ตอนที่ 4559
4557 / 5804
อ่าน 11 นาที
Chapter 4559 – Luan Bai Feng’s Secret Stash
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 13:08
บทที่ 4559 – ขุมทรัพย์ลับของหลวนไป่เฟิง
ผู้แปล: Silavin & Raikov
ผู้ตรวจสอบการแปล: PewPewLazerGun
บรรณาธิการและผู้พิสูจน์อักษร: Leo of Zion Mountain & Dhael Ligerkeys
---
สี่สายตาสอดประสาน หลวนไป่เฟิงเดือดดาลจนแผดเสียงคำราม “พวกโลภมากมักจบไม่สวย!”
ดวงตาของหยางไค่พลันสว่างวาบ “อย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด เจ้ายังมีของซ่อนอยู่อีก!” เขาพยักหน้าเบาๆ “กระต่ายเจ้าเล่ห์ยังมีสามโพรง เป็นเรื่องธรรมดาที่เจ้าจะซ่อนสมบัติไว้ที่อื่น!”
สตรีผู้นี้ทิ้งทรัพยากรส่วนใหญ่ไว้ที่นี่เพื่อตบตาให้เป็นเพียงคลังสมบัติภายนอก แต่ได้ซุกซ่อนของล้ำค่าที่แท้จริงไว้ที่อื่นอย่างลับๆ ต่อให้มีใครล่วงรู้ถึงคลังสมบัตินี้ ก็อาจไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก
ทว่า บัดนี้หยางไค่ถึงกับนำบัญชีภักดีออกมาใช้ หลวนไป่เฟิงต่อให้พยายามเพียงใดก็ไม่อาจซุกซ่อนสิ่งใดได้อีกต่อไป
พลังโลกพลันปะทุขึ้น เงามายาของจักรวาลน้อยขยายตัวออก ปกคลุมคลังสมบัติทั้งหลังในพริบตา และเมื่อเงามายานั้นเลือนหายไป ทุกสิ่งทุกอย่างในคลังสมบัติก็ถูกดูดกลืนเข้าไปในจักรวาลน้อยของหยางไค่จนหมดสิ้น
หลวนไป่เฟิงมองภาพนี้ด้วยความตกตะลึงก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น ชั่วขณะหนึ่งเมื่อครู่ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันลึกล้ำที่แผ่ออกมาจากภายในจักรวาลน้อยของหยางไค่
ยิ่งไปกว่านั้น... จักรวาลน้อยของปรมาจารย์ขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นระดับหกยังควรเป็นเพียงมายาไร้ตัวตน แล้วมันจะสามารถบรรจุสิ่งของมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
แต่ก่อนที่นางจะได้ขบคิดให้ถี่ถ้วน ก็เห็นหยางไค่กำลังยิ้มยิงฟันให้นาง “เจ้าจะอารมณ์เสียไปไย? ชะตาของเราผูกติดกันแล้ว หากข้าเป็นอะไรไป เจ้าก็ย่อมไม่ปลอดภัยเช่นกัน การที่เจ้ามอบสิ่งเหล่านี้ให้ข้าเพื่อที่ข้าจะได้แข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วที่สุด มันไม่ดีสำหรับเจ้าด้วยหรอกหรือ?”
หลวนไป่เฟิงโกรธจนแทบกระอักเลือด แต่ก็ได้แต่เงียบงัน
“เอาล่ะ นำทางไป” หยางไค่ตบไหล่นางอย่างกระตือรือร้น
ไม่ว่าหลวนไป่เฟิงจะเต็มใจหรือไม่ เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วนางก็มิอาจปฏิเสธคำขอของหยางไค่ได้ นางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนำเขาไปยังสถานที่ที่นางซุกซ่อนสมบัติของตนไว้
สิ่งที่ทำให้หยางไค่ประหลาดใจก็คือ คลังสมบัติส่วนตัวของนางไม่ได้ตั้งอยู่ในมณฑลวิญญาณที่แตกสลายแห่งนี้ แต่อยู่ที่อื่น
ร่างสองร่างทะยานออกจากที่นั่น มุ่งหน้าลึกเข้าไปในคุกทมิฬ
หลังจากเหินร่างฝ่าฟันค่ายกลธรรมชาตินับสิบแห่งเป็นเวลานานถึงสี่ชั่วโมงเต็ม ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง หลวนไป่เฟิงหยุดนิ่ง หยางไค่จึงหยุดตาม เมื่อมองไปเบื้องหน้า ก็ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดเลย แม้แต่สิ่งน่าสงสัยในบริเวณใกล้เคียง เขาก็ไม่พบเจอ
“ที่นี่รึ?” หยางไค่เอ่ยถาม
หลวนไป่เฟิงยังคงขุ่นเคืองและไม่มีอารมณ์จะตอบเขา แต่นางก็ยกมือขึ้นแล้วซัดธงค่ายกลออกไปทีละผืนในทุกทิศทาง พร้อมกับการเคลื่อนไหวของนาง หยางไค่สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบตัวพวกเขา ขานรับกับการกระทำของหลวนไป่เฟิง
ชั่วครู่ต่อมา หยางไค่มองอย่างตกตะลึงไปยังเศษเสี้ยวของมณฑลวิญญาณขนาดเล็กที่อยู่ห่างออกไปเพียงสิบกว่ากิโลเมตร ซึ่งกำลังค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นอย่างช้าๆ
เศษเสี้ยวของมณฑลวิญญาณนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น นับว่าเล็กจนน่าสมเพช ทั้งยังดูว่างเปล่า ปราศจากร่องรอยของพลังชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น
ทว่า ที่นี่กลับเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการซุกซ่อนสมบัติ หากไม่ใช่เพราะการกระทำของหลวนไป่เฟิง หยางไค่คงไม่มีวันสัมผัสได้ว่ามีมณฑลวิญญาณที่แตกสลายซ่อนอยู่ที่นี่
“ศาสตร์แห่งค่ายกลวิญญาณช่างล้ำลึกโดยแท้ ท่านใช้ค่ายกลมายาซ่อนสถานที่แห่งนี้ไว้หรือ?” หยางไค่เอ่ยถามด้วยความตื่นตะลึง
หลวนไป่เฟิงยังคงเคลื่อนไหวต่อไปพร้อมกับพึมพำ “ค่ายกลมายานี้มีอยู่เดิมแล้ว ข้าเป็นเพียงผู้ถอดรหัสและนำมันมาใช้ประโยชน์เท่านั้น”
“แค่นั้นก็น่าทึ่งแล้ว”
เพียงไม่นาน เศษเสี้ยวของมณฑลวิญญาณก็ปรากฏโฉมอย่างสมบูรณ์ หลวนไป่เฟิงไม่ได้เอ่ยเรียกเขา แต่พุ่งร่างเข้าไปใกล้มันในพริบตา เมื่อเห็นดังนั้น หยางไค่จึงตามนางไป
เมื่อมองไปรอบๆ ก็ไม่ปรากฏสิ่งใดพิเศษในมณฑลวิญญาณแห่งนี้ แต่หลวนไป่เฟิงเดินนำไปหยุดอยู่หน้ากำแพงหินแห่งหนึ่ง แล้วเริ่มลงมือเปิดค่ายกลอีกชุดหนึ่ง ในไม่ช้า กำแพงหินก็เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นถ้ำอันมืดมิด
“ทุกอย่างอยู่ข้างใน อยากได้ก็เข้าไปเอาเอง” หลวนไป่เฟิงตวัดสายตาคมกริบมองมายังหยางไค่
หยางไค่หัวเราะร่า “ขอบคุณมาก!”
เขาไม่กังวลเลยว่าหลวนไป่เฟิงจะวางกับดักเขาที่นี่ ภายใต้อิทธิพลของบัญชีภักดี เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะทำสิ่งใดที่เป็นอันตรายต่อเขาได้ เขาจึงเดินเข้าไปในถ้ำอย่างสบายใจ
ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป หยางไค่ก็ปรากฏตัวอีกครั้งด้วยสีหน้าเปี่ยมล้นด้วยความพึงพอใจ “กลับกันเถอะ!”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็มองไปที่หลวนไป่เฟิง “ท่านคงไม่มีคลังสมบัติส่วนตัวอื่นอีกแล้วใช่หรือไม่?”
หลวนไป่เฟิงต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มโลหิตที่ตีขึ้นมาในอก นางหลับตาลงแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายระอาใจ “ไม่มีแล้ว!”
“ข้าก็แค่ถามดูเท่านั้น” หยางไค่หัวเราะเบาๆ
จากนั้น ทั้งสองก็เดินทางกลับไปยังที่ที่จากมา อีกสี่ชั่วโมงผ่านไป พวกเขาก็กลับมาถึงมณฑลวิญญาณที่แตกสลายแห่งเดิม
หลังจากขอห้องพักจากหลวนไป่เฟิงและกำชับว่าอย่ารบกวนหากไม่มีเหตุอันควร หยางไค่ก็เข้าไปข้างในและเริ่มตรวจสอบของที่เก็บเกี่ยวมาได้จากการเดินทางครั้งนี้
เขายังไม่ได้ตรวจสอบสิ่งที่หลวนไป่เฟิงเก็บไว้ในคลังสมบัติส่วนตัวของนาง แต่ในเมื่อนางถึงกับต้องซ่อนมันไว้ที่อื่น มันย่อมต้องเป็นของล้ำค่ามหาศาล แน่นอนว่า ทรัพยากรธาตุหยินและหยางระดับหกต้องเป็นส่วนหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
หยางไค่อยนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้อง โดยมีสมบัติทั้งหมดที่ขนมาจากถ้ำวางอยู่รายล้อม
มีของอยู่เพียงไม่กี่สิบชิ้น ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับคลังสมบัติหลัก และเช่นเดียวกับที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ วัสดุทั้งหมดถูกเก็บไว้ในภาชนะแยกต่างหาก
หยางไค่หยิบกล่องหยกขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจแล้วเปิดมันออก พลังอันร้อนแรงบริสุทธิ์พลันพวยพุ่งออกมา เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังงานอันเข้มข้น เขาก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นี่คือวัสดุธาตุไฟระดับเจ็ดอย่างไม่ต้องสงสัย ดูคล้ายกับผลึกวิญญาณอัคคี แต่เห็นได้ชัดว่ามันมีค่ามากกว่าผลึกวิญญาณอัคคีทั่วไปมากนัก
วัสดุชิ้นแรกสุดก็ทำให้หยางไค่ประหลาดใจเล็กน้อย ซึ่งยิ่งทำให้เขากระตือรือร้นที่จะตรวจสอบชิ้นอื่นๆ มากขึ้น
หลังจากหยิบอีกชิ้นหนึ่งขึ้นมา เขาก็ผิดหวังเล็กน้อย มันเป็นเพียงวัสดุธาตุน้ำระดับหก เขาจึงโยนมันเข้าไปในจักรวาลน้อยของเขาอย่างไม่ใยดี
เขาหยิบขึ้นมาอีกชิ้น และครั้งนี้ มันคือสิ่งที่หยางไค่กำลังมองหาอย่างแท้จริง วัสดุธาตุหยินระดับหก
มีของอยู่เพียงไม่กี่สิบชิ้น จึงใช้เวลาไม่นานในการตรวจสอบทั้งหมด ในชั่วเวลาจิบชา หยางไค่ก็ตรวจสอบทุกอย่างเสร็จสิ้น
ทุกสิ่งที่นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่หลวนไป่เฟิงเตรียมไว้สำหรับใช้ส่วนตัว มีชุดวัสดุระดับหกครบชุดทั้งหมดเก้าชุด ซึ่งมีค่ามากพอที่จะซื้อเมืองเล็กๆ ได้ทั้งเมือง!
ปรมาจารย์ขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นระดับหกคนใดก็ตามสามารถหลอมรวมสิ่งเหล่านี้ได้โดยตรงเพื่อเสริมสร้างรากฐานจักรวาลน้อยของตนเอง
นอกจากนั้น ยังมีวัสดุระดับเจ็ดมากถึงห้าชิ้น แม้จะไม่มีวัสดุธาตุหยินและหยางในหมู่พวกมัน แต่มูลค่าของมันเพียงอย่างเดียวก็มหาศาลราวกับตัวเลขบนฟากฟ้าแล้ว
เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ การตัดสินใจมายังคุกทมิฬครั้งนี้ช่างถูกต้องยิ่งนัก
หลังจากตั้งรางวัลนำจับวัสดุในเมืองดาราเป็นเวลานาน เขาเพิ่งจะรวบรวมวัสดุได้เพียงพอสำหรับคนสามคนที่จะทะลวงสู่ขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นระดับหกได้โดยตรง ทว่า เพียงแค่คลังสมบัติสองแห่งของหลวนไป่เฟิงก็มีเพียงพอสำหรับผู้ฝึกตนถึงสิบคน
ด้วยเหตุนี้ ทรัพยากรที่พวกเขาต้องการเพื่อเลื่อนระดับคนจากแดนว่างเปล่าสิบสามคนสู่ขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นระดับหกก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ซึ่งเพียงพอที่จะคลี่คลายปัญหาเร่งด่วนที่สุดของพวกเขาได้
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเขามาถึงคุกทมิฬแล้ว หยางไค่ย่อมไม่พอใจที่จะกลับไปเพียงเท่านี้ ตอนนี้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องใดในแดนว่างเปล่ามากนัก อาการบาดเจ็บของจั่วฉวนฮุ่ยต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู ไม่มีทางที่เขาจะกลับมาสร้างปัญหาได้ในเร็วๆ นี้ ดังนั้น หยางไค่จึงยังมีเวลาเหลือพอที่จะทำสิ่งอื่น
หากเขาสามารถหาวัสดุธาตุหยินและหยางระดับหกได้มากขึ้น นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าเขาจะไม่สามารถหามันได้ เขาก็ต้องหาหนทางที่จะได้มันมา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสนใจในศิลาดำเป็นอย่างมาก
หลังจากเก็บสมบัติทั้งหมดเข้าที่แล้ว หยางไค่ก็เดินออกจากห้องไปหาหลวนไป่เฟิงที่กำลังอ่อนล้าทั้งกายและใจ
“ศิลาดำรึ?” หลวนไป่เฟิงนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ขณะที่สาวใช้ระดับห้ากำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า นวดคลึงน่องของนางอย่างแผ่วเบา
หยางไค่นั่งลงข้างๆ อย่างไม่ถือสาแล้วพยักหน้า “ใช่ ข้าได้ยินมาว่าวัสดุเหล่านี้ล้วนขุดได้จากศิลาดำเหล่านั้น ข้าอยากจะเห็นว่าศิลาดำเหล่านั้นเป็นอย่างไร”
หลวนไป่เฟิงรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะโต้เถียงกับเขา นางจึงได้แต่ถามเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า “ศิลาดำชุดล่าสุดมาถึงแล้วหรือยัง?”
สตรีผู้นั้นตอบอย่างนุ่มนวล “พวกมันถูกนำกลับมาเมื่อสามวันก่อน และตอนนี้กำลังทุบศิลาอยู่ หากท่านผู้คุมต้องการ ข้าสามารถให้คนนำบางส่วนมาที่นี่ได้เจ้าค่ะ”
หลวนไป่เฟิงกำลังจะพยักหน้า แต่หยางไค่ยกมือขึ้น “ไม่จำเป็น ข้าจะไปดูด้วยตัวเอง”
หลวนไป่เฟิงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่ก็ยังลุกขึ้นยืนแล้วพยักหน้า “มาสิ ข้าจะพาเจ้าไป”
หลังจากติดตามนางไปได้ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งปรมาจารย์ขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นนับสิบคนกำลังง่วนอยู่กับงาน พลังโลกสั่นไหวจากร่างของพวกเขา
หยางไค่มองไปและเห็นว่าแต่ละคนมีศิลาสีดำขนาดต่างๆ กันวางอยู่ตรงหน้า ชิ้นเล็กๆ มีขนาดเท่าฝ่ามือ แต่ชิ้นใหญ่ก็ใหญ่เท่าโอ่งน้ำ
ไม่ไกลจากพวกเขา มีกองศิลาลักษณะเดียวกันกองอยู่
“นี่น่ะหรือคือศิลาดำ?” หยางไค่ถาม
หลวนไป่เฟิงพยักหน้า “อืม”
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน ปรมาจารย์ขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นสังเกตเห็นการมาถึงของหลวนไป่เฟิงอย่างชัดเจน พวกเขาทั้งหมดจึงหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่และโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “คารวะท่านผู้คุม!”
หลวนไป่เฟิงโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาทำงานต่อ และพวกเขาก็ทำตามนั้น
หยางไค่เฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวด้วยความประหลาดใจ “ศิลาดำกำลังสลายตัวรึ?”
ปรมาจารย์ขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นทุกคนกำลังควบคุมพลังโลกในร่างกายของตนเพื่อห่อหุ้มศิลาดำที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเวลาผ่านไป ศิลาดำก็ค่อยๆ เล็กลง แต่ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดแตกออกหรือไหลออกมาจากมัน ราวกับว่าส่วนที่สลายไปของศิลาดำนั้นหายไปในอากาศธาตุ
“ศิลาดำเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด มีเพียงพลังโลกของผู้ที่อยู่ในขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นเท่านั้นที่สามารถสลายมันได้ ส่วนเหตุผลนั้น ข้าเองก็ไม่เคยเข้าใจ” หลวนไป่เฟิงอธิบาย “ยิ่งไปกว่านั้น ศิลาดำเหล่านี้อาจมีทรัพยากรบำเพ็ญเพียรอยู่ข้างใน หรืออาจไม่มีอะไรเลยก็ได้”
ขณะที่พูด นางก็ชี้ไปยังปรมาจารย์ขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นคนหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ด้านข้าง และหยางไค่ก็มองตามไป เขาเห็นว่าแม้ศิลาดำจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยในมือของชายผู้นั้น แต่กลับไม่ปรากฏสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย ชายผู้นั้นส่ายศีรษะอย่างผิดหวัง ก่อนจะหยิบศิลาดำชิ้นใหม่ขึ้นมาแล้วทำกระบวนการซ้ำ
“ทาสแร่เหล่านี้จะขุดศิลาดำจากดาวแร่ก่อนจะนำกลับมาที่นี่เพื่อสกัดทรัพยากรที่อยู่ข้างใน โดยพื้นฐานแล้วก็เป็นกระบวนการเช่นนี้ วัสดุทุกชิ้นที่พบในคุกทมิฬล้วนได้มาอย่างยากลำบาก...” ขณะที่พูดเช่นนี้ นางก็จ้องเขม็งไปที่หยางไค่ “แล้วตอนนี้มันก็ตกเป็นของเจ้าไปเสียเปล่า!”
หยางไค่ทำราวกับไม่ได้ยินนาง เขาขมวดคิ้ว “ไม่มีวิธีใดที่จะตัดสินได้ว่าศิลาดำชิ้นใดมีวัสดุอยู่ และชิ้นใดไม่มีหรือ?”
เขาสังเกตพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งและพบว่าปรมาจารย์ขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสลายศิลาดำ หากสามารถตรวจสอบล่วงหน้าได้ว่าศิลาดำชิ้นใดมีทรัพยากรอยู่ ก็จะช่วยประหยัดเวลาและความพยายามได้มาก
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.