ตอนที่ 1014
1014 / 2060
อ่าน 17 นาที
Chapter 1014
เผยแพร่เมื่อ 3 เม.ย. 2569 16:55
จักรวรรดิซาฮารันมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี และไม่อาจสร้างวีรบุรุษขึ้นมาได้เพียงแค่เจ็ดคนเท่านั้นหรอก มีวีรบุรุษมากมายในหน้าประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิ ซึ่ง 12 คนในนั้นได้รับตำแหน่งดยุค นั่นหมายความว่าเดิมทีจักรวรรดิมีตระกูลขุนนางระดับดยุคถึง 12 ตระกูล ทว่ากาลเวลานั้นคือกฎที่แสนจะน่ากลัว
ตระกูลต่างๆ พากันเสื่อมโทรมหรืออ่อนแอลงเมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน ในขณะที่บางตระกูลก็ต้องเผชิญกับโชคร้าย ตระกูลดยุคทั้งห้าพากันหายสาบสูญไปตามธรรมชาติหรือไม่ก็กลายเป็นคนทรยศ นี่คือเหตุผลว่าทำไมในบรรดาเจ็ดตระกูลดยุคในปัจจุบันของจักรวรรดิ จึงมีเพียงสองตระกูลเท่านั้นที่มีเชื้อสายของดยุคผู้ร่วมก่อตั้งจักรวรรดิ
“เปียโร่ (Piaro)?”
เขาคือเสาหลักของจักรวรรดิเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน เป็นยอดนักดาบเพียงคนเดียวในตอนนั้น เป็นหนึ่งในชื่อที่ทรงเกียรติที่สุด เป็นพันธมิตรขององค์จักรพรรดิ... และสุดท้าย เขาก็คือคนทรยศ
“ข้าคงจะตาฝาดไปแน่ๆ” ดิวอร์ธ (Diworth) คลายปมเสื้อผ้าของตัวเองในขณะที่จ้องมองไปยังชาวนาที่อยู่ตรงหน้า ดวงตา จมูก และปากของชาวนาคนนี้—ทุกอย่างเหมือนกับในวันวานเปี๊ยบเลย ร่างกายที่กำยำของเขาก็ยังเหมือนเดิม จะต่างกันก็เพียงแค่รอยตีนกาที่รอบดวงตาเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น แรงกดดันมหาศาลที่ราวกับภูเขาใหญ่ก็ได้มลายหายไปสิ้นแล้วด้วย
ดิวอร์ธสามารถมองเห็นสายลมแห่งกาลเวลาได้ ทว่าเขากลับมองไม่เห็นพลังงานใดๆ เลย ออร่าที่ดูแก่ชราของชาวนาคนนี้นั้นหาได้แตกต่างจากสายลม เม็ดทราย และต้นไม้เลยแม้แต่น้อย เขาดูเปลี่ยนไปทว่าก็ยังคงเดิม ดิวอร์ธผู้ซึ่งกำลังพยายามแยกแยะความแตกต่างระหว่างเปียโร่ในความทรงจำกับชาวนาที่อยู่ตรงหน้า ในไม่ช้าเขาก็ยอมรับความจริงได้
“ใช่จริงๆ ด้วย”
เขาคือคนคนเดียวกันจริงๆ ชาวนาคนนี้ก็คือเปียโร่
“งั้นเหรอ แกยังไม่ตายนี่เอง”
ในสมัยที่เปียโร่เป็นผู้นำกลุ่มอัศวินแดง (Red Knights) กลุ่มอัศวินแดงน่ะคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจของจักรวรรดิ และผู้คนทั้งปวงต่างพากันยกย่องเชิดชูพวกเขา ดิวอร์ธเองก็นเหมือนกัน เขาเกลียดเปียโร่แต่ก็จำต้องยอมรับในตัวเขา เมื่อคราวที่จักรวรรดิส่งทีมออกไปไล่ล่าเปียโร่ โดยระบุว่าเปียโร่จะต้องได้รับโทษฐานทรยศต่อจักรวรรดิ ดิวอร์ธก็คือหนึ่งในคนที่ล้มเหลวในการจับกุมตัวเขาเช่นกัน
“ข้านึกว่าแกน่ะลาโลกนี้ไปนานแล้วซะอีก เพราะข้าไม่ได้ข่าวคราวของแกมานานมากแล้ว ไม่นึกเลยว่าแกจะมาซุกหัวอยู่ในอาณาจักรโอเวอร์เกียร์แบบนี้”
ดิวอร์ธคิดว่าองค์จักรพรรดิคงจะทรงพอพระทัยประหฤทัยมากหากทรงทราบว่าเปียโร่ยังมีชีวิตอยู่ องค์จักรพรรดิยังทรงทั้งเกลียดทั้งคำนึงถึงเปียโร่อยู่เสมอ ทว่ามันกฟ็เกิดคำถามขึ้นมาข้อหนึ่ง
'องค์จักรพรรดิทรงทราบเรื่องนี้หรือเปล่านะ?'
องค์จักรพรรดิเอาแต่จมปลักอยู่ในความมืดสลัวมาโดยตลอดนับตั้งแต่การสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีและการทรยศของเปียโร่ ทว่าอยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ก็ทรงกลับมาสดใสได้อีกครั้ง พระองค์ทรงกลับมามีพระพลานามัยแข็งแรงเหมือนเดิม มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อัศวินในตำนานอย่าง เมอร์เซเดส (Mercedes) ถูกเนรเทศพอดี
'ทำไมพระองค์ถึงทรงเนรเทศเมอร์เซเดสที่กลายเป็นตำนานไปแล้วล่ะ?'
หรือว่าพระองค์ทรงทราบว่าเปียโร่ยังมีชีวิตอยู่ พระองค์จึงทรงมอบคำสั่งแยกให้เมอร์เซเดสไปคอยปกป้องเขาอย่างนั้นเหรอ?
'มันก็เป็นไปได้นะ'
องค์จักรพรรดิคงจะทรงทราบดีว่าเมอร์เซเดสได้ไปรับใช้กษัตริย์โอเวอร์เกียร์แล้ว องค์จักรพรรดิน่ะมีหูตาที่กว้างไกลยิ่งกว่าเจ็ดดยุคเสียอีก ถึงกระนั้น พระองค์ก็หาได้ทรงวางมาตรการจำกัดใดๆ ต่อเมอร์เซเดสไม่ และหาได้ทรงกระตือรือร้นในการพิชิตอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ไม่เลย พระองค์เพิ่งจะทรงประกาศสงครามออกมาอย่างล่าช้าเพื่อสยบเสียงบ่นของพวกขุนนางที่พากันโกรธแค้นหลังจากที่กษัตริย์โอเวอร์เกียร์ยอมรับพวกเนตรปีศาจ (Evil Eyes) เข้าพวก องค์จักรพรรดิหาได้ทรงบังคับให้เจ็ดดยุคต้องเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ไม่ นั่นคือเหตุผลที่ราเชล (Rachel) ไม่ได้เข้าร่วมในสงครามนี้ยังไงล่ะ
'ใช่แล้ว พระองค์ทรงทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว'
เปียโร่นั้นยังมีชีวิตอยู่
'ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังทรงอภัยโทษฐานทรยศให้แก่เปียโร่ไปเรียบร้อยแล้ว'
หรือไม่ก็ดังที่ราเชล, เกร็นฮาล (Grenhal) และมอร์ส (Morse) ได้อ้างไว้ การทรยศของเปียโร่อาจจะเป็นเรื่องหลอกลวงก็เป็นได้ หากสมมติฐานนี้เป็นจริงล่ะก็ สถานการณ์ทั้งหมดน่ะมันก็จะดูเมคเซนส์ขึ้นมาทันทีเลย
“หืมม...” ดิวอร์ธเหลือบมองลงมาจากกำแพงเมือง ทหารฝ่ายพันธมิตรหลายแสนนายในทะเลทรายกำลังแหงนมองขึ้นมาที่นี่ พลปืนใหญ่นับพันนายยังคงกุลีกุจอช่วยกันบรรจุกระสุนปืนและเครื่องยิงหินกันอยู่อย่างขะมักเขม้น
'ถ้าพวกเขารู้เรื่องที่เปียโร่รอดชีวิตมาได้ล่ะก็...'
พวกเขาจะต้องปั่นป่วนกันยกใหญ่แน่ๆ ความสับสนวุ่นวายน่ะจะทำให้กองทัพอ่อนแอลง
'มันจะเป็นไปได้ไหมนะ ที่ความสัมพันธ์ระหว่างจักรวรรดิและอาณาจักรโอเวอร์เกียร์น่ะจะดีขึ้นได้เพราะเปียโร่?'
แน่นอนล่ะว่าไม่ มันเป็นเรื่องราวที่แสนจะหาความสมจริงไม่ได้เลย เดิมทีเปียโร่ไม่มีวันยกโทษให้พวกจักรวรรดิหรอก เพราะจักรวรรดิน่ะคือตัวการที่สังหารครอบครัวของเขา
'ยิ่งไปกว่านั้น หากพวกเราปล่อยอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ที่ไม่ยอมรับว่าจักรวรรดิคือนายเหนือหัวของทวีปแบบนี้ทิ้งไว้ล่ะก็ มันจะส่งผลเสียต่อจักรวรรดิเองในภายหลัง'
ดังนั้น ดิวอร์ธจึงตัดสินใจได้แล้ว เขาควรจะปลิดชีพเปียโร่เสียในตอนนี้เลย มันเป็นทางเดียวที่จะยับยั้งความวุ่นวาย เอาชนะสงคราม และช่วยให้จักรวรรดิกลับมายิ่งใหญ่ในฐานะนายเหนือหัวของทวีปได้อีกครั้ง
“เปียโร่ แกน่ะรู้ไหม? ข้าเกลียดแกมานานมากแล้วล่ะนะ ทุกครั้งที่ข้าเห็นแกเก่งกว่าข้าอย่างชัดเจนแบบนั้นน่ะ มันทำให้ศักดิ์ศรีของข้ามันถูกทำลายย่อยยับไปหมดเลยล่ะนะ แต่ตอนนี้เรื่องพวกนั้นน่ะมันกลายเป็นเพียงความหลังไปหมดแล้ว ข้าหาได้มีความรู้สึกเลวร้ายอะไรกับแกเหลืออยู่อีกต่อไปแล้วหรอก” ดิวอร์ธพูดด้วยน้ำเสียงที่แสนจะจริงจัง “ข้าจะเห็นแก่เรื่องในวันวาน และจะสังหารแกให้ตายแบบไม่ทรมานก็แล้วกันนะ”
เขาจะฟาดฟันด้วยกระบวนท่าเพียงครั้งเดียว ดิวอร์ธตัดสินใจได้แล้วและกระดกเหล้าเข้าปากอย่างรวดเร็ว เขากำลังรีบ นอกเหนือไปจากบาซาร่า (Basara) แล้ว ดยุคคนอื่นๆ พากันพยายามยับยั้งการประหารครอบครัวของเปียโร่ พวกเขาแสนจะแน่ใจว่าเปียโร่น่ะโดนใส่ความ และพวกเขาก็พากันทำเรื่องร้องเรียนให้ระงับการประหารชีวิตนั้นไปเสียด้วยซ้ำ หากดิวอร์ธเอาแต่โอ้เอ้ไม่รีบสังหารเปียโร่เสียตั้งแต่ตอนนี้ล่ะก็ สถานการณ์มันคงจะยุ่งยากขึ้นมาแน่ๆ เลยล่ะ
'ข้าดีใจนะที่ดยุคคนอื่นๆ มัวแต่ไปไล่ตามสคังค์ (Skunk) ที่กำลังทำเรื่องบ้าๆ อยู่นั่นน่ะ'
สคังค์คือนักสำรวจที่พวกเขาได้พบโดยบังเอิญในกาเลสต์ (Galest) เขาคือผู้มีพรสวรรค์ที่ถูกจักรวรรดิจับตามองอยู่น่ะนะ ดวงตาของขุนนางทั้งหลายเปล่งประกายขึ้นมาเมื่อได้ยินสคังค์บอกว่าเขาจะข้ามทะเลแดง (Red Sea) ไปให้ได้ มันหาได้หมายความว่าพวกเขาจะลืมเลือนไปหรอกนะว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะสงครามน่ะ พวกเขาแค่ดูถูกอาณาจักรโอเวอร์เกียร์มากเกินไปเท่านั้นเองล่ะ
พลังเวทมนตร์ของดิวอร์ธพลุ่งพล่านขึ้นมา และกลิ่นแอลกอฮอล์ก็ฟุ้งกระจายไปหมด ดิวอร์ธเตรียมพร้อมที่จะขจัดเปียโร่ทิ้งไปในพริบตา
'ได้โปรดตายไปอย่างสงบโดยไร้ซึ่งความทรมาน และจงเป็นอิสระจากความทุกข์ทรมานทั้งปวงในชีวิตนี้ซะเถอะ'
ดิวอร์ธจะมีความเมตตาให้แก่วีรบุรุษในยุคเก่า—ชายผู้ที่เขาเคยทั้งเกลียดชังแต่ก็เคารพยเกรงใจอยู่เสมอ เขาดึงอาวุธที่แสนจะเปล่งประกายและแวววาวที่หาได้เข้ากับบุคลิกของเขาเลยออกมา แล้วตวัดดาบใส่เปียโร่ทันที ทว่าครานี้ดิวอร์ธกลับต้องประหลาดใจ เปียโร่หาได้มีบรรยากาศที่แสนจะทรงพลังดังเช่นในอดีตไม่ล่ะนะ ดังนั้นเขาจึงเนึกว่าเปียโร่จะอ่อนแอลง ทว่าคราดขุดดินนั่นกลับเข้าขัดขวางการโจมตีของเขาได้อย่างแสนง่ายดายเลยล่ะ
“แกน่ะยังมีนิสัยที่ตัดสินและกระทำอะไรไปเองฝ่ายเดียวอยู่เหมือนเดิมเลยนะเนี่ย แกน่ะยังชอบไปทำร้ายพวกทหารตอนที่แกเมาหัวราน้ำอยู่หรือเปล่าล่ะนั่น?” เปียโร่เดาะลิ้นจิ๊จ๊ะออกมาในขณะที่อากาศรอบกายของเขาเริ่มจางหายไป
สายลม อากาศ พื้นดิน ผืนทราย และวัชพืช—ธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่รอบกายทั้งหมดพากันสูญสิ้นพลังงานของพวกมันไปแล้วล่ะนะ สาเหตุของเรื่องนั้นก็คือเปียโร่ยังไงล่ะ ธรรมชาติพากันมอบพลังงานทั้งหมดให้แก่เขาแต่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
“ไม่มีทางน่า นี่มัน...” นิ้วมือของดิวอร์ธสั่นเทาในขณะที่เขารีบชักดาบกลับคืนมา เขาเคยได้ยินเรื่องสภาวะธรรมชาติ (Natural State) มาก่อน “นี่มันคือสภาวะธรรมชาติที่ก้าวข้ามขีดจำกัดไปแล้วนี่นา!”
เปียโร่ที่ดูอ่อนแอลงน่ะกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีกนะเนี่ย รูปแบบของวิชาดาบได้วิวัฒนาการกลายมาเป็นวิชาเกษตรกรรม แต่มันกลับวิวัฒนาการแทนที่จะเสื่อมถอยลงล่ะนะ
“การทำฟาร์มที่อิสระ (Free Farming)”
ในชั่ววินาทีที่ธรรมชาติสูญเสียพลังงานทั้งหมดไป พื้นที่แห่งนี้ก็พลันกลายเป็นพื้นที่ไร้น้ำหนัก และเปียโร่ที่กำลังลอยตัวอยู่นั้นก็เงื้อคราดขุดดินขึ้นมาไว้เหนือหัวททันที
“เดี๋ยวก่อนครับ” เกริดปรากฏตัวขึ้นมาแล้วขวางเปียโร่เอาไว้ “เปียโร่ และเมอร์เซเดส ช่วยจัดการทำลายพวกเครื่องยิงหินพวกนั้นทีนะครับ”
ใน Satisfy น่ะ มักจะมีฉากที่อาวุธต่ออาวุธ หรือเวทมนตร์ต่อทักษะเข้าปะทะกันแล้วหักล้างพลังซึ่งกันและกันเสมอๆ มันถูกเรียกว่าความเอกฐาน (singularity) ของเกมโลกเสมือนล่ะนะ อาวุธ ทักษะ และเวทมนตร์ทุกรูปแบบน่ะล้วนแต่มีรูปทรงของมันอยู่ มีการกำหนดสูตรสำเร็จที่พวกมันจะสามารถตอบสนองและตอบโต้กลับได้ล่ะนะ แน่นอนล่ะว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีพลังที่ทรงพลานุภาพกว่าอย่างเหลือล้นล่ะก็ มันก็ไม่อาจจะหักล้างพลังกันได้หรอก อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถพยายามป้องกันได้โดยการเข้าปะทะกับการโจมตีที่พุ่งเข้ามานั่นล่ะนะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมในการต่อสู้ระดับยอดฝีมือน่ะ พวกเขาจึงมักจะเข้าห้ำหั่นกันด้วยอาวุธอยู่เสมอๆ
ทว่ามันก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ประการหนึ่งก็คือการโจมตีจากพวกอาวุธขนาดมหึมา ขนาดและมิติของการโจมตีนั้นน่ะมันจะแตกต่างออกไปมากเลยนะเพราะมันต้องแบกรับน้ำหนักมหาศาลไปด้วยน่ะ มันไม่อาจจะถูกหักล้างพลังได้ด้วยอาวุธ ทักษะ หรือเวทมนตร์ธรรมดาๆ ได้หรอก ระบบน่ะจะตัดสินใจว่าการโจมตีที่มี 'น้ำหนักและพื้นที่ในการโจมตีที่กว้างกว่ามาก' นั้นน่ะคือการโจมตีที่แสนจะทรงพลังเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นล่ะนะ
ใช่แล้ว ทันทีที่เครื่องยิงหินของจักรวรรดิเปิดฉากยิงออกมา เรย์ดันจะต้องตกอยู่ในอันตรายแน่ อาณาจักรโอเวอร์เกียร์ไม่มีทางที่จะยุดยั้งก้อนหินที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาได้เลย และเราต้องรักษาความสมดุลของกำแพงเมืองเอาไว้ให้ได้เสียก่อน สิ่งที่ดูจะสมเหตุสมผลที่สุดล่ะก็ คือการทำลายเครื่องยิงหินพวกนั้นทิ้งไปเสียก่อน เหมือนกับที่พวกปืนใหญ่โอเวอร์เกียร์พากันพยายามทำอยู่นั่นล่ะนะ
ทว่า เกริดหาได้มีความสามารถพอที่จะทำลายเครื่องยิงหินที่ถูกจัดวางไว้อยู่ท่ามกลางทหารหลายแสนนายได้ด้วยตัวคนเดียวไม่หรอกนะ ทักษะระยะไกลอย่างเพลงดาบแสนกองทัพ (100,000 Army Swordsmanship) หรือการโบยบิน (Fly Up) น่ะ มันเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติน่ะ อาวุธทั่วไปน่ะจะแสดงพลังออกมาได้อ่อนแอกว่าเมื่อไปปะทะกับพวกอาวุธปิดล้อมจักรวรรดิ สิ่งปลูกสร้าง หรือพวกสิ่งอำนวยความสะดวกพวกนั้นน่ะนะ
“ดังนั้น ผมคงต้องขอฝากเรื่องนี้ไว้ให้กับพวกคุณทั้งสองคนด้วยนะครับ” เกริดเดินเข้าไปหาเปียโร่และเมอร์เซเดสพลันมอบความมั่นใจให้แก่พวกเขา “ห้ามตายเด็ดขาดเลยนะครับ”
หากเขาไม่ได้พบกับเครชเลอร์ (Chreshler) เกริดน่ะคงไม่มีวันยอมเสี่ยงปล่อยให้อัศวินของตัวเองไปตายแบบนั้นแน่ ทว่าในตอนนี้ เกริดเริ่มเข้าใจถึงความก้าวข้ามขีดจำกัดไปแล้วล่ะ เขาน่ะตระหนักได้ว่าการเอาแต่อุ้มลูกหลานไว้ในอ้อมแขนน่ะมันจะส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของเด็กๆ ต่างหากล่ะนะ
“ผมเชื่อน่ะครับว่าพวกคุณจะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงและกลับมาหาผมได้อย่างปลอดภัยแน่ๆ”
เขาจะเชื่อมั่นและพึ่งพิงพวกเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ล่ะนะ
“กระหม่อมจะจดจำคำพูดนั้นไว้ให้ขึ้นใจเลยเพคะ”
ความไว้วางใจขององค์กษัตริย์ที่มีเนั้นมีต่อพวกเขานั้นน่ะมันแสนจะลึกซึ้งยิ่งนัก เปียโร่และเมอร์เซเดสพากันรู้สึกตื่นเต้นจนเนื้อเต้นและพุ่งตัวกระโจนเข้าไปในค่ายทหารศัตรูทันที ทว่าก่อนหน้านั้นล่ะก็...
“รับนี่ไปสิครับ” เกริดยื่นดาบแห่งความรู้แจ้ง (Enlightenment Sword) ให้แก่เมอร์เซเดส และส่งผ้าคลุมของลานเทียร์ (Lantier’s Cloak) ให้แก่เปียโร่
“กระหม่อมรับไว้ไม่ได้หรอกเพคะ!”
“ข้าเองก็รับไว้ไม่ได้เหมือนกันครับ”
เปียโร่ถึงกับตกใจไปเลยล่ะนะ และเมอร์เซเดสเองก็ดูจะลำบากใจอยู่เหมือนกัน พวกเขาไม่มีวันยอมรับดาบสุดโปรดของเกริดและผ้าคลุมที่คอยปกป้องร่างของเกริดมาโดยตลอดไว้กับตัวหรอกนะ แม้นที่ข้างกายของเกริดนั้นน่ะจะมีจู๊ด (Jude), นอลล์, คาซิม และพวกสมาชิกโอเวอร์เกียร์คอยท่าอยู่อย่างขะมักเขม้น ทว่าดยุคดิวอร์ธน่ะคือคู่ต่อสู้ที่แสนจะรับมือได้ยากเสียเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่อาจเลี่ยงที่จะไม่รู้สึกเป็นห่วงพระองค์ได้หรอกนะ
เกริดแย้มยิ้มพลันพยายามติดตั้งใบมีดที่เล็งไปยังเทพเจ้า (Blade Aiming at the Gods) เข้ากับดาบโดยใช้อุปกรณ์ช่วยดึง (Pulling Device) จากนั้นเขาก็ตบที่ชุด 'วาลฮัลล่าแห่งสายใยที่ไม่อาจสิ้นสุด' (Valhalla of Infinite Affection) เบาๆ แล้วจึงประกาศก้องออกมาว่า “ผมยังมีอาวุธดีๆ เหลืออยู่อีถมพะถืดเลยล่ะครับ”
เกริดน่ะชอบดาบแห่งความรู้แจ้งมากกว่าดาบที่เล็งไปยังเทพเจ้าก็เพราะพวกการระเบิดของเปลวเพลิงทมิฬนั่นเองล่ะนะ เขาสามารถทำความเสียหายใส่ศัตรูได้อย่างต่อเนื่องไร้ซึ่งรอยพับห่อแว่บเลยล่ะนะ ทำให้ความเสียหายรวมนั้นน่ะมันสูงยิ่งกว่าการใช้ดาบที่เล็งไปยังเทพเจ้าเสียอีก มันหาได้อ่อนแอกว่าดาบที่เล็งไปยังเทพเจ้าไม่หรอกนะนั่นน่ะ เพราะเขาน่ะเสริมพลังมันจนได้ถึงระดับ +4 มาตามระเบียบเรียบร้อยแล้วล่ะ
ใช่แล้วล่ะ ในปัจจุบันนี้ล่ะนะ ดาบแห่งความรู้แจ้งน่ะมันดีกว่าดาบที่เล็งไปยังเทพเจ้าจริงๆ นั่นล่ะน่ะนะ เหตุผลที่เกริดมอบดาบแห่งความรู้แจ้งให้แก่เมอร์เซเดสในตอนนี้ก็คือ ดาบแห่งความรู้แจ้งน่ะมันเป็นดาบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการ 'รังควาน' (slaughter) โดยเฉพาะนั่นล่ะล่ะนะ ภาพของเมอร์เซเดสที่ควงดาบแห่งความรู้แจ้งเข้าฟาดฟันกับทหารนับหมื่นนับแสนนายน่ะ... แค่ลองจินตนาการดูสิมันก็น่าสะพรึงกลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้วล่ะนะ
'ดาบที่เล็งไปยังเทพเจ้าน่ะมันเหมาะกว่าเยอะเลยล่ะในตอนที่ต้องสู้กับดยุคน่ะนะ'
ยิ่งไปกว่านั้นล่ะ เกริดเองก็กำลังตั้งหน้าตั้งตารอดูคุณสมบัติพิเศษของดาบที่เล็งไปยังเทพเจ้าอยู่เหมือนกันนะเนี่ยล่ะ
[* สร้างความเสียหายโบนัส 50% ต่อตัวตนที่สูงส่งเหนือมนุษย์ เช่น เทพเจ้า เทวทูต จอมปีศาจ มอนสเตอร์ระดับบอส และพวกเนม NPC ทั้งหลาย]
อย่างที่ระบุไว้นั่นแหละนะ ระบบน่ะจะตัดสินให้มอนสเตอร์ระดับบอสและเนม NPC นั้นน่ะคือตัวตนระดับสูงส่งเหนือมนุษย์ทั้งปวงล่ะนะ ดังนั้น ตราบใดที่ยังเป็นพวกเนม NPC แบบดยุคขี้เมา ดิวอร์ธล่ะก็ ดาบที่เล็งไปยังเทพเจ้าน่ะมันก็จะแข็งแกร่งกว่าดาบแห่งความรู้แจ้งเป็นไหนๆ เลยล่ะนะ นี่น่ะมันคือข้อยกเว้นทั้งที่ทักษะ 'ดูถูกผู้อ่อนแอ' (Contempt of the Weak) ที่จะลดพลังชีวิตของตัวตนที่ไม่ใช่ระดับสูงส่งลงได้ถึง 80% นั้นน่ะมันหาได้ถูกเรียกใช้งานไม่อยู่แล้วล่ะ ในขณะที่เกริดและอัศวินของเขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น ดยุคขี้เมา ดิวอร์ธก็ได้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันออกมาด้วยความเคียดแค้นเลยล่ะนั่นน่ะ
“กษัตริย์โอเวอร์เกียร์ กษัตริย์อาณาจักรเล็กๆ อย่างเจ้าเนี่ยนะ คิดจะมาต่อกรกับดยุคแห่งจักรวรรดิแบบข้าในตอนนี้น่ะเหรอ? เลิกพล่ามไร้สาระแล้วไสหัวไปซะ!” ดิวอร์ธกระดกเหล้าเข้าปากไปมากกว่าเดิมไปตามระเบียบเรียบร้อยแล้ว เขาน่ะแทบจะไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้แล้วจนเริ่มเดินโซเซไปมาแบบนั้นล่ะ “เปียโร่! เมอร์เซเดส! ข้าหาได้จะปล่อยให้พวกเจ้าหลุดมือไปได้ง่ายๆ หรอกนะ!”
คนหนึ่งคือวีรบุรุษแห่งยุคสมัยเก่า และอีกคนคือวีรบุรุษแห่งยุคสมัยใหม่ล่ะนั่นน่ะ ทันทีที่เปียโร่และเมอร์เซเดสปรากฏกายขึ้นท่ามกลางค่ายทหารจักรวรรดิ พลทหารทัง้หลายคงจะต้องรู้สึกปั่นป่วนวุ่นวายใจขึ้นมาอย่างเหลือล้นแน่ๆ เลยล่ะน่ะนะ พวกเขาคงจะรบกันไม่ได้เรื่องแน่ๆ เลยล่ะน่ะ ทว่าน่ะนะ ทันทีที่ดิวอร์ธโผบินเข้าไปหาเปียโร่ล่ะก็ ธงสีส้มซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการถอยทัพก็พลันถูกชูขึ้นมากลางสมรภูมิรบจากทางฝั่งค่ายทหารจักรวรรดิจนได้ล่ะนั่นน่ะ
“อะไรกัน?”
สั่งถอยทัพงั้นเหรอ...? ทั้งที่เพิ่งจะมาถึงหน้าประตูบ้านศัตรูแท้ๆ เชียวนะเนี่ยล่ะน่ะนั่นน่ะ? ทั้งที่ยังไม่ได้บอกอะไรข้าเลยสักคำเนี่ยนะ? ดิวอร์ธที่แสนจะประหลาดใจพยามากวาดสายตาจ้องมองแล้วก็ได้ยินเสียงแผดโกนขอมึงมาร์ควิสฟูลบาสที่ใช้พลังเวทมนตร์ช่วยส่งเสียงตะโกนพลางว่า “ท่านดยุคดิวอร์ธครับ! ผมได้รับพระราชโองการจากองค์จักรพรรดิมาน่ะครับ ให้ระงับการศึกแล้วถอยทัพกลับไปทั้งหมดเลยครับ!”
“พระราชโองการงั้นเหรอ?!”
“พระราชโองการเหรอครับ?”
ดยุคขี้เมา ดิวอร์ธ, เกริด และพวกสมาชิกโอเวอร์เกียร์พากันรู้สึกตกตะลึงจนเบิกตาค้างไปตามๆ กันเลยล่ะนั่นน่ะ ทำไมพวกเขาถึงต้องถอยทัพในตอนนี้ด้วยล่ะนั่น? แน่นอนล่ะว่าในไม่ช้าล่ะนะ ทุกคนก็จะได้ทราบเหตุผลของเรื่องนี้กันถ้วนหน้าเลยล่ะ เป็นเพราะหน้าต่างข้อความระดับโลกที่พลันปรากฏขึ้นมาล่ะน่ะ
[นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ได้ค้นพบเกาะแห่งใหม่ในทะเลแดงแล้วล่ะครับ]
[ชื่อของเกาะแห่งใหม่นี้คือ 'ซากปรักหักพังของเทพแห่งสงคราม' (Ruins of the War God) ครับผม]
“...!!” ดวงตาของดิวอร์ธเบิกกว้างขึ้นมาทันควันเลยล่ะนั่นน่ะ เขาน่ะเข้าใจเหตุผลของคำสั่งถอยทัพขององค์จักรพรรดิได้ในทันทีเลยล่ะนั่นน่ะ
“การสำรวจซากปรักหักพังล่ะนะ...!”
ยิ่งไปกว่านั้นล่ะนั่นน่ะ มันคือซากปรักหักพังของทวยเทพเชียวนะเนี่ยล่ะน่ะนั่นน่ะ พวกเขาต้องรีบไปยึดครองมันแล้วรวบรวมพวกวัตถุโบราณมาให้ได้ก่อนใครเพื่อชิงความได้เปรียบไปเสียตั้งแต่วันนี้ที่รอคอยมาแสนนานเลยล่ะนั่นน่ะ ดิวอร์ธรีบกระโดดตุ๊บลงมาจากกำแพงเมืองทันควันเลยล่ะ เปียโร่และเมอร์เซเดสพยายามจะเข้าไปคว้าตัวเขาเอาไว้ ทว่าการเคลื่อนไหวของดิวอร์ธน่ะมันแสนจะไร้ระเบียบและคาดเดาได้ยากเหลือทนจนทำให้พวกเขาต้องคว้าน้ำเหลวกันไปตามๆ กันเลยล่ะนั่นล่ะนะ ในขณะเดียวกันล่ะเนาะ เกริดหาได้ใส่ใจในตัวดิวอร์ธแล้วล่ะล่ะนะ
เป็นเพราะข้อความกระซิบจากเลอูเอลนั่นเองล่ะเนอะ -ซากปรักหักพังน่ะมันมีค่ามหาศาลเลยนะครับ มูลค่าของพวกวัตถุโบราณที่ยังไม่มีใครค้นพบมาก่อนน่ะมันคงจะสูงเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้เป็นแน่เลยล่ะครับ พวกเราต้องรีบส่งกองกำลังสำรวจออกไปปจัดระเบียบให้เรียบร้อยโดยด่วนเลยนะครับ
พวกเขาจะเอาแต่เงียบเฉยแล้วปล่อยให้องค์จักรพรรดิแย่งชิงมันไปฝ่ายเดียวไม่ได้หรอกนะนั่นน่ะ การตัดสินใจของเลอูเอลน่ะมันเหมือนกับการตัดสินใจของเกริดเปี๊ยบเลยล่ะเนอะนั่นน่ะ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.


