ตอนที่ 383
384 / 1162
อ่าน 9 นาที
Chapter 383: Ambition’s End [Part 1]
เผยแพร่เมื่อ 13 มี.ค. 2569 07:31
บทที่ 383: จุดจบของความทะเยอทะยาน [ตอนที่ 1]
ในวันถัดมา วิลเลียมกำลังเตรียมตัวที่จะออกไปสืบสวนด้วยตัวเองเพื่อรวบรวมข่าวสารในเมืองเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ 'องค์กร' เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยอย่างยิ่งภายในสถาบัน
ใช้เวลาไม่นานวิลเลียมก็ระบุได้ว่ากลิ่นอายนี้เป็นของใคร เขาความรู้สึกทั้งตกใจและดีใจที่ได้พบเบาะแสนี้ ทันใดนั้นเขาก็รีบมุ่งหน้าไปยังสวนในแผนกเวทมนตร์ปีหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเพิ่งจะประจันหน้ากับคาร์เตอร์ไปเมื่อไม่นานมานี้
“ดีใจที่เห็นว่าท่านปลอดภัยครับ นายท่านสี่” วิลเลียมกล่าว น้ำเสียงของเขาสื่อถึงความโล่งอกและความสุขที่ได้รับรู้ว่าหนึ่งในยอดฝีมือผู้เจนจัดและพึ่งพาได้มากที่สุดของลอนท์ไม่ได้รับผลกระทบจากมหาเวทอาคมระดับทวีปที่สาปให้ทุกคนกลายเป็นหิน
“อืม” เอซิโอครางตอบในลำคอพร้อมกับตบไหล่วิลเลียมเบาๆ “เจ้าทำได้ดีมาก”
ในบรรดาอาจารย์ของวิลเลียม เอซิโอเป็นคนที่มีนิสัยตรงไปตรงมาและไม่ชอบพูดจาเยินยอใคร นี่คือเหตุผลที่วิลเลียมรู้สึกมีความสุขมากเมื่อได้รับคำชมจากชายผู้ก้าวเดินอยู่ในเงามืดเสมอมา
“เจ้ากำลังจะไปรวบรวมข้อมูลสินะ?” เอซิโอถาม
วิลเลียมพยักหน้า “ครับ นายท่านสี่”
“ดีมาก ข้าจะแบ่งปันข้อมูลที่รวบรวมได้ระหว่างที่พักอยู่ในเมืองหลวงให้เจ้าฟังด้วย” เอซิโอกล่าว “อย่างแรก มกุฎราชกุมารไลโอเนลและเจ้าชายรูฟัสไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงแล้ว พวกเขาถูกสมาชิกขององค์กรพาตัวไปยังกองบัญชาการใหญ่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ”
วิลเลียมฟังคำอธิบายของเอซิโออย่างตั้งใจ พูดตามตรง เขาอยากจะตบหน้ามกุฎราชกุมารแรงๆ สักฉาดที่บังอาจพยายามลักพาตัวพี่สาวและพี่ชายของเขาระหว่างทางที่พวกเขากำลังเดินทางกลับลอนท์
ทว่าน่าเสียดายที่เขาพลาดโอกาสนั้นไป เพราะคนพวกนั้นไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงอีกต่อไปแล้ว
เอซิโออธิบายต่อว่าองค์กรได้เริ่มถอนกำลังออกจากเมืองหลวงและไปรวมตัวกันที่กองบัญชาการใหญ่ เขาพยายามหาข้อมูลโดยการจับกุมสมาชิกบางคนขององค์กรมาเค้นถาม แต่ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย
สิ่งที่พวกเขารู้มีเพียงแค่ผู้นำสั่งเรียกตัวทุกคนกลับโดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม
หลังจากบอกเล่าสถานะปัจจุบันขององค์กรแล้ว เอซิโอก็วกกลับมาที่ปัญหาภายในอาณาจักรที่กำลังเผชิญอยู่
“เบรนแดน ชวาร์ตซ์ เป็นชายหนุ่มที่มีความสามารถมาก เขาสามารถจัดการปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงอย่างเรื่องการขาดแคลนอาหารได้” เอซิโอเอ่ยชมลูกชายของนายกรัฐมนตรีจากความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่ประดังเข้ามาหลังจากที่เหล่าผู้ใหญ่กลายเป็นหิน
“อย่างไรก็ตาม เพราะเขามีความสามารถมากเกินไป เขาจึงเริ่มมีความคิดบางอย่างต่ออาณาจักรนี้ หลังจากที่เจ้าชายทั้งสองถูกพาตัวไป เขาก็คิดว่าตนเองเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยพฤตินัยของอาณาจักรเฮลลัน และเนื่องจากเขาเป็นลูกชายของนายกรัฐมนตรี เขาจึงมีอำนาจในการออกคำสั่งในขณะที่สมาชิกราชวงศ์ไม่ได้ประทับอยู่ในเมืองหลวงจริงๆ”
วิลเลียมแค่นเสียงอย่างเหยียดหยาม เพราะเขาเคยเห็นมาแล้วว่าผู้คนจะละโมบได้เพียงใดเมื่อได้รับอำนาจและอิทธิพล “ท่านหมายความว่าเขาวางแผนที่จะขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการของกษัตริย์หรือครับ นายท่านสี่?”
“ถูกต้อง” เอซิโอพยักหน้า “ผู้นำขององค์กรส่งลูกสมุนคนหนึ่งมาแจ้งเบรนแดนว่า พวกเขาจะส่งมอบการควบคุมอาณาจักรเฮลลันให้อยู่ในมือที่เปี่ยมความสามารถของเขาเป็นการชั่วคราว ในระหว่างที่พวกเขากำลังจัดการธุระสำคัญบางอย่าง ข้าคิดว่านี่คือจุดที่แผนการก้าวขึ้นเป็นผู้ปกครองคนใหม่ของอาณาจักรนี้เริ่มผลิบานในใจของเบรนแดน”
วิลเลียมถอนหายใจและเกาหัว สิ่งสุดท้ายที่เขาอยากจะรับมือคือหนูที่ทะเยอทะยานซึ่งคิดว่าตัวเองสามารถเล่นเป็นราชาได้ในตอนที่แมวไม่อยู่
เอซิโอมองดูเด็กหนุ่มพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า แม้ว่าเวลาที่เขาได้ใช้ร่วมกับวิลเลียมจะสั้นนัก แต่เขาก็รู้ดีว่าเด็กหนุ่มผมแดงคนนี้ได้วางแผนรับมือกับลูกชายของนายกรัฐมนตรีเอาไว้แล้ว
-
เบรนแดนนั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งอาณาจักรเฮลลันด้วยสีหน้าลำพองใจ หากเขาทำเช่นนี้ในสถานการณ์ปกติ เขาคงถูกตั้งข้อหากบฏและถูกส่งไปยังลานประหารทันที
ทว่าในตอนนี้ ไม่มีใครในอาณาจักรที่มีอำนาจมากพอจะลงโทษเขาในความผิดนี้ได้ องค์กรได้พาตัวเจ้าชายทั้งสองไปแล้ว ทำให้บัลลังก์ว่างเว้นจากผู้ครอบครอง ส่วนเจ้าชายองค์เล็กที่สุดนั้นก็ไม่พบร่องรอยว่าอยู่ที่ไหน
แม้เรื่องนี้จะสร้างความกังวลใจต่อแผนการเป็นผู้สำเร็จราชการของเขาบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่นัก เจ้าชายเออร์เนสต์เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งและไม่ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อเขาเลย
หนึ่งในสมุนที่ยืนอยู่ข้างกายเขายิ้มออกมาขณะมองไปยังบัลลังก์อันน่าเกรงขามเบื้องหน้า เขาเคยเห็นบัลลังก์นี้มาแล้วหลายครั้งในอดีต แต่ไม่เคยได้เห็นมันใกล้ขนาดนี้มาก่อน
“ท่านเบรนแดน ดูเหมือนว่าโชคชะตาของอาณาจักรเฮลลันจะอยู่ในมือของท่านแล้ว” สมุนคนนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มประจบประแจง “หากท่านต้องการสิ่งใดเพียงแค่บอกข้า ข้าและตระกูลคาลด์เวลล์จะปฏิบัติตามโดยไม่ขาดตกบกพร่อง”
สมุนคนอื่นๆ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนสนิทของเบรนแดนต่างก็ส่งเสียงประกาศความจงรักภักดีเช่นกัน
เบรนแดนยิ้มและพยักหน้า ราวกับว่าเขาเป็นกษัตริย์ที่กำลังแสดงความเมตตาต่อราษฎรของตนจริงๆ
“ความจงรักภักดีของพวกเจ้าจะไม่ถูกลืม” เบรนแดนกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบคม “ตราบใดที่ข้านั่งอยู่บนบัลลังก์นี้ ครอบครัวของพวกเจ้าจะรุ่งเรือง”
“ขอบพระคุณท่านผู้สำเร็จราชการ!”
“ท่านเบรนแดนช่างใจกว้างยิ่งนัก!”
“อัจฉริยะในหมู่บรรดาอัจฉริยะ!”
คำเยินยาร่วงหล่นราวกับสายฝน และเบรนแดนก็ดื่มด่ำกับมันด้วยรอยยิ้มที่มีเมตตา ทายาทขุนนางนับสิบคนที่ประกาศความจงรักภักดีต่อเขานั้น แม้อาจจะไม่ใช่ผู้นำของตระกูลระดับดุ๊ก แต่พวกเขาก็มาจากตระกูลที่มีอิทธิพลอยู่ดี
บรรดาลูกชายของมาร์ควิส วิสเคานต์ และบารอน ต่างแย่งชิงกันเพื่อให้ได้เป็นที่โปรดปรานของเขา เบรนแดนปล่อยให้พวกเขาประจบสอพลอเพื่อเป็นการเชิดชูอีโก้ของตนเอง
ทันใดนั้น ประตูห้องโถงบัลลังก์ก็ถูกเหวี่ยงให้เปิดออก เด็กหนุ่มผมแดงถือไม้เท้าเดินนวยนาดเข้ามาข้างในราวกับว่าเขาเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้
เบรนแดนขมวดคิ้วเพราะเขาจำได้ว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้คือใคร เขาจะจำผู้บัญชาการอัศวินที่อายุน้อยที่สุดของอาณาจักรเฮลลันไม่ได้ได้อย่างไร จากนั้นเขาก็ส่งยิ้มอย่างมีเมตตาให้เด็กหนุ่มผมแดงในขณะที่ลุกขึ้นจากบัลลังก์
“ท่านวิลเลียม ยินดีที่ได้เห็นว่าท่านหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว” เบรนแดนพยักหน้าเพื่อแสดงการยอมรับในยศและตำแหน่งของวิลเลียม “ตอนนี้อาณาจักรกำลังอยู่ในสภาวะคับขัน ชาวต่างชาติได้รุกรานดินแดนและความสงบสุขของอาณาจักรเรากำลังตกอยู่ในอันตราย หากเป็นไปได้ ข้าอยากจะขอความช่วยเหลือจากท่านอย่างถ่อมตัวเพื่อปกป้องพลเมืองของเราจากภัยคุกคามของการรุกรานนี้”
เบรนแดนได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีจากพ่อของเขาเกี่ยวกับวิธีพูดคุยกับขุนนางระดับสูงของอาณาจักร
วิลเลียมต้องยอมรับว่าเบรนแดนเป็นชายหนุ่มที่มีความสามารถจริงๆ เพราะการเลือกใช้คำพูดของเขานั้นไร้ที่ติ หากไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าเขารู้อยู่แล้วเกี่ยวกับความทะเยอทะยานอันละโมบ วิลเลียมอาจจะพิจารณาร่วมมือกับเขาเพื่อจัดการกับปัญหาปัจจุบันที่อาณาจักรกำลังเผชิญอยู่
แต่น่าเสียดายที่วิลเลียมไม่มีเวลามานั่งฟังเรื่องไร้สาระ เขาจึงตัดสินใจจัดการเรื่องนี้ในแบบของเขาเอง
“เบรนแดน ชวาร์ตซ์ ในฐานะผู้บัญชาการอัศวินแห่งอาณาจักรเฮลลัน ข้าขอตัดสินว่าเจ้ามีความผิดฐานกบฏ” วิลเลียมประกาศด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยุติธรรม “เจ้าจงยอมจำนนแต่โดยดี มิเช่นนั้นจะต้องรับผลที่ตามมา!”
มุมปากของเบรนแดนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดของวิลเลียม ครู่ต่อมาเขาก็หัวเราะออกมาเสียงดังราวกับกำลังเยาะเย้ยเด็กหนุ่มกับการประกาศที่โง่เขลานั้น
“ท่านวิลเลียม ข้าพยายามจะมีอารยธรรมกับท่านแล้วนะ แตุดูเหมือนว่าตำแหน่งของท่านจะทำให้ดวงตาของท่านมืดบอดไปเสียแล้ว” เบรนแดนเหยียดหยิ้ม “ใครที่สามารถล้มมันได้ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีของข้า! จัดการมัน!”
วิลเลียมแสยะยิ้มในขณะที่ประตูมิติหลายแห่งปรากฏขึ้นเบื้องหลังเขา สมาชิกที่อื้อฉาวที่สุดของกองกำลังวิลเลียมปรากฏตัวขึ้นภายในห้องโถงบัลลังก์ และพ่นคำ… สบถด่าเข้าใส่เหล่าขุนนางหน้าขนที่คิดว่าพวกเขาสามารถเอาชนะลูกครึ่งเอลฟ์ได้ด้วยจำนวนที่เหนือกว่า
“ไปตายซะ!” นกสีเหลืองตัวหนึ่งพุ่งเอาหัวโหม่งใส่หนึ่งในทายาทขุนนางจนกระเด็นลอยไป
นกสายรุ้งอีกหลายตัวจัดการกับขุนนางเป้าหมายด้วยวิธีเดียวกัน ซึ่งทำให้วิลเลียมหัวเราะเบาๆ อยู่ด้านข้าง
แม้นกสายรุ้งจะดูไม่น่าเกรงขาม แต่พวกมันได้เลื่อนระดับขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของระดับ D แล้ว และยังได้รับการติดตั้งอมยิ้มของวิลเลียมอีกด้วย ลูกดอกเวทมนตร์หลายลูกพุ่งผ่านอากาศในขณะที่เหล่า 'นกจอมเกรี้ยวกราด' (Angray Birds) ปลดปล่อยศรเวทมนตร์ออกมา
นกจอมเกรี้ยวกราดเหล่านั้นเปรียบเสมือนเครื่องบินรบกามิกาเซ่จิ๋วที่พ่นคำด่าออกมาได้ ซึ่งสร้างความหวาดกลัวเข้าไปในจิตใจของเหล่าขุนนางหนุ่มที่เลือกอยู่ข้างเบรนแดน
เบรนแดนพ่นลมหายใจออกทางจมูกและยกมือขึ้นเพื่อเรียกสัตว์พันธะของเขา
พยัคฆ์ติดปีกตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นภายในห้องโถงบัลลังก์และแผดเสียงคำรามกึกก้อง มันเป็นสัตว์อสูรระดับ A ที่นายกรัฐมนตรีมอบให้เบรนแดนในวันเกิดครบรอบอายุสิบแปดปี มันอยู่กับเขามานานกว่าหนึ่งปีแล้ว และสายสัมพันธ์ของพวกเขาก็แน่นแฟ้นขึ้นมากในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น
“ฆ่ามันซะ อลิสทาร์!” เบรนแดนสั่ง
เบรนแดนเคยเห็นว่าวิลเลียมแข็งแกร่งเพียงใดในระหว่างการต่อสู้กับคิงสลีย์ในพิธีแต่งตั้งอัศวินของลูกครึ่งเอลฟ์ อย่างไรก็ตาม เขาไม่เชื่อว่าเด็กหนุ่มผมแดงจะสามารถรับมือกับสัตว์อสูรระดับ A ที่ต้องใช้นักรบระดับไมธริลทั้งทีมถึงจะต่อกรได้
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.