ตอนที่ 1013
1013 / 2060
อ่าน 18 นาที
Chapter 1013
เผยแพร่เมื่อ 3 เม.ย. 2569 16:54
องค์ชายเบอนัวต์ (Benoit) หนึ่งในบุตรชายทั้งสามของจักรพรรดินีอาเรีย (Empress Aria) นั้นแตกต่างจากใครๆ มาตั้งแต่ถือกำเนิด เขาชอบแสวงหาความรู้มากกว่าการบ่มเพาะความทะเยอทะยาน ชื่นชอบการคบค้าสมาคมมากกว่าการใช้อำนาจตามฐานะ และให้ความสำคัญกับพรสวรรค์มากกว่าสายเลือดของบรรพบุรุษ
คำพูดที่เขาเคยกล่าวไว้ในวัยเยาว์นั้นโด่งดังมาก สำหรับเขานั้น การเมืองหาใช่สิ่งที่เขาจำต้องกระทำ แต่มันคือสิ่งที่เขาต้องมาคอยเฝ้าดู รับฟัง คร่ำครวญ หรือตบมือให้เท่านั้น มันเป็นคำพูดที่แสนจะไร้ความรับผิดชอบที่ละทิ้งหน้าที่ในฐานะองค์ชายแห่งจักรวรรดิเลยล่ะ มันยังสื่อออกมาให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ได้สนใจในการเมืองขององค์จักรพรรดิหรือแม้แต่บัลลังก์เลยแม้แต่น้อย
แน่นอนล่ะว่า องค์ชายลำดับที่ 3 เบอนัวต์หาได้มีคุณสมบัติขององค์จักรพรรดิไม่ เขาดูเหมือนนักปราชญ์หรือนักปฏิวัติเสียมากกว่า องค์จักรพรรดิจวนเดอร์ (Emperor Juander) นั้นหาได้พอพระทัยในตัวเบอนัวต์ทว่าจักรพรรดินีอาเรียกลับทรงรักเบอนัวต์มาก
องค์ชายเบอนัวต์เองก็รักและเคารพมารดาของเขามาก เธอเป็นคนที่มีความเมตตาและชาญฉลาด และเบอนัวต์เองก็พยายามที่จะเอาอย่างเธอ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้รับแรงกระทบกระเทือนใจอย่างหนักจากการสิ้นพระชนม์ของมารดา เบอนัวต์เริ่มสงสัยตั้งแต่ตอนที่มารดาผู้แข็งแรงของเขาเริ่มล้มป่วย และเขาก็ได้พุ่งเป้าความสนใจไปที่จักรพรรดินีมารี (Empress Marie) ในท้ายที่สุด เขาก็ได้ตระหนักว่าคนที่ลอบปลงพระชนม์มารดาของเขาก็คือองค์จักรพรรดินีนั่นเอง
ทว่าเขากลับหาหลักฐานทางกายภาพไม่ได้เลย มันเป็นครั้งแรกที่องค์ชายเบอนัวต์เปี่ยมไปด้วยเจตนาฆ่า เขาเพิ่งจะเคยรู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ลืมตาดูโลก เขาเกลียดบิดาที่เอาแต่พึ่งพิงผู้หญิงที่แสนชั่วร้ายที่สังหารภรรยาของตัวเอง เขายังรู้สึกขุ่นเคืองพี่น้องของเขาที่เอาแต่กังวลเรื่องตำแหน่งของตัวเองมากกว่าการตายของพระมารดาเสียอีก
องค์ชายเบอนัวต์ฝันถึงการล้างแค้น เขาฝึกฝนวิชาดาบอย่างหนักหนาสาหัส เขาอดตาหลับขับตานอนเพื่อเรียนรู้ศาสตร์เวทมนตร์ เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการควบคุม 'พลังงานสีแดง' (Red Energy) ซึ่งเป็นพรสวรรค์ของเชื้อพระวงศ์ จากนั้นเขาก็ได้ตระหนักว่าการเหยียบย่ำพวกเขาด้วยกำลังหาใช่การล้างแค้นที่แท้จริงไม่ เขาหวังให้บิดาของเขาต้องแบกรับความเกลียดชังและความเสียใจ ในขณะที่พวกพี่น้องของเขาพากันโศกเศร้า
ดังนั้น เขาจึงเริ่มศึกษาศาสตร์แห่งเวทมนตร์และพิธีกรรมต่างๆ ที่เขาเคยสนใจตั้งแต่แรกอย่างจริงจัง แทนที่จะสรรเสริญเทพธิดาเรเบ็คก้า เขากลับไปศึกษาหาเหตุผลเบื้องหลังการทรยศของเจ็ดนักบุญผู้ชั่วร้าย (Seven Malignant Saints) และตัดสินใจที่จะใช้พวกจอมปีศาจแทน เขาแอบมองความจริงของโลกและหาได้ปฏิเสธการมีอยู่ของเหล่าจอมปีศาจไม่ ในทางกลับกัน เขาพยายามที่จะอัญเชิญจอมปีศาจออกมาด้วยซ้ำ
นั่นก็คือจอมปีศาจลำดับที่ 4 กามิกิน (Gamigin) ผู้ที่สามารถอัญเชิญวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วขึ้นมาได้ เขาหวังว่าความจริงที่หลุดออกมาจากปากของพระมารดาจะทำให้พระบิดาและพวกพี่น้องของเขาต้องหลั่งน้ำตาออกมา
นี่คือเรื่องราวที่นักเวทดำอันดับ 1 อย่างโรส (Rose) รู้ซึ้งเป็นอย่างดี มันคือศาสนจักรยาตัน (Yatan Church) ที่ใช้ความทะเยอทะยานขององค์จักรพรรดินีในการทำให้ราชวงศ์ปั่นป่วน และเป็นศาสนจักรยาตันนั่นเองที่ให้ความร่วมมือในการอัญเชิญจอมปีศาจโดยใช้ความปรารถนาขององค์ชายเบอนัวต์เป็นเครื่องมือ ในฐานะหนึ่งในสาวกของยาตัน เธอไม่อาจเลี่ยงที่จะไม่รู้สถานะของเบอนัวต์ได้ล่ะนะ
“...” โรสจ้องมองเบอนัวต์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชา เขาได้จัดเตรียมเครื่องมือที่จำเป็นและเครื่องสังเวยมนุษย์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้เขากำลังร่ายมนตร์บทหนึ่งที่เธอหาได้รู้จักไม่ เขาดูสิ้นหวังยิ่งกว่าใครๆ ในโลกนี้เลยล่ะ เขารู้สึกเหมือนกับเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อจริงๆ ทั้งที่เป็นเพียงแค่ NPC เท่านั้นล่ะนะ
“...ฉันเริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของเกริดขึ้นมาหน่อยนึงแล้วล่ะ”
โรสแสยะยิ้มออกมา ทว่าความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจนั้นมันคนละเรื่องกัน
“ไอ้~งั่ง”
มันน่าสมเพชสิ้นดี ถ้าเธอเป็นเกริดล่ะก็ เธอคงจะเติมเต็มความปรารถนาของตัวเองให้มากกว่านี้และใช้ชีวิตให้มีความสุขไปแล้วล่ะ ทำไมเขาถึงต้องไปยึดติดกับสายสัมพันธ์ที่มีอายุสั้นขนาดนั้นด้วยนะ?
“เขาทำหน้าที่เป็นแค่เบี้ยตัวนึงงั้นเหรอ?”
ในขณะที่เธอเอียงคอแล้วใช้มือแตะริมฝีปาก ภาพลักษณ์ของโรสนั้นช่างงดงามยิ่งนัก ทว่าใครก็ตามที่สังเกตเห็นดวงตาที่แสนจะว่างเปล่าของเธอเข้าก็คงจะรู้สึกขนลุกขนชันไปตามๆ กันแน่ พิธีกรรมกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นบนหน้าผาเหนือสมรภูมิรบ
“หาเจอซักที”
ในตอนนั้นเอง ก็มีใครบางคนโผล่เข้ามาอย่างกะทันหัน เขาคือลัค (Luck) แห่งวาลฮัลล่า (Valhalla) เขาคือหนึ่งในสมาชิกที่มีอิทธิพลมากที่สุดในกองทัพของเอเรส (Ares) แม้แต่คราวเกลเองก็ยังยอมรับในฝีมือของลัค และยังเคยระแวดระวังลัคในช่วงที่เขาเป็นเจ้าของฉายา 'เนรมิตจากฟากฟ้า' (Sky above the sky) อยู่เลย
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอสกำลังทำอะไรอยู่ แต่เลิกซะเถอะ” ลัคกำหมัดแน่นเมื่อเขาได้เห็น NPC นิรนามที่กำลังจมดิ่งอยู่กับพิธีกรรมและผู้ติดตามของเขาอย่างโรส
โรสแผดเสียงตะโกนอย่างสิ้นหวัง “อย่ามาขวางฉันนะ! ชีวิตพี่น้องของฉันขึ้นอยู่กับมันเชียวนา!”
“...เอ๊ะ?”
“คุณรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงยอมมาลำบากในศาสนจักรยาตันตั้งนานทั้งที่โดนผู้คนก่นด่าขนาดนี้น่ะ? ก็เพราะว่ารางวัลที่ได้รับมันคุ้มค่ากับคำด่าพวกนั้นยังไงล่ะ! ฉันต้องการเงิน! ฉันยอมเล่น Satisfy ก็เพื่อเงินนั่นแหละ! ฉันต้องเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พี่น้องที่กำลังป่วยอยู่นะ! พี่น้องของฉันต้องตายแน่ถ้าฉันไม่มีเงินไปจ่ายค่ารักษา!”
“...เดี๋ยวสิ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?” สายตาของลัคเริ่มสั่นไหว
จะมีใครสักกี่คนในโลกนี้ล่ะที่ไม่มีเรื่องราวที่เป็นความลับอยู่บ้าง? โรสอาจจะเป็นศัตรู ทว่าเธอกำลังโต้เถียงเพื่อรักษาชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งอยู่นี่นา ลัคเปิดช่องว่างออกมาในตอนที่เวทมนตร์ระเบิดออกมา เขารู้สึกซวนเซเพราะพลังที่ทรงพลานุภาพนั้นและแหงนหน้ามอง
“คุณจะยอมปล่อยฉันไปไหมล่ะ?” โรสกำลังเล็งไม้เท้ามาที่เขา เธอที่หาได้มีพี่น้องอะไรนั่นไม่ ทว่าลัคก็ไม่มีทางได้รู้ความจริงเรื่องนั้นเลยล่ะ
“ทำไมฉันต้องปล่อยเธอไปล่ะ? เชอะ ก็แค่เพราะฉันรู้เรื่องราวส่วนตัวของเธอเนี่ยนะ?” ลัคสลัดความลังเลทิ้งไปแล้วพุ่งหมัดใส่โรสทันที
ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหว เบอนัวต์เอาแต่จดจ่ออยู่กับพิธีกรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
***
『 นี่คือช่วงสุดท้ายของพิธีเปิดตัวทีมโอเวอร์เกียร์โฟร์แล้วละครับ... 』
『 มันเป็นพิธีเปิดที่ยิ่งใหญ่มากครับ น่าจะใช้เงินไปหลายหมื่นเหรียญทองเลยสำหรับแค่พลุแฟร์อย่างเดียวเนี่ยนะ หุหุ... 』
สตรีมเมอร์อันดับหนึ่งของโลกอย่าง บันนี่บันนี่ (Bunny Bunny) และพวกนักข่าวจากทั่วทุกมุมโลก กำลังรายงานสดส่งตรงมาจากเรย์ดัน บอกตามตรงว่าพวกเขาอุตส่าห์รู้สึกว่ามันน่าขันสิ้นดีตอนที่ได้รับข้อเสนอจากกิลด์โอเวอร์เกียร์เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง พวกเขาอยากจะมาจัดงานเปิดตัวกิลด์ใหม่ท่ามกลางวิกฤตที่แสนจะเลวร้ายแบบนี้น่ะเหรอ...?
ยิ่งไปกว่านั้น เรย์ดันก็คือสมรภูมิรบหลักของสงครามครั้งนี้เลยนะ กิลด์จะมาจัดพิธีเปิดกิลด์ท่ามกลางสมรภูมิรบแบบนี้ได้ยังไงกัน? ส่วนที่เข้าใจยากที่สุดก็คือ กิลด์ใหม่น่ะประกอบไปด้วยพวกอาชีพพลปืนใหญ่เป็นหลัก ทำไมถึงได้จัดตั้งหน่วยพลปืนใหญ่ขนาดใหญ่ขึ้นมาใน Satisfy ที่ซึ่งปืนใหญ่หาได้มีบทบาทสำคัญอะไรขนาดนั้นล่ะ? ผู้คนหาได้เข้าใจในการกระทำของเกริดไม่ บางคนเนี่ยถึงขั้นเดาไปไกลว่าเกริดคงจะสติแตกจนเสียสติไปแล้วแน่ๆ
ที่น่าแปลกใจก็คือ กิลด์โอเวอร์เกียร์ดำเนินพิธีการเปิดตัวจนสำเร็จล่วงพ้นไปด้วยดี พวกเขาจุดพลุดอกไม้ไฟหลากสีสันทุกประเภทและขยายอำนาจของพวกเขาออกไป ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก กองทัพจักรวรรดิพากันถอยกรูดกลับพยามากกว่าที่จะบุกโจมตี และขวัญกำลังใจของพวกเขาก็พังทลายลงไป
『 ผมสัมผัสได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่จากการที่ได้เห็นอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ขยายอำนาจในระหว่างสงครามแบบนี้ มันมักจะถูกเรียกว่าการบลัฟนั่นแหละครับ มันคือกลยุทธ์พื้นฐานที่มาพร้อมกับความเสี่ยงอันแสนสาหัส ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมาน่ะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามเลยล่ะครับ 』
ผู้คนเริ่มตระหนักได้ในภายหลังว่านี่แนะคือสาเหตุที่เกริดสร้างกิลด์ใหม่ขึ้นมาในเรย์ดันท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ แน่นอนล่ะว่ามันคือแผนการของเลอูเอล และมันเป็นแผนที่ถูกออกแบบมาได้ก็เพราะการแสดงของนอลล์ (Noll) นั่นเอง ทว่ากษัตริย์ของอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ก็คือเกริด ทั้งหมดทั้งมวลจึงกลายเป็นความตั้งใจและผลงานของเกริดไปเสียหมดเลย
-ผมเองก็เป็นพลปืนใหญ่ ผมควรจะไปเข้ากิลด์โอเวอร์เกียร์ด้วยคนสิ...
ความสนใจในกิลด์โอเวอร์เกียร์เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพวกผู้เล่นพลปืนใหญ่ที่แสดงความสนใจในกิลด์โอเวอร์เกียร์อย่างออกหน้าออกตา ทว่าผู้คนกลับมองว่ามันคือแมลงร่ายเสียมากกว่า
-อาณาจักรโอเวอร์เกียร์ต้องการพวกพลปืนใหญ่จริงๆ งั้นเหรอ? การจัดตั้งกิลด์พลปืนใหญ่น่ะมันก็แค่การโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้นแหละน่า
-นั่นสินะ เหตุผลเดียวที่จะสร้างหน่วยพลปืนใหญ่ขึ้นมาได้ ก็คือพวกเรามีปืนใหญ่ที่สามารถข่มขู่จักรวรรดิได้ยังไงล่ะ
-ความจริงน่ะ มันไม่มีปืนใหญ่ที่ไหนในโลกหรอกที่จะข่มขู่จักรวรรดิได้น่ะ ปืนใหญ่น่ะมีความแม่นยำต่ำ แถมยังยิงช้าอีกต่างหาก พวกมันน่ะทรงพลังนะกับพวกสิ่งปลูกสร้างน่ะ แต่มันยากที่จะเอาไปขู่พวกตัวตนที่เคลื่อนที่ได้รวดเร็วแบบนั้น โดยทั่วไปแล้วน่ะ มันห่วยกว่าการใช้เวทมนตร์ด้วยซ้ำไป
-แล้วมีพวกพลปืนใหญ่ไว้ทำซากอะไรล่ะ?
-พวกมันไร้ประโยชน์สุดๆ เลยล่ะ
-พอเถอะน่า พวกพลปืนใหญ่น่ะคงจะเสียใจแย่
ปืนใหญ่เป็นอาวุธที่มีข้อดีอยู่เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น พวกมันถูกใช้อย่างหนักหน่วงในการปราบจอมปีศาจ แต่นั่นน่ะมันคือกรณีพิเศษ มันไม่มีทางที่จะนำมาใช้งานได้จริงในการจัดตั้งหน่วยพลปืนใหญ่ของกิลด์โอเวอร์เกียร์หรอกนะ นี่คือบทวิจารณ์ที่เป็นธรรมชาติที่ผู้คนพากันตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว
“พลปืนใหญ่ ขึ้นไปบนกําแพงซะ”
ในตอนนี้ เกริดกำลังเตรียมตัวทำลายความเชื่อนั่นทิ้งไปเหมือนกับที่เขาทำอยู่เสมอๆ มันมีปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์ (Overgeared Cannon) ระดับยูนีค (Unique) ที่เขาสร้างขึ้นมาเอง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีปืนใหญ่อีกแปดกระบอกที่มีตั้งแต่ระดับแรร์ (Rare) ไปจนถึงระดับอีปิค (Epic) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยพวกช่างฝีมือ พากันไปประจำการอยู่ที่บนกำแพงเมืองดัวย เขาออกคำสั่งให้ 'ความยุติธรรมที่สาบสูญ' (ID: จอง อึยซางซิล) และพวกพลปืนใหญ่คนอื่นๆ พากันเคลื่อนพลขึ้นไปบนกําแพงเมืองทันที
จากนั้นพวกเขาก็ได้เห็นสิ่งนั้น กองทัพจักรวรรดิมาเจอกันที่ใต้กำแพงเมือง ผู้คนนับไม่ถ้วนกำลังกระจัดกระจายไปทั่วทะเลทราย กองทัพนับแสนให้ความรู้สึกกดดันที่แตกต่างออกไปออกไป มันมีพวกนายร้อยที่ยกธงของจักรวรรดิ ปืนใหญ่นับร้อยกระบอก เครื่องยิงหินอีก 20 เครื่อง และกองพลโล่อีกหลายพันนาย
“ฮึ่ย...” ใบหน้าของพวกพลปืนใหญ่พากันซีดเซียวลง พวกเขาเอาแต่อู้อู้อยู่แต่ในหลืบมาโดยตลอด และในตอนนี้ที่พวกเขาได้รับโอกาสให้ได้ออกศึกเสียที ฝ่ายตรงข้ามคือนศัตรูนับหมื่นนับแสนคน พวกเขากำลังรู้สึกหวาดกลัวในตอนที่โทบันแผดเสียงตะโกนสั่งพวกเขาว่า “เร็วเข้า! บรรจุกระสุนแล้วเล็งไปที่เครื่องยิงหินของพวกมันซะ!”
ถึงกระนั้น ทหารหลายพันนายก็กำลังช่วยกันบรรจุก้อนหินใส่เครื่องยิงหิน ก้อนหินพวกนั้นมันใหญ่มากจนต้องใช้เวลานานพอสมควร ทันทีที่พวกมันถูกยิงออกมา กำแพงเมืองเรย์ดันจะต้องพังทลายลงแน่ ความตายจะมาเยือนทันทีที่พวกเขายอมให้พวกศัตรูบุกเข้ามาได้ล่ะนะ
“เร็วเข้า!”
ความยุติธรรมที่สาบสูญดึงสติกลับมาก่อนใครเพื่อนแล้วรีบบรรจุกระสุนปืนเข้ารังเพลิงด้วยตัวเองทันที จากนั้นเธอก็ต้องรู้สึกแปลกประหลาดใจ โครงสร้างของมันบอกว่ากระสุนน่ะต้องถูกบรรจุเข้าไปในส่วนท้ายของกระบอกปืนมากกว่าที่จะเป็นด้านหน้าล่ะนะ
'ความเร็วในการบรรจุกระสุนน่ะมันเร็วมากเลย!'
พวกพลปืนใหญ่น่ะไม่มีเวลามาตรวจสอบรายละเอียดของปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์กันหรอกนะ ในสถานการณ์ที่แสนจะโหดร้ายและเร่งรีบแบบนี้ พวกเขาต้องทำตามคำสั่งแต่โดยดีเท่านั้นล่ะ
“เล็ง!” โทบันแผดเสียงตะโกน
พลปืนใหญ่ 30 นาย—แรงเกอร์พลปืนใหญ่ที่ตอนนี้ถูกขนานนามว่าพลปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์ (Overgeared Artillerymen)—เริ่มทำการปรับตำแหน่งของตัวเองใหม่ทันที มันคือการเล็งเป้าหมายทางอ้อม พวกเขาใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นในการปรับปากกระบอกปืนให้แหงนมองขึ้นไปบนฟากฟ้า ความเร็วต้นของกระสุนปืนใหญ่นั้นน่ะอาจจะช้าไปสักหน่อย ทว่าแรงปะทะน่ะมันมหาศาลมากเลยล่ะ เป็นเพราะกระสุนที่ตกลงมาจากที่สูงน่ะมันมีพลังทำลายล้างที่รุนแรงกว่า พวกมันสามารถสร้างความเสียหายที่รุนแรงกว่าให้แก่เป้าหมายได้นั่นเองล่ะนะ
'ฉันต้องทำให้ได้'
'ฉันต้องยิงให้เข้าเป้าให้ได้ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม!'
พวกผู้เล่นพลปืนใหญ่อันดับที่ 1-30 ในตารางอันดับรายอาชีพ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาเข้าหาโอกาสที่จะได้ทำผลงานอะไรเลย ไม่มีใครเรียกใช้งานพวกเขา ทว่านั่นก็หาได้หมายความว่าพวกเขาจะปล่อยให้หลายปีที่ผ่านมามันเสียเปล่าไม่ล่ะนะ พวกเขาพากันไปเข้าร่วมกองทัพและหาได้ละเลยการฝึกฝนแม้แต่วันเดียวเลยล่ะ เพื่อที่จะไม่ลืมตัวตนในฐานะพลปืนใหญ่ พวกเขาเฝึกฝนด้วยความกระตือรือร้นและหาได้พลาดโอกาสในการยิงปืนใหญ่ไปไม่ แม้ระดับทักษะของพวกเขาอาจจะยังต่ำอยู่และยังขาดประสบการณ์ ทว่าพวกเขานั้นก็เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและรอบรู้ในเชิงทฤษฎี
“ยิงได้!” โทบันแผดเสียงตะโกนพร้อมกับโบกธงให้สัญญาณ
พวกพลปืนใหญ่พากันระดมมยิงปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์พร้อมกัน ปืนใหญ่ทั้ง 10 กระบอกพ่นควันสีดำออกมาในขณะที่พวกมันแผดเสียงกึกก้องไปทั่วสมรภูมิรบพร้อมๆ กันล่ะนะ
-เสียงมันก็แค่ดังเฉยๆ นั่นแหละน่า
-ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ พลังมันก็งั้นๆ
พวกผู้ชมพากันหัวเราะเยาะอาวุธที่ถูกขนานนามว่าปืนใหญ่อย่างสนุกสนาน เปล่าหรอก พวกเขาหาได้หัวเราะเยาะหรอกนะ พวกเขาก็แค่พูดในสิ่งที่พวกเขารู้ความจริงเท่านั้นล่ะ ทว่าในวินาทีนี้ ความจริงมันได้เปลี่ยนไปเสียแล้วล่ะนะ
-...ว้าว
กระสุนที่ถูกยิงออกมาจากปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์น่ะเคลื่อนไหวเป็นเส้นโค้งแล้วตกลงมา พุ่งทะลวงผ่านโล่เวทมนตร์ของพวกนักเวทแล้วกระแทกเข้ากับเครื่องยิงหินทั้งห้าเครื่องได้อย่างแม่นยำ มันน่าขันสิ้นดี เครื่องยิงหินที่มีขนาดใหญ่ราวกับภูเขาพากันพังทลายลงเพียงเพราะกระสุนแค่ 10 นัดเท่านั้นเอง มันคือภาพที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยทฤษฎีใดๆ เลยล่ะนะ
“อ้ากกก!” ทหารหลายพันนายที่กำลังช่วยกันบรรจุก้อนหินใส่เครื่องยิงหินพากันร้องระงม เศษซากของเครื่องยิงหินพากันตกลงมาทับร่างพวกทหารและเกื้อหนุนให้ปืนใหญ่ของศัตรูทำความเสียหายได้มากขึ้นด้วย ความสูญเสียได้เกิดขึ้นกับขบวนทัพของจักรวรรดิไปเรียบร้อยแล้วล่ะ เพียงแค่ปืนใหญ่แค่ 10 กระบอกเท่านั้นเนี่ยนะที่จะจัดฉากหายนะแบบนี้ได้น่ะ...? พวกผู้ชม สตรีมเมอร์ หรือแม้แต่พวกพลปืนใหญ่ที่เพิ่งจะยิงปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์ออกไปเอง ก็ยังพากันอ้าปากค้างจนหาไม่ยอมหุบปากเลยล่ะนะ
หน้าต่างแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกพลปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์ทันที
[คุณทำลายเครื่องยิงหินเครื่องที่ 2 ของกองทัพจักรวรรดิได้สำเร็จ]
[คุณสังหารทหารจักรวรรดิหนึ่งนาย]
[คุณสังหาร...]
....
...
[เลเวลของคุณเพิ่มขึ้น]
[เลเวลของคุณเพิ่มขึ้น]
[เลเวล...]
....
...
[ระดับทักษะความชำนาญในการใช้อาวุธปืน (Firearms Mastery) เพิ่มขึ้นจากระดับระดับเริ่มต้น (Beginner Master) กลายเป็นระดับกลาง (Intermediate) เลเวล 2]
“อะไรนะ?”
หน้าต่างแจ้งเตือนส่งข่าวดีมาให้แบบที่ใครก็ไม่อาจจินตนาการถึงได้เลยล่ะนะ พวกพลปืนใหญ่น่ะถึงกับตกตะลึงไปเลย ทว่าพวกเขาก็ยังไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกยินดีกับข่าวดีนั้นได้หรอก เป็นเพราะเสียงคำรามของโทบันแว่วเข้าหูพวกเขาพลางว่า “บรรจุกระสุนใหม่!”
“บะ-บรรจุกระสุนใหม่แล้วค่ะ!” พวกพลปืนใหญ่อุตส่าห์ดึงสติแล้วรีบขยับร่างกายทันที ความเร็วในการบรรจุกระสุนสำรองน่ะมันก็เร็วเหมือนกันล่ะนะ มันเร็วกว่าการบรรจุกระสุนปืนใหญ่แบบเดิมๆ ถึงหลายเท่าตัวเลยล่ะ
“เล็ง!” โทบันโบกธงของเขา
พวกพลปืนใหญ่พากันไปจดจ่ออยู่กับเครื่องยิงหินทั้งสี่เครื่องที่เหลืออยู่จากทั้งหมด 15 เครื่องของกองทัพจักรวรรดิ มันคือเครื่องยิงหินที่ถูกบรรจุก้อนหินขนาดใหญ่ไว้เรียบร้อยแล้วล่ะนะ พวกทหารจักรวรรดิที่เพิ่งจะถอยหนีไป พากันกระเสือกกระสนกลับมาเพื่อช่วยกันดึงเชือกขึ้นมาใหม่ พวกเขากำลังเตรียมตัวจะยิง ทว่าเครื่องยิงหินน่ะมันใหญ่เกินไป แถมก้อนหินมันก็หนักมากจนทำให้ทุกอย่างล่าช้าไปหมดเลยล่ะนะ
“ยิง!”
ท่ามกลางช่องว่างนั้น ปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์ทั้ง 10 กระบอกก็แผดเสียงยิงออกมาอีกครั้งนึงล่ะนะ พลังของการระดมยิงครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อนเสียอีก มันคือปรากฏการณ์ที่เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ในเมื่อค่าสถานะและระดับทักษะของพวกพลปืนใหญ่ได้เพิ่มสูงขึ้นไปแล้วล่ะนะ
-นะ-นี่มันไร้สาระเกินไปแล้ว
พวกผู้ชมพากันคิดว่านี่มันฝันหรือความจริงกันแน่นะ ในตอนที่เห็นเครื่องยิงหินขนาดมหึมาพากันพังทลายลงมาอีกครั้ง ปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์น่ะเป็นอาวุธที่แสนจะทรงพลานุภาพและเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมจริงๆ
“โอ้ แข็งแกร่งชะมัดเลยแฮะ” สมาชิกโอเวอร์เกียร์เองก็รู้สึกประหลาดใจไปเหมือนกันล่ะนะ
เกริดอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างคร่าวๆ ว่า “มันจะทรงพลังขึ้นน่ะครับเพราะว่าเป้าหมายน่ะมันอยู่นิ่งๆ แต่มันคงไม่ทรงพลังขนาดนี้หรอกถ้าเอาไปใช้กับคนที่กำลังเคลื่อนที่น่ะนะ”
มันคือน้ำเสียงที่แสนจะเรียบเฉย ชายที่สร้างปืนใหญ่ที่แสนจะทรงพลังปานจอมปีศาจแบบนี้ขึ้นมาน่ะ กลับดูหาได้รู้สึกรู้สาอะไรขนาดนั้นเลยล่ะนะ พวกสมาชิกโอเวอร์เกียร์สัมผัสได้ถึงสัญชาตญาณทันทีว่า ปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์ที่ถูกนำไปติดตั้งไว้บนกำแพงเมืองนั้นน่ะน่ะ ยังไม่ใช่ร่างในอุดมคติของมันหรอกนะ
'เขาสามารถสร้างมันให้มีระดับที่สูงกว่านี้ได้งั้นเหรอ?'
'ถ้าให้ฉันลองนึกถึงปืนใหญ่ระดับตำนานดูล่ะก็...'
“...!” ที่บนกำแพงเมือง เกริดเอาแต่จ้องมองลงไปยังสมรภูมิรบเพียงเพื่อที่จะต้องเบิกตากว้างออกมา กลิ่นสาบของแอลกอฮอล์โชยเข้าจมูกเขามาเมื่อมีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นมาจากกองทัพของจักรวรรดิ เกริดน่ะจำเขาได้ในทันทีเลยล่ะ “ดยุคขี้เมา!”
ดยุคขี้เมาโผบินขึ้นมาในพริบตา เขาสามารถเข้าประชิดที่ส่วนยอดของกำแพงเมืองได้ภายในชั่วครู่เดียวเท่านั้นล่ะนะ และกำลังเอื้อมมือไปคว้าปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์กระบอกหนึ่งไว้ ดยุคขี้เมาเปิดฉากโจมตี ทว่าโทบันกลับชักโล่ออกมาขวางทางไว้ได้ทัน
“คึก!” โล่และทักษะของโทบันหาได้มีความหมายอะไรเลยล่ะนะ ในเมื่อเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและได้แต่ทรุดเข่าลงไปพิงกับพื้นแบบนั้น ทว่ามันก็ได้เกิดขึ้นในตอนที่ดยุคขี้เมากำลังจะเล็งเป้าหมายไปที่ปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์อีกครั้งนึง ลำแสงสีขาวสองสายพาดผ่านพุ่งเข้าใส่เขา ดยุคขี้เมาสัมผัสได้ถึงอันตรายและโน้มตัวลงหลบในทันที ในตอนที่ดาบและคราดขุดดินวูบผ่านนเหนือหัวของเขาไปเพียงนิดเดียวเท่านั้นน่ะนะ
“...อะไรกัน?” ดยุคขี้เมาทำหน้าเหมือนกับเพิ่งเห็นผีมา ในตอนที่เขาสบสายตาเข้ากับชาวนาที่กำลังถือคราดขุดดินอยู่คนนั้นน่ะนะ เขาตกใจมากจนอาการเมาค้างน่ะมันมลายหายไปในพริบตาเลยล่ะนะ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.


