Chapter 1006
1006 / 2060
16 min read
Chapter 1006
Published Apr 3, 2026, 04:44 PM
“ว้าว แบบนี้มันก็น่ากลัวจริงๆ เลยนะเนี่ย”
“เขาช่วยถ่วงเวลาให้ผมเพิ่มขึ้นอีก 43 วินาทีจากที่ต้องการแน่ะ”
2 นาที 23 วินาที—นี่คือเวลาที่นอลล์ใช้ในการบุกทะลวงเข้าไปและออกมาจากใจกลางค่ายทหารของศัตรู มีการโจมตีอย่างน้อยหลายหมื่นครั้งที่กระหน่ำใส่ตัวนอลล์ในเวลาเดียวกัน ทว่าเขากลับไม่ตาย
เขามีความสามารถในการแทงค์และพลังในการฟื้นตัวที่ยอดเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น 'วัลฮัลล่าแห่งความเชื่อมั่น' ที่เกริดสร้างให้เขายังช่วยเพิ่มพลังชีวิต ลดความเสียหายที่ได้รับ เพิ่มพลังป้องกันเพิ่มเติมเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมาก และยังช่วยเสริมพลังป้องกันกายภาพและป้องกันเวทมนตร์ในพื้นที่มืดอีกด้วย มันไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเลยที่จะเรียกเขาว่า 'ซอมบี้'
“เขาแทบจะเป็นอมตะเพราะความสามารถในการดูดเลือดและการแทงค์ของเขานั่นแหละ”
พลังป้องกันและการฟื้นตัวของนอลล์นั้นมันยอดเยี่ยมและเป็นเอกลักษณ์เสียจนเกินระดับที่จะเรียกว่าโกงไปแล้ว พลังโจมตีของเหล่าทหารธรรมดาที่ยังไม่ได้รับคลาสเปลี่ยนอาชีพขั้นที่สามนั้นไม่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่เขาได้เลย แน่นอนว่าทหารจักรวรรดิกว่า 250,000 นายนั้นมีความสามารถระดับสูงเทียบเท่าคลาสเปลี่ยนอาชีพขั้นที่สามและเหล่าขุนนางขั้นที่สี่จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่พวกเขาก็ประจำการอยู่แนวหน้ากันหมด พวกเขาจึงไม่อาจตอบโต้ต่อการที่นอลล์บุกทะลวงเข้าไปถึงใจกลางรูปขบวนได้ทันท่วงที ทำให้นอลล์สามารถไล่ล่าสังหารศัตรูได้อย่างไร้ความลังเล
นอลล์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คำกล่าวที่ว่าทายาทสายตรงคือ 'หายนะ' นั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
ในเวลาเดียวกัน มันยังพิสูจน์ให้เห็นถึงข้อจำกัดของแนวคิดเรื่องพละกำลังทางทหารอีกด้วย เขาออกสู้ศึกได้เพียง 2 นาที 23 วินาทีเท่านั้น หากพิจารณาว่าเขาต้องต่อสู้เพียงลำพังกับทหารกว่า 250,000 นาย มันก็ไม่ใช่เวลาที่สั้นเลย ทว่าหากมองในมุมมองทั่วๆ ไปล่ะ? มันสั้นยิ่งกว่าเวลาที่ใครสักคนใช้เดินเข้าออกห้องน้ำเสียอีก
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แม้นอลล์จะแข็งแกร่งเพียงใด แต่เขาก็ออกรบได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น นอลล์สังหารศัตรูไปได้เพียง 2,000 นาย ทว่าทหาร 2,000 นายจากทั้งหมด 250,000 นายกลับกลายเป็นเถ้าธุลีไปจนหมดสิ้น ใช่แล้ว มันมีขีดจำกัดที่ชัดเจนว่าใครคนหนึ่งจะสามารถต่อสู้กับกองทัพที่ติดอาวุธพร้อมกันเป็นจำนวนมากๆ ได้อย่างไร
“...”
แต่นี่คือแผนการเพื่อถ่วงเวลาให้เฟคเกอร์และคาซิมได้ลอบสังหารเป้าหมายที่มีความสำคัญในกองทัพศัตรู ยูเฟอมิน่าเฝ้ามองการต่อสู้อันดุเดือดและยอมสละชีวิตของนอลล์ตั้งแต่ต้นจนจบ และเธอก็ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมาก เธอตระหนักถึงความจริงเบื้องหลังพลังแห่งการลอกเลียนทักษะของเธออีกครั้ง แม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะเน้นไปที่การสังหารศัตรูให้ได้มากที่สุดด้วยการลอกเลียนมหาเวท ทว่าในครั้งนี้เธอตัดสินใจว่ามันต้องแตกต่างออกไป
'ในครั้งนี้ ศัตรูมีจำนวนมากเกินไป'
ไม่ว่ามหาเวทที่เธอลอกเลียนมาจะทรงพลังมากขนาดไหน ทว่าจำนวนศัตรูที่เธอสามารถสังหารได้ด้วยตัวคนเดียวนั้นก็มีขีดจำกัดอยู่ดี เธอไม่สามารถแสดงออกถึงพละกำลังที่แท้จริงได้เต็มที่ท่ามกลางกองทัพทหารนับแสนที่เตรียมตัวมาอย่างดีเยี่ยม
'ฉันต้องการสิ่งอื่นที่นอกเหนือไปจากพละกำลัง'
ยิ่งไปกว่าพละกำลังทางทหาร ขุมพลังที่สำคัญที่สุดในยามสงครามก็คือความสามารถ ขุมพลังนั้นคืออะไร? และเธอจะนำมันมาใช้เพื่อชิงความได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ได้อย่างไร? ยูเฟอมิน่าได้รับความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยมจากเกริดและพวกพ้อง เธอเฝ้าขบคิดถึงเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมา เธอไม่อยากทำให้เพื่อนพ้องที่ไว้ใจในตัวเธอต้องผิดหวัง และเธอก็ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อปกป้องสมาชิกโอเวอร์เกียร์และอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ที่กลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเธอไปแล้ว ในที่สุด...
“ฮุรอย”
ยูเฟอมิน่านึกถึงชายคนหนึ่ง—นักปราศรัยผู้ที่เฝ้ามองเพียงเบื้องหลังของเกริด คอยคิดและทำทุกอย่างเพื่อเกริดเสมอมา เขาคือผู้ที่คอยออกมาปกป้องเกริดเสมอเมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยที่จะกล่าวว่าสาเหตุที่ทหารของเรย์ดันสามารถร่วมต่อสู้กับกองทัพจักรวรรดิโดยไม่ย่อท้อตลอดเดือนที่ผ่านมานั่นเป็นเพราะทักษะการพูดของฮุรอยนั่นเอง ใช่แล้ว สำหรับเขาที่เป็นยอดนักปราศรัยอันดับหนึ่ง ผู้ที่สามารถช่วยชีวิตคนหรือสังหารคนได้ด้วยถ้อยคำ การปลุกระดมขวัญกำลังใจของเหล่าทหารจึงเป็นเรื่องที่ง่ายมาก
“ขอโทษนะคะ ฮุรอย?”
“มีอะไรเหรอครับ?”
บนต้นไม้ต้นหนึ่งในโอเอซิส ชายผู้ที่กำลังใช้กล้องโทรทรรศน์เฝ้ามองกองทัพจักรวรรดิในทะเลทรายหันกลับมามอง ไก่ที่เกาะอยู่บนไหล่ของเขาดูแข็งทื่อไปเล็กน้อย ทว่ายูเฟอมิน่าก็เมินเฉยต่อมันไป เธอเพียงแค่จ้องมองไปที่ฮุรอยเท่านั้น
บรรยากาศมันค่อนข้างจะอึดอัด ฮุรอยนั้นแตกต่างจากพรรคพวกคนอื่นๆ ตรงที่เขาทุ่มเทให้เกริดเพียงคนเดียวและไม่ค่อยสนใจคนอื่นมากนัก ยูเฟอมิน่าเองก็ไม่ค่อยได้คุยกับเขาบ่อยนัก และไม่ค่อยได้มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันตามลำพังกับเขาเท่าไหร่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายตาที่เขามองมาที่เธอมันดูเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่ยูเฟอมิน่าเริ่มไปคลุกคลีอยู่กับแอกนัส (Agnus) ยูเฟอมิน่าพยายามสลัดความอึดอัดเหล่านั้นออกไปแล้วเริ่มเอ่ยปากว่า “คุณเคยได้ยินเรื่องคลาส 'ปลอมแปลง' (Disguise) ไหมคะ?”
“ผมเคยได้ยินมาครับ มันคือคลาสลับที่เก่งในเรื่องการปลอมตัวด้วยทักษะการแต่งหน้าและการจัดรูปโฉมที่ยอดเยี่ยม”
“ฉันสนใจคลาสนี้ตั้งแต่เริ่มได้ยินข่าวลือเมื่อสองปีก่อนแล้วล่ะค่ะ ฉันเลยไปลองเช็กตัวจริงดูมาแล้ว”
“เหมือนกับการที่คุณแอบขุดคุ้ยประวัติของแอกนัสแล้วเข้าไปตีสนิทกับเขางั้นเหรอครับ?”
“...ฮุๆ”
ชายคนนี้กวนประสาทชะมัด ยูเฟอมินล่ายิ้มเจื่อนๆ พลางขมวดคิ้วบางๆ ของเธอเข้าหากัน เด็กสาวผมทรงทวินเทลจะดูน่ารักก็เฉพาะตอนที่เธอกำลังโกรธเท่านั้น ยูเฟอมิน่าคือหนึ่งในไม่กี่คนที่เกริดนึกหวาดเกรง และนั่นคือสาเหตุที่ฮุรอยไม่ค่อยชอบขี้หน้าเธอเท่าไหร่ เธอคือพรรคพวกที่เจ้านายของเขา—เกริด ผู้ที่เป็นทั้งนายเหนือหัวของเหล่าโอเวอร์เกียร์และอาณาจักรโอเวอร์เกียร์—รู้สึกหวาดกลัวด้วย ด้วยเหตุนี้ ฮุรอยจึงมองว่ายูเฟอมิน่าเป็นพวกที่มีนิสัยไม่น่าคบหาเอาเสียเลย
'ในอดีต เธอคนนี้เคยทำบาปไว้กับนายเหนือหัวของเรา...'
แน่นอนว่ามันคือเรื่องในอดีต ยูเฟอมิน่าสร้างผลงานเอาไว้มากมายนับไม่ถ้วนตั้งแต่เข้าร่วมกิลด์โอเวอร์เกียร์มา ถึงอย่างนั้น ฮุรอยก็ยังคงไม่ชอบยูเฟอมิน่าอยู่ดี เขาเกลียดเธอเข้าไส้เลยล่ะ ยิ่งเรื่องที่เธอมีความสัมพันธ์กับแอกนัสที่เกริดขยะแขยงด้วยแล้ว เขายิ่งโมโหเข้าไปใหญ่
ฮุรอยเดาะลิ้นด้วยความรำคาญใจแล้วถามยูเฟอมิน่ากลับไปว่า “แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงพูดเรื่องคลาสปลอมแปลงขึ้นมาล่ะครับ?”
ยูเฟอมิน่าเองก็ไม่มีเจตนาที่จะคุยกับฮุรอยนานนัก เธอรีบสะกดอารมณ์หงุดหงิดของตนเองเอาไว้แล้วรีบอธิบายว่า “ฉันจะลอกเลียนทักษะปลอมแปลงมาค่ะ จากนั้นฉันก็จะปลอมตัวคุณให้กลายเป็นทหารของกองทัพจักรวรรดิ ฉันอยากให้คุณแฝงตัวเข้าไปในค่ายทหารของศัตรู คอยยุยงพวกมันให้แตกคอกันแล้วทำลายพวกมันจากภายในซะ”
“นี่คือแผนของลอเอลเหรอครับ?”
“เปล่าค่ะ นี่คือแผนที่ฉันคิดขึ้นมาเอง และฉันต้องการความร่วมมือจากคุณในแผนการนี้ ถ้าคุณตกลงว่าจะร่วมมือด้วย ฉันจะกลับไปอธิบายเรื่องนี้ให้ลอเอลฟังเอง”
“หืม”
การโฆษณาชวนเชื่อ การกุเรื่องขึ้นมา การสบถด่าลามปามไปถึงบุพการี หรือการสร้างความปั่นป่วนและพังทลาย—นี่คือความเชี่ยวชาญพิเศษของฮุรอยทั้งนั้น ทว่าทางจักรวรรดิเองก็รู้ทันเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ในช่วงสงครามที่ผ่านมา ฮุรอยจึงไม่มีโอกาสได้พูดอะไรเลย ฮุรอยล้มเหลวในการสร้างผลงานที่โดดเด่นและต้องจำใจยอมรับกับการปลุกระดมกองทัพจากแนวหลังเท่านั้น แต่ถ้ามีทักษะปลอมแปลงเข้ามาช่วยล่ะก็ เรื่องมันจะเปลี่ยนไปทันที เขาย่อมต้องมีโอกาสได้ใช้ทักษะฝีปากของเขาแน่นอน
“ฟังดูเป็นแผนการที่ดีนะ”
“งั้นเหรอคะ? ปัญหาก็คือทักษะปลอมแปลงน่ะจะมีผลเพียงแค่สามวันเท่านั้น หลังจากผ่านไปสามวัน คุณจะกลับคืนสู่ร่างเดิมและสถานะปลอมแปลงจะมลายหายไป และถ้าเครื่องสำอางหลุดออกไปก่อนจะครบสามวัน รายละเอียดของการปลอมแปลงก็จะเลือนหายไปและโอกาสที่จะถูกจับได้ก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นด้วย”
“สามวันงั้นเหรอ...”
มันจะเป็นไปได้ไหมนะที่จะปล่อยข่าวลือ ยุยงศัตรู และสร้างความวุ่นวายภายในสามวันเนี่ย? ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางกองกำลังกว่า 250,000 นายด้วยล่ะก็...? ต่อให้เป็นนักปราศรัยอันดับหนึ่ง มันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอไง ฮุรอยทำสีหน้าลำบากใจออกมา ในขณะเดียวกัน ยูเฟอมิน่าก็หัวเราะออกมา “คุณทำไม่ได้งั้นเหรอ? งั้นก็ล้มเลิกไปเถอะ ฉันจะไปทำอะไรได้ล่ะถ้าคุณไม่มีความสามารถพอน่ะ?”
“...อะไรนะคระบ?”
มันน่าโมโหชะมัด เขาโกรธจัดจนเกือบจะพ่นทักษะด่าพ่อล่อแม่ใส่เธออยู่แล้ว ทักษะ 'การสบถ' (Swearing) และ 'ลิ้นพิษ' (Spiteful Tongue) ของนักปราศรัยล้วนถูกแสดงออกมาในรูปแบบของภาษา เขาเคยด่าพ่อล่อแม่คนอื่นมามากเกินไปเสียจนถ้อยคำเหล่านั้นมันหลุดออกมาจากปากได้เองโดยธรรมชาติ มันกลายเป็นนิสัยไปแล้วล่ะ นี่คือปรากฏการณ์ที่อันตรายจริงๆ นะเนี่ย ถ้าเขาเผลอไปพูดถึงพ่อแม่คนอื่นในชีวิตจริงล่ะก็ เขาคงถูกฟ้องร้องตายเลย...
“...อืม”
หากเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ มันอาจจะกลายเป็นงานอดิเรกในการเแอบไปทิ้คอมเมนต์ด่าทอชาวบ้านในอินเทอร์เน็ตเหมือนกับยอดดาบ (Peak Sword) ก็ได้นะเนี่ย ฮุรอยนั้นให้ความเคารพในตัวเกริดอย่างมาก เกริดนั้นคอยควบคุมพละกำลังและความคล่องแคล่วของตนเองในขณะที่ยืนหยัดอยู่บนเส้นทางสายกลาง เขาคือชายที่แสนดีที่จะไม่มีวันปรากฏขึ้นมาอีกแล้วในประวัติศาสตร์
“...” ฮุรอยนึกถึงเจ้านายของตนแล้วคอยควบคุมความคิดของเขาเอาไว้
'เราต้องเลียนแบบจิตวิญญาณของท่านให้ได้' ฮุรอยสาบานในใจแล้วดึงสติกลับมา จากนั้นเขาก็หันไปตอบยูเฟอมิน่าด้วยสายตาที่มุ่งมั่น “ผมจะรับงานนี้ครับ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าการปลอมแปลงของคุณต้องสมบูรณ์แบบที่สุดนะ”
“นั่นคือคำตอบที่ดีเลยค่ะ งั้นฉันจะไปลองลอกเลียนทักษะปลอมแปลงมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในระหว่างนี้คุณก็ไปลองวานให้เฟคเกอร์ช่วยรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดของเป้าหมายให้ได้มากที่สุดก็แล้วกันนะคะ”
“ตกลงครับ”
พรรคพวกทั้งสองคนได้ร่วมมือกันเป็นครั้งแรกในรอบนานแสนนาน วิกฤตครั้งใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นเนื่องด้วยมิตรภาพครั้งใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นนี้เอง
***
อาภรณ์สีขาวที่สัญลักษณ์ของพระสันตะปาปาฉีกขาดจนไม่มีชิ้นดี ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เคยส่องประกายเจิดจ้ากลับหม่นแสงลงและเหน็ดเหนื่อยเต็มที ท่ามกลางวงล้อมของผู้พิทักษ์ยาตัน สันตะปาปาดาเมียนกำลังจะจบชีวิตลง เขาดูเป็นตัวตนที่แสนไร้พลังเมื่อเทียบกับสันตะปาปาคนแรกที่เคยทำลายล้างความชั่วร้ายทั้งหมดให้สิ้นซาก
“แกมันไอ้โง่ชัดๆ เลยนะเนี่ย” เสียงนั้นดจาก โรส (Rose) นักเวทดำอันดับหนึ่ง ในฐานะหนึ่งในผู้พิทักษ์ยาตัน เธอได้เข้าร่วมในสงครามศาสนาครั้งที่สี่นี้และคอยถากถางดาเมียน ไม่สิ มันดูเป็นการแสดงท่าทีที่เห็นเป็นเรื่องไร้สาระมากกว่าการถากถางเสียอีก “โบสถ์ที่มีกำลังในการรบไม่เท่าไหร่ นอกเหนือจากพวกธิดาแห่งเรเบก้า กลับกล้าบุกมาสู้กับโบสถ์ยาตันของเราซึ่งหน้าที่งั้นเหรอ? ทำไมถึงได้ยอมเสี่ยงชีวิตของตนเองทั้งที่สามารถใช้พวกธิดาแห่งเรเบก้าในการทำสงครามแบบกองโจรได้ล่ะ? ไม่ใช่ว่าแกจะต้องถูกถอดออกจากตำแหน่งสันตะปาปาเพราะความพ่ายแพ้ในครั้งนี้หรอกเหรอไง?”
โรสชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของปัญหา ตั้งแต่เริ่มต้น โบสถ์เรเบก้าก็ไม่มีโอกาสชนะในสงครามกับโบสถ์ยาตันเลย มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ความรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้จะต้องตกอยู่ที่สันตะปาปาดาเมียน สงครามครั้งนี้ช่างดูโง่เขลาในสายตาของทุกคน ถึงอย่างนั้น ดาเมียนกลับไม่เคยนึกเสียใจเลย
“ต่อให้ผมสามารถย้อนเวลากลับไปเมื่อเดือนก่อนได้ ผมก็ยังจะขอยืนยันที่จะประกาศสงครามกับพวกคุณอีกครั้งอยู่ดีครับ”
เขาต้องการจะช่วยเหลือเกริด อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งสันตะปาปานี้เขาก็ได้รับมาจากเกริด เขาพร้อมที่จะสละมันทิ้งไปเมื่อไหร่ก็ได้เพื่อเกริด
“ยอดเยี่ยมไปเลยแฮะ ฉันเดาว่าข่าวลือที่ว่านายเริ่มสงครามครั้งนี้เพื่อเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธคำร้องขอความช่วยเหลือจากจักรวรรดิคงเป็นเรื่องจริงสินะ” โรสเฝ้านึกถึงสงครามตลอดเดือนที่ผ่านมา
ตั้งแต่แรกเริ่ม ดาเมียนไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาชนะเลย เขาเน้นไปที่การลดความเสียหายให้แก่พวกพ้องให้ได้มากที่สุดและตั้งใจจะยืดเยื้อสงครามครั้งนี้ออกไปให้นานที่สุด ดาเมียนยอมสละชีวิตของตนเองไปอย่างน้อย 20 ครั้งเพื่อปกป้องเหล่านักบวชและอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่เป็น NPC
“นายตายไปไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งแล้วไม่ใช่เหรอในสงครามครั้งนี้? มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอที่จะยอมเสียสละเพื่อคนอื่นขนาดนนี้?”
“...ไม่หรอกครับ” ดาเมียนกู้คืนสภาพของดาบศักดิ์สิทธิ์กลับมา เขาใช้พลังเวทเพียงน้อยนิดในการรักษาตนเองแล้วพยุงตัวลุกขึ้น เสื้อผ้าที่ฉีกขาดของเขาโบกสะบัดไปมาจนรบกวนทัศนวิสัย เขาถอดชุดคลุมออกแล้วจ้องมองไปที่ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังเปล่งแสงจางๆ ออกมา “มันไม่แปลกเลยแม้แต่นิดเดียวครับ”
ดาเมียนไม่เคยลืมเลือนวันเวลาแรกวันที่เขาได้พบเจอกับเกริด ในตอนนั้นเขาเป็นเพียงตัวประกอบที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกที่กว้างใหญ่ จากนั้นเขาก็ทะยานขึ้นมาสู่บทบาทผู้นำได้เพราะการได้พบเจอกับเกริด ทัศนียภาพของโลกใบใหม่ที่เขาได้รับมานั้นมันช่างงดงามและเจิดจ้าเหลือเกิน ความรู้สึกตอนที่อิซาเบลที่ใกล้จะตายกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้อีกครั้งนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในใจของเขาเสมอมา
เกียรติยศและความสุขที่เขได้รับมาในอดีตนโน้นเป็นผลมาจากเกริดทั้งสิ้น มันจึงไม่ใช่เรื่องที่แย่เลยหากจะต้องสละมันทิ้งไปเพื่อเกริด จะมีก็เพียงเรื่องเดียวที่เขารู้สึกเสียดาย
'เราคงไม่มีโอกาสได้เฝ้ามองอิซาเบลจังใกล้ๆ อีกแล้วล่ะนะ'
เขาคงไม่มีโอกาสได้เจอกับพวกธิดาแห่งเรเบก้าอีกถ้าเขาถูกไล่ออกจากโบสถ์ มันทั้งเศร้าและน่าหวาดหวั่น ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เสีนึกเสียใจ ดาเมียนไม่อาจเมินเฉยต่อการที่จักรวรรดิจ้องจะเหยียบย่ำอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ที่เกริดและพรรคพวกทุ่มเทสร้างกันมานานหลายปีได้หรอก
“งั้นเหรอ ฉันล่ะไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมนายถึงยอมทิ้งตำแหน่งสันตะปาปา หรือทำไมยูร่าถึงยอมทิ้งตำแหน่งผู้พิทักษ์ยาตันไปเหมือนกันนั่นแหละ”
คนที่ชื่อเกริดนั่นมันเป็นตัวอะไรกันแน่เนี่ย? โรสส่ายหัวไปมาแล้วรวบรวมพลังเวทไว้ที่ปลายคทาแห่งเบเรียล (Belial’s Staff) เธอตั้งตารอที่จะได้รับผลงานจากการสังหารสันตะปาปาดาเมียนและรู้สึกปรีดาอย่างยิ่ง ทว่าเธอกลับล้มเหลวในการสังหารดาเมียนลงได้ นั่นเป็นเพราะการแทรกแซงจากแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
มีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ สัตว์ประหลาดที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบทางศาสนานี้ ไล่ล่าสังหารเหล่านักเวทดำของยาตันอย่างรวดเร็วแล้วเข้าประชิดตัวโรส การโจมตีอันหนักหน่วงกระแทกเข้าที่เอวของโรสอย่างจัง “อั๊ก! แค่ก แค่ก!”
ทักษะการร่ายเวทของเธอถูกขัดจังหวะ ดวงตาของโรสแดงก่ำด้วยความโกรธและความเจ็บปวด
“ไอ้ระยำเอ๊ย!” เหล่าผู้พิทักษ์ยาตันคนอื่นๆ ที่ตั้งใจจะยืนดูวาระสุดท้ายของสันตะปาปาพากันแผดเสียงตะโกนด้วยความโกรธแค้น
หลังจากที่ผ่านพ้นพวกนั้นมาได้ แขกที่ไม่ได้รับเชิญก็มาหยุดลงข้างกายดาเมียนแล้วเอ่ยปากว่า “ผมชื่อโอเอซิส (Oasis) ครับ”
จากนั้นเสียงรัวกลองสมรภูมิก็ดังกึกก้องไปทั่ว ยอดฝีมือของยาตันพากันหันกลับไปมองแล้วเห็นทหารนับหมื่นนายบนเนินเขา ชายวัยกลางคนนั่งอยู่บนม้าสีแดงที่ตัวใหญ่กว่าม้าทั่วไป เขามีเคราดกหนาและมอบความรู้สึกที่ดูสดใส ดาเมียนและเหล่ายอดฝีมือของยาตันจำตัวตนของชายคนนี้ได้ในทันที
“ราชาแห่งวัลฮัลล่า!”
นั่นคือเทพเจ้าแห่งสงคราม อาเรส (Ares) เขาโบกมือทักทายดาเมียน “เฮ้ พวกเราอยากจะผูกมิตรกับโบสถ์เรเบก้าน่ะ”
“ฮะ... ฮ่าๆๆ...” ดาเมียนเริ่มหัวเราะออกมา ในความเป็นจริงแล้วก่อนหน้านี้เขากำลังรู้สึกเศร้าโศก เขาไม่อยากกล่าวคำลาต่ออิซาเบล และเขาก็หวาดกลัว มันคงจะแย่มากหากต้องสูญเสียทุกอย่างที่สร้างมาและต้องกลับไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกใบนี้อีกครั้ง
จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของเยาวชนคนหนึ่งที่แนะนำตนเองว่าโอเอซิส “ผมได้อ่านบทปราศรัยของคุณมาโดยตลอดครับดาเมียน ผมเห็นใจและเคารพในชีวิตที่ผ่านมาของคุณอย่างสุดซึ้งเลย”
ในอดีตเขาก็เคยเป็นเหมือนกับดาเมียน โอเอซิสเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ทว่าตัวตนที่ไม่สามารถแบกรับน้ำหนักของทายาทราชันไร้พ่ายคนเดิมไว้นั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว โอเอซิสสลัดความลังเลทิ้งไป เชื่อมั่นในตนเอง และก้าวข้ามความกลัวมาได้ เขาเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงภายใต้การสั่งสอนของเทพสงครามอาเรส และในตอนนี้เขาก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นบทบาทนำของโลกใบนี้ได้แล้ว
“ศาตราดาบหมื่นกองทัพ (10,000 Army Swordsmanship)”
ในเวลาเดียวกัน ณ เมืองหลวงของอาณาจักรโอเวอร์เกียร์...
“ทวีปตะวันตกยังไม่ได้พัฒนาปืนที่บรรจุกระสุนจากส่วนท้าย (Breech-loading) อีกเหรอครับ? การบรรจุกระสุนจากด้านหลังน่ะจะช่วยเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างมหาศาลเลยนะ...”
“ลองเอาไปผสานเข้ากับเทคโนโลยีการต่อเรือของทวีปตะวันออกดูสิครับ มันจะมีอัตราความแม่นยำที่หาปืนใหญ่ชายฝั่งเดิมมาเทียบไม่ได้เลยล่ะ”
“มันเป็นเรื่องที่ดีนะที่จะทำขนาดของปืนใหญ่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันน่ะ ถึงมันจะยากหน่อยแต่ถ้าเราสร้างมันขึ้นมาจากเหล็กมังกรคลั่ง (Insane Dragon Iron) ล่ะก็ เราจัดการมันได้แน่ๆ ครับ”
เหล่าช่างตีเหล็กจากทวีปตะวันตกและทวีปตะวันออกต่างพากันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการออกแบบปืนใหญ่ชิ้นใหม่กันอย่างต่อเนื่อง มันอาจจะวุ่นวายไปบ้างหากคนมากความ แต่ถ้ากษัตริย์เป็นคนควบคุมดูแลเองทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา
เกริดมีพิมพ์เขียววางอยู่เบื้องหน้าในขณะที่คอยประสานความคิดเห็นของเหล่าช่างตีเหล็กหรือคัดกรองพวกมันทิ้งไป พร้อมทั้งปรุงอาหารในแบบของเขาเอง สื่อต่างๆ จากประเทศต่างๆ ต่างพากันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่และพากันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการหายตัวไปของเกริด
[เกริด ตัวเอกของเรื่องได้เกษียณตัวเองไปแล้ว]
[สงครามของอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ที่ปราศจากเกริด]
“...”
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.








