ตอนที่ 5720
5718 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 5720, Is This What You Meant?
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 15:45
## บทที่ 5722: ที่เจ้ากล่าว...หมายถึงสิ่งนี้ใช่หรือไม่?
**ผู้แปล**: ศิลวินทร์ และ เตีย
**ผู้ตรวจทานคำแปล**: พิวพิวเลเซอร์กัน
**บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร**: ลีโอแห่งภูผาสิงห์ และ เดล ไลเกอร์คีย์ส
รอบกายของหยางไค่ กฎเกณฑ์แห่งห้วงมิติและพลังแห่งเต๋าหลากสายปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่เขาแค่นเสียงเย็นชา “สิ่งที่ข้าต้องการ พวกเจ้าให้ไม่ได้หรอก”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น โม่น่าเย่ก็สงบใจลงได้บ้าง เดิมทีเขากังวลว่าหยางไค่จะไม่สนใจและปฏิเสธที่จะเจรจาด้วย แต่ในเมื่อหยางไค่ยอมเอ่ยปาก นั่นย่อมหมายความว่าหยางไค่มีข้อเรียกร้อง วิกฤตในวันนี้อาจไม่ใช่ทางตันเสียทีเดียว!
เขารีบเปล่งเสียงดังขึ้น “ท่านราชันย์ก็ประทับอยู่ที่นี่ แม้ข้าโม่น่าเย่จะไม่สามารถสนองตอบข้อเรียกร้องของท่านได้ แต่ท่านกำลังจะบอกหรือว่าแม้แต่ท่านราชันย์ก็ยังทำไม่ได้? แต่ว่า... สหายหยาง ข้าหวังว่าท่านจะไม่เรียกร้องในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้”
สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือหยางไค่จะเรียกร้องให้ราชันย์ปลิดชีพตนเองตรงนั้น หากคำพูดเช่นนั้นหลุดออกจากปากหยางไค่ การเจรจาทั้งหมดคงต้องพังครืนลงทันที
ไม่ว่าราชันย์จะให้ความสำคัญกับโม่น่าเย่มากเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นเขาสำคัญไปกว่าตนเอง พระองค์ย่อมไม่ทำร้ายตัวเองเพียงเพื่อโม่น่าเย่เป็นแน่
ทันทีที่โม่น่าเย่กล่าวจบ โม่ยู่ซึ่งยืนอยู่ด้านนอกก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมรับ “การเจรจาต่อรองย่อมเป็นไปได้!”
โม่ยู่มองออกว่าโม่น่าเย่อยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม และคงไม่ดีแน่หากต้องสูญเสียผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถเช่นนี้ไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การจัดการภายในเผ่าหมึกดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบภายใต้การนำของโม่น่าเย่ มีเพียงแผนการล้อมสังหารหยางไค่ครั้งนี้เท่านั้นที่ส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก แต่ถึงกระนั้น ตัวแผนการเองก็ไม่ได้มีข้อผิดพลาดอะไร มันเป็นเพียงความบังเอิญอย่างมหาศาลที่เงาฉายของเตาหลอมจักรวาลปรากฏขึ้นในสถานที่และเวลาเช่นนี้ ซึ่งโชคร้ายที่มันทำให้หยางไค่มีโอกาสได้หยุดพักหายใจ
กล่าวโดยสรุป โม่น่าเย่เป็นผู้ที่มีความสามารถสูงและจงรักภักดีอย่างยิ่ง หากมีหนทางที่จะช่วยเขาได้ โม่ยู่ย่อมไม่รังเกียจที่จะลองดูสักครั้ง
เมื่อหยางไค่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น การเคลื่อนไหวในมือของเขาก็ค่อยๆ ช้าลง เหล่าเจ้าดินแดนที่เหนื่อยล้าจากการวิ่งหนีเอาชีวิตรอดต่างลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้เห็นภาพนั้น
ครู่ต่อมา หยางไค่ก็เอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว “ทลายอภิมหาค่ายกลที่อยู่รายล้อม ข้าต้องการจากไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย!”
โม่น่าเย่หันไปมองโม่ยู่ ราชันย์ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้ายอมรับในที่สุด “ดี ข้าสามารถทลายค่ายกลได้ ข้ากระทั่งสามารถนำเจ้าดินแดนทั้งหมดล่าถอยออกไป ขอเพียงเจ้าหยุดการกระทำของเจ้า!”
หยางไค่ส่ายหน้า “ข้าไม่ไว้ใจพวกเจ้า แม้พวกเจ้าจะจากไป ใครจะรับประกันได้ว่าพวกเจ้าจะไม่ลอบย้อนกลับมาอย่างลับๆ? ข้าเคยประจักษ์ในความแข็งแกร่งของราชันย์มาก่อน ข้าจะป้องกันตัวเองได้อย่างไรหากท่านลอบโจมตีข้าหลังจากที่ข้าออกไปแล้ว? ในสถานการณ์นั้น ท่านเพียงแค่ต้องถ่วงเวลาข้าไว้ชั่วครู่จนกว่าอภิมหาค่ายกลจะก่อตัวขึ้นอีกครั้ง!”
โม่ยู่รีบกล่าว “ข้าไม่คืนคำ!”
หยางไค่แค่นเสียงอย่างดูแคลน โม่ยู่ยอมรับอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่ากำลังวางแผนร้ายบางอย่างอยู่ มีสิ่งหนึ่งที่หยางไค่มั่นใจได้ หากเขาออกจากห้วงมิติภายในเงาฉายนี้ไป อีกฝ่ายจะต้องลงมือโจมตีอย่างแน่นอน มันคงจะยุ่งยากน่าดูหากศัตรูตัดเส้นทางหลบหนีของเขาแล้วระดมกำลังเข้าต่อสู้
โม่ยู่ตวาดอย่างหมดความอดทน “เจ้าต้องการอะไรกันแน่? เจ้าจะจากไปได้อย่างไรในเมื่อเจ้าอยากจะไปแต่กลับไม่ยอมออกไป?”
โม่น่าเย่เกลี้ยกล่อม “สหายหยาง ท่านราชันย์ทรงแสดงความจริงใจอย่างยิ่งแล้ว”
หยางไค่ตอบกลับ “ในเมื่อพระองค์จริงใจ ก็จงทำตามที่ข้าบอก มิฉะนั้น การเจรจาทั้งหมดถือเป็นอันสิ้นสุด”
โม่ยู่ข่มความโกรธเกรี้ยวและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ว่ามา”
หยางไค่มีแผนอยู่ในใจแล้ว และกล่าวขึ้นทันที “ข้าต้องการให้เผ่าหมึกติดต่อแนวหน้าและส่งรังหมึกสื่อสารหนึ่งรังไปยังกองบัญชาการสูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ส่วนที่เหลือ เผ่าหมึกมิจำเป็นต้องกังวล”
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เขาต้องการการคุ้มกันจากยอดฝีมือของเผ่าพันธุ์มนุษย์หากต้องการจะจากไปอย่างปลอดภัย ทว่าตอนนี้เขาไม่มีหนทางที่จะติดต่อกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เลย การยืมรังหมึกเพื่อการสื่อสารจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ของเขา ด้วยวิธีนี้ เขาสามารถติดต่อกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้โดยตรงและอธิบายสถานการณ์ที่นี่ได้อย่างชัดเจน
ไม่จำเป็นต้องมีการคุ้มกันมากมาย ขอเพียงยอดฝีมือระดับเปิดสวรรค์ขั้นเก้าเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว!
แม้ว่าการกระทำของเขาจะเปิดเผยความจริงที่ว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์มียอดฝีมือระดับเปิดสวรรค์ขั้นเก้าซ่อนตัวอยู่ แต่เมื่อเตาหลอมจักรวาลกำลังจะปรากฏตัว ในไม่ช้าความจริงนี้ก็ต้องถูกเปิดเผยอยู่ดี
อย่างไรเสีย เผ่าหมึกก็คาดเดามาโดยตลอดว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์มียอดฝีมือระดับเปิดสวรรค์ขั้นเก้าซ่อนอยู่ เพียงแต่พวกเขาไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมายืนยันความสงสัยนั้น
หลังจากได้ฟังข้อเรียกร้องของหยางไค่ โม่ยู่ก็เงียบไป ส่วนโม่น่าเย่ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด พวกเขายอมรับว่าข้อเรียกร้องของหยางไคนั้นเรียบง่ายเป็นพิเศษ แต่ในขณะเดียวกัน ข้อเรียกร้องนี้ก็รัดกุมอย่างยิ่ง มันไม่มีช่องว่างให้เผ่าหมึกลอบตุกติกได้เลย
โม่น่าเย่ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา เขารู้ดีว่าราชันย์จะไม่มีวันยอมรับข้อเรียกร้องของหยางไค่เป็นอันขาด เหตุผลที่ราชันย์ยอมทลายค่ายกลและล่าถอยไปพร้อมกับเหล่าเจ้าดินแดนก็เพราะสถานการณ์ที่ตามมาจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะซุ่มโจมตีหยางไค่อีกครั้ง...
ในทางกลับกัน หากพวกเขายอมรับข้อเรียกร้องของหยางไค่และปล่อยให้เขาติดต่อกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาของพวกเขาก็จะสูญเปล่า ที่สำคัญกว่านั้น เหล่าเจ้าดินแดนที่สละชีพไปก็จะตายโดยไร้ความหมาย
หยางไค่มองสีหน้าของโม่ยู่แล้วเย้ยหยัน “โม่น่าเย่ ดูเหมือนว่าราชันย์ของเจ้าไม่ได้เห็นค่าเจ้ามากนักนี่!”
โม่น่าเย่ถอนหายใจเบาๆ “เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะพยายามยุแยงให้แตกแยกไปไยเล่า สหายหยาง?” ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาหันไปโค้งคำนับอย่างนอบน้อมในทิศทางของโม่ยู่ เสียงของเขามั่นคงและกังวาน “ท่านราชันย์ แผนการครั้งนี้ได้สังเวยชีวิตเจ้าดินแดนโดยกำเนิดของเผ่าหมึกไปแล้วนับร้อย พระองค์ต้องไม่ปล่อยให้ความพยายามที่ผ่านมาของเราต้องสูญเปล่าเพียงเพราะผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้ มิฉะนั้น ในอนาคตจะต้องมีเจ้าดินแดนต้องสังเวยชีวิตอีกมากมาย”
“หยางไค่คืออัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ การกำจัดเขาทิ้งในตอนนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเตาหลอมจักรวาลกำลังจะปรากฏแก่โลก หากเขาได้รับโอกาสจากเตาหลอมจักรวาล เขาจะกลายเป็นมหันตภัยของเผ่าหมึกในอนาคตอย่างแน่นอน ท่านราชันย์ ไม่ว่าวันนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้จะมีชีวิตอยู่หรือตายไป พระองค์ต้องไม่ปล่อยให้ความพยายามของเหล่าพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ของเราต้องสูญเปล่า”
“ข้า โม่น่าเย่ ยินดีสละชีพเพื่อแลกกับชีวิตของยอดฝีมือเผ่าพันธุ์มนุษย์ หยางไค่!”
ถ้อยคำของเขาเปี่ยมด้วยความจริงใจอย่างที่สุด น้ำเสียงของเขาดังก้องไปทั่วห้วงมิติ โม่ยู่และเหล่าเจ้าดินแดนโดยกำเนิดมากมายที่อยู่ด้านนอกเงาฉายต่างรู้สึกสะเทือนใจอย่างลึกซึ้งกับคำพูดของเขา มีเพียงไม่กี่คนในหมู่เผ่าหมึกที่สามารถเมินเฉยต่อความเป็นความตายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้ เมื่อรวมกับความรู้สึกอันสูงส่งในความถูกต้องของเขาแล้ว เหล่าชาวเผ่าหมึกอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมในตัวเขา
เดิมที เจ้าดินแดนโดยกำเนิดหลายคนมีความคิดในแง่ลบต่อโม่น่าเย่ พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นเจ้าดินแดนโดยกำเนิด ดังนั้นจึงไม่ควรมีใครอยู่เหนือกว่าใคร หลายคนรู้สึกว่าโม่น่าเย่เป็นเพียงผู้โชคดีที่ใช้เคล็ดวิชาหลอมรวมต้นกำเนิดได้สำเร็จและคว้าตำแหน่งสุดท้ายที่มีอยู่ไป หลังจากที่เขากลายเป็นกึ่งราชันย์ เขาก็ได้แสดงไหวพริบและสติปัญญาที่ราชันย์ชื่นชม ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการทั้งหมดของเผ่าหมึก
ทว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนเขาจะไม่ได้อะไรจากสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และการเผชิญหน้ากับหยางไค่เลย ตรงกันข้าม เขากลับสร้างความสูญเสียอย่างหนักให้แก่เผ่าหมึก ใครๆ ก็สามารถทำเช่นนั้นได้ในตำแหน่งของเขา...
กระนั้น เจ้าดินแดนหลายคนอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนความคิดที่มีต่อโม่น่าเย่หลังจากได้ฟังคำพูดของเขา หากไม่นับเรื่องอื่น พวกเขาไม่มีทางเอ่ยถ้อยคำที่ลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยความถูกต้องเช่นนี้ หรือแสดงความเต็มใจที่จะสละตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้เลย!
โม่ยู่เหลือบมองโม่น่าเย่ แววตาฉายแววขออภัยขณะที่ความไม่พอใจเล็กน้อยที่เขามีต่อโม่น่าเย่จากความสูญเสียอย่างหนักในหมู่เจ้าดินแดนได้สลายไปจนหมดสิ้น เขากำลังลังเลว่าควรจะทำตามข้อเรียกร้องของหยางไค่และปล่อยให้คนหลังติดต่อกับเผ่าพันธุ์มนุษย์หรือไม่ แม้ว่านั่นจะเท่ากับปล่อยเสือเข้าป่า แต่เขาก็จะสามารถช่วยผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถอย่างโม่น่าเย่ไว้ได้
กระนั้น โม่ยู่ก็ตัดสินใจเด็ดขาดหลังจากได้ฟังคำปราศรัยสั้นๆ ของโม่น่าเย่
โม่น่าเย่พูดถูก หยางไค่เป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงต่อเผ่าหมึกแล้วทั้งที่เขาอยู่เพียงระดับเปิดสวรรค์ขั้นแปด บัดนี้เมื่อเตาหลอมจักรวาลกำลังจะปรากฏตัว ผลที่ตามมาจะเลวร้ายอย่างสุดจะคาดคิดหากเขาหนีรอดไปได้และได้รับโอกาสจากเตาหลอมจักรวาล!
[ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนยิ่งใหญ่เพียงใด วันนี้หยางไค่ต้องตายที่นี่!] โม่ยู่หลับตาลงเล็กน้อย เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาก็เปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหาร “หยางไค่ หากเจ้าหยุดตอนนี้ ข้าสัญญาว่าจะเพียงแปรเปลี่ยนเจ้าด้วยพลังหมึกเท่านั้น แต่หากเจ้ากล้าทำร้ายยอดฝีมือของเราอีกแม้แต่คนเดียว ข้าสาบานว่าจะฉีกร่างของเจ้าเป็นหมื่นๆ ชิ้นเมื่อถึงเวลานั้น!”
“เจ้า...หมายถึงสิ่งนี้ใช่หรือไม่?”
ขณะที่พูด หยางไค่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของเขาได้ชัดเจนภายใต้ผลกระทบของห้วงมิติที่พับซ้อนอย่างโกลาหล เมื่อเขาปรากฏตัวอีกครั้ง ฝ่ามือใหญ่ของเขาก็กำลังกุมศีรษะของเจ้าดินแดนที่บาดเจ็บสาหัสผู้หนึ่งไว้แน่น
เจ้าดินแดนผู้นั้นกำลังสับสนวุ่นวายจากการพยายามป้องกันตัวเองจากการโจมตีของห้วงมิติที่ไร้ระเบียบ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงถูกหยางไค่จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ในตอนนี้ เขาถูกตรึงไว้จนแน่นิ่งและตกอยู่ในกำมือของหยางไค่โดยสมบูรณ์
หยางไค่หันกลับไปจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของโม่ยู่ด้วยสีหน้าดุร้าย จากนั้นเขาก็ออกแรงบีบมือ และศีรษะของเจ้าดินแดนผู้นั้นก็แหลกสลายคามือ
เขายืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่ขยับเขยื้อน เพียงแค่กระตุ้นกฎเกณฑ์แห่งห้วงมิติเพื่อตามรอยตำแหน่งที่แท้จริงของเตาหลอมจักรวาล แต่ตอนนี้เขากำลังลงมืออย่างจริงจัง คำขู่ที่อำมหิตของโม่ยู่เป็นเพียงลมผ่านหูสำหรับเขาเท่านั้น
“หรือว่า เจ้าหมายถึงสิ่งนี้?” เขาถามอีกครั้ง ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เขาก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเจ้าดินแดนอีกผู้หนึ่งอย่างฉับพลัน เขาเรียกทวนมังกรครามออกมาและแทงทะลุร่างของเจ้าดินแดนผู้นั้น ด้วยการสะบัดทวน พลังโลกก็ระเบิดออก และเจ้าดินแดนผู้นั้นก็ระเบิดเป็นม่านโลหิต!
หลังจากสังหารเจ้าดินแดนไปเจ็ดแปดคนติดต่อกัน ในที่สุดหยางไค่ก็หยุดและเหลือบมองโม่ยู่อย่างเย้ยหยัน
โม่ยู่โกรธจัดจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยโทสะขณะที่คำรามลั่น “ดี ดีมาก! เจ้าจะต้องเสียใจ!”
กล่าวจบ เขาก็หลับตาลง สิ่งที่ตาไม่เห็น ใจก็จะไม่เจ็บปวด
หยางไค่ไม่ใส่ใจที่จะโต้เถียงกับโม่ยู่และเพียงแค่ควบคุมกฎเกณฑ์แห่งห้วงมิติต่อไป ในขณะเดียวกัน เขาก็หันไปมองโม่น่าเย่และยิ้มเล็กน้อย “เจ้าเล่ห์นัก!”
เขาไม่แน่ใจว่าคำพูดของโม่น่าเย่ก่อนหน้านี้เป็นความจริงใจหรือเป็นเพียงการแสดงให้คนอื่นเห็น มันอาจเป็นการผสมผสานของทั้งสองอย่าง กระนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโม่น่าเย่ได้ผลักดันทั้งตัวเขาเองและหยางไค่ให้จนมุม
อย่างไรก็ตาม นี่คือวิกฤตที่หยางไค่จะต้องเผชิญในที่สุด มันเป็นไปไม่ได้แล้วที่เขาจะจากไปได้ในทันทีที่โม่น่าเย่แอบจัดการให้ราชันย์และเหล่าเจ้าดินแดนโดยกำเนิดมาซุ่มโจมตีเขาที่นี่ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็ควรจะสังหารชาวเผ่าหมึกทั้งหมดที่ติดอยู่ภายในห้วงมิติในเงาฉายนี้เสียก่อน หลังจากผ่านไปสองปี การอยู่รอดของเขาจะถูกตัดสินโดยสวรรค์ในการต่อสู้ครั้งแตกหักนั้น!
บัดนี้มีเจ้าดินแดนโดยกำเนิดที่รอดชีวิตติดอยู่ภายในห้วงมิติในเงาฉายไม่ถึง 20 คน หากหยางไค่ต้องการจะกำจัดพวกเขา เขาก็สามารถฆ่าพวกเขาได้อย่างง่ายดาย มีเพียงโม่น่าเย่เท่านั้นที่สร้างปัญหาให้เขาอยู่บ้าง เขาจำเป็นต้องลดทอนกำลังของโม่น่าเย่และปล่อยให้บาดแผลของคนหลังค่อยๆ สะสมไปตามกาลเวลา จากนั้น เขาจะลงมือเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
พลังแห่งเต๋าและกฎเกณฑ์แห่งห้วงมิติยิ่งทวีความโกลาหลมากขึ้นเรื่อยๆ ภายในเงาฉาย การเคลื่อนที่อย่างสุ่มของห้วงมิติที่พับซ้อนเพิ่มความถี่ขึ้น มีอันตรายมากมายซุ่มซ่อนอยู่รอบตัวโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เหล่าเจ้าดินแดนที่รอดชีวิตมาได้ด้วยโชคช่วยก็ค่อยๆ สิ้นใจไปทีละคนตามกาลเวลา
ในทางกลับกัน โลหิตสีดำไหลทะลักออกจากร่างของโม่น่าเย่อย่างต่อเนื่องขณะที่จำนวนบาดแผลบนร่างกายของเขาค่อยๆ เพิ่มขึ้น กระนั้น เขาก็ไม่เต็มใจที่จะรอความตายโดยไม่ทำอะไรเลยแม้ว่าจะติดอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้ เขาเปลี่ยนตำแหน่งอย่างต่อเนื่องและเรียกพลังของตนออกมาเพื่อป้องกันตัวเอง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเสนอตัวสละชีพเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างกล้าหาญ แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดเมื่อเผชิญหน้ากับความตาย
เมื่อเวลาผ่านไป เหล่าเจ้าดินแดนโดยกำเนิดที่ติดอยู่ในห้วงมิติภายในเงาฉายก็ค่อยๆ สิ้นใจไปจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียว ทั่วทั้งห้วงมิติเต็มไปด้วยซากศพของเจ้าดินแดนเหล่านี้หลังจากการตายอันน่าสลด มันเป็นฉากที่นองเลือดและน่าสังเวชอย่างยิ่ง
ผู้รอดชีวิตเพียงสองคนจากการสังหารหมู่ครั้งนี้คือหยางไค่ ผู้ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากห้วงมิตินี้ และโม่น่าเย่ ผู้ซึ่งกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด สถานการณ์ของพวกเขานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หยางไค่กำลังผลักดันกฎเกณฑ์แห่งห้วงมิติของเขาจนถึงขีดสุดอย่างสบายๆ ในทางกลับกัน โม่น่าเย่อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ สถานการณ์ของพวกเขานั้นช่างตัดกันอย่างชัดเจน
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.