ตอนที่ 31
31 / 82
อ่าน 18 นาที
บทที่ 31 — กองทัพที่สลายในวันเดียว
เผยแพร่เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 13:19
รุ่งเช้าหลังคืนที่เบรนเดลตาย ไม่มีกลองศึก ไม่มีแตรเป่า มีแต่หมอกบางๆ ลอยเรี่ยพื้นที่ราบหน้านครรุ่งอรุณ และซากกองไฟค้างคืนที่ยังคุกรุ่นเป็นจุดๆ เหมือนดาวที่ตกลงมานอนรอความตายบนดิน
เวอร์ดานยืนอยู่บนเชิงเทินกำแพงหินขาว มองลงไปยังที่ราบนั้น
เมื่อวานตอนพระอาทิตย์ตก ที่ราบแห่งนี้มีคนหกพัน
เช้านี้มันแทบว่างเปล่า
เขานับด้วยตา — นิสัยเก่าที่ไม่เคยลบได้ ไม่ว่าจะอยู่ยุคไหน — แล้วในใจก็เริ่มลำดับตัวเลขออกมาอย่างเย็นชา *เต็นท์ที่ถูกเผาทิ้ง: สองร้อยกว่าหลัง. ธงเลือดเหล็กที่ปักค้างไว้แล้วไม่มีใครถอน: เจ็ดผืน. รอยเท้าที่หนีกระจายไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้: นับไม่ถ้วน แต่เป็นระเบียบเกินกว่าจะเรียกว่า "หนีตาย" — มีคนจัดให้หนี.* เขาหรี่ตา *ใครจัด?*
เพราะกองทัพหกพันคนไม่สลายในคืนเดียวด้วยตัวมันเอง
เว้นแต่จะมีคนตั้งใจให้มันสลาย
"นายมองอะไรอยู่" ลิเลียปีนขึ้นมาบนเชิงเทิน เอามือป้องแสงเช้า ผมสีทองอ่อนของเธอปลิวพาดหน้า เธอมองที่ราบเบื้องล่างแล้วเป่าปากเบาๆ "โห เมื่อวานยังเต็มไปหมดเลยนะ วันนี้เหลือแมวสามตัว"
"แมวสามตัวที่จัดแถวหนีเป็นระเบียบ" เวอร์ดานพูดเรียบ
"หรือแมวสามตัวที่กลัวจนขี้แตกแล้ววิ่งหนีตามคนข้างหน้า" ลิเลียยักไหล่ "คนเรากลัวพร้อมกันมันก็ดูเป็นระเบียบได้นะ นาย ฝูงนกตกใจยังบินเป็นรูปสวยเลย"
เวอร์ดานไม่ตอบ แต่ในใจเขาเก็บประโยคนั้นไว้ในช่องที่ตีตราว่า *ลิเลียพูดอีกแล้ว — เธอเชื่อว่าโลกนี้แค่อ่อนแอจริงๆ.* เขาเคยอยากเชื่อแบบเธอ มันสบายกว่ามาก แต่ความสบายไม่เคยช่วยใครให้รอด
ด้านล่าง เซเรน่าเดินตรวจที่ราบพร้อมเสมียนสองคน มือถือกระดานไม้ ปากกาขนนกขยับไม่หยุด เธอไม่ได้มาเก็บศพ เธอมาทำบัญชี
---
กว่าจะถึงเที่ยง ทุกอย่างก็จบลงเรียบร้อยจนน่าขนลุก
ไกร์ฟอนเป็นคนรายงาน เขาไม่ได้นอนอีกแล้ว — สามคืนติด — แต่ดวงตายังคมเหมือนใบมีดที่เพิ่งลับ เขากางแผ่นหนังบนโต๊ะในห้องประชุมวงในที่ไม่มีหน้าต่าง แสงเรืองเขียวจากผนังเวทสาดลงบนเส้นหมึกที่เขาขีดไว้ทั้งคืน
"กองกำลังของเบรนเดล ประมาณการหกพัน" ไกร์ฟอนเริ่ม น้ำเสียงราบเหมือนอ่านบัญชี "หลังท่านเบรนเดลสิ้น เมื่อคืน — แตกเป็นสามส่วน"
"ส่วนแรก" เขาเลื่อนนิ้วไปทางเหนือของแผนที่ "ราวสองพัน เป็นเศษโจรเก่าของคางโกรที่มาสมทบเพราะกลัวเบรนเดลมากกว่าเพราะภักดี. พวกนี้แตกหนีทันทีที่หัวขาด. ราฮับ..." เขาหยุดนิดหนึ่ง "ราฮับเสนอจะตามเก็บให้ไม่เหลือ ข้าห้ามไว้แล้ว ขอรับ"
เวอร์ดานพยักหน้าช้าๆ ดี ราฮับตีความ "อย่าให้เหลือพยาน" เป็นการล้างทั้งกองได้เสมอ คราวนี้เขาไม่ได้สั่งคำนั้น
"ส่วนที่สอง" นิ้วเลื่อนไปทางตะวันออก "ราวสามพัน ยอมวางอาวุธ. ส่วนใหญ่ไม่ใช่โจรแต่กำเนิด ขอรับ — เป็นชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์ เป็นทหารแตกทัพจากเทลวาน เป็นคนหิวที่ตามกองทัพมาเพราะกองทัพมีข้าวกิน. เซเรน่ารับไว้แล้ว"
"รับไว้ทำอะไร" เวอร์ดานถาม
ไกร์ฟอนเงยหน้า ดวงตามีประกายของคนที่เพิ่งไขปริศนาที่ลึกล้ำได้ — ทั้งที่ไม่มีปริศนา "ก็ตามพระประสงค์ของท่านน่ะขอรับ"
เวอร์ดานเงียบไปครู่หนึ่ง "ข้าสั่งอะไรไว้นะ"
"ท่านรับสั่งเมื่อสามคืนก่อน ก่อนราฮับออกไป" ไกร์ฟอนตอบทันที ราวกับท่องมาทั้งคืน "ว่า 'คราวนี้อย่าซ่อนมากไป ปล่อยให้เขาเห็นนิดหน่อยว่าเราพอมีน้ำยา เผื่อหลอกล่อตัวจริงออกมา'"
*ข้าหมายความว่าอย่าซ่อนจนเกินไป* เวอร์ดานคิด *ข้าหมายความว่าโชว์พอให้ดเรคไม่หาว่าเราขี้ขลาด แล้วเอาเวลาไปดูว่าใครเป็นคนชักใยดเรคต่างหาก.*
แต่เขาไม่พูดออกไป เพราะถ้าพูด ไกร์ฟอนจะถอดรหัสคำอธิบายของเขาเป็นแผนชั้นที่สี่ทันที แล้วเรื่องจะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก
"ต่อ" เวอร์ดานว่า
"เซเรน่าวิเคราะห์ว่า สามพันคนนี้คือแรงงานสำเร็จรูป ขอรับ" ไกร์ฟอนยิ้มบางๆ "ครึ่งหนึ่งเป็นช่างฝีมือที่ถูกกวาดมาจากหมู่บ้านที่เบรนเดลปล้น. นางคัดแยกเสร็จก่อนเที่ยงวันนี้ — ช่างเหล็กไปโรงตีเหล็ก ชาวนาไปนาขั้นบันไดทางเหนือ ทหารเก่าที่ยังพอใช้ได้เข้าฝึกใหม่ภายใต้ราฮับ. นางบอกว่า..." เขาเหลือบดูกระดาษ "'กองทัพที่แพ้แล้วยังกินข้าวอยู่ดี เปลี่ยนปากที่กินให้เป็นมือที่ทำงานเสียดีกว่า'"
"แล้วส่วนที่สาม" เวอร์ดานถาม แม้จะเดาคำตอบได้แล้ว
ไกร์ฟอนเลื่อนนิ้วมาหยุดตรงกลางแผนที่ ตรงนครรุ่งอรุณพอดี
"ราวพันคน ขอรับ. คุกเข่า"
ห้องเงียบลง
"คุกเข่า" เวอร์ดานทวน
"ตั้งแต่เช้ามืด. ที่หน้าประตูใต้. พวกเขาไม่ได้มาวางอาวุธเฉยๆ พวกเขามา..." ไกร์ฟอนหาคำอยู่ครู่หนึ่ง คนเลือดเย็นอย่างเขาไม่ค่อยมีคำให้หาบ่อยนัก "มาขอสวามิภักดิ์ ขอรับ. ขอเป็นไพร่ของนครรุ่งอรุณ. ขอให้ 'ท่านผู้ที่เทพส่งมา' รับพวกเขาไว้"
เวอร์ดานเดินไปที่ผนัง วางมือลงบนหินเย็น แล้วในชั่ววินาทีที่ฝ่ามือแตะผิวหิน ความสามารถที่เขาคุมการใช้ได้แต่คุมการรับไม่ได้ก็ทำงาน — *อายุของหินก้อนนี้: ตัดจากเหมืองเมื่อยี่สิบสองวันก่อน. เจียระไนด้วยกลไกของคาสเทล. ยังใหม่ ยังไม่มีความทรงจำให้เล่า.* เขาดึงมือกลับ
หกพันคนเมื่อวาน
วันนี้ — ปราบสองพัน รับสามพัน และพันคนคุกเข่าเอง
ไม่มีการสู้รบครั้งใหญ่ ไม่มีกำแพงพัง ไม่มีแม้แต่หอคอยพิทักษ์ที่คาสเทลภูมิใจนักหนาจะได้ยิงสักนัด
มันจบไปแล้ว ราวกับไม่เคยเริ่ม
"มันง่ายเกินไป" เวอร์ดานพูดออกมาเบาๆ ไม่ได้ตั้งใจให้ใครได้ยิน
แต่ไกร์ฟอนได้ยิน และพยักหน้าอย่างเห็นพ้องลึกซึ้ง "ใช่ขอรับ — ง่ายเกินไปสำหรับ *พวกเรา*. นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้คนภายนอกขนหัวลุก"
นั่นไม่ใช่สิ่งที่เวอร์ดานหมายถึง แต่เขาปล่อยมันไป
---
ดเรคนอนอยู่ในเต็นท์ผ้าหยาบที่ลิเลียจัดให้ ขาทั้งสองข้างพันผ้าจนแน่น แต่ทุกคนรู้ว่าผ้าไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งที่หักในตัวเขาไม่ใช่กระดูก
เขาคือชายร่างสูงผอมที่เคยฉีกประตูเหล็กด้วยลมเวท เคยทำให้ฝนตกกลางทะเลทราย เป็นหนึ่งในไม่ถึงสิบคนทั้งทวีปที่ใช้เวทขั้นกลางได้ — สิ่งที่โลกยุคนี้เรียกว่า "ผู้แข็งแกร่งที่สุด"
เวอร์ดานเข้าไปหาเขาคนเดียว ในบทนักผจญภัยใจดี ก้าวเท้าเบา รอยยิ้มอ่อนโยน
ดเรคพยายามจะลุก แต่ลุกไม่ได้ เขาจึงทำได้แค่หันหน้ามา ดวงตาที่เคยเย่อหยิ่งตอนนี้กลับมีอะไรบางอย่างที่เวอร์ดานไม่ชอบเลย — มันคือ *ศรัทธา*
"ข้ารู้สึกมัน" ดเรคพูด เสียงแหบ "ตอนที่ท่านปัดเวทของข้าทิ้ง. ทุกคนเห็นว่าท่านแค่ยกมือ. แต่ข้า... ข้าอยู่ใกล้พอจะรู้สึก. มันไม่ใช่การปัด ท่าน. มันเหมือน..." เขากลืนน้ำลาย "เหมือนเด็กปัดผีเสื้อ. ท่านไม่ได้สู้กับข้าด้วยซ้ำ. ข้าทุ่มทั้งชีวิตไปกับเวทขั้นกลาง ฝึกจนเส้นเอ็นในขาขาดทีละเส้น เพื่อจะได้เป็นหนึ่งในสิบคน — แล้วท่านปัดมันทิ้งเหมือนปัดแมลง"
เวอร์ดานนั่งลงข้างเขา *เขารู้สึก* เวอร์ดานคิด ในใจเย็นวูบ *ตอนดวล ข้าตั้งใจให้ดูเหมือนฟลุก เหมือนบังเอิญ. แต่ดเรคใช้เวทขั้นกลางได้ — เขาไวพอจะจับได้ว่ามันไม่ใช่บังเอิญ.* เขาประเมินใหม่ทันที *ดเรคคือพยานที่อันตรายที่สุดในที่นี้ เพราะเขาคือคนเดียวที่ 'เกือบ' จะเข้าใจว่าข้าทำอะไรลงไป.*
"ท่านเป็นใคร" ดเรคถาม คำเดียวกับที่คางโกรเคยถามราฮับก่อนตาย
เวอร์ดานยิ้ม "ข้าเป็นเพียงนักผจญภัยจรไปจรมา"
ดเรคจ้องเขานาน แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเงียบๆ ไม่ใช่น้ำตาของคนแพ้ แต่เป็นน้ำตาของคนที่ใช้ทั้งชีวิตปีนภูเขา แล้วเพิ่งรู้ว่ามีคนยืนอยู่บนยอดเขานั้นมาตั้งนานแล้ว และยอดเขาของเขาเป็นเพียงเนินเล็กๆ ที่เชิงเขาจริง
"ข้าขอรับใช้ท่าน" ดเรคพูด "ขาข้าใช้ไม่ได้แล้ว ข้าเป็นทหารรับจ้างที่ไม่มีใครจ้าง เป็นไพ่ที่เล่นแล้วแตก. แต่ข้ายังพูดได้. ข้าจะบอกทั้งทวีปว่าข้าเห็นอะไร — ว่ามีผู้ที่เหนือกว่าเวทขั้นกลางอยู่จริง และเขาอยู่ที่นครรุ่งอรุณ"
*นั่นแหละสิ่งที่ข้ากลัว* เวอร์ดานคิด แต่ปากเขาพูดว่า "เจ้าพักก่อนเถอะ"
แล้วเขาก็ถามคำถามที่แท้จริงที่เขาเข้ามาเพื่อถาม ด้วยน้ำเสียงเหมือนถามไถ่สารทุกข์ "ดเรค... ใครเป็นคนจ้างเจ้ามาอยู่กับเบรนเดล"
ดเรคขมวดคิ้ว "ก็เบรนเดลน่ะขอรับ. เขามีทองมากพอ. ทหารรับจ้างอย่างข้าไปที่ไหนมีทอง"
"แค่นั้น"
"แค่นั้น ท่าน. ทองสามร้อยเหรียญทองล่วงหน้า อีกห้าร้อยถ้าได้นครรุ่งอรุณ. ข้าไม่ถามว่าทองมาจากไหน — ทหารรับจ้างที่ถามมากไม่มีใครจ้าง"
เวอร์ดานพยักหน้าช้าๆ ลุกขึ้น เดินออกจากเต็นท์
*เขาไม่รู้* เวอร์ดานคิดระหว่างเดิน *ดเรคไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังจริงๆ. ทองที่ "มากพอ" สำหรับโจรอย่างเบรนเดลนั้นมาจากไหน — เบรนเดลเป็นแค่จอมโจร ไม่มีเหมืองทอง ไม่มีคลัง. ทองนั้นต้องมาจากใครสักคน. และคนคนนั้นวางดเรคไว้ในมือเบรนเดลอย่างแนบเนียน แล้วลบรอยตัวเองจนแม้แต่ดเรคก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหมาก.*
*ฉลาด. ฉลาดมาก. ใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลัง เขารู้จักวางหมากแบบไม่ให้หมากรู้ว่าตัวเองเป็นหมาก.*
ความจริงที่เวอร์ดานมองไม่เห็น — เพราะมันธรรมดาเกินกว่าจิตที่ระแวงจะยอมรับ — คือเบรนเดลฆ่าพ่อค้าระหว่างทางแล้วยึดทองมา และจ้างดเรคด้วยทองนั้น ไม่มีมือที่สาม ไม่มีคนชักใย มีแต่โจรกับทองเปื้อนเลือดและทหารรับจ้างที่ไม่ถามมาก
แต่สำหรับเวอร์ดาน ความบังเอิญที่เนียนเกินไปคือลายเซ็นของศัตรู
และยิ่งหาหลักฐานของศัตรูไม่เจอเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งแน่ใจว่าศัตรูเก่งกาจเท่านั้น
---
ข่าวเดินทางเร็วกว่าม้า
ภายในสามวัน เรื่อง "กองทัพหกพันที่สลายในวันเดียว" ก็แพร่ไปถึงทุกหมู่บ้านในรัศมีสองวันเดิน แล้วเดินต่อไปไกลกว่านั้น
ที่บ้านโป่งเกวียน ยายคำเปาตาเดียวเล่าให้หลานฟังว่านครรุ่งอรุณไม่ต้องรบด้วยซ้ำ โจรแค่เห็นเงาของเวอร์ดานก็คุกเข่ากันเอง
ที่ดาลเวน พ่อค้าเล่าว่าเบรนเดลผู้พี่ที่โหดกว่าคางโกรสิบเท่า สิ้นใจก่อนดาบจะถึงตัวเสียด้วยซ้ำ เพราะ "ท่านผู้นั้น" เพียงแค่มองก็พอ
ที่เฟิร์นเกต มีคนเริ่มร้องเพลง "เงาเดียวที่เทพส่งมา" เวอร์ชันที่สี่ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าใครแต่ง
และดเรค — ดเรคผู้แข็งแกร่งที่สุด ดเรคที่ทั้งทวีปรู้จักในฐานะหนึ่งในไม่ถึงสิบ — กลายเป็นพยานปากเอก เขาให้คนหามไปนั่งหน้าตลาดนครรุ่งอรุณทุกวัน แล้วเล่าด้วยเสียงสั่นเครือว่าเขาได้สัมผัสพลังที่ "อยู่เหนือเวทขั้นกลางเกินกว่าจะวัดได้" ด้วยตัวเอง
คำให้การของคนอ่อนแอ ชาวโลกอาจไม่เชื่อ
แต่คำให้การของผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ยอมก้มหัว — โลกทั้งใบเชื่อสนิทใจ
เซเรน่ารายงานในเย็นวันที่สามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนรายงานปริมาณน้ำฝน "ชื่อของท่านข้ามภูมิภาคไปแล้วขอรับ. สายข่าวของเราในเส้นทางค้ายืนยันว่า สามวันก่อนชื่อท่านหยุดอยู่แค่ขอบสันนิบาตนครรัฐ. ตอนนี้..." เธอวางแผ่นรายงานลง "ตอนนี้มีพ่อค้าในเวลด์ฮอลม์ที่อยู่ห่างออกไปสิบวันเดิน พูดถึงท่านในวงเหล้าแล้ว. และมีคนจดชื่อท่านลงสมุด — ไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา"
"ใคร" เวอร์ดานถามทันที
"ยังไม่ทราบขอรับ. แต่กระดาษที่ใช้จดเป็นกระดาษราคาแพง. คนที่ใช้กระดาษแพงจดชื่อนักผจญภัยไกลปืนเที่ยง ไม่ใช่คนที่ทำเพราะอยากรู้เฉยๆ"
เวอร์ดานเดินไปที่หน้าต่างที่ไม่มี — ผนังเปล่าของห้องวงใน — แล้วยืนนิ่ง
*เห็นไหม* เขาคิด *พวกเขากำลังจดชื่อข้า. มือที่สามวางเบรนเดลกับดเรคมาทดสอบ ข้าจัดการได้เร็วเกินคาด เขาจึงยกระดับ — ส่งสายข่าวไปจดข้อมูล เตรียมหมากตัวต่อไป. ทุกอย่างพอดิบพอดี ราวกับมีคนเขียนบทไว้ล่วงหน้า.*
ความง่ายดายของชัยชนะไม่ได้ทำให้เขาสบายใจ มันทำให้เขาหนาว
เพราะถ้าโลกนี้อ่อนแอจริงๆ แปลว่าไม่มีใครมาล้างเผ่าของเขาในคืนเดียวได้ — แล้วใครล้าง? เผ่าอัสนีเทพทั้งเผ่าหายไปในคืนเดียว นั่นเป็นข้อเท็จจริง มันเขียนด้วยเลือดบนผนังห้องจดหมายเหตุ *เผ่าหายในคืนเดียว. ความว่างที่เดินได้กลืนเวท.* ถ้ามีสิ่งที่ทำแบบนั้นได้ มันต้องเก่งกว่าเขา และมันต้องยังอยู่ที่ไหนสักแห่ง
ถ้าเขายอมรับว่าโลกนี้อ่อนแอจริง เขาก็ต้องยอมรับว่าไม่มีศัตรูที่ตามล่าพวกเขา
และถ้าไม่มีศัตรู — ก็แปลว่าการที่ทั้งเผ่าติดอยู่ในยุคนี้ ไม่มีใครให้โทษ นอกจากชายที่สั่งเปิดประตูอนาคต
นอกจากตัวเขาเอง
เวอร์ดานหลับตา *ต้องมีศัตรู. ต้องมี. เพราะถ้าไม่มี—*
เขาไม่ปล่อยให้ความคิดนั้นเดินต่อ เขาไม่เคยปล่อย
---
เย็นวันนั้น เฒ่ามารินมาหาเขาที่ลานหน้าปราสาทกลางเมือง — ปราสาทที่ชาวเมืองคิดว่าเป็นที่พำนักของวีรบุรุษ ทั้งที่จริงมันเป็นเพียงฝาปิดปากบ่อที่ลึกลงไปเป็นวิหารเทพเจ้า
ชายชราคุกเข่าลงบนหินทันทีที่เห็นหน้าเวอร์ดาน เข่าแก่ๆ กระทบพื้นจนเวอร์ดานเผลอขมวดคิ้ว
"ลุงมาริน ลุกขึ้นเถอะ" เวอร์ดานพูดด้วยน้ำเสียงนักผจญภัยใจดี "พื้นมันเย็น"
แต่มารินไม่ลุก เขายกหน้าขึ้น น้ำตาไหลอาบแก้มที่เหี่ยวย่น ดวงตาเปล่งประกายแบบที่เวอร์ดานเห็นแล้วอึดอัดทุกครั้ง
"ข้าเคยมีหลานสองคน ท่าน" มารินพูด เสียงสั่น "คางโกรเผาหมู่บ้านข้า เผาทั้งบ้าน หลานข้าตายทั้งคู่ ข้าวิ่งหนีออกมาคนเดียว แก่ขนาดนี้ยังต้องวิ่งหนีไฟ. ข้าเคยคิดว่าเทพตายไปหมดแล้ว — ที่คนเรียกยุคทองน่ะ ข้าเคยเรียกมันว่านิทานหลอกเด็ก"
เวอร์ดานยืนนิ่ง ในใจเขารู้ว่ากำลังจะได้ยินอะไร เขาได้ยินมาหลายรอบแล้ว แต่ครั้งนี้น้ำเสียงของชายชราต่างออกไป มันแน่นขึ้น มั่นใจขึ้น
"แต่ข้าผิด" มารินพูด "เทพไม่ได้ตาย. เทพแค่รอ. รอจนโลกมืดที่สุด แล้วจึงส่งท่านมา. ข้าเห็นแล้ว ท่าน — เบรนเดล โจรที่โหดกว่าน้องมันสิบเท่า มีคนหกพัน มีนักรบขั้นกลางที่ทั้งทวีปกลัว. แล้วมันสลายในวันเดียว. โดยที่ท่านแทบไม่ขยับ"
เขาก้มลงจรดหน้าผากกับหิน
"ข้าอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว ท่าน ข้าไม่กลัวตายอีกแล้ว. ข้าแค่อยากมีชีวิตอยู่นานพอที่จะได้บอกคนทั้งแผ่นดินว่า — ข้าได้เห็นเทพเดินดินกับตา. แค่นั้นข้าก็พอใจแล้ว"
เวอร์ดานก้มลงพยุงชายชราขึ้นมา มือเขาแตะแขนผอมแห้งของมาริน และความสามารถที่เขาคุมไม่ได้ก็ทำงานอีกครั้ง — *อายุของร่างนี้: เจ็ดสิบสามปี. กระดูกบางลงทุกฤดูหนาว. หัวใจเหนื่อยล้า. แต่ความทรงจำในนั้น... อบอุ่น. มีไฟลุกอยู่ข้างใน.* เวอร์ดานชะงัก เขาไม่ค่อยได้สัมผัสร่างที่ "อบอุ่น" บ่อยนัก
*ชายชราคนนี้เชื่อด้วยทั้งหัวใจว่าข้าคือเทพที่มาโปรดโลก* เวอร์ดานคิด อย่างเย็นชา *เขาผิด. ข้าไม่ได้มาโปรดใคร ข้ามาเพราะข้าทำพัง ข้ามาเพราะข้าจะปกป้องคนของข้าเอง — คนของข้า ไม่ใช่คนของยุคนี้. ความรอดของลุงมารินเป็นแค่เศษที่หล่นจากโต๊ะของข้า เป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เจตนา.*
แต่แล้วมีบางอย่างแทงเข้ามาในความคิดเย็นชานั้น สั้นๆ เหมือนเข็มเล่มเล็ก
*ถ้าข้าบอกความจริงกับเขา — ว่าข้าไม่ใช่เทพ ว่าข้าแค่ระแวงและเห็นแก่พวกพ้องตัวเอง — ความสุขทั้งหมดบนใบหน้านี้จะดับลงทันที.*
เวอร์ดานไม่ชอบความรู้สึกนั้นเลย มันไม่อยู่ในสมการ
"ลุงมาริน" เขาพูดเบาๆ "ลุงพักผ่อนเถอะ อย่าเล่าเรื่องข้าจนเหนื่อยนัก"
มารินยิ้มทั้งน้ำตา "ตราบใดที่ข้ายังหายใจ ข้าจะเล่าเรื่องท่านให้ทุกคนฟัง"
แล้วชายชราก็เดินจากไป หลังค่อม แต่ก้าวเท้าเบาราวกับยกภูเขาออกจากอกได้แล้ว
เวอร์ดานยืนมองหลังเขา
*นั่นแหละ* เขาคิด *ตราบใดที่เขายังหายใจ เขาจะเล่าเรื่องข้าให้ทุกคนฟัง. และทุกคนจะเล่าต่อ. และชื่อข้าจะดังขึ้น ดังขึ้น ดังขึ้น จนทุกหูในทวีปรู้จัก. จนภัยที่เก่งกว่า — ถ้ามันมีจริง — หาข้าเจอได้ง่ายดายที่สุด.*
*ตำนานของลุงมารินคือเชือกที่เขาผูกรอบคอข้าด้วยความรัก.*
ลิเลียเดินมายืนข้างเขาเงียบๆ มองตามหลังชายชราเหมือนกัน
"นายกำลังคิดว่าเขากำลังทำให้นายตกเป็นเป้าใหญ่ขึ้นใช่ไหม" เธอถาม
เวอร์ดานไม่ตอบ ซึ่งก็เท่ากับตอบ
ลิเลียถอนหายใจ "นายรู้ไหมว่าฉันเห็นอะไรเวลามองลุงมาริน. ฉันเห็นคนแก่ที่หลานตายหมด ที่เคยอยากตาย แล้ววันนี้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหน่อย — แค่เพราะเขาเชื่อในอะไรบางอย่าง. นายให้สิ่งนั้นกับเขา นาย. ไม่ว่านายจะตั้งใจหรือเปล่า"
"ข้าไม่ได้ตั้งใจ" เวอร์ดานพูด
"ฉันรู้" ลิเลียยิ้ม กวนๆ แต่ในแววตามีอะไรซับซ้อนกว่านั้น "นั่นแหละที่ทำให้มันน่าหงุดหงิด — นายช่วยคนได้เยอะแยะโดยที่ไม่ได้ตั้งใจช่วยเลยสักนิด แล้วนายก็มัวแต่กังวลว่าจะมีใครมาฆ่าจนมองไม่เห็นว่ามีคนเป็นหมื่นที่ยังหายใจอยู่เพราะนาย"
เธอหันมามองเขาตรงๆ
"นาย — บางทีสิ่งที่นายตามหา มันอาจอยู่ในหัวนายเอง"
ประโยคเดิม ประโยคที่เธอพูดมาแล้วหลายครั้ง
เวอร์ดานได้ยินมันทุกครั้ง และทุกครั้งเขาก็เก็บมันลงในช่องที่ตีตราว่า *ลิเลียยังไม่เข้าใจว่ามันคือเรื่องคอขาดบาดตาย.* เขาเชื่อว่าเธอไร้เดียงสาเกินไป
เขาไม่เคยรู้ว่าลิเลียคือคนเดียวในทั้งจักรวาลที่มองเห็นความจริง — ว่าโลกนี้แค่อ่อนแอ ไม่มีศัตรูที่เก่งกว่า ไม่มีมือที่สาม — และเธอเลือกที่จะไม่พูดมันออกมาตรงๆ เพราะเธอรู้ว่าความเชื่อเรื่องศัตรูคือเสาต้นเดียวที่ค้ำใจของเวอร์ดานไว้ไม่ให้พังลงทับตัวเอง
ถ้าไม่มีศัตรู ก็มีแต่เขาที่ต้องแบกความผิดทั้งหมด
ลิเลียจึงปล่อยให้เสานั้นยืนต่อไป เพราะเธอภักดีต่อ *ตัวเขา* ไม่ใช่ต่อความจริง
"ไปกินข้าวเถอะนาย" เธอพูดในที่สุด ตบไหล่เขาเบาๆ "วันนี้นายชนะสงครามทั้งสงครามโดยไม่ขยับนิ้วเลย อย่างน้อยก็กินข้าวให้อร่อยหน่อย"
---
แต่เวอร์ดานไม่ได้ไปกินข้าว
เขาลงไปใต้ดิน ลงไปยังวิหาร ลงไปจนถึงห้องโถงแกนพลัง ที่เสาคริสตัลสูงสามเท่าคนเรืองแสงนวลในความมืด — แหล่งพลังเดียวของพวกพ้องทั้งยี่สิบแปดชีวิตที่เหลืออยู่ในจักรวาล
คาสเทลอยู่ที่นั่นแล้ว ก้มหน้าก้มตาอยู่กับแผงกลไกที่เขาต่อขึ้นเองเพื่อฟังเสียงสะท้อนยุคทอง
"เป็นยังไงบ้าง" เวอร์ดานถาม
คาสเทลสะดุ้ง แล้วหันมา ดวงตาเป็นประกายแบบคนที่ตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่ควรตื่นเต้น "ดีขอรับ! คือ... ไม่ดีขอรับ. คือ ดีในแง่ที่ว่ามันน่าสนใจมาก แต่ไม่ดีในแง่ที่ว่ามันน่าสนใจมาก ถ้าท่านเข้าใจที่ข้าหมายความ"
"ข้าไม่เข้าใจ"
คาสเทลชี้ไปที่เข็มเล็กๆ บนแผงที่สั่นระริก "ตั้งแต่ศึกเมื่อคืน — แม้เราจะไม่ได้ใช้เวทเทพเจ้าใหญ่เลยนะขอรับ ราฮับใช้แค่ดาบ ท่านใช้แค่... อะไรก็ตามที่ท่านใช้ตอนดวลดเรค — แต่แกนวิหารมันสั่นแรงขึ้น. ไม่ใช่เพราะเราดึงพลังเยอะ. แต่เหมือนมัน... ตอบสนองอะไรบางอย่าง"
เวอร์ดานเดินเข้าไปใกล้เสาคริสตัล แสงนวลทาบใบหน้าเขา
"ตอบสนองอะไร"
คาสเทลเงียบไปครู่หนึ่ง ซึ่งสำหรับคาสเทลที่พูดไม่หยุดนั้นถือว่าผิดปกติมาก
"ข้าไม่รู้ขอรับ" เขาพูดเบาลง ความตื่นเต้นจางหายไปจากเสียง "เหมือนมีคลื่นมาจากไกลๆ จากทางตะวันตก. จางมาก จางจนข้าไม่แน่ใจว่ามันมีจริงหรือข้าฟังผิด. แต่มันมาเป็นจังหวะ ท่าน. เหมือน..."
เขาไม่กล้าพูดต่อ เวอร์ดานจึงพูดแทน
"เหมือนลมหายใจ"
คาสเทลกลืนน้ำลาย พยักหน้า
เวอร์ดานวางมือลงบนเสาคริสตัล สัมผัสผิวเย็นเรียบของมัน และความสามารถที่เขาคุมไม่ได้ก็ทำงานเหมือนเช่นเคย — แต่คราวนี้สิ่งที่ไหลเข้ามาในหัวเขาไม่ใช่อายุ มันคืออะไรที่ลึกกว่านั้น เก่ากว่านั้น *เสานี้อายุเท่ายุคทอง. มันจำได้ทุกอย่าง. มันจำคืนสุดท้ายได้.* และในเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ไหลผ่านปลายนิ้วเขา มีบางอย่างที่ไม่มีอายุ — เพราะมันไม่เคยเกิด และไม่เคยตาย มันแค่ *มี* และมัน *รอ*
เวอร์ดานดึงมือกลับเร็วราวกับถูกไฟลวก
"มีอะไรหรือขอรับ" คาสเทลถาม
"ไม่มีอะไร" เวอร์ดานตอบ เสียงเรียบเย็น "เฝ้าฟังต่อไป. ถ้าคลื่นนั้นเปลี่ยนจังหวะ บอกข้าทันที"
เขาเดินขึ้นบันไดวิหารช้าๆ ในใจคิดว่า *เห็นไหม. มีบางอย่างทางตะวันตก. ข้าไม่ได้คิดไปเอง. ลิเลียคิดผิด โลกนี้ไม่ได้อ่อนแอเฉยๆ — มีบางสิ่งฟังเราอยู่. ความระแวงของข้าถูกมาตลอด.*
เขารู้สึกแทบจะโล่งใจ
เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่อยู่ทางตะวันตก — ความว่างที่เดินได้ ที่กลืนเวทมนตร์ ที่ไม่ทอดเงา ที่ล้างเผ่าทั้งเผ่าในคืนเดียวเมื่อพันปีก่อน — เพิ่งลืมตาขึ้นอีกครั้งในความมืด เพราะได้ยินเสียงสะท้อนจากชัยชนะของเขา และคราวนี้มันไม่ได้แค่ลืมตา
มันจดจำชื่อ
*เวอร์ดาน* มันคิด ในแบบที่สิ่งไร้รูปร่างคิด *อดทนรอได้. รอมาพันปีแล้ว.*
แล้วมันก็หลับตาลงอีกครั้ง — อย่างคนที่รู้ว่าอาหารกำลังเดินมาหาตัวเอง
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.