ตอนที่ 5275
5273 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 5275, I Suggest You Make Some Soup
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 14:47
## บทที่ 5275, ข้าแนะนำให้เจ้านำมันไปทำซุป
**ผู้แปล: Silavin & Raikov**
**ตรวจสอบการแปล: PewPewLazerGun**
**บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร: Leo of Zion Mountain & Dhael Ligerkeys**
จากนั้น หยางไค่จึงเริ่มบอกเล่าถึงศึกสายเลือดที่กองทัพอุดร-ทักษิณได้ต่อสู้กับกองทัพเผ่าหมึก เพื่อสกัดกั้นไม่ให้พวกมันละทิ้งด่านวิวัฒน์สวรรค์และหวนกลับไปเสริมกำลังยังนครหลวง
เขายังเล่าถึงการถอนกำลังของกองทัพบูรพา-ประจิมออกจากนครหลวง, ความตื่นตระหนกของเหล่าเผ่าหมึก ณ ด่านวิวัฒน์สวรรค์ และการเจรจาต่อรองกับกองทัพอุดร-ทักษิณ ซึ่งนำไปสู่การที่กองทัพวิวัฒน์สวรรค์สามารถยึดคืนด่านได้โดยไม่ต้องหลั่งเลือดอีกต่อไป
หยางไค่พยายามถ่ายทอดทุกรายละเอียดทีละเล็กทีละน้อยอย่างสุดความสามารถ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการเผชิญหน้าของกองทัพวิวัฒน์สวรรค์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
หลังจากเล่าจบ เขาก็รู้สึกหวนรำลึกถึงการทัพที่ยาวนานกว่า 100 ปี เซี่ยงซานแห่งกองทัพบูรพา-ประจิม และหมี่จิงหลุนแห่งกองทัพอุดร-ทักษิณ ได้แสดงอัจฉริยภาพเชิงกลยุทธ์ออกมาอย่างเต็มที่ หากมิใช่เพราะทั้งสองคอยบัญชาการในแต่ละแนวรบ ต่อให้มีกำลังพลมากกว่านี้ถึงสองเท่า การจะทวงคืนด่านวิวัฒน์สวรรค์ภายในเวลาเพียง 150 ปี ก็ยังคงเป็นได้เพียงฝันอันไกลโพ้น
หยวนซิงเก๋อยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าในใจของเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
หลังจากรับฟังทุกอย่าง บรรพจารย์จึงพยักหน้า "พวกเจ้าทุกคนลำบากกันมากแล้ว"
หยางไค่มิกล้ารับความดีความชอบนั้นไว้ เขาประสานหมัดคารวะ "ศิษย์ผู้น้อยเป็นเพียงทหารเลกคนหนึ่งในแนวหน้า ความสำเร็จในวันนี้ล้วนเกิดขึ้นได้ด้วยความทุ่มเทและสติปัญญาของเหล่าผู้อาวุโสทุกท่านขอรับ"
บรรพจารย์แย้มยิ้มให้เขา เห็นได้ชัดว่าพึงพอใจในความถ่อมตนของเขาอย่างยิ่ง
ทว่า บรรพจารย์ย่อมทราบดีว่า บางทีแม้แต่เด็กหนุ่มตรงหน้าก็อาจไม่ตระหนักว่าการมาถึงของเขานั้นได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงเพียงใดให้แก่สมรภูมิหมึกทั้งหมด
ไม่ต้องกล่าวถึงแสงชำระล้างที่สามารถขจัดและชำระล้างพลังแห่งหมึกได้ แม้กระทั่งโอสถชำระล้างหมึกที่กำลังถูกผลิตขึ้นเป็นจำนวนมากในทุกด่านใหญ่ ก็ล้วนถูกค้นพบโดยหยางไค่ขณะที่เขากำลังสำรวจโลกที่ถูกผนึกอยู่ ยังมีเรือรบชำระล้างหมึกที่ประจำการอยู่กับทุกกองทัพอีก นวัตกรรมเหล่านี้มีสิ่งใดบ้างที่ไม่มีตราประทับของเด็กหนุ่มผู้นี้?
บัดนี้ การขุดหาทรัพยากรของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ง่ายดายขึ้นมาก ต้องขอบคุณกระจกสุญญะหยินหยางฉบับปรับปรุง
หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เผ่าพันธุ์มนุษย์จะคาดหวังถึงการยึดคืนด่านวิวัฒน์สวรรค์ได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะวางแผนสำหรับการกรีธาทัพในอนาคตได้อย่างไร?
กล่าวได้ว่าแม้ระดับพลังของเด็กหนุ่มตรงหน้าจะยังไม่สูงส่งนัก แต่เขาก็คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสมรภูมิหมึกทั้งหมด แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นเก้าผู้สูงศักดิ์ก็มิอาจประเมินคนเช่นนี้ต่ำไปได้ เพราะบ่อยครั้งที่ตัวตนเช่นนี้สามารถสร้างความแตกต่างอันยิ่งใหญ่ได้ด้วยพลังเพียงน้อยนิด ในจุดที่แม้แต่พวกเขาเองก็อาจไม่ตระหนัก ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะส่งอิทธิพลต่อชะตากรรมของทั้งเผ่าพันธุ์
บรรพจารย์ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดอีก เขาเรียกหยางไค่มาที่นี่เพียงเพื่อต้องการทราบสถานการณ์การทัพของกองทัพวิวัฒน์สวรรค์ และเมื่อได้ทราบแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใดให้มากความ
บรรพจารย์ยังคงป้อนหญ้าอ่อนให้วัวดำด้วยมือของตนเองต่อไป ท่าทางของเขาไม่ต่างจากชาวนาชราในหุบเขา ปราศจากซึ่งกลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขามแม้แต่น้อย
หยวนซิงเก๋อจึงพาหยางไค่ถอยออกมา
ก่อนจากไป บรรพจารย์ได้มอบเนื้อวัวหลายสิบชั่งเป็นรางวัลแก่หยางไค่ที่อุตส่าห์เสียสละเวลาเดินทางมา เนื้อวัวนั้นสดใหม่ยิ่งนัก เลือดยังไม่ทันแห้งเหือด ราวกับเพิ่งถูกชำแหละมาสดๆ ร้อนๆ
หลังจากออกจากจักรวาลย่อยของบรรพจารย์ หยางไค่ที่แบกเนื้อวัวชุ่มเลือดหนักหลายสิบชั่งอยู่ก็ถามหยวนซิงเก๋อด้วยสีหน้าเปี่ยมความคาดหวัง "ท่านอาวุโส เนื้อวัวนี่... มันมีอะไรพิเศษหรือไม่ขอรับ?"
เขาไม่กล้าพอที่จะเอ่ยถามคำถามเช่นนี้ต่อหน้าบรรพจารย์โดยตรง
แต่เมื่อออกมาแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังตัวถึงเพียงนั้น หยางไค่คงนอนไม่หลับแน่หากไม่ได้คำตอบ
หยวนซิงเก๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว "รสสัมผัสของมัน... ดีละมั้ง?"
สีหน้าของหยางไค่พลันมืดครึ้มลง "ท่านอาวุโส ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น..." เขาใช้มือนวดขมับครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดอย่างตรงไปตรงมา "เนื้อวัวของท่านบรรพจารย์ หากกินเข้าไปแล้วจะมีผลพิเศษอันใดหรือไม่ขอรับ?"
หยวนซิงเก๋อจึงแนะ "เจ้าก็ได้เห็นวัวดำที่บรรพจารย์เลี้ยงแล้ว เจ้าสังเกตหรือไม่ว่ามันมีสายเลือดเทวะอันใดอยู่ในตัวมัน?"
หยางไค่ขบคิดครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า "พวกมันเป็นเพียงวัวดำธรรมดาขอรับ"
หยวนซิงเก๋อเหลือบมองเขา "แล้วเจ้าคาดหวังสิ่งใดกันเล่า?"
หยางไค่ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ "เนื้อวัวนี่มาจากวัวที่บรรพจารย์เลี้ยงเองหรือขอรับ?"
หยวนซิงเก๋อให้คำตอบที่คลุมเครือ "ข้าแนะนำให้เจ้านำมันกลับไปปรุงเป็นซุป วัวที่บรรพจารย์เลี้ยงมีกลิ่นสาบค่อนข้างแรง รสชาติไม่ค่อยอร่อยนัก"
เขาพูดด้วยท่าทีของผู้มากประสบการณ์
หยางไค่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เมื่อมองดูเนื้อวัวชุ่มเลือดหนักหลายสิบชั่งในมือ เขาก็ได้แต่ถอนหายใจและเก็บมันเข้าจรัสสุญญะไปเงียบๆ
อย่างไรเสีย นี่ก็ยังเป็นของขวัญจากท่านบรรพจารย์ เมื่อกลับไปแล้ว เขาจะนำมันไปทำซุปแล้วแบ่งให้สมาชิกหน่วยอรุณได้ลิ้มลองรสชาติ ทุกคนต่างก็ทำงานกันอย่างหนักหนาสาหัสมาตลอด 150 ปีที่ผ่านมา
หลังจากกลับมาถึงโถงใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายกลอวกาศ ปรมาจารย์ขั้นแปดบางส่วนยังคงรออยู่ที่นั่น ไม่ได้รีบร้อนจากไปไหน
หยวนซิงเก๋อเอ่ยถาม "ท่านพี่เทียนหลูยังไม่กลับมาหรือ?"
ปรมาจารย์ขั้นแปดผู้หนึ่งส่ายหน้า "พวกเรายังไม่ได้รับข่าวใดๆ เลยขอรับ"
หยวนซิงเก๋อพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปหาหยางไค่ "แล้วเจ้าเล่า? จะรออยู่ที่นี่หรือไม่?"
หยางไค่ประสานหมัด "ศิษย์ผู้น้อยมาที่นี่เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของค่ายกลอวกาศ บัดนี้ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ก็ถึงเวลาที่ข้าต้องกลับไปยังด่านวิวัฒน์สวรรค์แล้วขอรับ"
หยวนซิงเก๋อไม่ได้รั้งเขาไว้ "เช่นนั้นก็ไปเถิด"
เหล่าทหารที่เฝ้ายามอยู่บริเวณนี้ได้รับคำสั่งให้เตรียมวัตถุดิบสำหรับการเคลื่อนย้าย ในไม่ช้า หยางไค่ก็ไปยืนอยู่ ณ ใจกลางค่ายกล เมื่อค่ายกลขนาดมหึมาถูกเปิดใช้งานและประตูมิติปรากฏขึ้น ร่างของเขาก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
เขากำลังเตรียมใจว่าจะต้องเจอกับเหตุการณ์ซ้ำรอยที่พบก่อนหน้านี้ แต่การเดินทางครั้งนี้กลับราบรื่นอย่างสมบูรณ์
ในไม่ช้า หยางไค่ก็ปรากฏตัวขึ้นบนค่ายกลอวกาศ ณ ด่านวิวัฒน์สวรรค์ ที่นั่นมีกลุ่มปรมาจารย์ค่ายกลกำลังกรูกันเข้ามาสอบถามถึงสถานการณ์ก่อนหน้านี้
หยางไค่เล่าเหตุการณ์ที่เขาประสบมาอย่างคร่าวๆ แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าปัญหาอยู่ที่ใดกันแน่
"ก่อนหน้านี้มีคนจากด่านวายุเมฆามาหรือไม่ขอรับ?"
ปรมาจารย์เฒ่าศีรษะล้านตอบ "อืม ชายผู้หนึ่งที่อ้างตนว่าเป็นผู้บัญชาการกองทัพอุดรแห่งด่านวายุเมฆา นามว่าเทียนหลู ตอนนี้เขากำลังสนทนากับผู้บัญชาการทัพเซี่ยงซานและคนอื่นๆ อยู่"
ปรมาจารย์เฒ่าร่างท้วมจึงถามต่อ "เจ้าหนูหยาง ค่ายกลอวกาศของเราซ่อมเสร็จแล้วหรือไม่?"
หยางไค่ขมวดคิ้ว "ข้าคิดว่าน่าจะถือว่าซ่อมเสร็จแล้วนะขอรับ"
"แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เล่า?"
หยางไค่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "บางทีอาจมีบางสิ่งอุดตันอยู่ในห้วงมิติ เนื่องจากเส้นทางระหว่างสองสถานที่นี้ไม่ได้ถูกเปิดใช้งานมาเป็นเวลานาน? จากนั้นพอข้าเข้าไปด้วยตนเอง การอุดตันนั้นจึงถูกขจัดออกไป?"
เหล่าปรมาจารย์เฒ่าต่างนิ่งอึ้งไปกับคำอธิบายที่ไม่แน่นอนของเขา
ทว่า นอกจากคำอธิบายนี้แล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีคำอธิบายอื่นใดอีก ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาเกิดขึ้นเฉพาะในการเดินทางครั้งแรกของหยางไค่เท่านั้น หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นการมาของเทียนหลูจากด่านวายุเมฆา หรือการเดินทางกลับของหยางไค่ ทุกอย่างก็ราบรื่นดี
จากข้อเท็จจริงนี้เพียงอย่างเดียว ก็ดูเหมือนว่าค่ายกลอวกาศได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว
เมื่อการซ่อมแซมเสร็จสิ้น ก็ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
หยางไค่เดินทางไปรายงานเรื่องนี้ต่อหลิวจือผิงด้วยตนเอง และนางก็กล่าวชื่นชมเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ในทันที ได้มีการจัดเตรียมเพื่อส่งข่าวการทวงคืนด่านวิวัฒน์สวรรค์ได้สำเร็จไปยังด่านใหญ่แต่ละแห่ง
เป็นเรื่องธรรมดาที่ข่าวดีเช่นนี้จะต้องถูกแจ้งให้ทราบทั่วทั้งเผ่าพันธุ์ ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และยิ่งข่าวไปถึงพวกเขาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
ในไม่ช้า หยกจารึกที่ผนึกกลิ่นอายของบรรพจารย์เสี่ยวเซี่ยวไว้ก็ถูกส่งผ่านค่ายกลอวกาศไปยังด่านใหญ่แต่ละแห่ง พร้อมกับข่าวดีที่ถูกบันทึกไว้ภายใน
การใช้งานค่ายกลอวกาศความเร็วสูงแต่ละครั้งต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ปริมาณการใช้วัตถุดิบจะแตกต่างกันไปตามระดับพลังของผู้บำเพ็ญฌาน โดยรวมแล้ว ยิ่งระดับพลังสูงเท่าใด การใช้ทรัพยากรก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ทว่า หากเป็นเพียงการส่งสิ่งของเช่นหยกจารึก ปริมาณการใช้ก็จะลดลงจนเหลือน้อยที่สุด
ดังนั้น ด้วยทรัพยากรสำรองที่มีอยู่ในปัจจุบันของด่านวิวัฒน์สวรรค์ จึงเพียงพอที่จะสนับสนุนภารกิจง่ายๆ เช่นการส่งหยกจารึกออกไปได้
อย่างไรก็ตาม พวกเขาต้องส่งหยกจารึกไปยังด่านใหญ่แต่ละแห่ง ดังนั้นจึงยังคงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าภารกิจนี้จะเสร็จสิ้น
หลายวันผ่านไป ด่านวิวัฒน์สวรรค์ได้เปิดและปิดค่ายกลอวกาศไปแล้วกว่า 100 ครั้ง เพื่อส่งหยกจารึกกว่า 100 ชิ้นที่พวกเขามีออกไป
ในช่วงเวลานี้ หยางไค่ยังคงอยู่ข้างค่ายกล คอยตรวจสอบสภาพของมันอยู่ตลอดเวลา
โชคดีที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นในการเปิดใช้งานแต่ละครั้ง ดังนั้นหยกจารึกทั้งหมดจึงถูกส่งออกไปได้สำเร็จ
ด้วยเหตุนี้ ดูเหมือนว่าค่ายกลอวกาศของด่านวิวัฒน์สวรรค์จะได้รับการซ่อมแซมอย่างแท้จริงแล้ว
ในที่อื่นๆ ข่าวความสำเร็จของพวกเขาได้รับการต้อนรับด้วยความปิติยินดีอย่างใหญ่หลวงในทุกด่านใหญ่ ความอัปยศตลอดสามหมื่นปีได้ถูกชำระล้างจนหมดสิ้นในที่สุด
เป็นที่ประจักษ์แก่เหล่าผู้บังคับบัญชาว่าเมื่อด่านวิวัฒน์สวรรค์ถูกยึดคืนกลับมาได้แล้ว นั่นหมายความว่าการกรีธาทัพครั้งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ดังนั้นพวกเขาจึงต่างแอบเตรียมการสำหรับเรื่องนี้กันอย่างลับๆ
อันที่จริงแล้ว นับตั้งแต่ที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ตัดสินใจที่จะยึดคืนด่านวิวัฒน์สวรรค์ พวกเขาก็ได้เตรียมการสำหรับการกรีธาทัพมาโดยตลอดแล้ว หอกเทวะขจัดอสูรที่สร้างขึ้นโดยปรมาจารย์หม่าฝานคืออาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการกรีธาทัพครั้งนี้ และเพื่อซ่อนมันไว้ กองทัพวิวัฒน์สวรรค์จึงไม่กล้าใช้งานมันเลยตลอดทั้งสงครามเพื่อยึดคืนด่านวิวัฒน์สวรรค์ ด้วยเกรงว่าข่าวจะรั่วไหลออกไป ทำให้เผ่าหมึกต้องระแวดระวัง
หากพวกเขาใช้หอกเทวะขจัดอสูร การทวงคืนด่านวิวัฒน์สวรรค์คงจะง่ายดายกว่านี้มากและพวกเขาคงสูญเสียน้อยลง แต่การทำเช่นนั้นจะเป็นผลเสียต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดในระยะยาว
...
วันหนึ่ง หยางไค่กำลังนำเหล่าปรมาจารย์ขอบเขตสู่สวรรค์ขั้นเจ็ดของหน่วยอรุณออกค้นหาสถานที่ที่เหมาะสม
หน่วยอรุณยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้ว่าพวกเขาจะสูญเสียฉีไท่ชูไปในสงครามครั้งก่อน แต่พวกเขาก็ได้อีกาโลหิตเข้ามาเสริมทัพ ทำให้จำนวนปรมาจารย์ขอบเขตสู่สวรรค์ขั้นเจ็ดของหน่วยอรุณยังคงมีอยู่ถึง 8 คนเช่นเดิม
เจตนาของหยางไค่ที่นำเหล่าปรมาจารย์ขั้นเจ็ดออกมาในครั้งนี้มิใช่เพื่อไปก่อเรื่องกับเผ่าหมึก
เผ่าหมึกในสมรภูมิวิวัฒน์สวรรค์กำลังซ่อนตัวเลียแผลอยู่ในนครหลวงของพวกมัน พวกมันจะกล้าเดินทางมาไกลถึงด่านวิวัฒน์สวรรค์ได้อย่างไร?
เหล่าปรมาจารย์ขั้นเจ็ดเหล่านี้ถูกนำมาที่นี่เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์
หนึ่งร้อยห้าสิบปีได้ล่วงลับไปนับตั้งแต่หยางไค่ออกจากด่านนภาสีคราม และด้วยกระแสเวลาในจักรวาลย่อยของเขาที่เร็วกว่าภายนอกถึงสี่เท่า นั่นหมายความว่าเกือบเจ็ดร้อยปีได้ผ่านพ้นไปแล้วในทวีปสุญญะ
ในช่วงเจ็ดร้อยปีนี้ ศิษย์ใหม่จำนวนมากได้บำเพ็ญเพียรจนถึงจุดสูงสุดภายในตำหนักมรรคาแห่งสุญญะ และบัดนี้มีเยาวชน 10 คนที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะทะลวงสู่ขอบเขตสู่สวรรค์แล้ว
การบำรุงเลี้ยงจากร่างแยกของพฤกษาโลกส่งผลกระทบต่อจักรวาลย่อยของหยางไค่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้ศิษย์ของตำหนักมรรคาแห่งสุญญะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ ในช่วงสงครามกับเผ่าหมึกในสมรภูมิวิวัฒน์สวรรค์ หยางไค่อยู่ในสถานะที่ไม่สามารถปล่อยให้ศิษย์เหล่านี้ทะลวงผ่านได้ แต่บัดนี้เมื่อสถานการณ์สงบลงแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเท่าแต่ก่อน
ผู้บำเพ็ญฌาน 10 คนจำเป็นต้องทะลวงสู่ขอบเขตสู่สวรรค์ ดังนั้นหยางไค่เพียงคนเดียวจึงไม่สามารถคุ้มกันพวกเขาทั้งหมดได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงลากปรมาจารย์ขั้นเจ็ดทั้งหมดของหน่วยอรุณออกมาที่นี่เพื่อให้พวกเขาช่วยเหลือ ด้วยวิสัยทัศน์และความสามารถในปัจจุบันของเหล่าปรมาจารย์ขั้นเจ็ดแห่งหน่วยอรุณ การคุ้มกันเจ้าตัวเล็กเหล่านี้จึงไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย
เขาใช้เวลาไม่นานในการเลือกจุดที่เหมาะสมในห้วงมิติ หลังจากมองซ้ายมองขวาและยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ แล้ว หยางไค่ก็โบกมือ และเมื่อห้วงมิติเบื้องหน้าบิดเบี้ยว ผู้บำเพ็ญฌานขอบเขตจักรพรรดิ 10 คนก็ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าต่อหน้าเขา
ในหมู่พวกเขามีทั้งชายและหญิงอย่างละครึ่ง ทุกคนมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือพวกเขาทั้งหมดดูอ่อนเยาว์และเปี่ยมด้วยพลัง
มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่างที่ผู้บำเพ็ญฌานจะดูอ่อนเยาว์ถึงเพียงนี้ นั่นคือพวกเขาได้ฝึกฝนวิชาเสริมความงาม หรือไม่ก็พวกเขาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ตราบใดที่คนผู้หนึ่งสามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งและก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรได้อย่างรวดเร็ว กาลเวลาก็จะไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนรูปลักษณ์ของพวกเขามากนัก
เหล่าจักรพรรดิเบื้องหน้าเห็นได้ชัดว่าเป็นพวกหลัง เนื่องด้วยพลังบำรุงเลี้ยงของร่างแยกพฤกษาโลก ประกอบกับพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรที่มีมาแต่กำเนิด เยาวชนเหล่านี้จึงทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดบนเส้นทางแห่งยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.