งหินตลอดไป แล้วก็ถามว่าฉันเป็นใคร ฉันก็บอกว่าฉันเป็นแค่คนรับใช้ของท่านผู้หนึ่ง"
"เจ้าบอกชื่อข้าหรือเปล่า"
ลิเลียทำหน้าบริสุทธิ์ "ฉันบอกแค่ว่านายมาจากนครรุ่งอรุณ"
เวอร์ดานกุมขมับ
เขาแค่อยากให้เอาน้ำขึ้นมา
---
ภายในค่ำวันเดียวกัน ทั้งสองหมู่บ้านส่งตัวแทนมาคุกเข่าต่อหน้าเวอร์ดาน หมู่บ้านบนเขาขอขมาที่ "บังอาจถมน้ำของเทพ" หมู่บ้านแก่งหินขอเป็นข้ารับใช้ เด็กหญิงคนที่ร้องไห้ข้างบ่อเอาดอกไม้ป่ามามอบให้เขา มือสั่นด้วยความตื่นเต้น และเฒ่าผู้เป็นผู้นำหมู่บ้านแก่งหิน — ชายชราตาบอดข้างหนึ่งชื่อตาเปลว — ก้มลงกราบจนหน้าผากแตะดิน
"ข้าเล่านิทานเรื่องท่านให้เด็กฟังมาสามปีแล้ว" ตาเปลวพูด เสียงสั่น "นิทานเรื่องเมืองที่เทพสร้างให้คนยาก เรื่องวีรบุรุษที่โจรพันคนหายต่อหน้า ข้านึกว่ามันเป็นแค่นิทาน ข้าเล่าเพื่อให้เด็กมีอะไรหวังก่อนนอน เด็กพวกนี้มันไม่มีอะไรจะหวังเลยนอกจากนิทาน — แล้ววันนี้นิทานเดินมาที่หมู่บ้านข้า"
เวอร์ดานยืนนิ่ง เขาควรพูดอะไรสักอย่างที่ถ่อมตน เขาควรปฏิเสธ แต่เขาเห็นบางอย่างในแววตาเดียวที่ยังเห็นได้ของตาเปลว และเป็นครั้งหนึ่งที่เขาไม่อยากปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะเขาแคร์ แต่เพราะการปฏิเสธจะทำลายสิ่งที่ชายแก่คนนี้ใช้พยุงชีวิตมาสามปี
"ลุก" เขาพูดเบาๆ "ลุกเถอะ"
ตาเปลวลุกขึ้น ยิ้มทั้งน้ำตา
แล้วเรื่องที่ควรจะจบสวยก็พังลง
---
มันเริ่มจากเสียงตะโกนจากปลายหมู่บ้าน คนหนุ่มกลุ่มหนึ่งจากหมู่บ้านบนเขา — กลุ่มที่ไม่ยอมรับการคุกเข่าของผู้เฒ่าตัวเอง — บุกลงมาพร้อมคบไฟ พวกเขาไม่เชื่อเรื่องเทพ พวกเขาเชื่อแค่ว่าหมู่บ้านตัวเองเสียน้ำให้คนแปลกหน้า และคนแปลกหน้าก็แค่นักผจญภัยจรจัดที่มากับนังตัวดีที่ขว้างเคียวเก่ง
หัวหน้ากลุ่มเป็นชายหนุ่มหน้าโกรธ ในมือถือธนู เขาไม่ได้เล็งเวอร์ดาน เขามองไม่ออกว่าเวอร์ดานคือใคร เขาเล็งคนที่ทำให้ทุกอย่างพังในสายตาเขา — คนที่ลุกขึ้นยืนขวางหน้าเด็กหญิงตัวเล็กที่ถือดอกไม้ ด้วยร่างผอมแห้งและแขนที่กางออก
ตาเปลว
ชายชราตาบอดข้างหนึ่งที่เพิ่งได้เห็นนิทานของตัวเองเดินมามีชีวิต ที่เล่าเรื่องวีรบุรุษให้เด็กฟังสามปีเพื่อให้พวกเขามีอะไรหวังก่อนหลับ ที่เพิ่งจะได้ตายอย่างคนที่เชื่อในอะไรสักอย่างเป็นครั้งแรกในชีวิตอันยาวนานและว่างเปล่าของเขา —
ลูกธนูเข้ากลางอก
ตาเปลวล้มลง เด็กหญิงกรีดร้อง
เวอร์ดานไม่ได้ขยับ
เขาอ่านวิถีลูกธนูได้ตั้งแต่นิ้วชายหนุ่มยังไม่ปล่อยสาย เขาคำนวณได้ว่าต้องขยับมือกี่องศาเพื่อหักวิถีมัน — ศูนย์จุดศูนย์สี่วินาที ง่ายกว่าหายใจ เขาทำได้ เขาทำได้แน่นอน
แต่ที่นี่มีคนสามสิบหลังคามองอยู่ มีหมู่บ้านบนเขามองอยู่ มีลิเลียที่จะรู้ว่าเขาเลือก มีราฮับที่เป็นเงาในมุมมืดที่จะลงมือถ้าเขาขยับ และในเสี้ยววินาทีนั้น สมองที่คำนวณเย็นชาของเวอร์ดานชั่งทุกอย่าง — ชีวิตชายชราที่ไม่ใช่พวกพ้องเขา คนยุคนี้ คนแปลกหน้าที่บังเอิญอาศัยบนหลุมศพบ้านเก่า — กับความเสี่ยงของการเผยว่านักผจญภัยใจดีหยุดลูกธนูด้วยมือเปล่า
เขาเลือกไม่ขยับ
ตาเปลวตายตรงนั้น หน้าผากยังมีฝุ่นจากตอนที่เขากราบ
ราฮับเคลื่อนจากเงาในจังหวะถัดมา เร็วจนชายหนุ่มถือธนูยังไม่ทันเห็น ไม่มีดาบ — เวอร์ดานส่งสัญญาณมือเล็กๆ *อย่าฆ่า* — ราฮับเพียงกระแทกพวกเขาล้มลงทั้งกลุ่ม ปลดอาวุธ มัดไว้ เงียบ แม่นยำ ในสายตาชาวบ้านมันคือ "เงาของเทพลงโทษคนบาป" ในความจริงมันคือนักรบที่หงุดหงิดที่ถูกห้ามไม่ให้ฆ่า
ลิเลียคุกเข่าข้างตาเปลว มือเรืองแสงนุ่ม แต่เธอเงยหน้าขึ้นมองเวอร์ดาน แล้วส่ายหน้าช้าๆ ลูกธนูเข้าหัวใจ แม้เวทอารักขาก็รักษาคนที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้วไม่ได้ ถ้าเธอเริ่มเร็วกว่านี้สี่วินาที — ถ้าใครสักคนหยุดลูกธนูนั้นไว้ —
เธอไม่พูดอะไร เธอแค่มองเขา และในสายตาเธอไม่มีคำตำหนิ มีแต่ความเข้าใจ ที่แย่ยิ่งกว่าคำตำหนิ
เด็กหญิงตัวเล็กยังกอดดอกไม้ป่าไว้แน่น ดอกไม้ที่ตั้งใจจะให้วีรบุรุษ ตอนนี้เปื้อนเลือดของชายชราที่เลี้ยงดูเธอ
---
คืนนั้นพวกเขาออกจากแก่งหินก่อนรุ่งสาง
เวอร์ดานสั่งให้เซเรน่า — ผ่านเหยี่ยวสื่อสารตัวเล็กที่คาสเทลทำให้ — รับหมู่บ้านแก่งหินและหมู่บ้านบนเขาเข้าเป็นบริวารของนครรุ่งอรุณ ดูแลเรื่องน้ำ เรื่องเสบียง เรื่องเด็กกำพร้า เขาบอกตัวเองว่าทำเพราะมันสะดวก เพราะหมู่บ้านที่ภักดีคือหมู่บ้านที่ไม่เป็นปัญหา เพราะข้อมูลและเสบียงระหว่างทางมีประโยชน์ เขาบอกตัวเองว่าไม่ได้ทำเพราะภาพเด็กหญิงกอดดอกไม้เปื้อนเลือด
ลิเลียเดินข้างเขาในความมืด เงียบไปนานกว่าที่เธอเคยเงียบ
"นายหยุดมันได้" เธอพูดในที่สุด ไม่ใช่คำถาม
"ได้" เขาตอบ ไม่มีประโยชน์จะโกหกลิเลีย
"ทำไมไม่หยุด"
เวอร์ดานเดินต่อไปหลายก้าวก่อนตอบ "เพราะถ้าข้าหยุด พรุ่งนี้ทั้งทวีปจะรู้ว่ามีนักผจญภัยที่หยุดลูกธนูด้วยลมหายใจ แล้วสิ่งที่ข้าซ่อนมาพันปีก็จะมีค่าน้อยกว่าชีวิตของชายแก่คนหนึ่งที่ข้าไม่รู้จัก" เขาหยุด "เจ้าจะให้ข้าแลกความปลอดภัยของพวกเราทุกคนกับเขาหรือ"
"ไม่" ลิเลียตอบทันที "ฉันจะไม่ให้นายแลก" แล้วเธอเงียบไปอีกครู่ "แต่นายเจ็บนะ นาย ฉันรู้ว่านายเจ็บ"
"ข้าไม่เจ็บ"
"นายรับสองหมู่บ้านเข้าเมืองตอนตีสาม" ลิเลียพูดเบาๆ "คนที่ไม่เจ็บไม่ทำแบบนั้นหรอก"
เวอร์ดานไม่ตอบ ดาวยุคทองที่เขาเคยรู้จักทุกดวงยังอยู่บนฟ้าเหนือเขา จัดเรียงต่างไปนิดหน่อยตามพันปีที่ผ่าน แต่ยังเป็นดาวดวงเดิม โลกใบเดิม แค่ทุกคนที่เคยมองมันกับเขาตายไปหมดแล้ว เหลือแต่ลิเลีย เหลือแต่ยี่สิบแปดคน และเขาจะไม่แลกแม้แต่คนเดียวในยี่สิบแปดนั้นกับทั้งทวีปที่เต็มไปด้วยตาเปลว
นั่นแหละความจริงที่ลิเลียเห็น และนั่นแหละสิ่งที่ทำให้เธอภักดีต่อตัวเขา ไม่ใช่ต่อคำสั่งของเขา
---
ตำนานวิ่งนำหน้าพวกเขาไป เช่นเคย
เมื่อถึงเมืองถัดไป — เมืองตลาดทางผ่านที่ใหญ่กว่าแก่งหินมาก — ข่าวก็มาถึงก่อนแล้ว เด็กส่งสารวิ่งเร็วกว่าคนเดินเสบียง ในเวอร์ชันที่เล่ากันในเมืองนี้ "วีรบุรุษจากนครรุ่งอรุณ" ไม่ได้แค่คืนน้ำให้หมู่บ้านแห้ง เขา *เรียกแม่น้ำกลับมาจากความตายด้วยคำเดียว* และ *เงาของเทพได้ลงมาลงทัณฑ์คนบาปที่กล้าหลั่งเลือดต่อหน้าท่าน*
เวอร์ดานฟังเด็กในตลาดเล่าเรื่องตัวเอง ด้วยสีหน้าของคนที่กำลังดูศพตัวเองถูกแต่งหน้า
"เห็นไหม" เขาพูดกับลิเลียเสียงเหนื่อย "ข้าหยุดลูกธนูไม่ได้เพราะกลัวตำนาน แล้วตำนานก็โตขึ้นอยู่ดี ข้าเลือกไม่ช่วยคนคนหนึ่งเพื่อรักษาความลับ แล้วความลับก็ดังกว่าเดิม ไม่ว่าข้าเลือกอะไร เป้าบนหลังข้าก็ใหญ่ขึ้น"
"หรือบางที" ลิเลียพูด "นายแค่ดังเกินจะซ่อนไปแล้ว และนายก็ยังไม่ยอมรับมัน"
เวอร์ดานไม่เถียง เพราะเขารู้ว่าเธออาจพูดถูก ตลอดทางจากนครรุ่งอรุณ เขาได้เห็นยุคเสื่อมด้วยตาตัวเอง — นครรัฐที่แตกแยกชิงน้ำชิงดินกันเหมือนเด็กแย่งขนม ซากเทพที่ถูกขังหมู ผู้คนที่สิ้นหวังจนต้องเอานิทานมาเป็นอาหาร — และในโลกที่ว่างเปล่าขนาดนี้ ข่าวเรื่องคนที่ทำอะไรไม่ธรรมดาได้แม้แต่นิดเดียว ย่อมวิ่งเร็วราวไฟลามทุ่ง เขาไม่ได้สร้างตำนาน โลกที่หิวโหยตำนานต่างหากที่สร้างมันจากเขา
และที่ไหนสักแห่งข้างหน้า ที่เวลด์ฮอลม์ มีคนที่ฟังตำนานพวกนี้ด้วยหูที่ต่างออกไป ไม่ใช่หูของคนที่อยากได้ความหวัง แต่หูของคนที่เก็บรวบรวมของเผ่าเขา และคนคนนั้นอาจกำลังต่อจิ๊กซอว์ว่า "วีรบุรุษเรียกแม่น้ำกลับจากความตาย" กับ "เทพที่จากไป" เป็นเรื่องเดียวกัน
ความระแวงของเวอร์ดานสำหรับครั้งหนึ่ง ไม่ได้รู้สึกเหมือนผีในหัว
---
วันที่เก้า พวกเขาเข้าใกล้เวลด์ฮอลม์
เห็นได้จากเส้นทางที่เปลี่ยน ถนนกว้างขึ้น มีรอยล้อเกวียนหนาแน่น มีด่านเก็บภาษีของสภาพ่อค้าทุกสองสามไมล์ แต่สิ่งที่เวอร์ดานสังเกตก่อนคือความเงียบผิดปกติ ถนนการค้าที่ควรพลุกพล่านกลับร้างไปครึ่ง คาราวานจอดแน่นตามเมืองรายทางไม่กล้าเดินทาง
"มอนสเตอร์" คนเฝ้าด่านบอกเมื่อเวอร์ดานถาม ในบทนักผจญภัยที่รับงานปราบสัตว์ร้าย "ตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว เส้นทางหุบเขาทางตะวันออกเฉียงต่ายมีมอนสเตอร์ตาเรืองแสง ไม่ใช่หมาป่า ไม่ใช่หมี อะไรที่ฉลาดกว่านั้น มันรู้จักรอ รู้จักซุ่ม กินคนคุ้มกันไปสามขบวนแล้ว สภาเลยส่งทูตไปทุกทิศหาคนปราบ ได้ยินว่าเชิญถึงนักผจญภัยจากตะวันตกด้วย"
ราฮับขยับในเงา เวอร์ดานสัมผัสได้ถึงดาบใบดำที่อยากออกฝัก
พวกเขาเลี่ยงเส้นทางหลัก เวอร์ดานเลือกทางหุบเขา ไม่ใช่เพราะกล้า แต่เพราะอยากเห็นมอนสเตอร์นั้นด้วยตาตัวเอง ก่อนจะถึงเมืองและถูกห้อมล้อมด้วยมารยาทของสภาพ่อค้า
พวกเขาพบมันตอนพลบค่ำ ในหุบเขาที่หินดำทึบสองข้างปิดฟ้าจนเหลือแถบสีเลือดบางๆ
มันไม่ใช่สัตว์
เวอร์ดานรู้ทันทีที่เห็น ร่างมันคล้ายหมาป่ายักษ์ ขนาดเท่าม้า แต่ตาสองดวงนั้นเรืองแสงเขียวอ่อน ไม่ใช่แสงสะท้อนของสัตว์กลางคืน เป็นแสงจากภายใน แสงที่เวอร์ดานจำได้ — แสงของเวทยุคทอง จางเหลือเกิน เจือจางจนแทบไม่เหลือ แต่มีอยู่ ฝังอยู่ในตามันราวกับเศษถ่านที่ยังไม่ดับสนิทในกองขี้เถ้าพันปี
ลิเลียยกมือขึ้นเตรียมเวทอารักขา ราฮับก้าวออกจากเงาช้าๆ มือแตะด้ามดาบ
แต่เวอร์ดานยกมือห้ามทั้งคู่
เขาก้าวเข้าห้ามันหนึ่งก้าว มอนสเตอร์คำรามต่ำ หมอบลง ขนลุกชัน แต่มันไม่กระโจน มันลังเล มันมองเวอร์ดานราวกับสัมผัสได้บางอย่าง ราวกับจดจำอะไรบางอย่างที่ลึกกว่าสัญชาตญาณสัตว์
เวอร์ดานยื่นมือออกไปช้าๆ ไม่ใช่เพื่อโจมตี เพื่อแตะ เพื่ออ่าน
นิ้วเขาแตะขนหยาบกระด้างที่หน้าผากมัน — และอายุไหลเข้ามา
ตัวสัตว์ — แปดปี ปกติของหมาป่าภูเขา
แต่แสงในตามัน — สิ่งที่ทำให้มันเรืองและฉลาดและจดจำ — สิ่งนั้นมีอายุ
หนึ่งพันสองร้อยสี่สิบเอ็ดปี
เท่ากับเขา เท่ากับการสูญสิ้นของเผ่า เท่ากับคืนที่ทุกอย่างหายไป — มันคือเศษเวทยุคทองที่ค้างอยู่จากคืนนั้นเอง คืนที่ "ความว่างที่เดินได้กลืนเวท" และเศษที่มันกลืนไม่หมด ตกค้างอยู่ในซากวิหารพี่น้องในหุบเขานี้มาพันปี รอใครสักตัวมาดื่มมันเข้าไป
เวอร์ดานดึงมือกลับ หัวใจที่ไม่เคยเร่งในรอบพันปีของเขา เต้นผิดจังหวะไปหนึ่งครั้ง
มอนสเตอร์ตัวนี้ไม่ใช่สัตว์ที่กลายพันธุ์ มันคือ *พยาน* มันแบกเศษของคืนที่เผ่าเขาตายไว้ในตา และถ้ามันมีตัวหนึ่ง แปลว่าในหุบเขานี้มีซากวิหารพี่น้องที่ยังหายใจ ที่ยังรั่วเศษเวทออกมาให้สัตว์ดื่ม — ที่ยังส่งเสียงสะท้อนเรียกหาเลือดอัสนีเทพมาพันปี
และในหัวเขา เสียงของคาสเทลก้องกลับมา *ไม่มีทิศ ท่าน มันอยู่ใกล้เกินกว่าจะมีทิศ*
หุบเขานี้ห่างเวลด์ฮอลม์เพียงครึ่งวัน
ห่างนครรุ่งอรุณเก้าวันเดิน
เวอร์ดานยืนนิ่งในแสงสีเลือด มองดวงตาเรืองแสงที่อายุเท่าความตายของเผ่าเขา และเป็นครั้งแรกที่เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขากำลังเดินเข้าหา — กับสิ่งที่เขาทิ้งไว้ข้างหลังใต้เมืองตัวเอง — มันเป็นคนละสิ่ง หรือเป็นสิ่งเดียวกันที่กำลังลืมตาขึ้นพร้อมกันทั้งทวีป
มอนสเตอร์เงยหน้าขึ้นฟ้า แล้วหอนยาว เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงสัตว์ มันมีจังหวะ มันมีถ้อยคำที่เกือบเป็นภาษา และไกลออกไปในความมืดของหุบเขา มีเสียงหอนอื่นตอบกลับมา
ไม่ใช่ตัวเดียว
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.