Chapter 1010
1010 / 2060
17 min read
Chapter 1010
Published Apr 3, 2026, 04:44 PM
“ฝ่าบาท โปรดมอบคำกล่าวที่สร้างขวัญกำลังใจให้แก่สมาชิกกิลด์แต่ละคนด้วยเถอะครับ”
“เอ่อ... ค่ะ อะไรนะคะ?”
มันช่างเป็นเรื่องที่ดูจะไร้สาระเหลือเกิน จำนวนสมาชิกกิลด์โอเวอร์เกียร์ในตอนนี้มีมากกว่า 900 คนแล้ว และครั้งนี้พลปืนใหญ่หน้าใหม่ยังตบเท้าเข้าร่วมกิลด์เพิ่มอีก ทำให้จำนวนคนพุ่งทะยานไปมากกว่า 1,000 คนแล้ว เกริดจำเป็นต้องไปกล่าวหยอดคำหวานสร้างขวัญกำลังใจให้พวกเขาทุกคนเลยงั้นเหรอ? เขาต้องเสียเวลาไปกี่ชั่วโมงกันล่ะเนี่ยเพื่อการนั้นน่ะ?
“มันไม่เป็นการเสียเวลาเปล่าๆ เหรอครับ?” เกริดตอบกลับด้วยท่าทีที่แสนสับสน
ทว่าลอเอลยังเสริมต่ออีกว่า “โปรดรับปากพวกเขาด้วยครับว่าจะสร้างไอเทมที่เหมาะสมกับความต้องการของพวกเขาแต่ละคนขึ้นมาน่ะครับ”
“อะไรนะ? ผมยังไม่รู้จักสมาชิกกิลด์ทุกคนเลยนะนี่ยังต้องไปรับปากว่าจะสร้างไอเทมโดยดูหน้าพวกเขาแค่แวบเดียวเนี่ยนะ?”
“ถูกต้องแล้วครับ นั่นเป็นเพราะฝ่าบาทยังไม่รู้จักสมาชิกกิลด์ทุกคนนั่นแหละครับ”
“...มะ-เดิมทีมันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วนี่นา” เกริดเริ่มรับรู้ถึงสิ่งที่ลอเอลพยายามจะสื่อและเงียบเสียงลงชั่วขณะ ทว่าเขาก็ยังมีข้ออ้างอยู่ดี “ไม่ใช่ท่านหรอกเหรอที่เป็นคนคอยจัดการเรื่องกิลด์มาแต่ไหนแต่ไรแล้วน่ะ? นั่นคือเหตุผลที่ผมยอมตามน้ำไปกับการที่ท่านอยากจะเพิ่มจำนวนสมาชิกกิลด์ไงล่ะ”
หากเกริดจำเป็นต้องมาคอยดูแลสมาชิกกิลด์ด้วยตนเองล่ะก็ เขาคงไม่ยอมให้มีการเพิ่มจำนวนสมาชิกมากมายขนาดนี้หรอก ตอนนี้ลอเอลกำลังตำหนิในความเฉยเมยของเขาอยู่สินะ
“ผมอยากจะมุ่งเน้นไปที่การอัปเลเวลและการสร้างไอเทมมากกว่าน่ะสิ นี่ผมต้องมาคอยใส่ใจเรื่องกิลด์ด้วยเหรอเนี่ย?”
เกริดหาได้ว่างงานแต่อย่างใด เขามีเรื่องให้วุ่นวายมากมาย และเวลาของเขาก็ไม่ได้มีเหลือเฟือขนาดนั้น เขาหาได้พยายามจะหาข้ออ้างแต่อย่างใดนะ
“ผมมันไม่เหมือนท่านนี่นา ผมไม่ได้มีความสามารถรอบด้านแบบท่าน ผมทำหลายๆ อย่างพร้อมกันไม่ได้หรอก ผมทำได้ทีละอย่างเท่านั้น...” เกริดที่กำลังหัวเสียจู่ๆ ก็เงียบเสียงลง การทำงานงั้นเหรอ...? การจดจำพรรคพวกและการมอบคำทักทายให้แก่พวกเขานั้นนับเป็นการทำงานงั้นเหรอ? เกริดถึงกับขนลุกซู่เลยทีเดียว เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนเองน่ะละเลยสมาชิกพรรคโอเวอร์เกียร์หน้าใหม่ๆ ไปมากขนาดไหนกันนะ
'เรากลับมองว่ามารยาทพื้นฐานน่ะคืองานงั้นเหรอเนี่ย...'
ในประเด็นนี้ เขาหวังให้พวกเขาทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อกิลด์โอเวอร์เกียร์และอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ เขาตะโกนก้องว่านี่คือพรรคพวกของเขา ทว่าในมุมมองของเกริดน่ะ เขากลับใช้เงื่อนไขบางอย่างเป็นข้ออ้างเพื่อมอบไอเทมราคาถูกให้กับพวกเขาเท่านั้น ใบหน้าของเกริดเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความอับอาย เขาเริ่มรู้สึกละอายใจต่อตนเองและรู้สึกผิดต่อเหล่าสมาชิกกิลด์เหลือเกิน
ดวงตาของลอเอลสั่นไหวเล็กน้อยและรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ท่านไม่จำเป็นต้องเก็บไปใส่ใจขนาดนั้นก็ได้ครับ ช่วงเวลานี้น่ะมันค่อนข้างจะลำบากไม่ใช่เหรอครับ? ผมแค่คิดว่านี่คือโอกาสดีที่จะช่วยสร้างสายสัมพันธ์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งให้แก่สมาชิกกิลด์เท่านั้นเองครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะกดดันท่านเลยนะครับ...”
“ไม่หรอก ผมน่ะสมควรถูกตำหนิแล้วล่ะ”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่มารอเคาะประตูบ้านกิลด์โอเวอร์เกียร์ บางคนก็เข้าหาโอเวอร์เกียร์เพื่อตอบสนองความทะเยอทะยานของตนเอง ในขณะที่บางคนก็มาพร้อมกับเจตนาร้าย ลอเอลคือคนที่เสียทั้งเวลาและเงินทองในการตรวจสอบและคัดเลือกสมาชิกโอเวอร์เกียร์ในปัจจุบันขึ้นมา เกริดยอมรับผลลัพธ์จากเลือด หยาดเหงื่อ หยาดน้ำตา และน้ำมูกของลอเอลมาโดยตลอดเสมือนว่ามันคือสิทธิ์ขาดตามธรรมชาติของเขา เขาไม่เคยให้เกียรติความพยายามของลอเอลในการคว้าตัวพรรคพวกเหล่านี้มาเลย
“คนเราน่ะมันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ”
เขายังคงเห็นแก่ตัวเหมือนเดิมเลย เกริดยิ้มออกมาอย่างแผ่วเบาเมื่อตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้
“ฝะ-ฝ่าบาท”
เกริดไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเลย และลอเอลก็ทำตัวไม่ถูก เขาเริ่มกังวลว่าตนเองน่ะกำลังสร้างแรงกดดันให้แก่คนที่วุ่นวายที่สุดในตอนนี้ เกริดเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง “ตกลงครับ เราจะไปกล่าวทักทายกับทุกคนกัน”
ดวงตาของเขาเลิกสั่นไหวแล้ว และสายตาของเขาก็กลับมาแจ่มใสอีกครั้ง จนกว่ารากฐานของกลุ่มพลปืนใหญ่จะมั่นคง เขาจะจดจำใบหน้าของพรรคพวกผู้เป็นที่รักทุกคนที่เชื่อมั่นและติดตามเขามาให้ได้ เกริดปลุกใจตนเองและเตรียมพร้อมที่จะอดหลับอดนอนติดกันหลายคืนเลย บทบาทของกษัตริย์ นักรบ ช่างตีเหล็ก ช่างตัดเย็บ และที่สำคัญที่สุดคือ หัวหน้ากิลด์...
มันดูเหมือนว่าร่างกายของเขาจะมีอวัยวะไม่เพียงพอสำหรับหน้าที่เหล่านั้น ทว่าเขาก็ต้องทำมันให้สำเร็จให้ได้ เกริดเชื่อมั่นในความอุตสาหะและความมุ่งมั่นของตนเองอย่างเต็มเปี่ยมเลยล่ะ
***
ในยามค่ำคืน มีทั้งแวมไพร์สายเลือดแท้และเหล่ามือสังหาร ในยามกลางวัน ก็มีทั้งหนอนยักษ์และยอดฝีมือระดับท็อปของกิลด์โอเวอร์เกียร์ กองทัพจักรวรรดิถูกจู่โจมโดยศัตรูในทะเลทรายอย่างต่อเนื่อง อัตราการเคลื่อนทัพจึงเชื่องช้าลงอย่างมาก และพวกเขาหาได้มีเวลาพักผ่อนหยุดยั้งความเหนื่อยล้าในใจได้เลย ม้าธรรดาๆ ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศได้ และอุณหภูมิที่แสนจะโหดร้ายของทะเลทรายก็เป็นอุปสรรคที่แย่ที่สุด พลทหารม้าจึงสูญเสียความคล่องตัวและพลังในการทำลายล้างไปจนสิ้น
“ขวัญกำลังใจของเหล่าทหารอยู่ในระดับที่ย่ำแย่มากครับ เมื่อคืนนี้มีทหารหนีทัพไปถึง 359 นายเลยครับ”
“สภาพของศัตรูก็คงไม่ต่างจากเราเท่าไหร่รอกครับ ทุกครั้งที่ศัตรูมาลอบโจมตี พวกเราก็ตอบโต้อย่างดีและสังหารพวกมันไปได้ตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ครับ พวกเราอาจจะได้รับความเสียหายพอๆ กับพวกมัน ทว่าพวกเรามีจำนวนทหารที่เหนือกว่าอยู่มาก แรงกดดันทางจิตใจที่อาณาจักรโอเวอร์เกียร์ต้องแบกรับน่ะมันมหาศาลกว่าพวกเราเยอเลยล่ะ จักรวรรดิมีทหารหนีทัพแค่ 359 นายงั้นเหรอ...? อาณาจักรโอเวอร์เกียร์น่ะคงมีทหารหนีทัพเป็นพันนายแล้วมั้งครับ”
“นั่นมันเป็นการตีความในแง่บวกเกินไปหน่อยนะ พวกนั้นน่ะมีกำแพงเมืองที่แข็งแกร่งและมีเสบียงอาหารที่อุดสมบูรณ์ ในขณะที่พวกเรามีเพียงเต็นท์หลังบางๆ และไม่มีน้ำดื่มที่เพียงพอด้วยซ้ำไป”
เดิมทีเป้าหมายหลักของกองทัพจักรวรรดิคือการข้ามทะเลทรายแห่งนี้ไปให้ได้ภายในสองวัน ต่อให้อัตราการเคลื่อนทัพจะเชื่องช้าขนาดไหนก็ตาม ทว่าเรย์ดันน่ะตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก พวกเขาจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ ทว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นแตกต่างออกไป เนื่องจากการปรากฏตัวของศัตรูที่โหมกระหน่ำเข้ามาไม่หยุดนิ่ง ทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าสี่วันเสียแล้ว ไม่สิ มันเป็นไปได้สูงเลยล่ะที่พวกเขาจะพากันมาตายอยู่กลางทะเลทรายแห่งนี้หากยังคงฝืนเคลื่อนทัพต่อไปแบบนี้
การขาดแคลนน้ำดื่มคือปัญหาใหญ่ที่คาอกอยู่ โอเอซิสทุกแห่งในทะเลทรายต่างก็ถูกวางยาพิษจนปนเปื้อนไปหมดแล้ว กองทัพจักรวรรดิจำเป็นต้องพึ่งพาหน่วยเสบียงสำหรับหาน้ำดื่มมาให้แก่พลทหารถว่าจำนวนหลายแสนนาย ทว่าหน่วนขนส่งเสบียงจะข้ามทะเลทรายมาได้ง่ายๆ อย่างนั้นจริงน่ะเหรอ? และอาณาจักรโอเวอร์เกียร์จะปล่อยให้หน่วยเสบียงเดินทางมาถึงที่นี่ได้โดยสวัสดิภาพงั้นเหรอ?
“...” บรรยากาศความเงียบที่แสนอึดอัดปกคลุมเต็นท์บัญชาการของเหล่าผู้นำกองทัพจักรวรรดิ ความพยายามที่จะตีความสถานการณ์ในแง่บวกของพวเขาน่ะมันมาถึงขีดจำกัดแล้วล่ะ
ความเงียบงันปกคลุมอยู่นานก่อนที่ขุนนางหนุ่มคนหนึ่งจะเอ่ยปากพูดขึ้นมาแทนใจของทุกคน “พวกเราควรจะถอยทัพไปตั้งหลักก่อนดีไหมครับ?”
“...” ไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้เลย และไม่มีใครเอ่ยปากตำหนิจนเสียหายเลยด้วย
ขุนนางหนุ่มคนนั้นเริ่มมีความกล้ามากขึ้น และเขาก็พูดต่อไปว่า “พลทหารหลายแสนนายที่นี่น่ะยังขาดประสบการณ์กันอยู่ค่อนข้างมาก พวกเขาไม่คุ้นเคยกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นทะเลทรายและไม่สามารถแสดงฝีมือออกมาได้เต็มที่เลย กองทัพที่ประกอบไปด้วยยอดฝีมือที่เคยผ่านสงครามมาทุกรูปแบบตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาน่ะมันจะแตกต่างออกไปนะ กองทัพของเจ็ดดยุคน่ะจะข้ามทะเลทรายแห่งนี้ไปได้อย่างง่ายดายเหมือนกับลูกเป็ดดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำเลยล่ะครับ”
“คุณกำลังเสนอให้ตรึงกำลังกองทัพไว้อยู่นอกเขตทะเลทรายแล้วนอนรอการมาถึงของกองทัพยอดฝีมืองั้นเหรอ?”
“ใช่ครับ”
“...”
กองกำลังของจักรวรรดิจำนวนหลายกองร้อยพากันไปรวมตัวกันอยู่ที่เขตชายแดนของเรย์ดัน เดิมทีมีทหาร 280,000 นาย ทว่าในตอนนี้กลับลดลงเหลือเพียง 230,000 นายเท่านั้นในภารกิจพิชิตอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ พวกเขาวางแผนที่จะดึงดูดความสนใจของศัตรูและตรึงเท้าของพรรคโอเวอร์เกียร์เอาไว้ ในขณะที่กองกำลังทางอากาศจะแทรกซึมเข้าไปในอาณาจักรโอเวอร์เกียร์เพื่อยึดฐานที่มั่นของพวกมัน และนั่นคือบทบาทที่พวกเขาได้รับมอบหมายมาน่ะนะ
ทว่าจากนั้นพวกเขาก็ได้รับข่าวร้ายที่ว่าราชันแห่งเวหา รีกัล (Rigal) และกองกำลังทางอากาศถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นไปเสียแล้ว ถึงกระนั้น สาเหตุที่พวกเขายังฝืนเคลื่อนพลไปยังเรย์ดันต่อนั้นน่ะเป็นเพื่อการสะสมผลงานล้วนๆ และส่งผลให้พวกเขาต้องสูญเสียพลทหารไปมากมายเพราะความโลภของตนเอง ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ต้องใช้ความระมัดระวังให้ขึ้นแล้ว
“อืม...” จอมทัพ มาร์ควิสฟูลบาส (Marquis Fulbas) กำลังจมอยู่ในห้วงความคิด เขารู้สึกสะอิดสะเอียนเหลือเกินเมื่อได้เห็นแววตาของเหล่าขุนนางที่พากันอยากจะถอยทัพ เมื่อไหร่กันนะที่จักรวรรดิของเราเริ่มอ่อนแอลงขนาดนี้? จักรวรรดิที่เคยปกครองยิงใหญ่เหนือผู้แพ้ทั่วทั้งทวีปมานานหลายร้อยปีโดยหาผู้ต่อกรด้วยไม่ได้ บัดนี้กลับตกที่นั่งลำบากเสมือนดั่งนักล่าที่ไม่รู้วิธีการล่าเหยื่อเสียแล้ว
“จักวรรดิแห่งนี้ไม่ต้องการคนขี้ขลาดหรอกนะ”
“...!”
เรื่องมันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งจมูกของพวกเขาไปหมด และหยาดเลือดก็สาดกระเซ็นไปทั่วทั้งเต็นท์ ศีรษะทั้งสามที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นนั้นเป็นของขุนนางที่เพิ่งจะยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าอยากจะถอยทัพนั่นเอง
“ทะ-ท่านดิเวิร์ธ (Diworth)!” มาร์ควิสฟูลบาสผุดลุกขึ้นยืนทันที เหล่าขุนนางและอัศวินเริ่มแสดงท่าทีที่ตื่นตระหนกกันออกมา กับใบหน้าที่อาบด้วยคราบน้ำมัน ชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่อย่างหลวมๆ และใบที่ที่เหี่ยวย่นและแดงก่ำ ตัวตนของขุนนางที่กำลังกระดกขวดไวน์ดื่มอยู่นั้นคือ ดยุคขี้เมา ดิวอร์ธ หนึ่งในเจ็ดดยุคแห่งจักรวรรดิซาฮารันนั่นเอง
“พะ-พวกเราขอกล่าวทักทายท่านครับ!” เหล่าขุนนางและอัศวินพากันก้มหัวคำนับโดยพร้อมเพรียงกัน ไม่มีใครเอ่ยปากตำลงโทษพฤติกรรมการฆ่าแกงของดิวอร์ธเลยแม้แต่น้อย ใครกันล่ะจะกล้าใช้ถ้อยคำที่รุนแรงใส่ตัวตนที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ขนาดนี้? แม้แต่มาร์ควิสฟูลบาสก็ยังไม่กล้าส่งเสียงออกมาเลย
ดิวอร์ธหัวเราะร่าด้วยสีหน้าที่แสนเหี้ยมเกรียมในขณะที่เขามองไปที่ใบหน้าที่บิดเบี้ยวของท่านมาร์ควิส “โกรธงั้นเหรอที่ข้าฆ่าไอ้ขยะพวกนั้นทิ้งไปน่ะ?”
“พวกเขาก็คือขุนนางแห่งจักรวรรดิซาฮารันเหมือนกันนะครับ พวกเขามีทั้งดินแดน มีทั้งประชากร และกองทหารเป็นของตัวเอง... ท่านไม่มีทางหนีพ้นความโกรธแค้นไปได้หรอกครับ ต่อให้ท่านจะเป็นดยุคดิวอร์ธก็ตามเถอะ”
“งั้นเหรอ? ข้ากลับคิดว่าผู้คนจะพากันยินดีกับความตายของเจ้านายที่แสนจะไร้ความสามารถคนนี้เสียอีกนะ จริงไหมล่ะ?”
ดิวอร์ธกวาดสายตาไปมองเหล่าขุนนางและอัศวินที่ยังอยู่ในอาการตกใจ ซึ่งพวกเขาก็รีบพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว ความโหดเหี้ยมของดยุคดิวอร์ธน่ะมันรุนแรงมากเสียจนแม้แต่หนึ่งในเจ็ดดยุคด้วยกันเองยังไม่ค่อยอยากจะเฉียดเข้าใกล้เลย ดังนั้นเหล่าขุนนางลำดับล่างจึงไม่บังอาจจะไปสู้หน้าเขาได้เลย ดิวอร์ธเดินไปนั่งที่ตำแหน่งประธานเพียงลำพัง จากนั้นเขาก็แย่งไม้คทามาจากมาร์ควิสฟูลบาสแล้วแผดเสียงตะโกนก้องว่า “พวกมันบังอาจจะรวมหัวกันลุกขึ้นแขวนแรงใส่เหล่าดยุคแห่งจักรวรรดิ สำหรับพวกที่บังอาจพูดถึงเรื่องการถอยทัพล่ะก็ แค่ฆ่ามันแล้วโยนให้หมาแดกน่ะมันยังน้อยไปด้วยซ้ำ!”
พลังเวทมนตร์แอลกอฮอล์ที่แสนทรงพลังแผ่ซ่านไปทั่วทั้งเต็นท์บัญชาการ และเหล่าขุนนางกับอัศวินก็พากันเมามายกันอย่างรวดเร็ว มีเพียงห้าคนเท่านั้น... มีเพียงมาร์ควิสฟูลบาสและท่านเอิร์ลอีกสี่คนเท่านั้นที่ยังสามารถทรงตัวไม่อยู่และขจัดฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ออกไปได้
รอยยิ้มแห่งความหฤหรรษ์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของดิวอร์ธ
“ศะ-ศัตรูบุกมาแล้วครับ!” ในตอนนั้นเอง อัศวินคนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาแล้วตะโกนรายงาน “ผู้บัญชาการฝ่ายศัตรู คริส (Chris) กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ครับ!”
“คนเดียวงั้นเหรอ? มาแค่คนเดียวเนี่ยนะ?” ดวงตาของดิวอร์ธกลับมาแจ้งสว่างอีกครั้งเพราะเพิ่งจะได้รับการฟื้นฟูจากสภาวะเมามายมาหยกๆ
อัศวินคนนั้นเริ่มแสดงท่าทีหวาดกลัวหลังจากที่จำดิวอร์ธได้ แล้วรีบพยักหน้ารับพัลวัน “คะ-ครับ! อย่างไรก็ตาม ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าไปแล้วนะครับ!”
“ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยงั้นเหรอ?”
อัศวินคนนั้นต้องการจะสื่อถึงอะไรกันนะ? ในวินาทีที่ดิวอร์ธเอียงคอด้วยความสงสัยนั้นเอง ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็ช่วยคลายข้อสงสัยของเขาไปจนสิ้น พื้นดินสั่นสะเทือนปานจะถล่ม และตัวเต็นท์ก็โยกเยกไปมา เหล่าทหารที่พากันหวาดกลัวต่างก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา พลังเวทมนตร์ที่แสนเข้มข้นกำลังแผ่ซ่านออกมาจนทำให้รู้สึกชาไปทั้งตัว กลิ่นอายของหยาดเลือดลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“แวมไพร์!” ดิวอร์ธรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทันทีแล้วรีบพุ่งออกจากเต็นท์บัญชาการไป
บนท้องฟ้า มีเด็กชายที่สง่างามคนหนึ่งกำลังหัวเราะร่าพลางแยกเขี้ยวที่แหลมคมออกมา “ฮ่าๆๆๆๆ! ฉันจะเขมือบพวกแกให้หมดเลย!”
พลังเวทมนตร์สีเลือดปกคลุมทะเลทรายเอาไว้ มันคือพลังเวทมนตร์ที่มีคุณสมบัติในการขูดรีดและสูบทำลาย
“อ๊ากกกกกก!” เหล่าทหารแห่งจักรวรรดิที่เพิ่งจะพยายามรวมกลุ่มกันต่างก็พากันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด หยาดเลือดถูกสูบออกจากร่างกายของพวกเขาแล้วพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าจนสภาพของแต่ละคนไม่ต่างจากมัมมี่เลย นอลล์ เอิร์ลแวมไพร์—หน้าท้องของเขาป่องนูนออกมา และเขาก็หัวเราะร่าด้วยความสุขล้น “คุฮ่าฮ่าฮ่า!”
เขาสัมผัสได้ถึงความสุขที่ท่วมท้นจากการได้อิ่มหนำสำราญกับมื้อค่ำที่แสนสมบูรณ์แบบ ทว่าตามกฎธรรมชาติแล้ว ความสุขน่ะมันหาได้คงอยู่ตลอดไปไม่
“อือก!” นอลล์ที่กำลีงมีความสุขกับการที่พลังเวทมนตร์พุ่งสูงขึ้นจากหยาดเลือดที่เขากินเข้าไปจู่ๆ เขาก็ต้องหยุดชะงักลงแล้วเอามือกุมท้องเอาไว้ ใบหน้าที่ขาวผ่องปานหิมะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ จากนั้นสายตาที่สั่นเครือของเขาก็พบกับศัตรูคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้าง มันคือต้นตอที่ทำให้พลังเวทมนตร์ของเขาสกัดกั้นอะไรบางอย่างที่นอกเหนือจากหยาดเลือดออกมา
ชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่นั่นด้วยท่าทางที่แสนผ่อนคลายพลางถือขวดเหล้าเอาไว้ในมือ เขาคือดยุคขี้เมา ดิวอร์ธนั่นเอง “เมาแล้วงั้นเหรอหลังจากที่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปน่ะ? คออ่อนเรื่องพรรค์นี้เสียเปล่าเลยนะที่เป็นเด็กน่ะ?”
ดิวอร์ธกระโจนตัวออกไปข้างหน้า ความเร็วในการพุ่งทะยานผ่านท้องฟ้าของเขามันว่องไวเสียจนเหล่าพลทหารหาได้ตามทันไม่ พวกทหารคิดว่ามันมีเรื่องฟ้าผ่าเกิดขึ้นบนท้องฟ้าเสียอีก พวกเขาพบเห็นแวมไพร์หนุ่มร่วงลงกระแทกพื้นและคิดว่าสัตว์ประหลาดตนนั้นได้รับการลงทัณฑ์ไปแล้ว มือที่แสนสากกระด้างของดิวอร์ธกำลังคว้าหมับไปที่ลำคอที่เพรียวบางของนอลล์เอาไว้แน่น
เท้าของนอลล์เตะกลางอากาศไปมั่วซั่วเมื่อเขาถูกพันธนาการไว้ด้วยน้ำมือของผู้เหนือมนุษย์ เด็กชายคนนั้นเริ่มเมามายและสับสนไปหมดแล้ว ดิวอร์ธฟาดขวดเหล้าใส่เขา เศษกระจกที่แหลมคมบาดเข้าที่ใบหน้าของนอลล์ และกลิ่นหอมหวลที่แสนเข้มข้นในอากาศก็ทำให้นอลล์สูญเสียสติไปมากยิ่งขึ้น
“ข้าเดาว่าเขาคงไม่ได้โกหกสินะที่บอกว่านี่คือแอลกอฮอล์ที่ทำมาจากรากของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์น่ะ” ดิวอร์ธดึงจุกขวดใหม่ออกมาแล้วกระดกมันรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ใบหน้าของเขาแดงก่ำ เหมือนกับในตอนแรกที่เขาปรากฏตัวออกมาครั้งแรกเลยนั่นแหละ
“ปล่อยมือออกจากเขซะเดี๋ยวนี้!” คริสบุกตะลุยเข้าไปในค่ายทหารศัตรูเพื่อดึงดูดความสนใจจากจุดที่นอลล์อยู่ เดิมทีเขาวางแผนที่จะถอยทัพไปก่อนอยู่แล้ว ทว่าในตอนนี้เขากลับฝืนบุกทะลุเข้าไปในค่ายทหารศัตรูให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อพบสิ่งที่เกิดขึ้นกับนอลล์ คริสก็รีบบุกตะลุยเข้าไปที่จุดศูนย์กลางของกองทัพจักรวรรดิทันที
“ดาบพันตัน! (1,000 Ton Sword!)”
ขเขากระโดดลงมาจากหลังอูฐ การโจมตีขั้นสุดยอดของยอดผู้ใช้ดาบยักษ์ฟาดลงไปยังศีรษะของดิวอร์ธอย่างจัง มันดูเหมือนว่าศีรษะของดิวอร์ธจะถูกบดขยี้แหลกคามือไปเลย ทว่ามันกลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ดิวอร์ธโน้มตัวส่วนบนลงแล้วหลบพ้นการโจมตีของคริสไปได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเขาก็เตะสวนกลับมาในมุมที่แสนเจ้าเล่ห์ คริสถูกเตะเข้าอย่างจังที่ใบหน้าจนกระเด็นร่วงรนจากหลังอูฐไปเลย “กั๊วะ...! แค่ก!”
เขาคิดว่าตัวองต้องตายแน่ๆ หลังจากถูกโจมตีเข้าอย่างจังแบบนั้น คริสเริ่มเกรงใจในพลังที่แสนน่าเกรงขามของดิวอร์ธและเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ แล้วล่ะ เขาคิดว่าตนเองน่ะคงบ้าไปแล้วจริงๆ ที่ทุ่มตัวบุกตะลุยเข้ามาถึงจุดศูนย์กลางของกองทัพศัตรูเพื่อมาตายแบบนี้ ทว่าจากนั้นเขาก็เปลี่ยนใจทันที
'นอลล์...!'
เขาพบเห็นสภาพที่แสนจะอนาถของนอลล์ที่ถูกจับแขวนพะรุงพะรังอยู่ในเงื้อมมือของดิวอร์ธแล้วเขาก็รีบผุดลุกขึ้นมาทันที เขารู้สึกเสียดายงั้นเหรอ? ไม่หรอก ตราบใดที่ยังช่วยเหลือนอลล์ได้ เขาก็ยอมสละชีวิตของตนเองได้เสมอ คริสตั้งปณิธานแน่วแน่และดึงพลังจากคลาสที่สองของเขาออกมา 'ไทแรนต์' (Tyrant)
เขาสังเกตเห็นชื่อสีทองคำ 'ดยุคขี้เมา ดิวอร์ธ' แวบขึ้นมา ทว่าเขาก็ยังคงกวัดแกว่งดาบยักษ์ขึ้นมาอย่างไม่ลังเล ดิวอร์ธหัวเราะร่า “ลุกขึ้นมาได้ทันทีเลยแฮะ แกเป็นพวกที่รับมือได้ยากจริงๆ”
คริสเองก็หัวเราะออกมาเหมือนกัน “ผมคงลุกไม่ขึ้นหรอกครับถ้าโดนคุณเกริดตีเข้าให้น่ะ แต่สำหรับคุณน่ะนับว่าอ่อนหัดไปหน่อยนะ”
“เกริด...?”
“กษัตริย์โอเวอร์เกียร์ไงล่ะครับ”
“...กษัตริย์โอเวอร์เกียร์งั้นเหรอ” ใบหน้าของดิวอร์ธบิดเบี้ยวจนดูน่าเกลียดน่าชังมาก เขาไม่มีเจตนาจะละเว้นชีวิตไอ้คนบ้าที่อยู่ตรงหน้าที่บังอาจเอาท่านดยุคผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิไปเปรียบเทียบกับราชาแห่งอาณาจักรเล็กๆ พรรค์นั้นหรอกนะ ยิ่งไปกว่านั้น...
“แกบังอาจนำนายท่านของข้าไปเปรียบเทียบแบบนั้นเชียวเหรอ?”
ชายที่อยู่ในเงามืดหาได้ตั้งใจจะไว้ชีวิตดิวอร์ธแต่อย่างใด เงานับแสนนับล้านเต้นระบำไปทั่วสนามรบในชั่วพริบตาเดียว
“ข้าจะขอต่อสู้เพื่อมาตุภูมิแห่งใหม่ของข้า และเพื่อล้างแค้นให้แก่มาตุภูมิแห่งเดิมของข้าให้จงได้!”
หอกเงาและดาบเงาฟาดฟันเข้าใส่ทั่วทั้งสมรภูมิอย่างบ้าคลั่ง
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.


