Chapter 1024
1024 / 2060
13 min read
Chapter 1024
Published Apr 3, 2026, 04:57 PM
การปรากฏตัวของมหาปีศาจเบริธได้กระตุ้นเหล่าผู้เล่นจำนวนมาก พวกเขาเชื่อว่านี่คือโอกาสที่จะได้ครอบครองความมั่งคั่งมหาศาล บรรดาแรงเกอร์และกิลด์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต่างพากันดาหน้าเข้าไปท้าทายในการเรดเบริธ ไม่ใช่เพียงแค่ขุมกำลังที่มีอยู่เดิมเท่านั้น แม้แต่กองกำลังที่ซุ่มสะสมพลังอยู่อย่างเงียบๆ ก็เริ่มปรากฏตัวออกมาให้โลกเห็น
ทว่าทุกคนกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า บางครั้งมีคนตายนับสิบ นับร้อย หรือกระทั่งนับพันภายใต้คำลวงและการเล่นแร่แปรธาตุของเบริธ ความบ้าคลั่งของเบริธไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ดินแดนที่มันเหยียบย่างผ่านล้วนกลายเป็นซากปรักหักพัง โดยเฉพาะสองอาณาจักรทางตะวันออกของทวีปที่ได้รับความเสียหายจนยากจะเยียวยา
[เมืองซากัลติน่าแห่งอาณาจักรฮาเก็นถูกทำลาย]
[เมืองอาการ์น่าแห่งอาณาจักรฮาเก็นถูกทำลาย]
[เมืองเกอร์มอนแห่งอาณาจักรโรเตมอนถูกทำลาย]
[อาณาจักรโรเตมอน...]
เมืองเล็กเมืองใหญ่นับสิบแห่งหายไปจากแผนที่ นั่นหมายความว่าแม้แต่กองทัพก็ไม่อาจขวางกั้นเบริธได้ เหล่าผู้เล่นเริ่มสัมผัสได้ถึงวิกฤตการณ์ เมื่อดินแดนถูกเบริธทำลายมากขึ้น จำนวนสิ่งปลูกสร้างและแหล่งล่าที่พวกเขาสามารถใช้งานได้ก็ลดน้อยลง
ผู้คนต่างพากันตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า:
—เราต้องกำจัดเบริธให้เร็วที่สุด
—ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราได้หายไปกันหมดแน่
—นี่คือเวลาที่เหล่าแรงเกอร์ควรจะร่วมมือกัน
ในตอนนี้ การเรดเบริธถูกโฆษณาว่าเป็นโอกาสที่จะได้รับทั้งความมั่งคั่งและเกียรติยศไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองอีกต่อไป กิลด์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างท้าทายเบริธเพื่อหวังจะเป็นฮีโร่ เหล่าแรงเกอร์ลืมเรื่องการแข่งขันและหันมาร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับเบริธ แต่แล้วพวกเขาก็พ่ายแพ้อีกครั้ง กองทัพขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงกองทัพอาเรสที่กลับมาท้าทายอีกรอบ สามารถลดพลังชีวิตของเบริธลงได้ 30% ทว่าหลังจากเสียพลังชีวิตไป เบริธก็เข้าสู่เฟสใหม่และทำให้กองทัพพันธมิตรล่มสลายลงด้วยความเร็วที่เหนือยิ่งกว่าเดิม
หลังจากนั้น สถานการณ์ก็เลวร้ายลงไปอีก เบริธรวบรวมดวงวิญญาณได้มากพอจากการต่อสู้และใช้พวกมันเป็นเครื่องสังเวยเพื่ออัญเชิญกองทัพชุดแรกของเขาออกมา เขาทรงพลังมากขึ้นเมื่อมีกองทัพอยู่เคียงข้าง และการทำลายล้างทวีปก็เร่งความเร็วขึ้น
อาณาจักรฮาเก็นและอาณาจักรโรเตมอนตกอยู่ในสภาวะจวนเจียนจะล่มสลาย ผู้เล่นที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรเหล่านี้เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด การอาละวาดของมหาปีศาจทำให้กฎระเบียบและอำนาจเดิมพังทลาย ผู้เล่นจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก การเรดเบริธกลายเป็นปัญหาพ่วงที่ผู้เล่นทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่เพื่อความมั่งคั่งหรือเกียรติยศอีกต่อไป
ผู้คนเริ่มส่งเสียงเอะอะด้วยความกังวล ทำไมกิลด์โอเวอร์เกียร์ถึงไม่ยอมก้าวออกมา? ทำไมพวกเขาถึงเพิกเฉยต่อมหันตภัยครั้งนี้? พวกเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้ความรับผิดชอบ ช่างน่าตลกสิ้นดี... ก่อนหน้านี้ผู้คนเคยประณามว่าพวกเขาผูกขาดการเรดเบเลียล แต่ตอนนี้กลับประณามที่พวกเขาไม่ยอมเข้าร่วม แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนมากที่ตั้งมาตรฐานแบบเอาแต่ได้ให้กับกิลด์โอเวอร์เกียร์
เลาเอลย่อมไม่สนใจคำครหาเหล่านั้น ตั้งแต่แรกเริ่ม กิลด์โอเวอร์เกียร์เป็นองค์กรเอกชน พวกเขาไม่มีพันธะใดๆ ที่ต้องตอบสนองความต้องการของผู้อื่นในขณะที่ตัวเองต้องแบกรับความเสียหาย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีเหตุผลรองรับที่เพียงพอ
“พวกเรายังไม่พร้อมจะท้าทายเบริธในตอนนี้ ลำดับความสำคัญสูงสุดของเราคือการฟื้นฟูจากสงครามและสำรวจโบราณสถาน มีโอกาสน้อยมากที่เบริธจะถูกกำจัดในระหว่างที่เราไม่อยู่”
เลาเอลล็อกเอาต์ออกจากเกมเนื่องจากจำกัดเวลาเชื่อมต่อ นี่คือเนื้อหาในอีเมลที่เขาส่งถึงสมาชิกกิลด์ทุกคนหลังจากตรวจสอบข่าวสารและกระแสสังคม ไม่มีใครคัดค้านเนื้อหาในอีเมลนั้น
***
ภายในค่ายทหารของจักรวรรดิ เเกริด, 10 ขุนพลผู้ภักดี, เหล่าดยุก และสกั๊งค์ นั่งเผชิญหน้ากัน เกร็นฮัลนั่งอยู่ตรงหน้าเกริด แสดงให้เห็นว่าอำนาจของเขาเหนือกว่าดยุกคนอื่นๆ
“ในเมื่อตอนนี้พวกเราร่วมมือกันแล้ว เราจะซื่อสัตย์ต่อกันและให้ข้อมูลที่เรามีทั้งหมด” เกร็นฮัลกล่าวพลางเบนสายตาไปทางบาซาร่า
จากนั้นบาซาร่าเริ่มอธิบาย “มีทหาร 4,959 นาย และอัศวิน 300 นาย รวมทั้งหมด 5,259 คน แต่ทหารนั้นไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าสาวก ส่วนอัศวินก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้เมื่อเจอกับกับดัก ในช่วงที่ผ่านมา มีเพียงพวกเราสามคนเท่านั้นที่ต่อสู้จริงๆ”
กองทัพจักรวรรดิต้องทนทุกข์ทรมานบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ แทบไม่น่าเชื่อว่าเหล่าดยุกผู้สูงส่งจะตกที่นั่งลำบากขนาดนี้
“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ฝ่าบาทมีกุญแจอยู่ ในอนาคตเราจะสามารถดึงอัศวินเข้ามาเป็นกำลังรบได้ อัศวินเหล่านี้มีฝีมือ และจะเป็นกำลังสำคัญหากพวกเขาสู้ในแบบแปดต่อหนึ่ง”
10 ขุนพลผู้ภักดีมีประสบการณ์ในการต่อสู้กับเหล่าสาวกที่เรียนรู้วิชาลับมา 2 อย่าง ตอนที่พบกันครั้งแรก สมาชิก 10 ขุนพลต้องร่วมมือกันถึงสองคนเพื่อล้มสาวกเพียงคนเดียว เวลาผ่านไปนานแล้ว ตอนนี้พวกเขาน่าจะสู้ตัวต่อตัวได้
ทว่าดยุกกลับระบุว่าต้องใช้อัศวินถึงแปดคนเพื่อสู้กับสาวกเพียงคนเดียว พีคซอร์ดยักไหล่และไม่อาจกลั้นยิ้มที่มุมปากได้
‘อัศวินของพวกดยุกฝีมือแย่กว่าพวกเราอีกแฮะ’
เป็นไปตามคาด 10 ขุนพลนั้นแข็งแกร่ง แม้ว่าพวกเขาจะดูเหมือนเป็นแค่ฉากหลังเมื่ออยู่ต่อหน้าดยุก... แตั่นเป็นเพราะดยุกนั้นยิ่งใหญ่เกินไป พีคซอร์ดพยายามจะรักษาความมั่นใจเอาไว้จนกระทั่งเขาเริ่มสงสัยในสิ่งที่ได้ยิน
“แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงกรณีที่จัดการกับสาวกที่เรียนรู้วิชาลับ 5 อย่าง แต่สาวกส่วนใหญ่ในป่าดงดิบเรียนรู้วิชาลับเพียง 5 อย่างเท่านั้น จากประสบการณ์ของเรา เราน่าจะสามารถทะลวงผ่านพื้นที่ป่าไปได้เป็นอย่างน้อย”
วิชาลับ 5 อย่าง... โฆษณาสั้นๆ สุดคลาสสิกบนอินเทอร์เน็ตแวบเข้ามาในหัวของพีคซอร์ด เขาได้ยินชัดเจนว่า ‘ห้า’
‘บ้าไปแล้ว ห้าวิชาเลยเหรอ?’
พวกเขายังแทบจะสู้ตัวต่อตัวกับสาวกที่เรียนวิชาลับ 2 อย่างไม่ได้เลย แล้วตอนนี้มีสาวกที่เรียนถึง 5 อย่างเนี่ยนะ? พีคซอร์ดหลับตาลง เขาเริ่มกังวลเพราะความยากของโบราณสถานแห่งนี้สูงกว่าที่คาดไว้ และอัศวินของพวกดยุกเองก็ถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว
ในขณะเดียวกัน คนอื่นๆ กลับดูปกติ สมาชิกเดิมของกิลด์เซดาก้า—พวกเขาสามารถคาดเดาได้อย่างง่ายดายว่าสาวกในโบราณสถานแห่งนี้ต้องแข็งแกร่งกว่า เพราะพวกเขาผ่านเกมมาสารพัดรูปแบบก่อนจะมาเล่นซาทิสฟาย ยูร่า, คริส, ยูเฟมีน่า และคัตสึ ต่างไม่มีอาการหวั่นไหวเพราะพวกเขามั่นใจในฝีมือของตนเอง
‘นี่มีแค่ฉันคนเดียวเหรอที่รู้สึกไม่สบายใจ?’ พีคซอร์ดรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง
ขณะเดียวกัน การสนทนาระหว่างเลาเอลและบาซาร่าก็ดำเนินต่อไป
“ท่านอาจจะสงสัยว่ามีอะไรอยู่เหนือป่าดงดิบนั้นไป แต่พวกเราเองก็ยังไม่รู้”
เลาเอลถามเธอ “ยิ่งกว่านั้น คำถามคือเรื่องความไม่แน่นอนว่าเราจะทะลวงผ่านไปได้จริงไหม ท่านไม่มีความมั่นใจเลยหรือว่าพวกเราและอัศวิน 300 นายจะผ่านป่าไปได้โดยง่าย?”
“ใช่”
“เพราะอะไร? ปัญหาในการผ่านป่าไม่ใช่เรื่องกับดักหรอกหรือ? ถ้ากษัตริย์เกริดจัดการเรื่องกับดักได้ ปัญหาก็ควรจะหมดไปและกลายเป็นเรื่องง่ายไม่ใช่หรือ?”
“กับดักคือปัญหาใหญ่ที่สุดก็จริง แต่ยังมีปัญหาอื่นอีก”
“มันคืออะไร?” เลาเอลถามอย่างเร่งร้อน นี่เป็นครั้งแรกที่ขุนนางจากประเทศเล็กๆ กล้าซักไซ้ต่อหน้าดยุกแห่งจักรวรรดิขนาดนี้ ทว่าบาซาร่ากลับไม่มีท่าทีขุ่นเคืองเลย มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องให้เกียรติอีกฝ่ายเมื่อเป็นพันธมิตรชั่วคราวกัน และพวกเขาก็ต้องหารือกันทุกเรื่องอยู่แล้ว
“เหล่าสาวกเรียนรู้สิ่งที่แตกต่างกัน และใช้อาวุธที่ต่างกัน บางคนมีการป้องกันที่แข็งแกร่งจนสามารถสลายการโจมตีได้ ในขณะที่บางคนใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อเบี่ยงเบนสมาธิ”
ใจความสำคัญของการอธิบายนั้นเรียบง่าย ยิ่งเหล่าสาวกรวมตัวกันมากเท่าไหร่ พลังต่อสู้ของพวกมันก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น อัศวินแปดคนอาจจะล้มสาวกได้หนึ่งคน แตั่นคือกรณีที่รุมแบบแปดต่อหนึ่ง
“ถ้ามีสาวก 10 คนและอัศวิน 80 นาย อัศวินจะพ่ายแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข มันจะเป็นเรื่องยากสำหรับดยุกเกร็นฮัล ดยุกมอร์ส และข้า ที่จะรับมือกับสาวกมากกว่า 10 คนในเวลาเดียวกัน”
มันยากเกินไปที่จะรับมือกับสาวกห้าคนเมื่อมีกับดักอยู่ด้วย แต่ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว เลาเอลมีสีหน้าลำบากใจ “นั่นหมายความว่าเราจะพ่ายแพ้หากเผชิญหน้ากับสาวกจำนวนมากในระหว่างเดินทัพ”
“ถูกต้อง ปกติพวกสาวกจะตระเวนไปมาลำพัง แต่เมื่อเกิดการต่อสู้ สาวกที่อยู่ใกล้เคียงจะมาถึงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นบ่อยครั้งจึงจำเป็นต้องถอยร่นตามสถานการณ์ นอกจากนี้ พวกสาวกยังถือเป็นมอนสเตอร์และจะเกิดใหม่ (respawn) หลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง”
“นี่มัน...”
มีความเป็นไปได้สูงว่าการถอยร่นจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่จะสามารถทะลวงผ่านป่าไปได้
‘ฉันกังวลเรื่องเบริธถ้าหากเราลากเวลาออกไปนานเกินไป’
เบริธจะอัญเชิญกองทัพใหม่และเพิ่มความแข็งแกร่งของมันเมื่อเวลาผ่านไป เลาเอลไม่สามารถปล่อยให้ศัตรูที่พวกเขาต้องไปเรดแข็งแกร่งขึ้นได้
“การลากเวลาออกไปไม่ใช่เรื่องดี มีกำลังเสริมบ้างไหม?”
“เรือทั้งหมดห้าลำออกเดินทางจากกาเลสต์เมื่อสองสัปดาห์ก่อน”
“สองสัปดาห์ก่อน...?”
“คงจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นแน่ๆ”
“...”
ในที่สุดกำลังเสริมย่อมต้องมาถึง ต่อให้กำลังเสริมชุดแรกจะประสบอุบัติเหตุ จักรวรรดิก็จะส่งชุดที่สองและสามตามมา แตั่นหมายถึงการเสียเวลา
‘เราอาจจะต้องเปลี่ยนลำดับระหว่างการสำรวจโบราณสถานกับการเรดเบริธ ไม่อย่างนั้นจักรวรรดิอาจจะผูกขาดรางวัลจากที่นี่ในตอนที่เราไม่อยู่ ซึ่งนั่นเป็นกรณีที่แย่ที่สุด’
อัจฉริยะอย่างเลาเอลยังไม่สามารถคาดเดาได้ง่ายๆ ว่าทำไมกองทัพจักรวรรดิถึงยังมาไม่ถึง?
ไม่มีใครรู้เลยว่า ‘เขา’ กำลังทำงานอย่างหนัก (ผู้แปล: ฮูรอย)
มันเป็นปัญหาเพราะกิจกรรมของเขาอาจจะกลายเป็นการป่วนทีม (trolling) ไปเสียได้
***
สองชั่วโมงต่อมา การประชุมที่นำโดยเลาเอลและบาซาร่าก็สิ้นสุดลง ข้อมูลถูกแลกเปลี่ยนกันอย่างเพียงพอ แผนการในอนาคตและระบบการบังคับบัญชาเสร็จสมบูรณ์ เกริดลุกขึ้นจากที่นั่ง “เริ่มกันเลยเถอะ”
เขารู้สึกเบื่อจะตายอยู่แล้วในระหว่างการประชุม เนื่องจากเขาไม่สามารถแม้แต่จะเย็บกางเกงในต่อหน้าพวกดยุกได้ จึงต้องนั่งฟังอยู่เฉยๆ สกั๊งค์ลอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเกริด
‘นี่ถึงเวลาที่จะก่อกบฏแล้วเหรอ?’
เกริดไม่ได้เก็บชิ้นส่วนกุญแจเลยสักชิ้น สกั๊งค์ไม่รู้ว่าพวกดยุกโดนหลอกท่าไหน แต่เกริดไม่มีทางที่จะปลดกับดักได้เลย สกั๊งค์เริ่มหวาดกลัวเมื่อจินตนาการว่าเกริดจะล่อลวงพวกเขาเข้าไปในป่าและจัดการด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เขาลังเลว่าจะช่วยพวกดยุกที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างดีดีหรือไม่ ขณะที่สกั๊งค์กำลังลังเล กลุ่มของเกริดและพวกดยุกก็เตรียมตัวเคลื่อนพลเสร็จสิ้น
“ไปกันเถอะ”
“...ครับ”
แน่นอนว่าสกั๊งค์ต้องไปด้วย มันไม่มีเหตุผลเลยที่เขาจะแยกตัวออกจากการสำรวจในเมื่อเขาเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถไขความลับของโบราณสถานได้
“...” สีหน้าของสกั๊งค์มืดมนลงเมื่อมาถึงหน้าป่าดงดิบ นี่คือป่าที่สัตว์ป่าไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เนื่องจากเต็มไปด้วยกับดักสารพัดชนิด มันเงียบเชียบและน่าขนลุก
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก หัวใจของสกั๊งค์เต้นรัว
เขากังวลว่ากลุ่มของเกริดจะปะทะกับพวกดยุกอย่างไร และในขณะเดียวกันก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นอย่างแท้จริง เกริดเอื้อมมือไปในอากาศ มือของเขาจมหายเข้าไปในช่องเก็บของที่มองไม่เห็นต่อหน้าทุกคน
‘ฉันต้องหยุดเดี๋ยวนี้... ไม่สิ เกริดและสมาชิกโอเวอร์เกียร์นั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายตาย โอย... ท่านดยุกครับ มันอันตราย!’
สกั๊งค์ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและในที่สุดก็หลับตาลง เขาเลือกที่จะเมินเฉยและจินตนาการภาพเกริดชักดาบออกมาจากช่องเก็บของ ทว่าไอเทมที่เกริดหยิบออกมากลับเป็นกุญแจ ไม่ใช่อาวุธ กุญแจสารพัดประโยชน์ของเขาไขเข้าไปที่ต้นไม้ มีเสียงกลไกปลดล็อกดังขึ้น สกั๊งค์ที่ตกใจลืมตาขึ้นและจ้องมองอย่างว่างเปล่า “...?”
เกริดเดินเข้าไปหาต้นไม้ทุกต้นที่ขวางหน้าและเสียบกุญแจเข้าไป กับดักในป่าเริ่มถูกปลดออกทีละอย่างภายใต้เงื้อมมือของเขา
“อะ... อะไรนะ?”
ในการสนทนาก่อนหน้านี้ เกริดดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องชิ้นส่วนกุญแจเลยสักนิด เขาให้คำตอบที่ฟังดูเหลือเชื่อว่าเขามีกุญแจอยู่แล้วแต่แรก... ใช่แล้ว กุญแจของเกริดแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกุญแจที่มีอยู่ในโบราณสถานแห่งนี้
มันได้ผลเหรอ? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
“เดี๋ยวก่อน! นะ... นั่นมันกุญแจบ้าอะไรน่ะ?”
“นี่เหรอ? กุญแจสารพัดประโยชน์น่ะ (Universal Key)”
“...!?” สกั๊งค์เพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างออกล่าช้าไป เกริดคือราชาโอเวอร์เกียร์ เหตุผลที่เขากลายเป็นราชาไม่ใช่เพราะพรสวรรค์ที่โดดเด่นด้านอื่น
“โอ... โอเวอร์เกียร์...”
ใช่แล้ว... โอเวอร์เกียร์ เกริดคือบุคคลที่ ‘ไอเทมจัดเต็ม’ ที่สุดในโลก
“หืม?” เกริดสงสัยในปฏิกิริยาของสกั๊งค์ ก่อนจะชักดาบออกมาอย่างกะทันหัน
จากนั้นเขาก็เริ่มร่ายรำดาบ “ยอดฝีมือสังหาร (Pinnacle Kill)”
มีสาวกคนหนึ่งแฝงตัวอยู่ในเถาวัลย์พยายามเข้าใกล้เกริด ค่าความเข้าใจที่สูงส่งและผ้าปิดตาเพชฌฆาตทำให้เกริดมองเห็นสาวกก่อนที่มันจะโจมตี ระบำดาบผสานสองกระบวนท่าไม่ได้ใช้พลังดาบมากมายนัก และพลังดาบส่วนหนึ่งยังฟื้นคืนกลับมาจากการโจมตีธรรมดาที่ตามมา ใช้เวลาเพียง 10 วินาที ร่างของสาวกก็กลายเป็นแสงสีเทาหายไป
“นี่ พวกคุณบอกว่าปกติพวกมันจะตระเวนไปมาคนเดียวใช่ไหม? งั้นเราก็แค่ฆ่าพวกมันทันทีที่เห็นก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ?”
สาวกในวิหารกัลกุนอสถูกจัดว่าเป็นมอนสเตอร์ระดับอีลิท (Elite) แต่สาวกในโบราณสถานแห่งนี้ถูกจัดว่าเป็นมอนสเตอร์ธรรมดาทั่วไป พวกมันอาจจะโจมตีแรงกว่า แต่พลังชีวิตนั้นต่ำ ดังนั้นจึงง่ายที่จะฆ่าในไม่กี่กระบวนท่า นี่คือความเห็นของเกริด
“...” ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมบรรยากาศทันที
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.






