ตอนที่ 33
33 / 82
อ่าน 15 นาที
บทที่ 33 — หัวใจลับใต้เมือง
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
แผนผังที่คาสเทลคลี่ออกบนโต๊ะหินไม่ใช่แผนผัง.
เวอร์ดานรู้ทันทีที่เห็น. มันเป็นแผ่นโลหะบางเฉียบที่เรืองแสงจางๆ จากด้านใน เส้นสายที่วิ่งอยู่บนนั้นไม่ได้ถูกขีดด้วยมือใคร แต่เป็นเส้นที่วิหารวาดตัวเองออกมา ราวกับสิ่งมีชีวิตที่ยอมให้คนแหวกหนังดูอวัยวะภายในของมัน. เขาเคยเห็นแผ่นแบบนี้มาก่อน — เมื่อวาน, ในความรู้สึกของเขา. เมื่อพันปีก่อน, ในความจริงของโลก.
"เสียงสะท้อนที่จับได้หลังศึก" คาสเทลพูดเร็วจนคำชนกัน นิ้วของเขาเคาะแผ่นโลหะที่จุดหนึ่งซึ่งกะพริบถี่กว่าที่อื่น "ไม่ได้มาจากแกนพลังที่เราใช้ครับท่าน. ผมตรวจซ้ำสามรอบแล้ว. มันมาจาก *ใต้* แกน. ลึกลงไปอีก. ชั้นที่เรายังไม่เคยลงไป."
เวอร์ดานไม่ตอบทันที. เขาวางนิ้วลงบนแผ่นโลหะ — และอายุของมันไหลเข้ามาในผิวหนังเขาโดยไม่ขออนุญาต ตามเคย. *หล่อขึ้นในปีที่หนึ่งหมื่นสองร้อยของยุคทอง. มือที่หล่อมันคือช่างชื่อที่เขาเคยรู้จัก ที่ตายไปก่อนเขาจะเกิดด้วยซ้ำ.* ความสามารถที่เขาคุมการใช้ได้แต่คุมการรับไม่ได้ — แตะอะไรก็รู้ว่ามันแก่แค่ไหน มาจากไหน — ในยุคทองมันเป็นพรสวรรค์ที่น่ารำคาญ. ในยุคนี้ มันคือการที่ทุกสิ่งที่เขาแตะกระซิบบอกว่า *เจ้ามาช้าไปพันปี*.
"ลงไปดู" เขาเอ่ย.
คาสเทลเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายราวเด็กที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้รื้อของขวัญ "ทั้งทีมเลยไหมครับ ผมเตรียม—"
"เฉพาะคนที่จำเป็น." เวอร์ดานหันไปทางลิเลียที่นั่งพิงผนังห้องประชุมวงในอยู่ ไขว่ห้าง เล่นเหรียญทองแดงในมือ. "เธอด้วย. เผื่อมีอะไรพังลงมา."
ลิเลียรับเหรียญที่โยนขึ้นกลางอากาศกลับมาในกำมือ "เผื่อมีอะไรพังลงมา" เธอทวนคำ ยิ้มที่มุมปากซึ่งเวอร์ดานเรียนรู้มานานแล้วว่าแปลว่าเธอกำลังจะพูดอะไรที่เขาไม่อยากได้ยิน "หรือเผื่อนายอยากมีคนอยู่ด้วยตอนเดินกลับเข้าไปในที่ที่นายเคยอยู่"
เวอร์ดานไม่ตอบ. นั่นเองคือคำตอบ และทั้งสองคนก็รู้.
---
ทางลงไปยังชั้นลึกของวิหารไม่ใช่บันได.
มันเคยเป็นบันได — เวอร์ดานจำได้ — แต่เวลาพันปีกินขั้นบันไดไปจนเหลือเพียงทางลาดหิน เรียบลื่นด้วยตะไคร่ที่ตายแล้วทับซ้อนตะไคร่ที่ตายแล้วอีกหลายชั่วอายุคน. คาสเทลเดินนำ ถือแท่งเรืองแสงที่เขาประดิษฐ์จากเศษคริสตัลแกน — แสงสีนวลอุ่นเหมือนแสงอรุณ ซึ่งเป็นแสงเดียวที่เคยส่องห้องเหล่านี้ในยุคที่มันยังหายใจ. ราฮับเดินปิดท้าย เงียบ ดาบใบดำพาดหลังดูดกลืนแม้กระทั่งแสงนวลนั้นไปจนรอบตัวเขาดูมืดกว่าที่อื่น.
ยิ่งลงลึก อากาศยิ่งหนา. ไม่ใช่หนาด้วยฝุ่น — หนาด้วย *เวท*. ที่ผิวดินด้านบน เวทมนตร์ของโลกยุคนี้เบาบางจนชาวยุคนี้ต้องฝึกสามปีเพื่อจุดไฟดวงเดียว. แต่ที่นี่ ลึกใต้เมือง ใกล้แกน อากาศยังจำได้ว่าเคยเป็นอย่างไร. เวอร์ดานสูดมันเข้าไปแล้วเกือบจะลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่าตัวเองอยู่ในอนาคต. กลิ่นนี้คือกลิ่นบ้าน.
"ระวังตรงนี้ครับ" คาสเทลยกแท่งแสงส่องลงไปที่พื้นซึ่งหายไปเป็นช่องดำ "ผมยังไม่ได้ทำราวกันตก. คือผมจะทำ แต่ผมอยากให้ท่านเห็นมันก่อนที่ผมจะ... แต่งมัน"
เวอร์ดานมองลงไปในช่อง. ไกลลงไปเบื้องล่าง แสงสีฟ้าเย็นเต้นเป็นจังหวะช้าๆ — แกนพลัง. เสาคริสตัลสูงสามเท่าคนที่เป็นหัวใจดวงเดียวของพวกเขาในจักรวาลนี้. มันเต้นช้าลงกว่าที่เขาจำได้. *ราคาของศึกเบรนเดล*, เขาคิด. *ราคาของผู้พิทักษ์สามตนที่ปลุก. ราคาของไฟถนนทุกดวง ท่อน้ำทุกเส้น ระบบเฝ้าฟังทุกชั่วโมงที่เลี้ยงเมืองข้างบน.* ทุกอย่างที่ชาวเมืองเรียกว่าปาฏิหาริย์ ดูดเลือดจากเสาต้นนี้ทีละหยด และเสาต้นนี้ฟื้นช้ากว่าที่มันเสีย.
"มันหรี่ลง" เวอร์ดานพูดเบา.
"ครับ" คาสเทลตอบ เสียงตื่นเต้นจางลงเป็นครั้งแรก "ผมกำลังลดภาระมันอยู่. ค่อยๆ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก. แต่... เมืองโตเร็วกว่าที่ผมตัดได้ครับท่าน. คนสองพันสามร้อยใช้น้ำ ใช้ไฟ ใช้กำแพง. ทุกหัวที่เพิ่มเข้ามาคือหยดที่หายไปจากเสานี้"
ลิเลียยืนข้างเวอร์ดาน มองลงไปในช่องเช่นกัน. "แล้วถ้าวันหนึ่งมันหมดล่ะ" เธอถาม — ไม่ใช่กับคาสเทล แต่กับเวอร์ดาน "ไฟดับทั้งเมือง. ผู้พิทักษ์หลับ. แล้วชาวเมืองสองพันสามร้อยคนที่เชื่อว่าเราคือเทพ จะตื่นมาเจอความมืดและถามว่าเทพหายไปไหน"
"งั้นเราก็อย่าให้มันหมด" เวอร์ดานตอบ. แต่ในใจเขาคิดอีกอย่าง: *ถ้ามันหมด เราก็ทิ้งเมือง. คนสองพันสามร้อยไม่ใช่พวกเรา. พวกเราคือยี่สิบแปด.* เขาไม่พูดออกมา. เขาไม่เคยพูด. และลิเลียซึ่งยืนอยู่ข้างเขา มองด้านข้างใบหน้าเขาด้วยสายตาที่บอกว่าเธอได้ยินสิ่งที่เขาไม่ได้พูดอยู่ดี — และเลือกจะไม่ทวงให้เขาพูดมันออกมา.
---
ห้องจดหมายเหตุชั้นล่างใหญ่กว่าที่เวอร์ดานจำได้ หรือไม่ก็ความทรงจำของเขาหดมันลงเพื่อให้ใจรับไหว.
ผนังทั้งสี่ด้านเป็นชั้นวางจารึก สูงจนแสงแท่งของคาสเทลส่องไม่ถึงยอด. จารึกเป็นแผ่นแก้วบาง แต่ละแผ่นเคยเรืองแสงด้วยอักษรยุคทองที่จะลอยขึ้นมาให้อ่านเมื่อมีคนเข้าใกล้. ตอนนี้เกือบทั้งหมดดับ — แก้วขุ่นเป็นสีเทาของกระดูกเก่า. แต่ไม่ทั้งหมด. กระจัดกระจายในความมืด มีแผ่นที่ยังกะพริบ ราวเทียนสองสามเล่มที่ลืมดับในวิหารร้าง.
เวอร์ดานเดินผ่านชั้นวางช้าๆ. นิ้วของเขาลอยเหนือสันจารึกโดยไม่แตะ — เพราะถ้าแตะ อายุของมันทุกแผ่นจะถาโถมเข้ามาพร้อมกัน และเขายังไม่พร้อมจะแบกน้ำหนักนั้น. เขารู้ว่ามีอะไรอยู่ในห้องนี้. บันทึกการเกิดของเมืองหลวง. ตำราเวทเทพเจ้าที่เด็กในยุคทองท่องได้ก่อนหัดเดิน. แผนที่ดาวที่ตอนนี้คงเคลื่อนไปจนไม่มีใครจำได้. ความรู้ของอารยธรรมทั้งอารยธรรมหนึ่ง บีบอัดอยู่ในห้องเดียว ดับลงทีละเล่มอย่างเงียบเชียบมาตลอดพันปีโดยไม่มีใครมาอ่าน.
"ท่านครับ" คาสเทลเรียกจากมุมห้อง เสียงเปลี่ยนไป "มาดูนี่หน่อย"
เขายืนอยู่หน้าแผ่นจารึกที่ใหญ่กว่าแผ่นอื่น ฝังอยู่กับผนังเอง ไม่ใช่บนชั้น. มันเรืองแสงอ่อนๆ สีน้ำเงินเย็น และบนผิวมัน มีจุดแสงเล็กๆ กระจายอยู่หลายสิบจุด เชื่อมกันด้วยเส้นบางเฉียบ — เหมือนแผนที่ของกลุ่มดาว. แต่เวอร์ดานมองออกในวินาทีเดียวว่ามันไม่ใช่ดาว.
มันคือทวีป. เอลดราเซีย. หรืออย่างน้อยก็เอลดราเซียเมื่อพันปีก่อน ก่อนแม่น้ำเปลี่ยนทาง ก่อนชายฝั่งถอย. และจุดแสงทุกจุดบนนั้น เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน.
"มีกี่จุด" เวอร์ดานถาม. เสียงเขาเรียบ. เรียบเกินไป.
คาสเทลนับด้วยปลายนิ้วที่ลอยเหนือผิวจารึก ปากขยับเงียบๆ. "...ยี่สิบสามครับ. ยี่สิบสามจุด. และจุดที่สว่างที่สุด..." เขาแตะเบาๆ ที่จุดหนึ่งใกล้ขอบตะวันตกของแผนที่ ซึ่งทันใดนั้นก็พองตัวขึ้นเป็นวงแหวนแสง "...คือตรงนี้ครับ. คือ *เรา*. นี่คือวิหารของเรา ท่าน. ที่เราตื่นขึ้นมา."
ห้องเงียบลง. แม้แต่ราฮับที่ยืนเฝ้าปากทางก็หันมา.
"ยี่สิบสามจุดที่เต้นพร้อมกัน" ลิเลียพูดช้าๆ ความกวนๆ หายไปจากเสียงเธอจนหมด "คาสเทล นายกำลังจะบอกว่า..."
"วิหารพี่น้องครับ" คาสเทลตอบ. ความตื่นเต้นแบบนักประดิษฐ์ของเขากลับมา แต่คราวนี้มันสั่นด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่ความสนุก "วิหารยุคทองไม่ได้มีแค่หลังเดียว. มันเป็นเครือข่าย. ยี่สิบสามหลังทั่วทวีป เชื่อมถึงกัน เคยส่งพลังถึงกัน เคยพูดคุยกัน. และจารึกนี้บอกว่า..." เขากลืนน้ำลาย "...มันยังเต้นอยู่ครับ. ทั้งยี่สิบสามหลัง. ไม่ใช่แค่ของเรา. ยังมีหัวใจดวงอื่นเต้นอยู่ที่อื่นในเวลานี้"
เวอร์ดานยืนนิ่ง มองแผนที่ที่กะพริบ. เขารู้สึกได้ถึงสิ่งที่ทุกคนในห้องกำลังคิด — คำถามเดียวกันที่ลอยอยู่ในอากาศหนาด้วยเวท: *ถ้าวิหารยังเต้น แปลว่ามีใครเลี้ยงมันไหม. มีพี่น้องอัสนีเทพรอดอยู่ที่อื่นไหม. หรือมันเต้นเองอย่างเปล่าดาย เหมือนหัวใจที่ลืมว่าตัวเองตายไปแล้ว.*
และคำถามที่เวอร์ดานคิดอยู่คนเดียว ลึกกว่านั้น เย็นกว่านั้น: *หรือมีใครอื่นที่ไม่ใช่พวกเรา ค้นพบวิธีปลุกมัน.*
"จุดทางใต้" เวอร์ดานเอ่ย ชี้โดยไม่แตะ ไปที่จุดหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางพื้นที่ซึ่งในแผนที่ยุคใหม่คือทะเลทราย. "จุดนั้นสว่างกว่าจุดอื่นที่ไม่ใช่ของเรา. ทำไม"
คาสเทลพินิจ. "ผม... ไม่แน่ใจครับ. มันเต้นแรงกว่าเพื่อนนิดหน่อย. เหมือนมีคนเขย่ามันเบาๆ เป็นระยะ. เหมือน..." เขาเงียบ
"เหมือนมีคนพยายามปลุกมัน แต่ปลุกไม่เป็น" เวอร์ดานพูดจบประโยคให้
ในใจเขา ชิ้นส่วนต่างๆ เลื่อนเข้าหากันด้วยความแม่นยำที่เขาเกลียด: เครื่องต้มน้ำยุคทองที่เขาซื้อมาจากเมืองตลาด — ที่มีรอยขีดวัดเกลียวและรอยไหม้จากการพยายามป้อนพลัง. เทวรัฐแห่งแสงสุดท้ายทางใต้ ที่บูชา "เทพที่จากไป" และครอบครองโบราณวัตถุของเผ่าเขานับพันชิ้น. หญิงนักบวชผ้าคลุมแถบเงินที่เปล่งคำว่า "ผู้ถือกุญแจ" ตรงมาที่เขาในเมืองตลาด แล้วหายตัวไป. และตอนนี้ — วิหารทางใต้ที่เต้นแรงกว่าเพื่อน เหมือนมีคนเขย่ามันเป็นระยะ.
*มีคนยุคนี้ศึกษาของเผ่าข้าอย่างเป็นระบบ. และพวกเขานั่งอยู่บนหัวใจดวงหนึ่งของเรา โดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร — หรือรู้ดีเกินไป.*
"นี่คือกับดักหรือเปล่า" เวอร์ดานพูดออกมา ครึ่งกับตัวเอง
ลิเลียถอนหายใจ. เป็นเสียงถอนหายใจที่เขาได้ยินบ่อยจนรู้ว่าจะตามมาด้วยอะไร.
"หรือมันก็แค่หัวใจเก่าๆ ที่ยังเต้นเอง" เธอพูด "กับคนยุคนี้ที่หยิบของเล่นของเรามาเขย่าเพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไร. นายชอบมองทุกอย่างเป็นมือที่ซ่อนอยู่ เวอร์ดาน. แต่บางทีในห้องนี้ก็มีแค่เรากับฝุ่น"
"พันปีก่อนก็มีคนคิดแบบนั้น" เวอร์ดานตอบ ไม่หันมา "แล้วทั้งเผ่าเราหายไปในคืนเดียว"
ลิเลียเงียบ. ไม่ใช่เพราะเธอเห็นด้วย. แต่เพราะนั่นคือไพ่ที่เถียงไม่ได้ — และเวอร์ดานรู้ว่ามันเถียงไม่ได้ จึงหยิบมันขึ้นมาเล่นทุกครั้งที่จนมุม. เธอมองหลังของเขาในแสงนวลของวิหาร แล้วพูดเบาจนเกือบเป็นแค่ลมหายใจ คำที่เธอเคยพูดมาแล้วหลายครั้ง และจะพูดอีกหลายครั้ง:
"สิ่งที่นายกลัว... บางทีมันก็อยู่ในหัวนายเอง"
---
ห้องถัดไปคือห้องที่เวอร์ดานไม่ได้สั่งให้ลง.
เขาแค่เดินไปเอง. เท้าพาไปก่อนที่ใจจะตัดสินใจ. คาสเทลกับลิเลียตามไปเงียบๆ พอจะรู้ว่านี่ไม่ใช่ห้องที่ควรพูดอะไร.
ประตูยังเปิดค้างอยู่ในตำแหน่งที่เขาทิ้งมันไว้ — บานครึ่งหนึ่ง ราวกับเขาเพิ่งเดินออกไปดื่มน้ำแล้วจะกลับมา. ข้างใน เป็นห้องทดลองส่วนตัวของเขา. โต๊ะหินยาวที่ยังมีเครื่องมือวางกระจาย เคลือบฝุ่นพันปีจนกลายเป็นรูปร่างของตัวเองที่ทำจากเถ้า. ม้วนคำนวณที่เขาเขียนค้างไว้กลางประโยค. และกลางห้อง — วงแหวนโลหะสูงท่วมหัว ที่เคยเป็นประตูอนาคต.
มันพังแล้ว. เขารู้. เขาเคยลงมาดูมันในเดือนแรกแล้วยืนยันด้วยตัวเองว่าซ่อมไม่ได้ ทางกลับบ้านปิดตาย. แต่การมายืนตรงหน้ามันอีกครั้ง ในห้องที่ยังกลิ่นเหมือนงานที่เขาทำค้างไว้ มันต่างออกไป.
รอยร้าวบนวงแหวนยังอยู่ตรงที่เขาจำได้. รอยร้าวที่ไม่เหมือนรอยร้าวของโลหะที่ล้าหรือแตกเพราะแรงพลังเกิน. มันโค้ง. เป็นชุด. เรียงกันด้วยระยะที่สม่ำเสมอเกินกว่าจะเป็นความบังเอิญ.
คล้ายรอยฟัน.
เวอร์ดานยกมือขึ้น แตะวงแหวนเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน.
อายุของมันไหลเข้ามา — และพร้อมกับอายุ มาด้วยสิ่งที่ความสามารถของเขาไม่ควรอ่านได้ แต่อ่านได้: *ช่วงเวลาที่มันแตก*. ไม่ใช่ตอนที่เขากดเปิดประตู. ก่อนหน้านั้น. *ก่อน* เขากดด้วยซ้ำ — เสี้ยววินาทีก่อน รอยร้าวพวกนี้ปรากฏขึ้นจากด้านในของโลหะ ราวกับมีบางอย่างกัดมันจากข้างใน *ขณะที่มันยังสมบูรณ์ดี*.
เขาดึงมือกลับ.
"ท่าน?" คาสเทลถามเบา
"ไม่มีอะไร" เวอร์ดานตอบ. เขาหันหลังให้วงแหวน. ในใจเขา ปมที่ไม่เคยพูดออกมาขยับตัวอีกครั้ง เหมือนสัตว์ที่ขังไว้ในกรง: *ถ้าประตูพังเอง — ทั้งเผ่าติดอยู่นี่เพราะข้าผิดพลาด เพราะข้าเป็นคนสั่งให้กดเปิด. ถ้าประตูถูกทำให้พัง — งั้นก็มีใครจัดฉากให้ข้าส่งพวกเรามาที่นี่. และถ้ามีใครจัดฉาก แปลว่ามันไม่ใช่ความผิดข้า.*
เขาต้องการให้มีใครคนนั้น. เขาต้องการให้มีศัตรู. เพราะศัตรูที่จัดฉากนั้นแบกความผิดแทนเขาได้ — และความเชื่อว่ามีศัตรูจริงคือเสาต้นเดียวที่ค้ำไม่ให้น้ำหนักของยี่สิบแปดชีวิตถล่มลงมาทับเขาคนเดียว.
ลิเลียยืนที่ปากประตู มองเขา. เธอไม่พูดอะไรในห้องนี้. นี่เป็นห้องเดียวที่เธอไม่เคยล้อเขา.
---
ลึกที่สุด — ลึกกว่าที่แม้แต่แผนผังของคาสเทลจะลากเส้นถึง — พวกเขาพบมัน.
อุโมงค์แคบลงจนต้องเดินเรียงเดี่ยว ราฮับเดินนำตรงนี้แทน เพราะเป็นทางที่ดาบควรอยู่ข้างหน้า. แล้วอุโมงค์ก็เปิดออกสู่โถงเล็ก กลมเกลี้ยง ไร้ชั้นวาง ไร้กลไก. ว่างเปล่า. มีเพียงสิ่งเดียวอยู่ที่ผนังตรงข้าม.
ประตู.
ไม่ใช่ประตูแบบที่อื่นในวิหาร. ประตูบานอื่นทำจากโลหะเรืองแสงหรือหินสลัก. บานนี้เป็นสีดำ — ดำแบบที่ดาบของราฮับเป็นดำ ดำที่ดูดแสงแท่งของคาสเทลเข้าไปไม่คายกลับ จนขอบของมันเลือนหายไปในความมืดราวกับมันไม่มีขอบ. รอบกรอบประตู มีอักษรยุคทองสลักลึก — และต่างจากจารึกอื่นในวิหารที่แสงเกือบดับ อักษรพวกนี้ยัง *ดำ*สนิท ไม่เคยเรืองแสงมาตั้งแต่แรก. ถูกตั้งใจให้ไม่เรือง. ถูกตั้งใจให้คนต้องเอามือลูบจึงจะอ่าน.
เวอร์ดานเดินเข้าไปใกล้ คาสเทลยกแท่งแสงตามแต่แสงไปไม่ถึงเนื้อประตู. ราฮับขยับมาอยู่ระหว่างประตูกับเวอร์ดานโดยอัตโนมัติ มือแตะด้ามดาบ. เขาไม่ได้รับคำสั่ง. เขาแค่รู้ว่าสิ่งที่ดำขนาดนี้ ควรมีดาบอยู่ระหว่างมันกับนาย.
เวอร์ดานยกมือขึ้นลูบอักษร. เขาไม่อยากแตะมัน — อายุของมันจะไหลเข้ามา และเขาเริ่มกลัวว่าจะได้อ่านอะไร. แต่เขาต้องรู้.
ปลายนิ้วเขาสัมผัสตัวอักษรแรก.
ไม่มีอายุไหลเข้ามา.
นั่นคือสิ่งที่ทำให้เลือดในตัวเขาเย็นลงยิ่งกว่าคำใดๆ. ทุกสิ่งที่เขาเคยแตะตลอดชีวิต ตั้งแต่เด็กในยุคทอง — ก้อนหิน, ใบไม้, ดาบ, ศพ, เครื่องต้มน้ำ, วงแหวนที่พัง — ทุกสิ่งบอกอายุของมันกับเขาทั้งสิ้น. เป็นพรสวรรค์ที่เขาคุมการรับไม่ได้. มันบอกเขาเสมอ.
ประตูนี้ไม่บอก.
ราวกับสิ่งที่อยู่หลังมัน *ไม่มีอายุ*. ราวกับมันไม่เคยเกิด จึงไม่มีจุดให้นับ. ราวกับมันอยู่ *นอก* เวลาที่ความสามารถของเขาวัดได้ — และความสามารถของเขาวัดได้ทุกอย่างในจักรวาลที่เขารู้จัก.
เขาขยับนิ้วช้าๆ ไปตามอักษร แปลในใจ. ภาษาของเผ่าเขา. ภาษาที่เขาฝันเป็น. คำเก่าแก่ที่จัดเรียงด้วยน้ำหนักของคำสั่งสูงสุด:
*ห้ามเปิด.*
*สิ่งที่อยู่ภายในเป็นอันตราย — แม้ต่อเทพ.*
มือเขาหยุดอยู่ที่คำสุดท้าย.
ในยุคทอง คำว่า "เทพ" ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่อยู่เหนือคน. มันแปลว่า *เผ่าของเขา*. คำเตือนนี้ไม่ได้เขียนให้คนยุคนี้อ่าน. คนยุคนี้อ่านมันไม่ออกด้วยซ้ำ. มันถูกเขียนโดยชาวอัสนีเทพ ให้ชาวอัสนีเทพ — เขียนโดยคนที่ใช้เวทเทพเจ้าได้เหมือนเขา และยังกลัวจนต้องสลักไว้ว่า *แม้ต่อเทพ*.
มีบางสิ่งในจักรวาลของเขา ที่แม้แต่เผ่าของเขายังกลัว.
มีบางสิ่งที่พวกเขาขังเอาไว้ — ลึกที่สุด ใต้หัวใจดวงเดียวที่พวกเขามี — แล้วเขียนคำเตือนถึงตัวเองว่าอย่าแตะ.
และมันไม่มีอายุให้เขานับ. เพราะมันไม่หลับด้วยความตาย.
ลิเลียเดินมายืนข้างเขา มองประตูดำสนิทนั้น. คราวนี้เธอไม่พูดว่ามันอยู่ในหัวเขา. เธอเงียบไปนาน แล้วถามเบาๆ คำถามที่เธอไม่อยากรู้คำตอบ:
"นายรู้ไหมว่าข้างในคืออะไร"
เวอร์ดานยังจ้องประตู. แสงแท่งของคาสเทลสั่นเล็กน้อยในมือที่ขยับ. ราฮับไม่เคลื่อนไหว ดาบยังคาอยู่ระหว่างนายกับความดำ. ไกลขึ้นไปเหนือศีรษะพวกเขาทั้งหลายชั้น เมืองสองพันสามร้อยคนนอนหลับอยู่บนหลังคาของสิ่งนี้ ฝันถึงเทพที่มาโปรด ไม่รู้ว่าใต้เตียงพวกเขาคือกรงขังที่แม้แต่เทพยังลงกลอนสองชั้น.
"ไม่" เวอร์ดานตอบ. เสียงเขาเรียบมาก — เรียบแบบที่ลิเลียเรียนรู้แล้วว่าแปลว่าเขากำลังกลัวที่สุด. "แต่จารึกในห้องจดหมายเหตุบอกว่าเผ่าเราหายในคืนเดียว เพราะ *ความว่างที่เดินได้* ที่กลืนเวท. ว่ามันไม่ตาย มันหลับ. ว่าเวทมนตร์คือสิ่งปลุกมัน."
เขาวางฝ่ามือทั้งมือลงบนประตูดำ. ไม่มีอายุ. ไม่มีอะไรเลย. เพียงความว่างเปล่าที่กดกลับมาที่ฝ่ามือเขา เย็นและอดทนและรอคอย.
"ข้าเคยคิดว่าสิ่งที่ฆ่าเผ่าเราอยู่ข้างนอก. ในดินแดนรกร้างทางตะวันตก. ที่ไหนสักแห่งที่ข้าจะต้องออกตามหา."
นิ้วเขาเกร็งบนผิวประตู.
"ข้าไม่เคยคิดว่ามันอาจอยู่ใต้เมืองที่ข้าสร้างเอง. รอข้ามาตลอดพันปี. รอให้มีคนใช้เวทมากพอจะปลุกมัน."
และที่ผิวดินด้านบน — ที่เวอร์ดานมองไม่เห็น ที่ไม่มีใครในโถงนี้มองเห็น — แกนพลังวิหารเต้นช้าลงอีกหนึ่งจังหวะ และเสียงสะท้อนยุคทองจากศึกเบรนเดลที่ยังไม่จางหาย แผ่ผ่านหินผ่านดินผ่านความมืด ไปกระทบประตูดำสนิทนั้นจากอีกด้านหนึ่ง
แล้วบางสิ่งหลังประตู ที่รอมาพันปี และเพิ่งได้ยินชื่อ "เวอร์ดาน" เป็นครั้งแรกเมื่อไม่นานมานี้
ก็ขยับฟังอย่างเงียบเชียบ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.