Chapter 2256
2256 / 5804
12 min read
Chapter 2256 - Old Man Qi Sha
Published Apr 11, 2026, 07:32 AM
**บทที่ 2256 - สองเฒ่าเกาซานและหลิวสุ่ย**
“เงียบเเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวหน้ากลมที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหลังลั่วหยวนพลันขมวดคิ้วมุ่น นางแผดเสียงตวาดใส่หยางไค่ด้วยความโกรธา “อย่าได้บังอาจกล่าววาจาสามหาวต่อหน้าศิษย์พี่ลั่ว!”
“พี่หยาง...” ลั่วหยวนคำรามก้อง สายตาคมปลาบจับจ้องไปยังหยางไค่ “มาสู้กันให้รู้ดำรู้แดง!”
หยางไค่ถึงกับยกมือตบหน้าผากตัวเองด้วยความระอา จนปัญญาจะสรรหาคำพูดใดมาต่อกรกับบุรุษผู้บ้าคลั่งการต่อสู้ผู้นี้
ในพริบตานั้น บรรยากาศรอบด้านพลันแปรเปลี่ยนไปอีกครา!
เสียงหวีดหวิวของอากาศธาตุดังระงมจากทุกสารทิศ เงาร่างของยอดฝีมือจำนวนมากปรากฏกายขึ้น และทันทีที่ก้าวมาถึง สายตาโหยหาของทุกคนต่างก็พุ่งเป้าไปที่ ‘กระบี่หมื่นวิถี’ ในมือของหยางไค่เพียงจุดเดียว ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายด้วยความโลภอันแรงกล้าหลังจากได้พินิจดูอย่างถี่ถ้วน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แรงกดดันแห่งจักรพรรดิที่แผ่ซ่านออกมาจากศาสตราจักรพรรดิชิ้นนี้ได้สั่นสะเทือนไปทั่ว จนดึงดูดให้เหล่าฝูงทะแนะแห่แหนกันมาตรวจสอบ และเมื่อได้เห็นกระบี่หมื่นวิถีกับตา ความปรารถนาจะครอบครองก็ปะทุขึ้นในใจของทุกคน
ผู้ที่รุดมาถึงส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่สาม แม้จะไร้เงาของผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิ แต่สำหรับคนระดับพวกเขา การได้เห็นศาสตราจักรพรรดิสักครั้งถือเป็นวาสนาอันน้อยนิด และไม่เคยมีผู้ใดได้รับโอกาสให้เป็นเจ้าของมันเลยสักคน
ทว่ายามนี้ ศาสตราจักรพรรดิกลับปรากฏขึ้นในเมืองเฟิงหลินเล็กๆ แห่งนี้ แถมยังเป็นศาสตราประเภทกระบี่ที่ถือกำเนิดมาเพื่อการสังหารโดยเฉพาะ!
พวกเขาส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปสำรวจ และไม่อาจเก็บซ่อนความยินดีไว้ได้เมื่อพบว่าหยางไค่เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่หนึ่งเท่านั้น
ลั่วหยวนขมวดคิ้วแน่นด้วยความรำคาญใจที่เห็นพวกแมลงเม่ามาขัดจังหวะ เขาโคจรปราณต้นกำเนิดจนมวลอากาศรอบกายสั่นสะเทือนเป็นระลอกคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แผ่ซ่านออกไปรอบทิศทางเพื่อเป็นการข่มขวัญ
“ไสหัวไปให้พ้น!” เขาแผดคำรามด้วยความโกรธาใส่พวกที่กล้ามารบกวนการประลองของเขากับหยางไค่
*ตึก ตึก ตึก...*
กลุ่มคนที่เพิ่งมาถึง ไม่ว่าจะมีระดับการบ่มเพาะสูงส่งเพียงใดหรือมีอายุอานามเท่าไหร่ ต่างก็ต้องสั่นสะท้านภายใต้การสำแดงเดชนั้น พวกเขารีบถอยกรูดออกไปในระยะไกลด้วยความหวาดวิตก
ไม่ต้องกล่าวถึงชื่อเสียงของลั่วหยวนที่กำลังขจรขจายในยามนี้ ต่อให้ไม่รู้จักเขา เพียงแค่สัมผัสถึงพลังอำนาจที่เขาเพิ่งปลดปล่อยออกมา ทุกคนย่อมรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ใช่ผู้ฝึกตนขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่สามธรรมดาทั่วไป แล้วใครเล่าจะกล้าเล่นกับไฟ?
อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกสองคนที่ยืนหยัดมั่นคงไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดันของลั่วหยวน
ทั้งสองคือชายชราผู้มีผมสีดอกเลา คนหนึ่งนั่งขัดสมาธิหลับตานิ่งราวกับเข้าสู่ภวังค์สมาธิ ตัดขาดจากโลกภายนอกและเมินเฉยต่อการมีอยู่ของลั่วหยวนโดยสิ้นเชิง ส่วนอีกคนกลับแค่นยิ้มเย็นชา ดวงตาสาดประกายวาบวับคล้ายกับกำลังดูแคลนในความโอหังของลั่วหยวน
ชายชราทั้งสองนี้ก็คือ ยอดองครักษ์ซ้ายขวาแห่งวังนักบุญเหินนภาามนามว่า ‘เกาซาน’ (ขุนเขา) และ ‘หลิวสุ่ย’ (กระแสน้ำ)
เดิมทีองครักษ์ทั้งสองพำนักอยู่ที่จวนเจ้าเมืองเพื่ออารักขานายน้อยหนิงหยวนซู ทว่าทันทีที่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากศาสตราจักรพรรดิ พวกเขาก็รีบขออนุญาตหนิงหยวนซูแล้วรุดมาที่นี่ทันที และประจวบเหมาะกับตอนที่ลั่วหยวนกำลังระเบิดโทสะพอดี
“เจ้าหนุ่ม อย่าได้มีโทสะง่ายดายนัก...” องครักษ์หลิวสุ่ยแสยะยิ้มให้ลั่วหยวนด้วยท่าทีจองหองและถือดีในฐานะผู้อาวุโส “การทำตัวมุทะลุเช่นนี้จะนำพาความเจ็บตัวมาสู่เจ้าเอง”
“เหอะ!” องครักษ์เกาซานลืมตาขึ้นพลางแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ “คนหนุ่มสมัยนี้ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เพียงแค่มีความสามารถเล็กน้อยก็กล้ามองข้ามเหล่ายอดฝีมือในใต้หล้า ความโอหังเช่นนี้แหละที่จะนำภัยมาสู่ตัวในสักวัน”
“ผู้อาวุโสทั้งสองช่างปรีชายิ่งนัก!” หยางไค่รีบปั้นหน้าเลื่อมใสพลางพยักหน้าหงึกๆ ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ผู้น้อยเห็นพ้องกับคำสั่งสอนของท่านทั้งสองเป็นที่สุด ข้าเชื่อมั่นเหลือเกินว่าผู้ที่กล่าววาจาสูงส่งเช่นนี้ได้ ย่อมต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน”
“ไม่มีอะไร... เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น” หลิวสุ่ยคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นเจ้าเด็กน้อยตรงหน้าช่างเจรจาพาทีได้ถูกใจเขายิ่งนัก
“ผู้ที่พร้อมจะรับฟังคำสั่งสอน ย่อมเจริญรุ่งเรืองในภายหน้า!” เกาซานเองก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวที่จะเอ่ยปากชม
“มิทราบว่าผู้น้อยจะขอทราบนามอันเกริกไกรของอาวุโสทั้งสองได้หรือไม่?” หยางไค่ถามด้วยสายตาเทิดทูน
“ข้าคือเกาซาน!”
“ส่วนข้าคือหลิวสุ่ย!”
ทั้งสองขานรับตามลำดับ ก่อนจะกล่าวออกมาพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงว่า “พวกเราคือองครักษ์ซ้ายขวาแห่งวังนักบุญเหินนภา!”
การแนะนำตัวของพวกเขาดูเหมือนจะผ่านการฝึกซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วน น้ำเสียงและท่วงทำนองช่างลื่นไหลสอดประสานกันอย่างไร้ที่ติ
“วังนักบุญเหินนภา...” ใบหน้าของหยางไค่พลันเปลี่ยนไปเป็นความตื่นตะลึง “ผู้น้อยแทบไม่เชื่อสายตาเลยว่า จะได้พบกับยอดองครักษ์เกาซานและหลิวสุ่ยผู้มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วดินแดนทางใต้ที่นี่!”
เมื่อเห็นท่าทางยกยอของหยางไค่ เกาซานและหลิวสุ่ยต่างก็พึงพอใจจนเนื้อเต้น เกาซานคลี่ยิ้มบางๆ พลางเอ่ยถามว่า “เจ้าเคยได้ยินชื่อเสียงของพวกเราด้วยรึ?”
“แน่นอนขอรับ! นามของผู้อาวุโสทั้งสองดังก้องประดุจเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางใจผู้คนทั่วแผ่นดิน!” หยางไค่เริ่มพ่นวาจาไร้สาระด้วยท่าทางขรึมขลังและจริงจังเป็นที่สุด
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” เกาซานและหลิวสุ่ยหันไปมองหน้ากันก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่ยืนฟังอยู่โดยรอบต่างพากันถลึงตาใส่หยางไค่ด้วยความชิงชังต่อพฤติกรรมประจบสอพลออย่างไร้ยางอายของเขา
ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็แอบสมเพชตาเฒ่าโง่เขลาสองคนนี้อยู่ในใจ ทั้งที่มีอายุยืนยาวมาจนป่านนี้และมีระดับการบ่มเพาะถึงขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่สาม แต่กลับถูกเด็กเมื่อวานซืนหลอกล่อด้วยคำหวานเพียงไม่กี่คำ คนเขลาเช่นนี้หรือจะเป็นองครักษ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังนักบุญเหินนภา?
ดูเหมือนว่าทุกคนเพิ่งจะได้พบกับเกาซานและหลิวสุ่ยเป็นครั้งแรก จึงได้แต่มองหน้ากันด้วยความรู้สึกเอือมระอา
“แต่ว่า...” จู่ๆ ใบหน้าของหยางไค่ก็เคร่งขรึมลง ท่าทางคล้ายมีบางอย่างจะกล่าวแต่กลับยั้งคำเอาไว้
“แต่อะไร?” เกาซานขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
หยางไค่แสร้งทำยิ้มแห้งๆ แล้วตอบกลับไปว่า “แต่ดูเหมือนจะมีบางคนแถวนี้ไม่เห็นอาวุโสทั้งสองอยู่ในสายตาเลยสักนิด ก่อนที่พวกท่านจะมาถึง ผู้น้อยบังเอิญได้ยินคำพูดที่... มิสู้ดีนักเกี่ยวกับพวกท่านเข้า!”
“ว่ากระไรนะ! ใครมันบังอาจกล้าลบหลู่พวกข้า?” เกาซานเดือดดาลขึ้นมาทันควัน ดวงตาเย็นเยียบกวาดมองไปทั่วฝูงชน
เมื่อเหล่าผู้ฝึกตนต้องปะทะกับสายตาของเกาซานและหลิวสุ่ย ต่างก็พากันหลบตาวูบด้วยความขยาด แม้ตาเฒ่าทั้งสองจะดูโง่เขลาไปบ้าง แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นเป็นของจริง มิเช่นนั้นคงไม่อาจยึดครองจวนเจ้าเมืองเอาไว้ได้
ดังนั้น สำนักอื่นๆ จึงต้องระเห็จไปขอพำนักอยู่ตามตระกูลอื่นๆ เพราะเกรงกลัวในอำนาจของตาเฒ่าทั้งสองและมิกล้าเปิดศึกชิงจวนเจ้าเมืองคืนมา
“เป็นเจ้าใช่หรือไม่?” จู่ๆ เกาซานก็จ้องเขม็งไปที่ชายวัยกลางคนท่าทางลุกลี้ลุกลนคนหนึ่งพลางตวาดลั่น
“ไม่ ไม่ใช่ข้า!” ชายผู้นั้นรีบโบกมือเป็นพัลวัน เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก “ข้าเพิ่งจะมาถึงหลังอาวุโสทั้งสองเพียงครู่เดียว จะเป็นข้าได้อย่างไร?”
“อืม” เกาซานไม่ได้สงสัยเขาต่อ ก่อนจะหันไปหาอีกคน “แล้วเจ้าล่ะ?”
“ไม่มีเรื่องเช่นนั้นแน่นอน ผู้น้อยเลื่อมใสศรัทธาในตัวอาวุโสทั้งสองมานานแสนนาน จะกล้ากล่าววาจาล่วงเกินได้อย่างไร?” ชายคนนั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แล้วมันเป็นใครกัน!? บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ข้าจะได้สั่งสอนมันให้รู้จักมารยาทเสียบ้าง!” หลิวสุ่ยเองก็เริ่มมีโทสะ เขาจ้องมองหยางไค่พลางเค้นถาม
หยางไค่ทำทีเป็นตะกุกตะกักลังเลใจ “ผู้น้อย... ผู้น้อยไม่กล้าพูดขอรับ ผู้น้อยพลังฝีมือต่ำต้อย เกรงว่าหากพูดไปแล้วจะถูกฆ่าปิดปาก!”
“พูดมาเถอะ อย่าได้กลัวไปเลย ใครมันจะกล้าแตะต้องเจ้าในเมื่อมีพวกข้าสองคนคุ้มหัวอยู่นี่? ใครก็ตามที่บังอาจทำร้ายเจ้า ข้าจะล้างบางโคตรเหง้ามันให้สิ้นซาก!” เกาซานประกาศกร้าวพลางยืดอกด้วยความลำพองใจ
“ได้รับคำยืนยันจากผู้อาวุโสเช่นนี้ ผู้น้อยก็เบาใจขอรับ” หยางไค่ทำท่าทางดีอกดีใจ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ใครคนหนึ่งทันทีแล้วตะโกนลั่น “เขาไง! เป็นเจ้าเด็กคนนี้แหละ! ก่อนที่อาวุโสทั้งสองจะมาถึง มันโวสนั่นว่าเกาซานหลิวสุ่ยที่เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองเฟิงหลินในยามนี้ เป็นเพียง ‘มดปลวก’ ในสายตาของมันเท่านั้น และมันสามารถบดขยี้พวกท่านให้จมดินได้ด้วยปลายนิ้วเดียว! แถมมันยังด่าทอวังนักบุญเหินนภาว่าเป็นเพียงแหล่งรวมเศษสวะที่ซุกซ่อนคนถ่อย และบอกว่าผู้ฝึกตนในสำนักนี้ล้วนไม่ได้เกิดจากบิดามารดา แต่เกิดจาก...”
“เกิดจากอะไร!” เกาซานโกรธจนควันออกหู ชายเสื้อของเขาโบกสะบัดอย่างบ้าคลั่งทั้งที่ไร้ลม
“ผู้น้อยว่า... อย่าให้พูดออกมาเลยขอรับ มันน่าอัปยศเกินไป!” หยางไค่กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง
“เจ้าเด็กบ้า!” เกาซานเดือดดาลจนถึงขีดสุด
“ดี ดีมาก!” หลิวสุ่ยเองก็จ้องมองไปยังผู้ที่หยางไค่ชี้นิ้วใส่พลางแค่นยิ้มอำมหิต “เจ้าหนุ่ม ดูเหมือนปากของเจ้าจะไร้หูรูดเสียจริง ไหนเจ้าลองแสดงให้ข้าดูทีซิว่า เจ้าจะบดขยี้พวกข้าสองคนด้วยปลายนิ้วเดียวได้อย่างไร!”
ลั่วหยวนขมวดคิ้วมุ่นพลางมองไปทางหยางไค่ “เจ้า... ชี้มาที่ข้าอย่างนั้นรึ?”
หยางไค่ตะโกนสวนทันควัน “ลั่วหยวน! เป็นลูกผู้ชายกล้าทำก็ต้องกล้ารับ! อย่าคิดจะกลับคำต่อหน้าท่านเกาซานและหลิวสุ่ยเชียวนะ! หากเจ้าแน่จริงก็ลองพูดคำเดิมออกมาอีกครั้งสิ! ดูซิว่าอาวุโสทั้งสองจะทุบตีเจ้าจนตายหรือไม่!”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว” ลั่วหยวนพยักหน้าเบาๆ ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เขาไม่ได้พยายามจะอธิบายหรือปฏิเสธคำกล่าวหานั้นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเขาไม่ปฏิเสธ เกาซานและหลิวสุ่ยก็ยิ่งปักใจเชื่อคำลวงของหยางไค่จนหมดสิ้น
เกาซานแผดเสียงตวาด “เจ้าเด็กน้อย เพียงแค่มีชื่อเสียงเล็กน้อยก็คิดว่าตนเองไร้เทียมทานแล้วรึ? เห็นทีข้าต้องสั่งสอนให้เจ้ารู้เสียบ้างว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เพื่อดัดนิสัยโอหังของเจ้าให้เข้าที่เข้าทาง!”
“จะมัวเสียเวลาพูดกับมันไปไย? มันบังอาจลบหลู่พวกเรา มันต้องตายสถานเดียว!” หลิวสุ่ยแค่นเสียงเย็นชาพลางจ้องมองลั่วหยวนด้วยสายตาดูแคลน “เจ้าหนู เจ้าจะยอมให้ข้าบั่นคอแต่โดยดี หรือจะให้พวกข้าลงมือกระชากศีรษะเจ้าออกมาเอง? ข้าขอบอกไว้ก่อนว่า หากเจ้าเลือกอย่างแรกเจ้าจะทรมานน้อยหน่อย แต่ถ้าเลือกอย่างหลัง... เหอะๆ เจ้าจะได้ลิ้มรสความตายที่ยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวสุ่ย หยางไค่ก็ลอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจที่สามารถลากลั่วหยวนเข้าสู่กองเพลิงนี้ได้สำเร็จ
เป็นไปตามคาด คนที่ทะนงตัวอย่างลั่วหยวนย่อมไม่มีทางนิ่งเฉยต่อการถูกข่มขู่ ต่อให้เขาไม่ได้กล่าววาจาดูหมิ่นตาเฒ่าสองคนนี้จริงๆ แต่ด้วยศักดิ์ศรีของเขา ย่อมไม่มีวันยอมก้มหัวให้ใครในสถานการณ์เช่นนี้ ลั่วหยวนเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ดิบเถื่อนและไม่ยอมสยบต่อผู้ใด เขาโคจรปราณต้นกำเนิดจนเดือดพล่านพลางแค่นยิ้มสยอง “สุนัขเฒ่าสองตัวคิดจะเอาชีวิตข้า? พวกเจ้ามีปัญญาอย่างนั้นรึ!”
“เจ้ามันก้าวขาเข้าหลุมฝังศพไปข้างหนึ่งแล้วยังกล้าโวทรนงอีก ตายเสียเถอะเจ้าเด็กเมื่อวานซืน!” ในที่สุดเกาซานก็หมดสิ้นความอดทน เขาฟาดฝ่ามือเข้าใส่ลั่วหยวนอย่างรุนแรง
ในชั่วพริบตา หมู่เมฆบนท้องฟ้าพลันม้วนตัวเป็นกงจักรยักษ์ กฎเกณฑ์รอบด้านถูกบีบอัดและควบแน่นจนกลายเป็นรอยฝ่ามือขนาดมหึมา บดขยี้ลงมาจากฟากฟ้าหมายจะฝังร่างของลั่วหยวนให้จมธรณี
ใบหน้าของผู้ฝึกตนทุกคนในที่นั้นซีดเผือดลงทันที
ในฐานะองครักษ์แห่งวังนักบุญเหินนภาที่มีพลังบ่มเพาะขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่สามอย่างแน่นหนา การโจมตีนี้ช่างทรงพลังเหนือคำบรรยาย ทุกคนต่างครุ่นคิดหาทางป้องกันหรือหลบหนีหากการโจมตีนั้นพุ่งเป้ามาที่ตน
สีหน้าของพวกเขาดูย่ำแย่ลงเมื่อตระหนักได้ว่า ตนเองทำได้เพียงแค่หลบหนีเท่านั้น หากคิดจะต้านทานมีแต่จะต้องพ่ายยับเยินอย่างไม่ต้องสงสัย...
อย่างไรก็ตาม ลั่วหยวนยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิมโดยไร้ซึ่งความคิดที่จะหลบหนี คล้ายกับร่างของเขาถูกตรึงไว้กับพื้นดิน
หญิงสาวหน้ากลมที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขาก็ยืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาคู่สวยของนางจับจ้องเพียงแผ่นหลังอันห้าวหาญของลั่วหยวนอย่างแน่วแน่ เมินเฉยต่อเสียงอื้ออึงรอบกาย
*ตูมมมมมม!*
รอยฝ่ามือยักษ์ที่หลอมรวมจากปราณต้นกำเนิดและกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินบดขยี้ลงมา สั่นสะเทือนมิตรอบตัวลั่วหยวนจนแทบปริแตก ก่อเกิดพายุหมุนอันบ้าคลั่งพัดพาทุกสิ่งจนพินาศ แม้แต่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่คอยเฝ้าดูสถานการณ์ยังถูกกระแสพลังมหาศาลกลืนกินจนไม่อาจมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกลุ่มหมอกควันนั้นได้
สิ่งปลูกสร้างหลายหลังในจวนตระกูลฉินพังทลายลงกลายเป็นซากปรักหักพังในพริบตาจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่นี้!
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.