ตอนที่ 1034
1034 / 2060
อ่าน 15 นาที
Chapter 1034
เผยแพร่เมื่อ 4 เม.ย. 2569 00:01
ช่วงเวลาแห่งความสุขและวิกฤต—ผู้คนจะจดจำช่วงเวลาไหนได้ยาวนานกว่ากัน? สำหรับเกริด เขาจดจำช่วงเวลาวิกฤตได้ยาวนานกว่า มันเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ เป็นกลไกการป้องกันตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องเผชิญกับวิกฤตเดิมซ้ำอีก และหนึ่งในวิกฤตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเกริดก็คือ...
[คุณได้ยินเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายของเบนเถา คุณไม่สามารถตั้งสติได้หลังจากได้ยินมัน]
[คุณสูญเสียความเยือกเย็น การร่ายทักษะกดใช้งาน (Active Skill) ทั้งหมดจะถูกยกเลิก]
[คุณได้ยินเสียงล่อลวงของครึ่งเทพ ‘ราชาตัวตลกวิปลาส เบนเถา’ การต้านทานล้มเหลว]
[ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งนาทีในการเอาชนะสภาวะ ‘คลั่ง’ (Frenzy)]
[ระหว่างสภาวะคลั่ง พลังโจมตีพื้นฐานของคุณจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่พลังป้องกันจะลดลงเล็กน้อย นอกจากนี้ ความเร็วในการร่ายและอัตราการใช้ทรัพยากรของทุกทักษะจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก]
[เบนเถาเอื้อมมือออกมาในขณะที่คุณสูญเสียการควบคุม พลังชีวิตของคุณถูกสลับกับเจ้าของเสียงเบนเถา]
มันคือการต่อสู้ครั้งแรกกับอักนุส เกริดจดจำเนื้อหาของหน้าต่างแจ้งเตือนที่ปรากฏขึ้นในวินาทีที่สถานการณ์พลิกผันได้ดี มันช่างน่าตกใจเหลือเกิน ครึ่งเทพ... เบนเถาเป็นตัวตนแบบไหนกันแน่ที่สามารถโจมตี ‘เจ็ดนักบุญผู้ชั่วร้าย’ (Seven Malignant Saints) ได้ และอักนุสสามารถใช้พลังของเขาได้ยังไงกัน? มันคือปริศนาที่เกริดยังไม่อาจหาคำตอบได้
“เทพแห่งช่างตีเหล็ก เฮกเซเทีย ได้มอบเครื่องมือต่างๆ ให้กับมวลมนุษย์”
ตอนนี้ เบนเถามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว เบนเถาคนนี้คือคนเดียวกับเบนเถาคนนั้นหรือเปล่านะ? ร่างแยกของราชาตัวตลกวิปลาสที่ปรากฏออกมาตอนอักนุสใช้ทักษะ ‘คำเยาะเย้ยของเบนเถา’ (Bentao’s Mockery) นั้นได้ระเบิดเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายและโหดเหี้ยมออกมา ในทางกลับกัน เบนเถาที่อยู่ต่อหน้าเกริดในตอนนีกลับมีรอยยิ้มที่ใจดีและดูน่าเช้าถือ สิ่งที่มองเห็นได้จากดวงตาที่ลึกซึ้งของเขามีเพียงความรู้สึกเมตตาเท่านั้น ไม่มีความบ้าคลั่งหลงเหลืออยู่เลย
“นั่นคือเทพสงครามเซราทุลต่างหากที่สอนให้มนุษย์รู้จักวิธีใช้เครื่องมือเหล่านั้น”
“...?”
พวกเขาเดินตามเบนเถาเข้าไปด้านในวิหาร และเกริด—ผู้ที่คอยเฝ้าสังเกตเบนเถาอย่างใกล้ชิด—ก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ในที่สุด เบนเถาก็หยุดยืนอยู่หน้าเทวรูปหินที่ไม่มีใบหน้า
“จงแทงสัตว์ร้ายด้วยหอกที่แหลมคม ปรุงอาหารเพื่อเติมเต็มกระเพาะของเจ้าและครอบครัวในทุกๆ วัน หากมีใครปรารถนาอาหารของเจ้า จงตัดมือมันทิ้งด้วยมีดที่คมกริบ หากมีใครทำร้ายความปลอดภัยของเจ้า จงกรีดท้องมันซะ ยิ่งดาบและหอกของเจ้าคมเท่าไหร่ เจ้าก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น”
แปะ!
เบนเถาตบมือเสียงดังและก้มกราบเทวรูป จากนั้นเขาก็หันกลับมามองปาร์ตี้ของเกริด “เครื่องมือเหล่านั้น มันมีไว้เพื่อความรุนแรง”
“...”
“ความรุนแรงคือเส้นทางที่จะทำให้เจ้าและครอบครัวอยู่อย่างสงบสุข”
“...”
“มันคือพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ที่เทพสงครามได้มอบศิลปะการต่อสู้ให้กับพวกเขา”
ปาร์ตี้ของเกริดพากันขนลุกซู่ เบนเถากำลังพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ดูใจดี ทว่าเนื้อหานั้นกลับโหดเหี้ยมและดุดัน สร้างความรู้สึกที่ประหลาดล้ำยิ่งขึ้นไปอีก ใช่แล้ว แตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอก ตัวตนของเบนเถานั้นห่างไกลจากคำว่าเมตตาเหลือเกิน นี่คือ ‘ราชาตัวตลกวิปลาส เบนเถา’ ผู้ซึ่งเคยต่อสู้กับเจ็ดนักบุญผู้ชั่วร้ายที่โหยหาความสงบสุขของมนุษยชาติ เกริดเต็มไปด้วยความมั่นใจเช่นนั้น
“คุณยกย่องความรุนแรง นี่คือหลักคำสอนของเซราทุลอย่างนั้นเหรอ?” เลาเอลถามแทนพรรคพวกที่กำลังกระสับกระส่าย
เบนเถาพยักหน้า “ถูกต้อง เจ้าเองก็คงจะเห็นดีเห็นงามกับหลักคำสอนของศาสนจักรพวกเราใช่ไหมล่ะ?”
“...?”
“ไม่ใช่เพราะพวกเจ้าเหยียบย่ำเหล่าสาวกด้วยความรุนแรงหรอกเหรอ ถึงได้มาถึงที่นี่ได้? พวกเจ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว”
ในวินาทีนั้นเอง...
[พบเหตุการณ์ลับ (Hidden Piece)!]
หน้าต่างแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าสมาชิกโอเวอร์เกียร์ทุกคน
[คุณสามารถเปลี่ยนอาชีพเป็นอาชีพลับ ‘สาวกเทพสงคราม’ (War God Follower) ได้!]
[ในฐานะสาวกเทพสงคราม ค่าพละกำลัง, ความอึด และความว่องไวของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างถาวร 15% และคุณจะได้รับวิชาลับ 4 วิชาแบบสุ่ม!]
[อย่างไรก็ตาม คุณจะสูญเสียอาชีพเดิมและทักษะเฉพาะของอาชีพนั้นไปทั้งหมด]
[คุณต้องการเป็นสาวกเทพสงครามหรือไม่?]
นี่คือหนึ่งในรางวัลที่สามารถได้รับจากซากโบราณสถานเทพสงคราม มันคืออาชีพลับ ‘สาวกเทพสงคราม’ นี่คือโอกาสที่มอบให้เฉพาะผู้ที่ผ่านการทดสอบ เข้าถึงวิหารของเซราทุล และมีคุณสมบัติครบถ้วนเท่านั้น
‘นี่มัน...!’ เกริดกดปฏิเสธการเปลี่ยนอาชีพทันทีและหันไปมองเพื่อนร่วมงาน พรรคพวกของเขาต่างใฝ่ฝันที่จะแข็งแกร่งกว่าใครๆ สำหรับพวกเขา อาชีพสาวกเทพสงครามนี้น่าจะดึงดูดใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันคือเสน่ห์ที่ยากจะต้านทานสำหรับคนที่มีอาชีพทั่วไป
“อย่าเด็ดขาดนะ...!”
เกริดเคยแอบเห็นความจริงของพวกสาวกเทพสงครามมาแล้ว สาวกเทพสงครามคือทาสที่รับใช้เป้าหมายที่ไม่อาจไปถึงได้ในชั่วชีวิต หากเพลเยอร์กลายเป็นสาวกเทพสงคราม ระบบจะคอยกลั่นแกล้งเพลเยอร์ด้วยการมอบเควสที่ไม่มีวันเคลียร์ได้มาให้ พวกเขาต้องไม่เป็นสาวกเด็ดขาด หากพวกเขาหน้ามืดตามัวไปกับค่าสถานะและวิชาลับที่จะได้รับมาในทันที พวกเขาจะต้องทนทุกข์ไปตลอดกาล
เกริดที่กำลังกังวลเอื้อมมือออกไปเพื่อหยุดเพื่อนร่วมงานของเขา
[คุณต้องการเป็นสาวกเทพสงครามหรือไม่?]
สายไปแล้ว สมาชิกโอเวอร์เกียร์เห็นหน้าต่างข้อความเดียวกันในเวลาเดียวกับเกริด พวกเขาตัดสินใจก่อนที่เกริดจะทันได้ห้ามเสียอีก ผลการตัดสินใจของพวกเขาก็คือ...
“โฮ่...” ดวงตาของเบนเถาเป็นประกาย “พวกเจ้าทุกคนปฏิเสธที่จะเป็นสาวกเทพสงครามงั้นเหรอ?”
“...!” เกริดถึงกับสะดุ้ง
ทุกคนปฏิเสธอาชีพลับงั้นเหรอ...?
โดยเฉพาะแวนต์เนอร์และพอนที่มักจะบ่นพร่ำเพรื่อเรื่องอาชีพของตัวเอง เพื่อนร่วมงานของเกริดพากันยิ้มกริ่มเมื่อเห็นสีหน้าที่อึ้งไปของเขา
“พวกเราจะมาเปลี่ยนอาชีพตอนนี้ได้ยังไงกันล่ะ จริงไหม?”
“เป้าหมายของฉันคือการเป็นอัศวินพิทักษ์ที่เก่งที่สุด ฉันไม่มีเจตนาจะเดินตามเทพสงครามหรอก”
“...อา” เกริดมองเห็นความเชื่อใจและความกระตือรือร้นในแววตาของเพื่อนร่วมงาน สมาชิกโอเวอร์เกียร์อยู่กับเกริดมานาน และพวกเขาก็ยกย่องเขา—เหนือชั้นกว่าที่เพลเยอร์ทั่วไปจะจินตนาการได้ สำหรับพวกเขานั้น เกริดคือเป้าหมายและความฝัน ไม่ใช่เทพสงคราม อาชีพสาวกเทพสงครามจึงไม่มีเสน่ห์อะไรสำหรับพวกเขาเลย
“คุคุคุ...! คุฮ่าาาา! ฮ่าๆๆๆๆ!” เบนเถากุมท้องหัวเราะร่า เสียงหัวเราะที่ดูรื่นเริงอย่างเบาสมอง มากกว่าจะเป็นเสียงหัวเราะที่อบอุ่น ดังระงมไปทั่วห้อง สมาชิกโอเวอร์เกียร์ที่ระแวดระวังเขามาตั้งแต่ต้นต่างพากันตึงเครียดขึ้นมา
เบนเถาแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ “ฉันคือครึ่งเทพเบนเถา หลังจากใช้เวลาฝึกฝนมาทั้งชีวิต ฉันก็ได้มาถึง ‘สรวงสวรรค์ลูกท้อ’ (Peach Blossom Spring) แต่ก็ไม่ได้แอบมองความจริงของพระเจ้าหรอกนะ”
พลังงานค่อยๆ พุ่งพล่านรอบตัวเบนเถา ออร่าสีขาวที่สง่างามแผ่ออกมาจากร่างกายที่กลมมน ออร่าทางจิตวิญญาณนั้นมอบความหนาวเหน็บราวกับน้ำแข็ง แต่ก็กลับมาอบอุ่นราวกับแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิซ้ำแล้วซ้ำเล่า น่าประหลาดใจยิ่งนักที่มันบรรจุพลังในการส่งเสริมชีวิต ดอกไม้และต้นไม้เริ่มงอกเงยออกมาจากระหว่างแผ่นกระเบื้องเก่าๆ ที่ปูอยู่บนพื้นวิหาร
“เมื่อนานมาแล้ว ฉันเคยลงไปยังโลกมนุษย์เพื่อทำตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าและลงทัณฑ์คนชั่วทั้งเจ็ด เพื่อที่จะคัดเลือกคนที่สับสนเพราะคนชั่วทั้งเจ็ดและตามหาร่องรอยของพวกเขา ฉันได้ร่อนเร่ไปทั่วมหาทวีปในฐานะตัวตลก สิ่งที่ฉันได้เห็นในตอนจบนั้นก็คือความมืดมิดที่ซ่อนอยู่ในแสงสว่างที่เจิดจ้า... คนชั่วทั้งเจ็ดนั้นไม่ใช่คนชั่วหรอกนะ”
เบนเถาโบกมือ ทัศนียภาพของวิหารก็หายไป สถานที่ที่สมาชิกปาร์ตี้ยืนอยู่กลายเป็นสรวงสวรรค์ที่ปกคลุมด้วยดอกไม้และต้นไม้อันงดงาม ทุ่งนาที่เป็นผลผลิตอันมั่งคั่งปรากฏให้เห็น และมีใบบัวขนาดใหญ่ลอยอยู่ในทะเลสาบ ไกลออกไปเบื้องหลังกำแพงหิน มีต้นท้อที่มีลูกท้อสีขาวอยู่ กลิ่นหอมหวานตลบอบอวลไปทั่วดินแดนและท้องนภา
[คุณคือเพลเยอร์คนแรกที่ค้นพบ ‘สรวงสวรรค์ลูกท้อ’ (Peach Blossom Spring)!]
[คุณได้รับ ‘ลูกท้อขาว’ (White Peach) เป็นรางวัลจากการค้นพบสรวงสวรรค์ลูกท้อ!]
“...?”
ทันใดนั้น ลูกท้อลูกใหญ่และอวบอ้วนก็ปรากฏขึ้นในมือของสมาชิกโอเวอร์เกียร์ เบนเถาจ้องมองพวกเขาครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังกลับ “ได้ยินว่าซากโบราณสถานเทพสงครามถูกเปิดออก ฉันก็เลยกังวลว่าความชั่วร้ายที่เกิดจากสุนทรียศาสตร์ของความรุนแรงจะปรากฏออกมา ดังนั้นฉันก็เลยลองหลอกตาพวกเจ้าดูครู่หนึ่ง ยกโทษให้ด้วยล่ะ”
เพียงเท่านี้ก็จบลง สายลมพัดพาน สภาพแวดล้อมตรงหน้าพลิกกลับไปมา แล้วเบนเถาก็หายตัวไปราวกับสายหมอก
เกริดตะโกนออกไปอย่างรวดเร็ว “มีคนกำลังใช้พลังของคุณอยู่บนโลกมนุษย์! เขาใช้พลังของคุณได้ยังไงกัน?”
“มันคือ ‘บาอัล’ ที่ฆ่าราชาตัวตลกเบนเถา...” คำตอบแผ่วเบาที่ถูกตัดตอนไปกลางคันดังขึ้นมา จากนั้นทัศนียภาพของสมาชิกปาร์ตี้ก็ถูกบดบังอีกครั้ง
***
“...” ปาร์ตี้ของเกริดได้สติกลับคืนมาและพบว่าพวกเขากำลังยืนอยู่บนยอดเขา
“พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่หรือ?” เสียงของเหล่าดยุกดังขึ้น เมื่อมองกลับไป พวกเขาไม่เห็นพวกดยุกเลยตั้งแต่ตอนที่ก้าวเข้าไปข้างในวิหาร ปาร์ตี้ตกอยู่ในภาพลวงตาของเบนเถาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? มันช่างดูเกินจริง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแยกแยะว่าสิ่งที่เพิ่งเจอมาคือเรื่องจริงหรือภาพลวงตา มันเหมือนกับว่าพวกเขาวูบหลับไป แต่มันคือความจริงอย่างแน่นอน เพราะมี ‘ลูกท้อขาว’ วางอยู่ในกระเป๋าของสมาชิกโอเวอร์เกียร์คนละลูก
[ลูกท้อขาว]
[ลูกท้อลึกลับที่เติบโตเฉพาะในสรวงสวรรค์ลูกท้อเท่านั้น]
[มันมีรสชาติที่เหมือนมาจากสวรรค์และมีสรรพคุณที่น่าทึ่ง]
[เมื่อรับประทาน พลังชีวิตและสถานะผิดปกติทั้งหมดจะได้รับการฟื้นฟู และค่าประสบการณ์ของตัวละครจะเพิ่มขึ้น 30% โดยไม่เกี่ยงเลเวล]
* สามารถรับประทานได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต]
[น้ำหนัก: 0]
“...”
หากพวกเขาเลือกที่จะเป็นสาวกเทพสงคราม ตอนนี้พวกเขาคงจะไปยืนอยู่ที่จุดเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว บาซาร่ากระตุ้นสมาชิกโอเวอร์เกียร์ที่กำลังใช้ความคิด “วิหารถูกทิ้งร้างและไม่มีอะไรอยู่เลย ไปยังสถานที่ต่อไปกันเถอะก่อนที่วันจะหมดลง”
เบื้องล่างภูเขา มีทุ่งต้นกกที่สูงท่วมหัวมนุษย์ สาวกสามหรือสี่คนมารวมตัวกันและเดินไปรอบๆ ทุ่ง ในอนาคต การจะเอาชนะสาวกทีละคนนั้นจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
ตอนนี้มันกำลังเริ่มขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว พวกเขาจะต้องต่อสู้โดยไม่ได้พักผ่อน สมาชิกโอเวอร์เกียร์ที่เตรียมพร้อมเดินทางลงจากภูเขาที่ลาดชัน และเหล่าสาวกที่เร่ร่อนอยู่ในทุ่งก็พากันออกมาต้อนรับพวกเขา สมาชิกโอเวอร์เกียร์และเหล่าดยุกข้ามทุ่งกว้างไปเพื่อค้นหาวิชาลับ ยิ่งร่างกายของพวกเขาบาดเจ็บมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
***
ไม่มีมนุษย์หลงเหลืออยู่อีกแล้วในซากปรักหักพังที่เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรเทมอน (Rotemon Kingdom) เมื่อไม่กี่วันก่อน มีเพียงซากศพและปีศาจเร่ร่อนอยู่ในซากปรักหักพัง ขณะที่จอมปีศาจบาริธ (Berith) นั่งอยู่บนบัลลังก์ของอาณาจักรที่ล่มสลาย
[อาณาจักรโรเทมอนล่มสลายลงแล้ว]
มันคือข้อความระดับโลกที่น่าตกใจ
[จอมปีศาจลำดับที่ 22 บาริธ จะเริ่มเคลื่อนทัพครั้งใหม่ด้วยกองทัพปีศาจสองกอง]
[จุดหมายต่อไปของบาริธคืออาณาจักรฮาเคน (Haken Kingdom)]
มีคำเตือนตามมา กล้องแพนไปที่บาริธที่ลุกขึ้นจากบัลลังก์และเริ่มก้าวเดิน
『 อ้างอิงจากการสำรวจโดยสำนักสถิติของสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์นี้ทำให้เพลเยอร์กว่า 42 ล้านคนไม่มีที่ไป คาดการณ์ว่าเควสประมาณ 280 ล้านเควสถูกทำลายไปอย่างถาวร ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อโลกความเป็นจริง... 』
- เหอะ ให้ตายสิ ฉันต้องทำยังไงถ้าฉันสังกัดอยู่อาณาจักรฮาเคนเนี่ย?
- มีเควสลับให้ปกป้องบ้านเกิดนะ แต่มะ... มันจะทำยังไงได้ล่ะ
- สมองของราชาฮาเคนดูเหมือนจะหยุดทำงานไปแล้ว ไม่มีการรวมพลกองทัพเลย
- แล้วจักรวรรดิซาฮารันดิล่ะ? ปกติชอบไปยุ่งเรื่องชาวบ้านไม่ใช่เหรอ แต่คราวนี้กลับนิ่งเฉยในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ
- จักรวรรดิจะไปทำอะไรได้ล่ะ? พวกเขาต้องสูญเสียมหาศาลแน่ถ้าต้องสู้กับจอมปีศาจ จะไปทำให้ประเทศอื่นทำไม?
- ไม่นะ นี่มันเป็นเรื่องระดับทวีปเลยนะ ทั้งมหาทวีปกำลังตกอยู่ในอันตราย
- แม้แต่กิลด์โอเวอร์เกียร์ยังไม่ทำอะไรเลย 555 เกมพังแน่แบบนี้
- เอสเอ กรุ๊ป คิดอะไรอยู่กันแน่ถึงได้ปล่อยบอสที่โหดขนาดนี้ออกมา??
- เฮ้อ นี่มันเป็นการดำเนินงานที่แย่จริงๆ...
- เมื่อไหร่เกมเสมือนจริงตัวใหม่ ‘บริตัน’ (Briton) จะออกเนี่ย?
- เลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนดเพราะถูกสับเละตอนช่วงโคลสเบต้าน่ะ 555
- อา เรื่องนี้มันแย่จริงๆ
ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาเชื่อว่าสถานการณ์นี้จะทำลายอารยธรรมไปครึ่งมหาทวีป เพลเยอร์ทั่วโลกสั่นสะท้านด้วยความกังวลและหวาดกลัว แรงเกอร์บางคนอ้างว่าเพลเยอร์ทุกคนควรรวมพลังกันเพื่อสกัดกั้นบาริธ ทว่ามันกลับหาได้น้อยมากที่จะมีคนก้าวออกมาลงมือทำจริงๆ ผู้คนเพียงแค่ต้องการให้จักรวรรดิหยุดยั้งบาริธก่อนที่จะรุกรานเข้ามาในอาณาจักรของพวกเขา นอกจากนี้...
“เฮ้! ซิบาล! นายบ้าไปแล้วเหรอ?”
ณ เมืองหลวงของจักรวรรดิซาฮารัน, ไททัน (Titan)...
หน่วยเครื่องจักรกลเวทมนตร์ (Magic Machines Unit) ของเจ้าชายลำดับที่ 4 เอแดน วุ่นวายกันยกใหญ่ นั่นเป็นเพราะหนึ่งในผู้บังคับเครื่องจักรกลเวทมนตร์ทั้งสี่ ‘ซิบาล’ (Zibal) ขยับเครื่องจักรของเขาออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
“...โธ่เว้ย ฉันมาจากอาณาจักรฮาเคนนะ”
ซิบาล อดีตแรงเกอร์อันดับ 2 ของโลก เคยได้รับตำแหน่ง ‘เอิร์ล’ ในอาณาจักรฮาเคน ความผูกพันส่วนใหญ่ที่เขาสร้างไว้ในอาณาจักรฮาเคนยังคงดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่อาจทนดูอาณาจักรฮาเคนล่มสลายลงไปได้ การล่มสลายของฮาเคนไม่เพียงแต่ทำให้เขาต้องสูญเสียมหาศาล แต่มันยังทำให้สภาพจิตใจของเขาย่ำแย่ด้วย นอกจากนี้ยังมีเควสลับให้ปกป้องบ้านเกิดด้วย
“ช่างมันเถอะ! ฉันจะไปดูสักหน่อย!” ซิบาลหลับตาตะโกนใส่ผู้บังคับบัญชาและจากไป
เจ้าชายลำดับที่ 4 เอแดน ที่วิ่งตามมาหลังจากได้ยินข่าว หัวเราะร่าเมื่อเห็น ‘เรเดอร์ส’ (Raiders) หายลับไปบนท้องฟ้า “เป็นข้ออ้างที่ดีจริงๆ”
องค์จักรพรรดิใช้เหตุผลสารพัดเพื่อขัดขวางการปล่อยตัวหน่วยเครื่องจักรกลเวทมนตร์ มันก็เพื่อไม่ให้เอแดนสร้างความดีความชอบขึ้นมา เอแดนโกรธจัดกับการกระทำขององค์จักรพรรดิ ดังนั้นเขาจึงยินดีกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก
“ข้าจะไปทำอะไรได้ล่ะถ้าทหารขยับตัวไปเอง? จริงไหมล่ะ? คุคุคุ ในที่สุดโลกทั้งใบจะได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของเครื่องจักรกลเวทมนตร์เสียที”
ในขณะเดียวกัน ณ กระท่อมของคิรินัส...
“หยุดก่อน” ปราชญ์ศัสตราวุธ ราเชล (Spear Saint Rachel) ขว้างหอกของเธอออกไป คำประกาศนั้นช่างกะทันหันเหลือเกิน
คิรินัสขมวดคิ้ว “ผู้ชนะยังไม่ได้ถูกตัดสินเลยนะ?”
ราเชลฉุนเฉียวขึ้นมาทันที “บ้าฉิบ พวกเราสู้กันมาเกือบสองเดือนแล้วนะ? จะตัดสินผู้ชนะได้ยังไงกัน? ตีฉันสิ ฉันจะยอมหยุดเอง”
ความจริงแล้ว แรงจูงใจของราเชลหายไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ทว่าปราชญ์แห่งดาบคราวเกล (Sword Saint Kraugel) กลับคอยยั่วยุเธอไม่หยุด และเธอก็ไม่อาจถอยกลับได้ ราเชลมาถึงขีดจำกัดแล้ว เธอจะขอยอมแพ้ เธอคิดว่ามันเป็นการเสียเวลาเปล่าที่จะมาสู้กับคิรินัสที่ฝีมือสูสีกับเธอ มันไม่มีอะไรให้เรียนรู้อีกแล้ว และมันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแข่งกับเขา
ในตอนนั้นเอง คราวเกลก็แทรกขึ้นมา “ท่านยอมจำนนแล้ว ดังนั้นท่านคิรินัสเป็นฝ่ายชนะ”
ราเชลรู้สึกเดือดดาลขึ้นมาแวบหนึ่ง
“เฮ้อ ฉันจะไม่หลงกลคำยั่วยุของนายอีกแล้วล่ะ” เธอควบคุมจิตใจ ราเชลต้องการจะไปที่ซากโบราณสถานโดยเร็วที่สุด เธอไม่สามารถเอาชนะคิรินัสได้ และนั่นยิ่งเพิ่มความมักใหญ่ใฝ่สูงในวิชาลับของเทพสงครามมากขึ้นไปอีก นี่คือสิ่งที่คราวเกลพยายามจะขัดขวาง คราวเกลต้องการให้เกริดครอบครองรางวัลในซากโบราณสถานไว้เพียงผู้เดียว เขาไม่ต้องการให้ผู้หญิงที่ดูเหมือนปีศาจคนนี้ไปที่นั่นและแย่งชิงรางวัลของเกริดไป
ดังนั้นเขาจึงยื่นข้อเสนอ “ทำไมไม่ลองเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ดูล่ะ?”
“ยังไงล่ะ?”
“ใครจะทำความเสียหายให้กับจอมปีศาจ ‘บาริธ’ ได้มากกว่ากัน เป็นไง?”
“โฮ่...”
ทั้งคิรินัสและราเชลต่างพากันสนใจ อัศวินของราเชลดูเหมือนกำลังจะร้องไห้
ในขณะเดียวกัน คราวเกลก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
‘ถ้าฉันสามารถยืดเวลาการล่มสลายของอาณาจักรฮาเคนออกไปได้ล่ะก็...’
เขาสามารถลดจำนวนผู้คนที่ต้องทนทุกข์จนกว่าเกริดจะกลับมาจากซากโบราณสถานเทพสงคราม และเมื่อเกริดกลับมา บาริธก็จะถูกล่าโดยเขและเกริดร่วมกัน
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.




