Chapter 1002
1002 / 2060
21 min read
Chapter 1002
Published Apr 3, 2026, 04:44 PM
ราชาอมตะ เกรนฮาล, ราชาสัตว์ป่า มอร์ส, ดยุกจอมขี้เมา ดิวอร์ธ, มงกุฎทองคำ บาซาร่า—พวกเขาต่างพากันนำทัพจากดินแดนในอาณัติของตนออกกวาดล้างเผ่าสมุทรออกจากเมืองท่าต่างๆ รอบจักรวรรดิ
ไม่มีการระเบิดของสงครามเกิดขึ้น เผ่าสมุทรต่างพากันหลบหนีไปทุกครั้งที่กองทัพเหล่านั้นปรากฏกายขึ้น เหล่าดยุกต่างมองว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว พวกเขาคิดว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่โง่พอจะกลุกขึ้นมาต่อต้านพวกเขา
“ทุกคนยังสบายดีกันใช่ไหม? นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยนะที่เราได้มารวมตัวกันแบบนี้”
จุดหมายปลายทางสุดท้ายของสี่ดยุกก็คือเมืองกาเลสต์ กาเลสต์คือเมืองท่าขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจของจักรวรรดิ เมื่อสองวันก่อนหน้านี้ การเดินเรือต้องหยุดชะงักอย่างสิ้นเชิงเพราะการปรากฏตัวของแม็กซอง ราชาแห่งเผ่าสมุทร แม็กซองนั้นเปรียบเสมือนเทพเจ้าแห่งท้องทะเล และกองกำลังของกาเลสต์ก็ไม่อาจต้านทานเขาได้ ถึงกระนั้น แม้แต่แม็กซองผู้น่าเกรงขามก็ยังต้องหลบหนีไปทันทีที่ได้ยินว่าเหล่าดยุกกำลังเดินทางมาถึง
ราชาสัตว์ป่า มอร์ส เลียริมฝีปากด้วยความเสียดาย “ฉันนึกว่าจะได้มีโอกาสฝึกราชาเผ่าสมุทรให้เชื่องเสียหน่อย แต่มันกลับหนีไปซะได้ ฉันรู้อยู่แล้วว่าพวกเผ่าพันธุ์อื่นน่ะมันไร้อารยธรรม แต่ไม่นึกเลยว่าแม้ระดับราชายังไม่มีศักดิ์ศรีเอาซะเลย”
“ราชาแห่งสัตว์ป่าก็ยังเป็นแค่สัตว์ป่าอยู่วันยันค่ำนั่นแหละ มันไม่มีศักดิ์ศรีหรอก”
“ยังไงก็เถอะ เส้นทางเดินเรือเปิดออกแล้วไม่ใช่เหรอ? เราสามารถเคลื่อนพลไปทางด้านหลังของเรย์ดันได้แล้วนะ”
“แต่ตอนนี้ยังไม่มีเรือลำไหนที่สามารถออกเดินเรือได้ทันทีหรอกนะ ราชาเผ่าสมุทรนั่นมันทำลายเรือพังยับไปหมดแล้ว”
“สัตว์ป่ารู้จักใช้หัวคิดด้วยงั้นเหรอ? น่าขายหน้าชะมัด”
“เราต้องรีบร้อนไปทำไมล่ะ? ริกัลน่ะยึดไบแรนได้เรียบร้อยแล้ว เราค่อยๆ เดินทางไปแบบสบายๆ ก็ได้”
“อีกแล้วเหรอ?เจ้าริกัลนั่นไวจริงๆ เลยนะ”
“กองทัพอากาศของตระกูลเกลเดอร์นี่สมกับที่เป็นความภาคภูมิใจของจักรวรรดิเลยจริงๆ”
ริกัลได้รับสืบทอดตำแหน่งหลังจากที่บิดาของเขาเสียชีวิตไป เขาเคยผ่านสงครามมาแล้วถึง 39 ครั้งในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา กองทัพอากาศที่เขานำทัพมักจะเป็นหน่วยแรกที่เข้าโจมตีและได้รับชัยชนะอย่างไม่มีเงื่อนไขเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีสถิติอัตราการอยู่รอดถึง 100% นั่นหมายความว่าไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้นเลยแม้แต่คนเดียวในสงครามทั้ง 39 ครั้งนั้น มันคือสถิติที่แสดงให้เห็นถึงความเกรียงไกรของกองทัพอากาศที่ระดมยิงใส่ศัตรูอยู่ฝ่ายเดียวจากระดับความสูงลิบลิ่ว จนทำให้สิ่งปลูกสร้างต้านอากาศยานของประเทศอื่นๆ ไร้มูลค่าไปในพริบตา
“รอจนกว่าเรือจะพร้อมเถอะ ยังไงริกัลก็คงจัดการทุกอย่างจนจบไปเองแหละ”
เหล่าดยุกคนอื่นๆ ต่างพากันเห็นพ้องกับคำแนะนำของดยุกจอมขี้เมา ดิวอร์ธ สำหรับพวกเขาแล้ว สงครามก็เป็นเพียงแค่เกมอย่างหนึ่งเท่านั้น ชัยชนะของจักรวรรดินั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความวิตกกังวลหรือความประหม่าเลยแม้แต่นิด ผิดกับริกัลที่มักจะหมกมุ่นอยู่กับการสร้างผลงานให้โดดเด่นอยู่เสมอ
***
กลีบบัวสีฟ้าโบยบินอยู่บนฟากฟ้าที่มืดมิด ตามมาด้วยคลื่นความร้อนสีดำที่แผ่พุ่งออกมา มันช่างมีสีสันและสวยงามยิ่งกว่าการแสดงพลุในเทศกาลยุคปัจจุบันเสียอีก ผู้คนต่างพากันตกตะลึง พวกเขารู้สึกใจหายเมื่อคิดว่าภาพที่หาดูได้ยากนี้กำลังจะเลือนหายไปในไม่ช้า ดอกไม้และคลื่นความร้อนนั้นงดงามมากจนพวกเขาอดคิดไม่ได้ว่า 'อยากให้เวลาหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้จัง'
พวกเขารู้สึกทึ่งที่สาเหตุของภาพตรงหน้านี้เกิดมาจากผู้เล่นเพียงคนเดียวเท่านั้น
『 เกริด...! 』 ผู้บรรยายที่กำลังถ่ายทอดสดสถานการณ์อันสิ้นหวังของอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ถึงกับตะโกนลั่นออกมา นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาสามารถทำได้ มันผ่านไปไม่ถึงสี่เดือนนับตั้งแต่สิ้นสุดการแข่งขันนานาชาติครั้งที่ 4 พลังการต่อสู้ของเกริดได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับที่สูงยิ่งกว่าเดิม เกริดในปัจจุบันไม่สามารถสรุปได้ด้วยความรู้และทักษะของผู้บรรยายเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป คำพูดของพวกเขาช่างดูจำกัดเหลือเกิน
『 ทะ-ทักษะที่เกริดใช้บนฟากฟ้านั่นน่ะ...! 』
『 กะ-กองทัพอากาศเริ่มมีการสูญเสียเกิดขึ้นแล้วครับ! 』
『 กริฟฟอนที่เคยถล่มทหารไบแรนนับพันอยู่ฝ่ายเดียว กำลังร่วงหล่นลงมาแล้วครับ! 』
『 ราชาเวหา ริกัล...! เขากำลังหลั่งเลือดอยู่ครับ!! 』
“สุดยอดบุปผาสังหารต่อเนื่อง (Linked Kill Flower Pinnacle)!”
มันเกิดขึ้นเพียงในเสี้ยววินาที การโจมตีทั้งเจ็ดครั้งถูกซัดออกไปในเวลาเพียงหนึ่งวินาทีและทะลุผ่านอกของริกัลไปอย่างต่อเนื่อง ในเวลาเดียวกัน บงกชทั้ง 10 ดอกที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งขีดสุด (Pinnacle) ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศโดยอัตโนมัติและพุ่งเป้าไปที่ริกัล ริกัลได้รับความเสียหายมหาศาลหลังจากโดน 'ปัดป้อง' (Revolve) ส่งคืนท่าไม้ตายกลับไปใส่ตนเอง และเขาก็ไม่สามารถหยุดยั้งการโจมตีอันต่อเนื่องนี้ได้เลย
[สุดยอดบุปผาสังหารต่อเนื่อง (Linked Kill Flower Pinnacle)]
[ร่ายรำดาบทั้งสี่ท่าถูกหลอมรวมให้กลายเป็นอาณาเขตเดียว
ยิงดาบพลังงานเจ็ดสายต่อวินาทีที่สร้างความเสียหายกายภาพระดับ 1,850% ทุกครั้งที่ทำโจมตีโดนเป้าหมาย จะเกิดเอฟเฟกต์ 'ปลดอาวุธ' (Disarm) ขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดสภาวะเลือดออกและสิ้นหวังด้วย
หากมีตราประทับอยู่บนตัวเป้าหมาย จะมีดาบพลังงานอีกสองสายถูกเรียกออกมาซึ่งจะมองข้ามพลังป้องกันของเป้าหมายถึง 65% และสร้างความเสียหายกายภาพ 961% + ความเสียหายเวทมนตร์ 10%
เงื่อนไขการใช้ทักษะ: ต้องติดตั้งอาวุธประเภทดาบ
มานาที่ใช้: 400
ระยะเวลาคูลดาวน์: 1 ชั่วโมง]
นี่คือทักษะที่พิสูจน์ให้เห็นว่าทำไมเกริดถึงยังคงให้ความสำคัญกับการผสานท่า 'เชื่อมสัมพันธ์' (Link) และ 'สังหาร' (Kill) เข้าด้วยกัน และมันยังพิสูจน์อีกด้วยว่าทำไมเขาถึงได้หมกมุ่นอยู่กับท่า 'บุปผา' (Flower) ยิ่งนัก ท่าไม้ตายก่อนหน้านี้คือ 'เชื่อมสังหารคลื่นขีดสุด' (Linked Kill Wave Pinnacle) ด้วยพรแห่งเทพธิดา มันสามารถสร้างการโจมตีเจ็ดครั้งต่อวินาทีด้วยความเสียหายกายภาพ 300% พร้อมกับแสดงเอฟเฟกต์ของ Wave และ Pinnacle ออกมา แต่มันก็ยังดูไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ทว่า 'สุดยอดบุปผาสังหารต่อเนื่อง' ท่าใหม่นี้ยังคงรักษาเอฟเฟกต์ทั้งหมดของ Kill ที่ถูกซัดออกไปเจ็ดครั้งต่อวินาทีเอาไว้ได้ครบถ้วน ในขณะที่ยังคงดึงพลังของตราประทับออกมาใช้ได้อย่างสูงสุดอีกด้วย
ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดก็คือระยะเวลาคูลดาวน์ที่ค่อนข้างเร็วและความเร็วในการร่ายสกิล ระยะเวลาคูลดาวน์ของเชื่อมสังหารคลื่นขีดสุดนั้นนานถึงสามชั่วโมง ในขณะที่คูลดาวน์ของสุดยอดบุปผาสังหารต่อเนื่องเหลือเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น พลังดาบยังถูกจุดชนวนขึ้นเองโดยอัตโนมัติในระหว่างการโจมตีทั้งเจ็ดครั้งต่อวินาที ทำให้สามารถสยบศัตรูได้รวดเร็วกว่าเชื่อมสังหารคลื่นขีดสุดมาก แม้แต่พลังทำลายล้างก็ยังรุนแรงกว่าเดิม
สุดยอดบุปผาสังหารต่อเนื่องนั้นแข็งแกร่งกว่าเชื่อมสังหารคลื่นขีดสุดอย่างมาก แม้ว่าจะไม่มีตราประทับครบทั้งห้าชั้นก็ตาม เนื่องจากเอฟเฟกต์การ 'ปลดอาวุธ' จะทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดการโจมตี เป้าหมายจึงไม่สามารถรับเอฟเฟกต์จากไอเทมของตนเองได้เลย
[เป้าหมายได้รับความเสียหาย 1,250,900 แต้ม]
[เป้าหมายได้รับความเสียหาย 1,199,320 แต้ม]
[เป้าหมายได้รับความเสียหาย 1,301,010 แต้ม]
[เอฟเฟกต์ออปชั่นเปลวเพลิงสีดำของดาบแห่งการหยั่งรู้...]
[เป้าหมายได้รับความเสียหาย 699,000 แต้ม]
[เป้าหมายได้รับความเสียหาย 678,300 แต้ม]
[เป้าหมายได้รับความเสียหาย 730,950...]
[เป้าหมายได้รับความเสียหายรวม 16,409,200 แต้ม]
“...!!” ท่าสังหาร (Kill) กระแทกเข้าใส่ริกัลถึงเจ็ดครั้ง ในขณะที่กลีบบัว 10 ดอกที่อัดแน่นไปด้วยพลังดาบพุ่งเข้าใส่ริกัล จนเขาไม่สามารถแม้แต่จะแผดร้องออกมาได้ สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงแค่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่รุนแรงกว่าตอนโดนท่าไม้ตายของตัวเองในตอนแรกเสียอีก การโจมตีที่ทั้งรวดเร็วและทรงพลังนี้ยังสร้างภาระหนักหน่วงให้กับตัวผู้ใช้อีกด้วย
“แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก...” เกริดหอบหายใจอย่างรุนแรงเมื่อเขารู้สึกได้ถึงค่าพละกำลังที่ลดวูบลงทันทีที่ท่าสุดยอดบุปผาสังหารต่อเนื่องสิ้นสุดลง ต่อหน้าต่อตาเขา ค่าพลังชีวิตของริกัลเหลือเพียงไม่ถึง 20% เท่านั้น
'นึกว่าท่านี้จะปลิดชีพมันได้แล้วนะเนี่ย แข็งแกร่งชะมัด'
เกริดไม่เคยคาดคิดเลยว่าริกัลจะยังรอดชีวิตมาได้ทั้งที่โดนท่าผสานที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาเข้าไปเต็มๆ ยิ่งไปกว่านั้น ริกัลยังมีเลเวลที่ต่ำกว่าในบรรดาเจ็ดดยุกคนอื่นๆ เขาเป็นคนที่ดูแย่ที่สุดเสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าเจ็ดดยุกคนอื่น โดยเฉพาะเลเวลที่ต่ำกว่านักบุญแห่งหอก 'ราเชล' และดยุกแห่งดาบ 'ลิมิต' อยู่หลายเท่า แม้จะมีกองทัพอากาศที่ทรงพลังที่สุดจนไม่เห็นค่าระบบป้องกันภัยทางอากาศ ทว่าเห็นได้ชัดว่าพลังการต่อสู้ส่วนตัวของเขานั้นอ่อนแอที่สุด ริกัลคือคนที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาเจ็ดดยุกนั่นเอง
“อัลเลนติก้า!” ทันทีที่ริกัลตะโกนเรียกชื่อไวเวิร์นโบราณตัวนั้น ค่าพลังชีวิตของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงและฟื้นฟูขึ้นมาถึง 60% เมื่อมองดูให้ดี ค่าพลังชีวิตที่อยู่เหนือตัวไวเวิร์นกลับหายไปแล้ว มันคือการซิงโครไนซ์ (Synchronization) นั่นเอง พลังชีวิตของริกัลและอัลเลนติก้าถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันแล้ว
'บอสมอนสเตอร์สินะ!'
อะไรคือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของ Named NPC? ความเป็น 'มนุษย์' นั่นเองที่มีขีดจำกัดในเรื่องค่าพลังชีวิตของตนเอง อย่างไรก็ตาม ริกัลกลับทะลายจุดอ่อนนี้ได้ผ่านการผสานพลังกับไวเวิร์นของเขา นี่คือเวลาออฟบาสมอนสเตอร์เฟส (Boss Monster Phase) อย่างแท้จริง
'นี่น่ะเหรอคือระดับดยุก...'
มันยิ่งใหญ่กว่าที่เกริดคาดการณ์ไว้มาก ตอนแรกเกริดไม่ได้รู้จักถึง 'ห้าเสาหลัก' เลย เขาเคยคิดด้วยซ้ำว่าตนน่ะน่าจะชนะในการดวลแบบตัวต่อตัวกับดยุกได้ นี่คือการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดไปถนัด สายตาของเขาสั่นไหวไปชั่วครู่ ในตอนนั้นเอง กลิ่นอายความชั่วร้ายอันมหึมาก็ระเบิดออกมาพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้อง
วิชาธนูของริกัลนั้นแตกต่างจากวิชาธนูของจิชูก้าอย่างสิ้นเชิง ลูกธนูของจิชูก้านั้นมักจะล่องหนและไร้เสียงจนไม่อาจสัมผัสได้ ทว่าลูกธนูของริกัลกลับเป็นการใช้พลังที่เข้าบดขยี้คู่ต่อสู้ตรงๆ
[ท่านได้รับความเสียหาย 14,500 แต้ม]
[แรงกระแทกอันรุนแรงส่งผลให้เกิดสภาวะร่างกายแข็งทื่อ (Stiffness)]
[ท่านทำการต้านทานได้สำเร็จ]
ลูกธนูที่ถูกยิงออกมาจากระยะประชิดสร้างความเจ็บปวดให้กับเกริดอย่างมาก มันเจ็บปวดขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับการยิงจากระยะไกล เกริดทรุดตัวลงโดยที่ค่าพลังชีวิตเหลือเพียงประมาณ 30% เท่านั้น และริกัลก็เริ่มง้างสายธนูขึ้นมาอีกครั้ง เขาตั้งใจจะปลิดชีพเกริดโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย
มันน่าทึ่งจริงๆ หากไม่นับความจริงที่ว่าเขานั้นเป็นถึงราชาของประเทศเล็กๆ เกริดก็แข็งแกร่งเกินกว่าจะปล่อยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ริกัลยิงลูกธนูออกไปอีกครั้ง และนั่นก็กลายเป็นสัญญาณส่งตัว ทหารอากาศนับพันที่อยู่ด้านหลังริกัลต่างพากันเล็งธนูและเวทมนตร์มาที่เกริดอย่างพร้อมเพรียงกัน
『 อา...! 』 ผู้บรรยายจากสถานีโทรทัศน์นานาชาติต่างพากันนิ่งเงียบ ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยการระดมโจมตีอันมหาศาล ความตายของเกริดดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทันทีที่การโจมตีนั้นเข้าปะทะ ในตอนนี้เกริดคงจะสูญเสียสถานะอมตะและค่อยๆ ตายจากไปอย่างช้าๆ โดยไม่มีทางให้หลบหนี
ผู้บรรยายไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม แต่ผู้ชมหลายสิบล้านคนที่เฝ้าดูการต่อสู้อยู่ต่างก็สามารถคาดเดาผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้ ทหารโอเวอร์เกียร์และชาวเมืองที่อยู่บนพื้นดินเองก็คิดเช่นเดียวกัน ผู้นำของพวกเขา—ราชาของพวกเขา—กำลังจะตายแล้ว พวกเขาพากันแผดร้องด้วยความเจ็บปวดกับความจริงที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ทว่า มีเพียงคนเดียว... มีเพียงเกริดคนเดียวเท่านั้นที่กำลังยิ้มออกมา ในขณะที่เขาพุ่งตัวถอยหลังกลับไปสุดแรง
“ผมรอจังหวะนี้อยู่พอดีเลย”
ราชาเวหา ริกัล คือบุคคลที่ได้รับตำแหน่งระดับสูงในฐานะผู้นำกองทัพ มากกว่าที่จะเป็นเพียงยอดฝีมือเพียงคนเดียว ด้วยเหตุนี้ เกริดจึงตั้งตารอคอยให้ริกัลออกคำสั่งแก่กองทัพอยู่แล้ว ที่นี่มีกองทัพอากาศนับพันนาย เกริดต้องการและเฝ้าหวังให้ไอ้พวกเวรพรรค์นี้ ที่กล้ามาเหยียบย่ำดินแดนและชาวเมืองของเขา พากันรุมโจมตีเขาอย่างพร้อมเพรียงกันเสียที
“พลังของเบเลียล (Belial’s Power), ราชินีแห่งการหยันลบหลู่ (Queen of Mocking and Violation)!”
เกริดแยกออกเป็นสองร่าง ยิ่งไปกว่านั้น ลูกธนูของริกัลก็พุ่งเข้าปะทะใส่เขา จากนั้นเกริดก็เพิ่มร่างขึ้นเป็นสามและสี่ร่าง เอฟเฟกต์จากพลังของทิราเมตได้สร้างโล่สีส้มขึ้นรอบกายของเขา และค่าพลังชีวิตของเขาก็ได้รับการฟื้นฟูกลับมาที่ 30% ด้วยฉายา 'ราชาคนแรก' (First King) ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่อาจทำให้วางใจได้ ลูกธนูและเวทมนตร์นับไม่ถ้วนยังคงเต็มพิกัดอยู่บนฟากฟ้าและกำลังกระหน่ำลงมาหาเกริด ริกัลเองก็ง้างธนูยิงออกไปอีกครั้ง
“บุปผาปัดป้อง (Flower Revolve)!” ร่างแยกทั้งสี่ของเกริดร่ายรำดาบเป็นวงสั้นๆ ในขณะที่เฝ้าสังเกตการณ์ลูกธนูและเวทมนตร์ให้ได้มากที่สุด ในอดีตปักม่าเคยต่อสู้กับเชรซเลอร์และมองเห็นหอคอยแสงนับพันด้วยดวงตาของตนเอง เขารับรู้ว่าพวกมันคือเป้าหมายและทำการโต้กลับได้ทั้งหมด
แต่นั่นคือสิ่งที่ทำเป็นไปไม่ได้สำหรับเกริดในตอนนี้ เกริดในปัจจุบันกำลังรับมือกับลูกธนูและเวทมนตร์ที่เคลื่อนที่ได้ช้ากว่าหอกแสงของเชรซเลอร์มาก ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่สามารถมองเห็นการโจมตีทั้งหมดและรับรู้ว่าพวกมันคือเป้าหมายได้ครบถ้วน เมื่อเทียบกับปักม่าที่ไม่ใช่คนแล้ว การรับรู้และไหวพริบของเกริดนั้นยังขาดหายไปมาก นั่นคือเหตุผลที่เขาเปิดใช้งานพลังของเบเลียลเพื่อแบ่งปันนิมิตร่วมกับร่างแยก เขาใช้ขอบเขตสายตาทั้งสี่ในการระบุเป้าหมายลูกธนูและเวทมนตร์นับพันเหล่านั้น พร้อมกับเรียกกลีบบัวนับร้อยขึ้นมากลางอากาศ หากสังเกตดูให้ดีจะเห็นการหมุนวนที่แสนประณีตเกิดขึ้น
กลีบบัวนับร้อยนั้นมีเกริดเป็นศูนย์กลาง พวกมันเข้าปะทะกับลูกธนูและเวทมนตร์นับพันที่พุ่งเข้าใส่เกริด แล้วส่งพวกมันกลับคืนไปทันที!
“...!”
มันเป็นปรากฏการณ์ที่เหลื่อเชื่อจริงๆ! กองทัพอากาศถึงกับตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นลูกธนูและเวทมนตร์ของพวกตนพุ่งย้อนกลับเข้าหา ท้องฟ้าและโลกใบนี้ตกอยู่ในสภาวะปั่นป่วน ลูกธนูและเวทมนตร์ที่ถูกส่งคืนกลับไปได้ทำให้ทหารอากาศนับร้อยนายกลายเป็นเถ้าถ่านไปในพริบตา ในขณะเดียวกัน เกริดเองก็โดนลูกธนูและเวทมนตร์บางส่วนเข้าไปจนร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน กล้องนับหมื่นตัวสั่นสะเทือนตามไปด้วยทำให้ผู้ชมต่างพากันปวดหัวไปตามๆ กัน
-...
ผู้ชมต่างพากันอึ้งจนพูดไม่ออก
เกริดเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันเพียงลำพังบนฟากฟ้าที่สูงลิบ ความสามารถในการส่งคืนการระดมโจมตีอันรุนแรงเหล่านั้นกลับไปได้ทำให้เขาดูเหมือนจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว ผู้คนไม่สามารถวัดค่าหรือทำความเข้าใจในพละกำลังของเขาได้เลย พวกเขาทำได้เพียงเฝ้ามองด้วยความชื่นชม พร้อมกับความประหลาดใจและตื่นเต้นอย่างที่สุด
[ตำนานไม่มีวันตายลงได้ง่ายๆ พลังชีวิตของท่านถูกกำหนดไว้ให้เหลือเพียงขั้นต่ำ]
อมตะห้าวินาที... หน้าต่างแจ้งเตือนสุดท้ายปรากฏขึ้นในสายตาของเกริดในขณะที่เขานอนแหมะอยู่บนพื้นดิน
'พับผ่าสิ... ผมใช้ท่า 'บุปผาปัดป้อง' ได้แค่สามรอบเองเหรอเนี่ย'
ความยากในการใช้ทักษะร่วมกับร่างแยกนั้นสูงเกินไป ในจังหวะที่เขากำลังจะใช้ท่าบุปผาปัดป้องรอบที่สี่ การโจมตีของศัตรูก็มาถึงตัวเข้าเสียแล้ว ดังนั้นเขาจึงสร้างความเสียหายได้ไม่มากเท่าที่คาดเอาไว้ เกริดรู้สึกผิดหวังในจุดนี้ ทว่าความคิดของคนอีกคนหนึ่งกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ริกัลผู้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งขุนนางจักรวรรดิ กลับมีใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธจัด “แก...! แก!!”
กริฟฟอนและไวเวิร์นเหล่านั้นถูกเลี้ยงดูมาโดยตระกูลเกลเดอร์ ริกัลเคยรับรู้ถึงความสูญเสียเหล่านี้มาก่อนไหม? ไม่เลย แต่ในวันนี้เป็นครั้งแรก ริกัลได้เห็นลูกน้องของตนแผดร้องและล้มตายเป็นผักปลา จำนวนเกือบจะถึง 1,000 นายเข้าเข้าไปแล้ว
“เพียงแค่หัวของแกน่ะ... มันยังไม่พอหรอก! ฉันจะทำลายทุกคนที่อยู่ที่นี่ให้สิ้นซาก!!”
ริกัลที่โกรธแค้นจนถึงขีดสุด ระดมยิงลูกธนูออกไปห้าลูกพร้อมกัน เขาอัดฉีดพลังเวททั้งหมดลงไปในลูกธนูเหล่านั้น เขาตั้งใจจะทำลายล้างราชาโอเวอร์เกียร์ที่นอนอยู่บนพื้นดิน รวมถึงชาวเมืองไบแรนให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน ในวินาทีนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากเกริดที่กำลังบาดเจ็บและแว่วเข้าหูของริกัล
“เรียกอัศวิน (Summon Knight)”
“...!?”
สีแดงก่ำบนใบหน้าของริกัลเลือนหายไปราวกับคำโกหก เขารีบเรียกมานาที่อัดฉีดไว้ในลูกธนูกลับคืนมาทันที มันคือสัญชาตญาณ การปรากฏตัวของอัศวินทั้งสองคนที่ออกมาตอบรับการเรียกของราชาโอเวอร์เกียร์นั้นช่างดูทรงพลังมหาศาล จนเขาตัดสินใจว่าต้องเก็บพลังไว้เพื่อเอาชีวิตรอดจากคนทั้งสองนี้ให้ได้
“นะ-นี่มันอะไรกัน?” ดวงตาของริกัลสั่นไหวในขณะที่เขามองดูอัศวินสองคนปรากฏตัวขึ้นทางซ้ายและขวาของเกริด เขารู้ดีว่าองค์จักรพรรดิได้ขับไล่เมอร์เซเดสออกไป และเธอก็กลายมาเป็นอัศวินของเกริดในเวลาต่อมา ทว่าเขาไม่ได้จินตนาการถึงเรื่องนี้เลย คนๆ นั้น... คืออัศวินของราชาโอเวอร์เกียร์งั้นเหรอ? เขายังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นเหรอ?
“ทะ-ท่านปิอาโร” ริกัลเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยเส้นเสียงที่สั่นเครือ
“ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ ในเมื่อเจ้ายังใส่ชุดเกราะมังกรทองอยู่ พ่อของเจ้าก็คงจะตายจากไปแล้วสินะ” เสียงตอบรับดังขึ้นมา นั่นหมายความว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา ริกัลรู้สึกราวกับว่าตัวเขากำลังเผชิญหน้ากับภูติผีอย่างไรอย่างนั้น
ปิอาโรเอ่ยกับริกัลที่เสียขวัญไปโดยสิ้นเชิง “เรื่องนั้นไว้ค่อยคุยกันทีหลังเถอะ ไปเจอกันในนรกนะ”
ริกัลลอยตัวอยู่เหนือพื้นดิน 800 เมตร มีเงาทะมึนพาดผ่านหัวของเขาจนกลบบังแม้กระทั่งแสงจันทร์ เขามองขึ้นไปข้างบนและเห็นครกขนาดยักษ์กำลังร่วงหล่นลงมา
“คึก!”
มันอันตรายจริงๆ บาดแผลที่เกริดสร้างไว้นั้นร้ายแรงมาก ความกลัวตายได้เข้าครอบงำความสับสน ริกัลรีบทวงสติกลับมาและกระชากสายบังเหียนของอัลเลนติก้าทันที มันจำเป็นต้องหนีออกจากรัศมีการโจมตีของ 'ครกตะบันดิน' (Pounding Mortar) ให้ได้ และมันก็น่าจะเป็นไปตามด้วยความเร็วในการบินอันรวดเร็วของอัลเลนติก้า ทว่า—
“ข้าปล่อยให้เจ้าหนีไปไม่ได้หรอก” เมอร์เซเดสบินขึ้นมาขวางทางลับของเขา
“แก! เมอร์เซเดส! ยัยกบฏอัปลักษณ์!”
กองทัพอากาศเกลเดอร์ที่เคยทำให้สิ่งปลูกสร้างต้านอากาศยานของอาณาจักรอื่นๆ ไร้ค่า—พวกเขานั้นแข็งแกร่งที่สุดทว่าทำไมในอดีตถึงไม่เคลื่อนไหวในสงครามรูบาน่าล่ะ? เหตุผลนั้นง่ายมาก—พวกเขาไร้ทางสู้ต่อหน้าความแข็งแกร่งของผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดอย่างไรล่ะ เช่นเดียวกับเกริด ยอดฝีมือที่สามารถครองพื้นที่ได้ทั้งบนฟากฟ้าและพื้นดินก็สามารถทำร้ายกองทัพอากาศได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว เมื่อหลายร้อยปีก่อน กองทัพอากาศเกลเดอร์เคยถูกเหยียบย่ำอย่างโหดเหี้ยมโดยราชาผู้ไร้พ่าย มาดรา ข้อได้เปรียบเรื่องการบินนั้นไร้ค่าไปเลยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอัศวินในตำนานอย่างเมอร์เซเดส
ดาบสีเงินที่กวัดแกว่งไปมาตัดผ่านทั้งอัลเลนติก้าและริกัลพร้อมกัน พลังทำลายล้างของมันรุนแรงพอๆ กับวิชาดาบของเกริด แต่มันรวดเร็วและซับซ้อนกว่ามาก โดยสามารถสร้างการโจมตีต่อเนื่องได้หลายครั้ง ริกัลเสียการทรงตัว และครกยักษ์ก็หล่นตูมลงบนหัวของเขา กองทัพอากาศนับพันต่างพากันถูกแรงกดดันนั้นกวาดล้างจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปในพริบตา
“ท่านริกัล!”
ผู้ที่รอดชีวิตรวมถึงเอิร์ลบารอนต่างไม่ได้พากันวิ่งหนี พวกเขามุ่งหน้าเข้าไปหาริกัลที่ถูกทับด้วยครกยักษ์จนร่วงหล่นลงมาที่พื้นดิน รอยยิ้มที่ขมขื่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเกริด ถ้าเพียงแต่พวกนั้นหนีไปล่ะก็... เขาก็คงจะสามารถกวาดล้างทหารที่ไร้ความภักดีเหล่านั้นได้โดยไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด
“ท่านลอร์ด! ท่านลอร์ด!” ทหารของริกัลคือสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี พวกเขารู้ดีว่าตนเองกำลังจะตายในไม่ช้า แต่ก็ยังคงเข้าไปช่วยเหลือและอารักขาริกัลต่อไป มันเป็นการเสียสละที่ไร้ความหมายสิ้นดี
“แค็กๆ...” ริกัลถูกโจมตีโดยชาวนาและอัศวินในตำนาน เขาอยู่ในสถานะบาดเจ็บสาหัสชนิดที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้ แสงสีเทาที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความตายกำลังเริ่มแผ่ออกมาจากร่างกายของเขา
“ทะ-ท่านปิอาโร ได้โปรด ได้โปรด...” ริกัลอยากจะฝากคำเสียชีวิตสุดท้ายเอาไว้ แต่เขาก็ไม่สามารถพูดออกมาจนจบได้ เวลาที่ได้รับมานั้นแสนสั้น ทว่าดวงตาของเขากลับแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เขาต้องการจะพูด เขาอ้อนวอนอย่างสุดซึ้งของให้ส่งลูกน้องของเขากลับสู่บ้านเกิดและครอบครัวของพวกได้อย่างปลอดภัย
'ปิอาโร อย่าลืมสิว่าท่านเคยเป็นวีรบุรุษของพวกเขา'
“ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรดีคะ?” เมอร์เซเดสเอ่ยถามในขณะที่ปิอาโรมีสีหน้าเคร่งเครียด
เกริดจ้องมองไปยังเศษซากของกองทัพอากาศที่เฝ้ามองเขาด้วยความหวาดกลัว สับสน โกรธแค้น และเจตจำนงสังหาร “ฆ่าพวกมันให้หมด จับตัวกริฟฟอนและไวเวิร์นมาให้ได้มากที่สุด”
“ค่ะ”
ถ้าเขาจะไว้ชีวิตพวกมันล่ะก็ เขาก็คงจะไม่ใช้วิชาดาบของราชาผู้ไร้พ่ายหรือเรียกตัวปิอาโรออกมาหรอก เขาไม่สามารถปล่อยให้ใครรอดชีวิตไปได้ เหนือสิ่งอื่นใด สงครามไม่ใช่เกม เขาต้องเดิมพันด้วยชีวิตของตนเองและชีวิตของคนสำคัญที่เขารัก ยิ่งไปกว่านั้น...
“...” เกริดมองดูซากหน้าประติมากรรมของคานที่พังยับเยิน
หน้าต่างแจ้งเตือนปรากฏขึ้นในสายตาของเขาในขณะที่เขาแสดงสีหน้าที่แสนต้อยต่ำ
[ดยุก 'ราชาเวหา ริกัล' แห่งจักรวรรดิซาฮารันถูกโค่นล้มแล้ว]
[นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่ยังไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน]
[ชื่อเสียงของท่านไปไกลทั่วทั้งทวีปได้รับค่าชื่อเสียงเพิ่มขึ้น 2,000 แต้ม]
[เลเวลของท่านเพิ่มขึ้น]
[เลเวลของท่านเพิ่มขึ้น]
[ได้รับเกราะมังกรทองของตระกูลดยุกเกลเดอร์]
[ได้รับธนูยักษ์ของตระกูลดยุกเกลเดอร์]
[อัศวินของท่าน 'จูด' ได้ผ่านการต่อสู้กับยอดฝีมือและประสบความสำเร็จในการทะลายขีดจำกัดของตนเอง ค่าขีดจำกัดสถานะของเขาเพิ่มขึ้นแล้ว]
[ท่านได้รับโอกาสพิเศษและเข้าใจในแนวคิดของตำนาน ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัด และสถานะแล้ว]
[หลังจากนี้ไป ระบบความสำเร็จ—ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบฉายา—จะถูกนำมาใช้กับตัวท่านเองรวมถึงอัศวินของท่านด้วย]
[อัศวินของท่าน 'จูด' ทำความสำเร็จ 'อัศวินผู้ภักดี' ได้สำเร็จ]
[อัศวินของท่าน 'จูด' ทำความสำเร็จ 'เพลิงที่ไม่มีวันมอดดับ' ได้สำเร็จ]
[อัศวินของท่าน 'จูด' ทำความสำเร็จ 'ปาฏิหาริย์แห่งสนามรบ' ได้สำเร็จ]
[อัศวินของท่าน 'เมอร์เซเดส' ทำความสำเร็จ 'ปาฏิหาริย์แห่งสนามรบ' ได้สำเร็จ]
[อัศวินของท่าน 'ปิอาโร' ทำความสำเร็จ 'การสังหารหนึ่งในเจ็ดดยุก' ได้สำเร็จ]
“ปิอาโร ผมขอโทษด้วยนะ”
“อย่าพูดเช่นนั้นเลยครับ” ปิอาโรก้มคำนับอย่างสุภาพ เมอร์เซเดสนิ่งเงียบ ส่วนจูดลุกขึ้นยืนแล้วมองหาของกิน ท่ามกลางอัศวินทั้งสามที่เริ่มสั่งสม 'สถานะ' ของตนเองขึ้นมา เกริดก็หันไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของชาวเมืองไบแรน
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.





