Chapter 187
186 / 5804
13 min read
Chapter 187 – Lustful Stimulation All Around
Published Apr 9, 2026, 06:08 PM
**บทที่ 187 – การกระตุ้นเร้าอันกำหนัดจากรอบทิศทาง**
คำพูดของเมี๊ยวหลินนั้นโจ่งแจ้งถึงขีดสุด เจตนารมณ์ของมันแจ่มชัดจนไม่อาจปฏิเสธได้
ใบหน้าอันงดงามของอวี๋เอ้าชิงแปรเปลี่ยนเป็นมืดทะมึนดุจเมฆฝน นางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบเสียดกระดูก “หากเจ้าบังอาจพ่นวาจาสุนัขเช่นนี้ออกมาอีกเพียงคำเดียว ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”
“เหอะๆ!” เมี๊ยวหลินยังคงไร้ซึ่งความยำเกรง “อย่างไรเสียพวกเราก็ต้องตายอยู่ที่นี่ จะตายตอนนี้หรือตายภายหลังมันจะต่างกันตรงไหน? ศิษย์พี่หญิงเอ้าชิง คนเราเกิดมาเพียงครั้งเดียว จะมัวเก็บรักษาพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ไว้เพื่อรอความตายไปเพื่ออะไร? ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก ไยไม่ยอมให้ศิษย์น้องคนนี้ปรนนิบัติท่านในคืนนี้เล่า ข้าจะให้ท่านได้ลิ้มรสความสุขสมอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกหล้าเอง”
อวี๋เอ้าชิงหอบหายใจถี่กระชั้นด้วยเพลิงโทสะที่โหมกระพือ ดวงตาของนางเยือกแข็งดุจเกล็ดน้ำแข็ง จ้องเขม็งไปยังเมี๊ยวหลินอย่างไม่วางตา นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าในสถานการณ์ความเป็นความตายภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลเช่นนี้ ศิษย์น้องผู้ต่ำต้อยที่นางเคยดูแคลนมาตลอด กลับกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ถึงขั้นคิดจะล่วงเกินร่างกายของนาง
อวี๋เอ้าชิงไม่มีวันยอมสยบให้มันอย่างแน่นอน กลิ่นอายสังหารวาบผ่านดวงตา ตราบใดที่เมี๊ยวหลินบังอาจก้าวเข้ามาใกล้เกินไป นางสาบานว่าจะลงมือสังหารมันโดยไม่ลังเล!
เมี๊ยวหลินเองก็มองเห็นเจตนาเยี่ยงนั้น แม้ในใจจะอยากลงมืออย่างบ้าคลั่งเพื่อบังคับขืนใจนางเพียงใด แต่สุดท้ายความขลาดเขลาในกมลสันดานก็ทำให้มันไม่กล้าพอ ทั้งสองจึงตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันครู่หนึ่ง ก่อนที่เมี๊ยวหลินจะเค้นเสียงหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วนแล้วหดตัวถอยกลับไป
อวี๋เอ้าชิงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ในสถานที่เช่นนี้หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ นางก็ไม่อยากจะปะทะกับมันให้เสียพละกำลัง
ภายในถ้ำกลับคืนสู่ความเงียบงันอันน่าอึดอัดอีกครั้ง
ทว่าความเงียบนี้ดำรงอยู่ได้เพียงไม่นาน หลังจากผ่านไปเพียงชั่วธูปหนึ่งดอก เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของชายและหญิงคู่หนึ่งก็ลอยแว่วออกมา
หยางไค่และอวี๋เอ้าชิงต่างขมวดคิ้วมุนพลางหันไปมองยังทิศทางของเสียงนั้น เพียงแค่เหลือบมอง หยางไค่ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก ส่วนอวี๋เอ้าชิงนั้นนิ่งค้างดุจถูกสาบ
ในเมื่อเมี๊ยวหลินไม่อาจหว่านล้อมอวี๋เอ้าชิงได้สำเร็จ มันจึงหันไปลงเอยกับลั่วเชียนเชียนแทนอย่างรวดเร็ว
อาจเป็นเพราะวาจาอันหอมหวานของเมี๊ยวหลินได้ผล หรืออาจเป็นเพราะภายใต้แรงกดดันของมัจจุราชทำให้นางต้องการที่ระบาย หรือบางทีลั่วเชียนเชียนอาจไม่ใช่นางหญิงผู้ถือตัวในพรหมจรรย์มาตั้งแต่ต้น บัดนี้นางและเมี๊ยวหลินต่างกอดรัดฟัดเหวี่ยง นัวเนียกันอยู่บนพื้นถ้ำ ทั้งลูบคลำและจุมพิตกันอย่างบ้าคลั่งโดยไร้ซึ่งความยางอาย ปรากฏเป็นฉากกามกิจอันร้อนแรงและชื้นแฉะต่อหน้าต่อตา
เมื่อต้องมาสดับฟังเสียงแห่งตัณหาเหล่านี้ กระแสโลหิตในกายของหยางไค่ก็เริ่มสูบฉีดแรงขึ้น ลำคอของเขาแห้งผาก เขาจำต้องเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความรู้สึกขัดใจ
นับตั้งแต่แยกจากซูเหยียนมาได้สามถึงสี่เดือน ประกอบกับการที่ระดับการบ่มเพาะของเขาพุ่งสูงขึ้น อิทธิพลของ ‘เคล็ดวิชาประสานหยินหยาง’ ที่มีต่อตัวเขาก็ยิ่งฝังรากลึกและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
โชคดีที่ตอนที่เขาอยู่บนเรือของสำนักเมฆแดงเพื่อตามหาเกาะแห่งนี้ เขาต้องตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น เช่นเดียวกับตอนที่มาถึงที่นี่ เขาถูกบังคับให้เคลื่อนไหวร่วมกับอวี๋เอ้าชิงและศิษย์คนอื่นๆ แม้ใจจะวอกแวกไปทางนั้นบ้างเป็นครั้งคราว แต่หยางไค่ก็ยังสามารถใช้พลังใจอันแกร่งกล้ากดข่มมันเอาไว้ได้
หากไม่มีอุบัติเหตุใดๆ หยางไค่เชื่อว่าเขาจะสามารถสะกดกลั้นไปได้จนกว่าจะกลับถึงหอฟ้าดิน
ทว่า... หยางไค่ไม่เคยนึกฝันเลยว่า วันหนึ่งจะมีคู่ชายหญิงมาเริงสวาทกันอย่างโจ่งแจ้งในระยะไม่ถึงสามสิบฟุต ต่อหน้าต่อตาเขาเช่นนี้!
การกระตุ้นเร้าเยี่ยงนี้รุนแรงยิ่งกว่าวาจาใดๆ มันคือสิ่งเร้าอันป่าเถื่อนที่เข้าจู่โจมประสาทสัมผัสทุกส่วนของเขา ตั้งแต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า เสียงอันกำกวมที่แว่วเข้าหู ไปจนถึงกลิ่นอายแห่งราคะที่คละคลุ้งไปทั่ว มันคือการกระตุ้นเร้าที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทางอย่างไร้ปรานี!
ต่อให้เป็นนักบุญผู้ละวางทางโลก หัวใจก็คงต้องสั่นไหวเป็นระลอกคลื่น นับประสาอะไรกับหยางไค่ที่เป็นผู้ฝึกวิชาคู่บำเพ็ญ
มันเปรียบเสมือนขอทานผู้หิวโหยที่จู่ๆ ก็ถูกวางโต๊ะอาหารเลิศรสไว้ตรงหน้า
หยางไค่อยากจะเข้าไปตบเมี๊ยวหลินและลั่วเชียนเชียนให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้!
หากหยางไค่ยังรู้สึกอึดอัดถึงเพียงนี้ แล้วอวี๋เอ้าชิงที่เป็นหญิงสาวอีกคนหนึ่งจะทนได้อย่างไร?
คราแรกนางตกตะลึงจนนิ่งค้าง พวงแก้มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิต จากนั้นขากรรไกรของนางก็เริ่มค้างเติ่ง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความโง่งม จนกระทั่งเมี๊ยวหลินและลั่วเชียนเชียนเกลือกกลิ้งมาถึงแทบเท้าของนาง พร้อมเสียงหอบหายใจกระเส่าและเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย นางถึงได้ตื่นจากภวังค์ รีบกระโดดตัวลอยแล้วตะเกียกตะกายหนีมาทางหยางไค่
ถ้ำแห่งนี้ไม่ได้กว้างขวางนัก เมื่อเมี๊ยวหลินและลั่วเชียนเชียนบรรเลงบทรักกันอย่างคึกคะนอง พื้นที่ที่เหลือสำหรับหยางไค่และอวี๋เอ้าชิงจึงหดแคบลงจนแทบไม่เหลือ
ฉากเหตุการณ์นี้นับว่าประหลาดล้ำและหาดูได้ยากยิ่งในรอบพันปี!
ชายหญิงคู่หนึ่งนอนทอดกายอยู่บนพื้น ระบายตัณหาและความอัดอั้นออกมาอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่ชายหญิงอีกคู่หนึ่งกลับนั่งพิงผนังจ้องมองอยู่ด้านข้าง ราวกับคู่รักผู้สูงศักดิ์ที่เสื่อมทรามกำลังร่วมชมมหรสพกามอันวิปริต
หยางไค่และอวี๋เอ้าชิงต่างลอบสบถด่าในใจแทบจะพร้อมๆ กัน
แต่ในเวลานี้ ใครเล่าจะกล้าเข้าไปตำหนิเมี๊ยวหลินและลั่วเชียนเชียน? อวี๋เอ้าชิงนั้นอับอายจนพูดไม่ออก ส่วนหยางไค่เองก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร เพราะเขาต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมดเพื่อสะกดกลั้นเพลิงราคะที่สุมรุมอยู่ในอก
เสียงหอบหายใจเริ่มถี่รัวขึ้นเรื่อยๆ อาภรณ์หลุดลุ่ยกระจัดกระจายไปทั่ว การกระทำของเมี๊ยวหลินและลั่วเชียนเชียนเริ่มรุนแรงและเร่าร้อนขึ้น บรรยากาศภายในถ้ำข้นคลักไปด้วยกามารมณ์อันชวนวาบหวาม
ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องที่ถูกสะกดกั้นไว้ และในทันใดนั้น อากาศก็อบอวลไปด้วยระลอกคลื่นแห่งเสียงครวญครางอันหวานล้ำ
อวี๋เอ้าชิงโน้มกายเข้าหาหยางไค่โดยไม่รู้ตัว ในยามนี้นางรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้คือคนเดียวที่นางพอจะพึ่งพิงได้ อย่างน้อยเขาก็ดูน่าเชื่อถือกว่าคู่ชายหญิงที่มัวเมาในกามราคะคู่นั้น
“ออกไปให้ห่าง!” หยางไค่เค้นเสียงตวาดอย่างรุนแรงแต่กลับดูไร้เรี่ยวแรงอย่างประหลาด อวี๋เอ้าชิงไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจหรืออุบัติเหตุ กลับกดร่างอันนุ่มนิ่มเย้ายวนของนางเข้ากับกายเขา จนเกือบจะทำให้หยางไค่สูญเสียการควบคุมตนเอง
ท่าทีอันดิบเถื่อนและคำสบถต่ำๆ นั้นช่วยเรียกสติของอวี๋เอ้าชิงได้เล็กน้อย นางหันไปจ้องมองหยางไค่ด้วยความโกรธขึ้ง ทว่าสิ่งที่นางเห็นกลับเป็นดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งที่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนาง
ดวงตาคู่นั้น... ช่างดูละม้ายคล้ายกับดวงตาของเมี๊ยวหลินเมื่อครู่ มันเต็มไปด้วยความต้องการทางเนื้อหนังและความคลุ้มคลั่งอันมืดบอด
ร่างของอวี๋เอ้าชิงพลันแข็งทื่อ นางเพิ่งระลึกได้ในทันใดว่า ชายหนุ่มข้างกายคนนี้ก็เป็นบุรุษเพศเช่นกัน!
นางรีบตะเกียกตะกายถอยห่างจากเขา แต่เสียงหอบหายใจและเสียงครวญครางอันรุนแรงยังคงลอยเข้ากระทบโสตประสาทอย่างต่อเนื่อง ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจร้ายที่สร้างระลอกคลื่นแห่งความปั่นป่วนในร่างกายและจิตวิญญาณของนาง ร่างกายของนางร้อนผ่าวราวกับมีเพลิงแผดเผาอยู่ในอก แม้แต่ลมหายใจที่พ่นออกมาก็ยังร้อนระอุ
ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจนิยามได้แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทำให้นางรู้สึกอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง
ในยามที่ความตื่นตระหนกเข้าจู่โจม อวี๋เอ้าชิงรีบใช้มือปิดหูของตนไว้แน่น นางหันหน้าเข้าหาผนังด้วยความกระวนกระวายพลางส่ายหน้าไปมาอย่างบ้าคลั่ง
นางคือผู้ที่ได้รับความเคารพยำเกรงเสมอมาในสำนักเมฆแดง ปกติแล้วยามที่บรรดาศิษย์รุ่นเดียวกันพบนาง พวกเขาต่างแสดงท่าทีสุภาพเรียบร้อย พยายามแสดงขุมพลังหรือภูมิความรู้อันลึกซึ้งออกมาอวดอ้าง ไม่เคยมีใครมาพูดเรื่องคาวโลกีย์เช่นนี้กับนาง นับประสาอะไรกับการมาแสดงกามกิจอันสำส่อนต่อหน้าต่อตากันเช่นนี้!
เสียงอันลามกและการเคลื่อนไหวที่เกินเลยเหล่านั้นเปรียบเสมือนค้อนยักษ์ที่ทุบลงบนศีรษะของนาง ทำให้นางมึนงงจนแทบจะคิดอะไรไม่ออก
กาลเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือแสน ทุกขณะจิตเปรียบดั่งการทรมานอันแสนสาหัส
เนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ อวี๋เอ้าชิงแว่วได้ยินเสียงศิษย์น้องหญิงลั่วแผดร้องออกมาอย่างแหลมสูง ราวกับเสียงร้องสุดท้ายก่อนสิ้นใจ แล้วเสียงหอบหายใจอันรัวกระชั้นก็สงบลง
นางพลันรู้สึกวูบโหวง [ศิษย์น้องหญิงลั่ว... ตายแล้วอย่างนั้นหรือ?]
ทว่าในไม่ช้า ศิษย์น้องหญิงลั่วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน และเริ่มเปล่งเสียงครวญครางแห่งความสุขสมออกมาอีกครา
ในวินาทีนั้น อวี๋เอ้าชิงไม่เหลือคราบของหญิงสาวผู้ถือตัวและทะนงตนอีกต่อไป นางดูเหมือนเม่นที่พยายามจะสลัดหนามทิ้ง เพียงเพื่อต้องการอยู่ตามลำพัง
หยางไค่เองก็มาถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน
เขารู้สึกว่าหากไม่ลงมือทำอะไรบางอย่างในตอนนี้ เขาจะต้องสูญเสียการควบคุมไปอย่างแน่นอน
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ ฝูงแมลงยักษ์ขนาดเท่ามนุษย์จำนวนมากก็พุ่งทะยานเข้ามาในถ้ำ พวกมันมุ่งตรงไปยังเมี๊ยวหลินและลั่วเชียนเชียน เงื้อกรงเล็บอันคมกริบขึ้นสูงก่อนจะฟาดลงมาอย่างอำมหิต
เสียงกรีดร้องแปรเปลี่ยนไปในทันที เมี๊ยวหลินและลั่วเชียนเชียนเกือบจะถูกเสียบทลุร่างก่อนจะถูกแมลงยักษ์เหล่านั้นลากตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
“ศิษย์พี่หญิงเอ้าชิง ช่วยข้าด้วย!” ลั่วเชียนเชียนแผดร้องด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
อวี๋เอ้าชิงได้แต่นั่งตัวสั่นงันงก นางจะมีเรี่ยวแรงที่ไหนไปช่วยใครได้?
หลงเหลือไว้เพียงรอยเลือดสีแดงฉานที่ลากเป็นทาง เมี๊ยวหลินและลั่วเชียนเชียนถูกฝูงแมลงลากหายลับไปในความมืด
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงหวีดร้องอันโศกเศร้าก็แว่วดังขึ้น ก่อนจะค่อยๆ แผ่วเบาลงและเงียบหายไปในที่สุด
เป็นไปตามที่เมี๊ยวหลินเคยกล่าวไว้ ได้ลิ้มรสความสุขสมก่อนตาย ย่อมตายไปโดยไร้ซึ่งความเสียดาย
หลังจากเสียงของทั้งสองเงียบหายไปนานพอควร อวี๋เอ้าชิงจึงค่อยๆ คลายมือออกจากหู นางหันกลับไปมองยังทางออก เมื่อพวกมันจากไปแล้ว นางก็ไม่อาจหักห้ามความรู้สึกโล่งใจได้
ฉากเหตุการณ์เมื่อครู่นั้นน่าอับอายเกินกว่าที่นางจะทนรับไหว ดังนั้นแม้จะรู้ว่าศิษย์น้องชายและศิษย์น้องหญิงเพิ่งจะสิ้นชีพไปต่อหน้าต่อตา แต่ในใจของนางกลับไร้ซึ่งความเสียใจ มีเพียงความโล่งอกเล็กน้อยเท่านั้น
ขณะที่นางกำลังลูบอกและถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางพลันพบว่าชายหนุ่มผู้นั้นกำลังจ้องมองนางด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความกระหาย ทันใดนั้น เขาก็สปริงตัวลุกขึ้นดุจพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะตะครุบเหยื่อ พุ่งทะยานเข้าหานางอย่างดุดัน
เสียงหอบหายใจของเขาหนักหน่วง ลมหายใจร้อนผ่าว เขามีแววตาเยี่ยงเดียวกับเมี๊ยวหลินไม่มีผิดเพี้ยน ไม่สิ... เขาดูคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเมี๊ยวหลินเสียอีก
“เจ้าหาที่ตาย!” อวี๋เอ้าชิงแผดร้องพลางซัดฝ่ามือเข้าใส่หยางไค่
หยางไค่เองก็ซัดฝ่ามือสวนกลับไปเช่นกัน [สามระเบิดตะวันเผาผลาญ]!
ปราณหยางบริสุทธิ์อันดุดันสามสายพุ่งทะลวงเข้าสู่แขนอันบอบบางของอวี๋เอ้าชิง แม้นางจะมีระดับบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตแยกและรวมจิตขั้นที่หก แต่เมื่อไม่นานมานี้นางเพิ่งจะกรำศึกหนักกับพวกแมลง ยามนี้นางยังฟื้นฟูพลังปราณได้ไม่มากนัก ประกอบกับสภาพจิตใจที่สั่นคลอน นางจึงไม่อาจสำแดงพลังออกมาได้แม้แต่สามส่วน แล้วนางจะต้านทานท่าไม้ตายอันพิลึกกึกกือของหยางไค่ได้อย่างไร?
เมื่อพลังปราณระเบิดออกมาครั้งแรก นางยังพอคลี่คลายมันได้ แต่ไม่ทันไรระเบิดสายที่สองอันรุนแรงกว่าก็ตามมา อวี๋เอ้าชิงพยายามโคจรพลังปราณต้านทานอย่างสุดชีวิตจนเริ่มรู้สึกหวาดกลัว และเมื่อระเบิดสายที่สามปะทุขึ้น ใบหน้าของอวี๋เอ้าชิงก็พลันซีดเผือด
นางกรีดร้องออกมาคำหนึ่ง ร่างลอยกระเด็นออกไปดุจว่าวที่สายป่านขาด แขนหยกเนียนนุ่มสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายจนแทบจะทำให้นางหลั่งน้ำตาออกมาในทันที
ยังไม่ทันที่นางจะได้พยุงตัวขึ้น หยางไค่ก็โผมาถึงข้างกายเขาซัดฝ่ามือเข้าใส่อีกครั้งจนแขนอีกข้างของนางหลุดจากหัวไหล่
อวี๋เอ้าชิงข่มกลั้นความเจ็บปวด กระแทกเข่าเข้าใส่จุดยุทธศาสตร์ของหยางไค่อย่างไร้ปรานี หยางไค่เบี่ยงกายหลบได้อย่างหวุดหวิดก่อนจะซัดฝ่ามือลงไปอีกครา ลมพัดผ่านวูบหนึ่ง อวี๋เอ้าชิงครางออกมาเบาๆ ขาของนางพลันอ่อนแรงลง
บัดนี้อวัยวะทั้งสามส่วนถูกทำให้ไร้สภาพ อวี๋เอ้าชิงไม่อาจแม้แต่จะยืนหยัดขึ้นมาได้ นับประสาอะไรกับการต่อต้าน
นางมองดูชายหนุ่มที่มีดวงตาสีแดงฉานดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งด้วยราคะ เขาก้มร่างลงมาทับซ้อนบนตัวนาง จุมพิตไปที่ลำคอและพวงแก้มของนางอย่างรุนแรง
ขณะที่มือของเขาบีบเค้นลงบนทรวงอก เขาก็ไม่ได้แสดงความเวทนาหรือความปรานีใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย มีเพียงการโหมจู่โจมร่างกายนางอย่างป่าเถื่อนและสิ้นคิด
“ไม่... ได้โปรด หยุดเถอะ...” อวี๋เอ้าชิงดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดกำลัง น้ำตาไหลนองหน้าขณะที่นางได้ยินเสียงเสื้อผ้าของตนถูกฉีกกระชากออก แต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืน
ร่างกายที่นวลเนียนดุจหยกสลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่าศิษย์ชายในสำนักเมฆแดงนับไม่ถ้วนต่างเฝ้าฝันถึง บัดนี้กำลังถูกเปิดเปลือยต่อหน้าภายในถ้ำแห่งนี้ ผิวกายของนางนุ่มนวลขาวผ่องดุจหิมะอันบริสุทธิ์ ทว่ากลับเปราะบางราวกับจะแตกสลายได้เพียงแค่โดนลมพัดผ่าน ร่างระหงที่นางเคยภาคภูมิใจ
ชายหนุ่มผู้นั้นจุมพิตไล่ต่ำลงไปตามร่างกายของนาง ไม่สิ... เขาใช้ฟันกัดเสียมากกว่า! อวี๋เอ้าชิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเขาต้องทิ้งรอยเขี้ยวเอาไว้บนร่างนางอย่างแน่นอน
ความอัปยศอดสูเข้าท่วมท้นในใจ อวี๋เอ้าชิงรู้สึกราวกับหัวใจของนางได้แตกสลายไปแล้ว ชายหนุ่มเบื้องหน้านางในยามนี้ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาเปรียบเสมือนอสูรกายผู้กระหายเลือดที่หลุดมาจากขุมนรก โหดเหี้ยมและไร้ความปรานีจนน่าสยดสยองถึงขีดสุด
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.