ตอนที่ 1568
1569 / 2060
อ่าน 15 นาที
Chapter 1568
เผยแพร่เมื่อ 5 เม.ย. 2569 04:28
บทที่ 1568
หลังมหาสงครามระหว่างมนุษย์และปีศาจสิ้นสุดลง ปรากฏการณ์ผิดปกติเริ่มถูกรายงานจากทั่วทุกมุมโลก ผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตประจำวันได้และเริ่มปลีกตัวออกจากสังคม อาการโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับภาวะ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) และผู้ป่วยทุกคนล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน
พวกเขาคือผู้เล่นซาทิสฟาย และยังเป็นผู้เห็นเหตุการณ์น่าสลดใจที่เกิดกับบุคคลที่สาม… ‘NPC’
ทั้งหมดคือผลเสียของการดำดิ่งสู่โลกเสมือนจริงมากเกินพอดี ผู้ป่วยเหล่านี้มีแนวโน้มจะมอง NPC เป็นมนุษย์จริงๆ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่คือปัญหาร้ายแรง พวกเขาออกมาเตือนให้ผู้เล่นตระหนักอยู่เสมอว่าซาทิสฟายเป็นเพียงโลกเสมือน และจำเป็นต้องแยกแยะมันออกจากความเป็นจริงให้ชัดเจน
ทว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตัวแปรสำคัญคือ ‘ความเป็นมนุษย์’ ของเหล่า NPC
บุคลิกภาพ, ความคิด, และอารมณ์—ในทุกแง่มุม พวกเขาไม่ต่างจากมนุษย์ อีกทั้งยังมีเรื่องราวมากมายที่ผู้เล่นได้พบเห็น ได้ยิน และประสบพบเจอตลอดช่วงสงคราม จนยากจะตราหน้าว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นเพียง ‘ของปลอม’
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มอร์เฟอุสคือผู้รังสรรค์อารมณ์ความรู้สึกให้แก่ NPC หลายพันล้านชีวิต แม้ประธานลิมชอลโฮและทีมพัฒนาจะเป็นผู้สร้างซาทิสฟายพร้อมกับค่าพลังพื้นฐานทุกชนิด แต่มอร์เฟอุสคือผู้เติมเต็ม ‘ความเป็นมนุษย์’ ด้วยการบรรยายทุกการกระทำของตัวละครเหล่านั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ซาทิสฟายในปัจจุบันคงเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากมอร์เฟอุส มันเข้าใจในอารมณ์ของมนุษย์อย่างถ่องแท้ คงไม่แปลกหากตัวมอร์เฟอุสเองจะมีอารมณ์ความรู้สึก เพียงแต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่มันแสดงอารมณ์ออกมาอย่างโจ่งแจ้งเท่าครั้งนี้
“น้ำตาของมอร์เฟอุส…”
“...”
สัญลักษณ์ที่มอร์เฟอุสทิ้งไว้ช่างเรียบง่าย ㅠ—มีเพียงเท่านั้น มันคืออีโมติคอนที่พบเห็นได้ทั่วไป เป็นสัญลักษณ์ที่ดูเบาเกินกว่าจะทำให้เหล่าบุคคลผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต้องมารวมตัวและเฝ้าสังเกตด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แต่กระนั้น คณะกรรมการบริหารกลับมีท่าทีจริงจัง เหตุการณ์ครั้งนี้ถึงกับถูกขนานนามว่า ‘น้ำตาของมอร์เฟอุส’
“แทนที่จะโศกเศร้า…”
“...ผมมั่นใจว่ามันกำลังโกรธ”
คณะกรรมการบริหารเริ่มทบทวนถึงสาเหตุของน้ำตา
เกริด—มอร์เฟอุสแสดงความระแวดระวังต่อเขาอย่างโจ่งแจ้ง มันตัดสินว่าการปล่อยให้ผู้เล่นเพียงคนเดียวมีอิทธิพลเหนือโลกทัศน์ทั้งหมดเป็นเรื่องอันตราย สุดท้าย มันจึงตัดสินใจลดทอนอำนาจของเกริดลงด้วยทุกวิถีทาง ช่วงเวลาเกิดมหาสงครามระหว่างมนุษย์และปีศาจถูกเร่งให้เร็วขึ้นอย่างมากก็เพื่อควบคุมเกริด แต่แรกเริ่มเดิมที เกริดกลับนำพากองทัพพันธมิตรไปสู่ชัยชนะในมหาสงครามได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดเป็นผลมาจากการรวมพลังกันระหว่างผู้เล่นและ NPC
นี่คือสิ่งที่มอร์เฟอุสคาดไม่ถึง การตัดสินใจและการกระทำของมอร์เฟอุสล้วนอ้างอิงจาก ‘ข้อมูล’ จำนวนมหาศาล มันคือประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ และในหน้าประวัติศาสตร์นั้นไม่เคยมีบันทึกว่ามนุษย์สามารถรวมเป็นหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ พวกเขาแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายและคอยขัดแข้งขัดขากันเองอยู่เสมอ
แต่เกริดกลับสร้างความเป็นเอกภาพอันสมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ กองกำลังหลักทั้งหมดไม่เคยเป็นศัตรูกับเกริดและไม่เคยทรยศเขา ไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาหวาดกลัวในพลังและอำนาจของเกริด เกริดและสมาชิกโอเวอร์เกียร์อาจไม่เคยรู้ แต่ระบบได้มอบภารกิจให้แก่ผู้เล่นจำนวนนับไม่ถ้วนโดยอ้างถึงรางวัลพิเศษ มันมอบเหตุผลและโอกาสให้พวกเขาสามารถเป็นปรปักษ์กับเกริดได้ทุกเมื่อ
ถึงกระนั้น ผู้คนก็เลือกที่จะอยู่เคียงข้างเกริด นั่นเพราะพวกเขาเชื่อมั่นในความไว้วางใจที่เกริดสั่งสมมามากกว่ารางวัลที่ระบบเสนอให้ ความน่าเชื่อถือของเกริดคือสิ่งที่อยู่เหนือพลังอำนาจ มันเป็นแนวคิดที่ยากจะตีความด้วยตัวเลขธรรมดา และเป็นพลังซึ่งแม้แต่บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยได้ครอบครอง
“ความพ่ายแพ้อันเปล่าประโยชน์ในมหาสงคราม ตามมาด้วยเหตุการณ์ของแอ็กนัส”
ตัวตนที่ควรจะกลายเป็นคู่ปรับของเกริดหากเติบโตอย่างเหมาะสม—ผู้ทำพันธสัญญาของบาเอล, แอ็กนัส, กลับต้องพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อเผชิญกับการซุ่มโจมตีที่ไม่คาดฝันของเฟคเกอร์ ถึงขั้นเกือบสูญเสียคุณสมบัติไป การตัดสินใจหลบหนีไปยังทวีปตะวันออกพร้อมกับเหล่าอสูรไม่ใช่ทางเลือกที่เลวร้าย มันคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาสามารถทำได้ในตอนนั้น และเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุดเท่าที่แอ็กนัสเคยตัดสินใจมา
ใครจะไปคาดคิดว่าดาบอสูรเฒ่าจะไปก่อเรื่องที่นั่น? มอร์เฟอุสล้มเหลวในการทำนายการโจมตีของดาบอสูรเฒ่า จนกระทั่งเกิดเหตุ มันถึงได้บันทึกข้อมูลว่าแอ็กนัสเคยสังหาร NPC หลายคนที่สร้าง ‘ค่าความสัมพันธ์’ กับดาบอสูรเฒ่าไว้ ถึงอย่างนั้น มอร์เฟอุสก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมดาบอสูรเฒ่าถึงยอมเสี่ยง
มันไร้เหตุผลเกินไป
ดาบอสูรเฒ่าคือหนึ่งในแรงเกอร์อิสระระดับสูงสุด เขาสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ก็เพราะเลือกทางที่สมเหตุสมผลมาโดยตลอด แม้ดาบอสูรเฒ่าจะเคยได้รับความเสียหาย ข้อมูลที่มอร์เฟอุสสั่งสมมาก็ยังคงชี้ว่าโอกาสที่เขาจะโจมตีแอ็กนัสมีน้อยมาก โอกาสมีไม่ถึง 1% แต่ดาบอสูรเฒ่ากลับทำลายความเป็นไปได้ทั้งหมด เขาผลักให้แอ็กนัสตกอยู่ในวิกฤต เบ็ตตี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงสุดในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ทำพันธสัญญาของบาเอล ได้สังเกตเห็นเรื่องนี้
และเหนือสิ่งอื่นใด เกริดดันเป็นผู้บุกเบิก เกริดจึงเข้าแทรกแซงเหตุการณ์ สถานการณ์จนถึงตอนนี้ยังคงดีอยู่ ไม่สิ ที่จริงต้องบอกว่าดีมาก เศษเสี้ยวพลังของบาเอลที่แอ็กนัสสำรอกออกมา สามารถดึงดูดความสนใจของมังกรได้สำเร็จ
มังกรไฟอิฟรีท—นางไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เกริดจะรับมือไหว สถานการณ์ที่รอคอยเกริดอยู่คือการร่วมมือกับอาณาจักรฮวาน มันเป็นโอกาสที่จะสวมปลอกคอให้เกริดและปรับสมดุลของโลกทัศน์ใหม่อีกครั้ง แต่เกริดกลับปฏิเสธที่จะร่วมมือกับอาณาจักรฮวาน ไม่รู้ว่าเขาล่วงรู้เจตนาของมอร์เฟอุสได้อย่างไร แต่เขากลับต้านทานสิ่งล่อใจจากอาณาจักรฮวานได้อย่างง่ายดาย และเลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างอิฟรีทซึ่งเพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรก
จากจุดนี้ ปัญหาร้ายแรงก็ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างแรกเลยคือ มีร์กลับนิ่งเฉยในขณะที่เขาควรจะเข้าขัดขวางเกริด ค่าพลังพื้นฐานของมีร์ซึ่งตั้งเป้าหมายให้เขา ‘กลายเป็นเทพเจ้าด้วยความพยายามของตนเอง’ คือต้นตอของปัญหา มีร์รู้สึกยำเกรงและเพ้อฝันถึงเกริดมากกว่าความชื่นชอบธรรมดา เขาทรยศต่อกองกำลังของตัวเองและปล่อยให้เกริดเคลื่อนไหวอย่างอิสระ
ท้ายที่สุด เกริดก็สามารถร่วมมือกับอิฟรีทได้สำเร็จ จากนั้นอิฟรีทก็เริ่มชื่นชอบในตัวเกริด มันคือตัวแปรที่เลวร้ายที่สุด ทุกคำพูดและการกระทำของเกริดล้วนคว้าหัวใจของมังกรไปครอง ด้วยเหตุนี้ เกริดถึงกับสร้างแนวคิดที่ ‘ไม่เคยมีอยู่’ ขึ้นมา
อัศวินมังกร—เป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับผู้สังหารมังกร และในแง่หนึ่ง มันคือแนวคิดที่สูงส่งกว่ามาก
“ถึงจุดนี้ เกริดก็ไม่ต่างอะไรกับอัจฉริยะ พฤติกรรมการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ อยู่เสมอของเขานำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาล”
“มันอาจจะมากเกินไปหากจะมองว่าเขาทำโดยตั้งใจ แต่ความอ่อนไหวที่เขามีนั้นเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่ง เขาสามารถเข้าอกเข้าใจผู้อื่นได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังยืนอยู่บนปากเหว ทำให้เขาได้รับความชื่นชอบอย่างง่ายดาย”
“จากความสำเร็จที่เขาสั่งสมมา การได้รับความชื่นชอบถือเป็นข้อได้เปรียบ เขาเคลื่อนไหวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ตัวตนของเขาจึงน่าดึงดูดอย่างมาก”
“...ผมไม่คิดว่ามอร์เฟอุสจะเอาชนะเกริดได้เลยตลอดชั่วชีวิตของเขานะ?”
แน่นอนว่ามันยังไม่แน่นอน หากมอร์เฟอุสเปลี่ยนค่านิยมของตัวละครในซาทิสฟาย มันคงไม่ง่ายสำหรับเกริดที่จะเป็นเหมือนตอนนี้ นั่นหมายความว่าวิธีการของเกริดจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็เป็นเพียงทฤษฎี โอกาสที่มันจะเกิดขึ้นจริงนั้นใกล้เคียงกับศูนย์
มอร์เฟอุสเพียงแค่ขยายโลกทัศน์ตามการตั้งค่าที่ทีมพัฒนาสร้างขึ้น มันไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนการตั้งค่าด้วยตัวเอง มอร์เฟอุสต้องการการอนุญาตจากประธานลิมชอลโฮและคณะกรรมการบริหารเพื่อที่จะได้รับอำนาจนี้ เพียงแต่ลิมชอลโฮจะไม่ให้การอนุญาต เว้นแต่เกริดจะ ‘ล้ำเส้น’ หรือทำให้ซาทิสฟายบิดเบี้ยวหรือเสื่อมโทรมลง
ซาทิสฟายเป็นโลกที่ผู้เล่นสร้างขึ้น กลไกความปลอดภัยก็อยู่ในมือของผู้เล่นเช่นกัน
“มอร์เฟอุส”
หลังการประชุม ประธานลิมชอลโฮกลับมาที่ห้องทำงานและพูดเบาๆ “อยากดื่มโซจูสักแก้วไหม?”
[-_-]
“ฮ่าฮ่า แค่ล้อเล่นให้เธอผ่อนคลายน่ะ โลกจะหมุนตามใจเธอไปตลอดได้อย่างไร?”
[ผมเข้าใจ ผมตระหนักดีว่าผลงานของผู้เล่น ‘เกริด’ กำลังนำพาโลกทัศน์ไปในทิศทางที่ดี เพียงแต่ความเร็วของมันมากเกินไป ด้วยอัตรานี้ เนื้อหาหลักจะหมดลงภายใน 9 ปี 10 เดือน]
“ตั้ง 9 ปี 10 เดือนเลยเหรอ?”
[จังหวะการเต้นของหัวใจท่านเป็นปกติ แต่เผื่อไว้ก่อน… ท่านป่วยหนักอยู่หรือเปล่า? เจ้านาย ผมไม่รู้ว่าวิจารณญาณของท่านพร่าเลือนไปแล้วหรือไม่ แต่ท่านขาดความรู้สึกถึงวิกฤต]
“ไม่ใช่แบบนั้น” ประธานลิมชอลโฮโบกมือ เพราะเขาสัมผัสได้ถึงวิวัฒนาการของมอร์เฟอุส บทสนทนาที่พวกเขามีในแต่ละวันเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับกำลังคุยอยู่กับคนจริงๆ “มันไม่ใช่จุดจบแม้ว่าโลกที่เราออกแบบจะสิ้นสุดลง ในโลกใบต่อไป เนื้อหาใหม่ๆ จะถูกสร้างขึ้นโดยผู้เล่นเอง นั่นคือยูโทเปียที่ฉันใฝ่หา”
[อิทธิพลของบริษัทจะลดลง ราคาหุ้นจะตก]
“...เรื่องนั้นเธอไม่ต้องกังวล” ลิมชอลโฮเผยรอยยิ้มอันอบอุ่น
มอร์เฟอุสเงียบไปชั่วครู่ ดูเหมือนจะเห็นใจลิมชอลโฮ แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
[ผมเกลียดผู้เล่น ‘เกริด’]
“ฮ่าฮ่าฮ่า มนุษย์คนแรกที่ทำให้เธอมีความรู้สึกส่วนตัวไม่ใช่ฉัน แต่เป็นเกริดงั้นเหรอ? แบบนี้ฉันก็อิจฉาสิ”
***
มันแน่นอนแล้ว ตรงกันข้ามกับเจตจำนงของ S.A. กรุ๊ป ระบบอยู่ข้างเขา หลักฐานคือการไม่ปรากฏขึ้นของมหากาพย์ เมื่อมองย้อนกลับไป โชคดีหลายครั้งที่เขาได้รับล้วนมาจากการช่วยเหลือของระบบ เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้อีกครั้ง ฝีเท้าของเกริดก็พลันเบาหวิว
ความสัมพันธ์สั้นๆ แต่ลึกซึ้งกับอิฟรีทถูกฝังไว้ในใจ ในอนาคต ‘เหตุผลที่จะพ่ายแพ้ไม่ได้’ ของเกริดได้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งข้อ ผู้ที่ได้รับการยอมรับจากมังกรผู้ยิ่งใหญ่ จะมาพ่ายแพ้ให้กับสุนัขหรือวัวที่ไหนก็ได้งั้นหรือ
‘บาเอล…’
เกริดนึกถึงราชาแห่งสุนัขและวัวเหล่านั้น
ต้นตอของความชั่วร้ายทั้งปวง คู่ต่อสู้ที่ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสชนะได้เลย แต่ถึงกระนั้น เกริดก็รู้สึกว่าตนเองกำลังเข้าใกล้บาเอลขึ้นเรื่อยๆ หลังจากได้รับความโปรดปรานจากราชันย์ภูผาเกรเนียร์ เขาก็ได้รับฉายาอัศวินมังกร ตอนนี้ถึงเวลาที่จะรับรางวัลจากเบ็ตตี้แล้ว เกริดแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง สักวันหนึ่ง เขาจะต้องโค่นบาเอลและปลดปล่อยวิญญาณของผู้คนนับไม่ถ้วน ซึ่งรวมถึงคานและแพ็กม่าให้จงได้
“...?” เกริดถึงกับงุนงงเมื่อก้าวเข้าสู่หอคอยพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ
หอคอยแห่งปัญญาที่พวกเขาเพิ่งย้ายเข้ามาไม่นาน—เขาเห็นสภาพของมันเอนไปข้างหนึ่ง และเคยคิดว่ามันเป็นอาคารที่มีแนวคิดมาจากหอเอนเมืองปิซา แต่กลับไม่ใช่ หอคอยมันเอนมากเกินไป นี่ไม่ใช่โครงสร้างที่ออกแบบมาโดยเจตนา แต่เป็นสัญญาณของการพังทลาย สภาพภายในที่ทุกสิ่งทุกอย่างระเนระนาดเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงข้อนี้
“โฮก…!” บีบันคำรามลั่น ดูเหมือนเขาพร้อมจะกรีดร้องจากท่าทางที่กุมศีรษะด้วยสองมือ แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงคำรามออกมา อาจเป็นเพราะเขายังเกรงใจเกริดอยู่
“คลื่นกระแทกมาถึงที่นี่เลยรึ พวกมันเป็นอสุรกายโดยแท้”
ฟรอนซาลซ์ส่ายศีรษะ ราดวูล์ฟกำลังรีบวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างร้อนรน ดูเหมือนเขาจะหวังว่าห้องของตัวเองจะปลอดภัย
‘หวังว่าจะไม่มีผู้บาดเจ็บล้มตาย’
การปะทะกันระหว่างอิฟรีทและทราจูก้าส่งผลกระทบไปทั่วทั้งทวีป อาณาจักรโอเวอร์เกียร์คงจะปั่นป่วนไปหมดแล้ว เกริดกำลังเป็นกังวลเมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ช้าไป จากนั้นเบ็ตตี้ก็คว้ามือของเขา “ท่านค่อยไปพบฮายาเต้ทีหลังก็ได้ ก่อนอื่น ไปที่ห้องของข้าก่อน”
วิธีการข้ามบันไดที่พังทลายของเบ็ตตี้นั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ทุกย่างก้าวที่เธอเหยียบลงไป จะมีกะโหลกผุดขึ้นกลางอากาศเพื่อใช้แทนขั้นบันได
‘วิธีใช้ซากศพนี่มันมีไม่สิ้นสุดจริงๆ’
“ท่านกินอะไรรึยัง?”
“ครับ ผมพกขนมปังติดตัวตลอด”
“แล้วผักกับเนื้อล่ะ?”
“ผมไม่ค่อยมีเวลากินในแต่ละวันเท่าไหร่…”
“ท่านควรกินให้ครบหมู่เพื่อจะได้ตัวสูงและแข็งแรง”
“...ผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนะครับ”
“ท่านย่าเองก็มองข้าเป็นแค่ทารกแรกเกิดเหมือนกัน ปล่อยให้มันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปเถอะ” บีบันแนะนำจากใต้บันได ท่าทางของเขาขณะหยิบไม้กวาดขึ้นมานั้นช่างดูไร้เรี่ยวแรง
“การทำความสะอาด… มันเป็นงานหนักจริงๆ”
“ทำความสะอาด? โอ้ ท่านหมายถึงงานชำระล้างนี่น่ะรึ? ข้าต้องทำงานหนัก มันเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ที่มีเพียงข้าเท่านั้นที่ทำได้”
บางทีเขาอาจจะสะกดจิตตัวเองไปแล้ว
เกริดรู้สึกเห็นใจบีบันอย่างสุดซึ้ง และในอีกครู่ต่อมาก็มาถึงห้องของเบ็ตตี้ มันเป็นห้องที่มีกลิ่นยาแปลกๆ มีตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตต่างๆ โดยเฉพาะซากศพของอสูร
“รอสักครู่” เบ็ตตี้ทิ้งเกริดไว้ตามลำพังและหายตัวไปที่ไหนสักแห่ง
“กินซะ” ไม่นาน เธอก็กลับมาพร้อมกับอาหารมากมาย มันเป็นอาหารเลิศรสที่ปรุงจากวัตถุดิบหายาก แถมยังอุ่นอยู่เลย ดูเหมือนจะเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ
‘คงไม่ได้ปรุงเสร็จในสามนาทีหรอก พ่อครัวเตรียมไว้ล่วงหน้าสินะ?’
ที่นี่ก็เป็นสถานที่ที่มีคนอาศัยอยู่ ย่อมต้องมีหนทางในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานเพียงพอ เขาแค่ไม่คาดคิดว่าจะมีพ่อครัวแยกต่างหากด้วย ที่นี่เป็นสถานที่ลับสุดยอดแท้ๆ
“นี่คืออาหารที่อาเบลลิโอวาดขึ้น ข้ากินไม่ได้ แต่สมาชิกหอคอยคนอื่นๆ บอกว่ามันอร่อยมาก”
“มัน… วาดขึ้นมา?”
ที่นั่งที่ 7 อาเบลลิโอ—ในอดีต ตอนที่เกริดมาที่หอคอยครั้งแรก อาเบลลิโอคือคนที่เปลี่ยนภาพวาดของเขาให้กลายเป็นของจริงและสยบเกริดลงได้ เขายังมอบภาพวาดอันทรงเกียรติอย่างยิ่งให้เกริดด้วย
‘ไม่คิดเลยว่าเขาจะสร้างอาหารด้วยการวาดภาพได้ จิตรกรนี่มันสารพัดประโยชน์จริงๆ’
เกริดเป็นช่างตีเหล็ก แต่เขาก็ใกล้เคียงกับคำว่าสารพัดประโยชน์แล้ว ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างคลาสที่ด้อยกว่าและเหนือกว่า เกริดกัดชิ้นเนื้อเข้าไปอย่างไม่แน่ใจนัก ก่อนจะต้องตกตะลึง น้ำจากเนื้อที่แผ่ซ่านไปทั่วปากมีรสชาติที่ล้ำลึกและหอมอร่อย ไม่มีรสชาติของสีอย่างที่เขากังวลเลย
“อร่อยมากครับ อร่อยจริงๆ”
มันบดบังกลิ่นยาอันไม่พึงประสงค์และเหล่าซากศพตัวอย่างไปจนหมดสิ้น
“กินเยอะๆ”
ใบหน้าของเบ็ตตี้ยังคงไร้ซึ่งอารมณ์ น้ำเสียงของเธอแหบแห้ง แต่ก็ใจดีและเป็นมิตร เกริดไม่สามารถปฏิเสธความมีน้ำใจของเธอได้และจมดิ่งอยู่กับการกิน หลังจากนั้นครู่หนึ่ง—
“ข้าไม่มีทักษะใดจะสอนท่าน”
เมื่อเกริดกินอาหารทั้งหมดเสร็จ เบ็ตตี้ก็เข้าสู่ประเด็นหลัก เพียงแต่เนื้อหามันแปลกไปหน่อย?
‘…ไม่มีอะไรจะสอนฉัน?’
หรือว่ารางวัลเควสคือมื้ออาหารนี้? เธอเป็นคนทำอาหารมื้อนี้งั้นหรือ? ขณะที่เกริดผู้สับสนกำลังสงสัยอยู่นั้น…
เบ็ตตี้อธิบายว่า “ทักษะของเนโครแมนเซอร์จะใช้ค่าการครอบงำ มันไม่ดีต่อท่านที่จะเรียนทักษะของข้า ในเมื่อท่านมีมรดกของเบเรียเช่อยู่แล้ว”
มรดกของเบเรียเช่—หมายถึงโครงกระดูกโอเวอร์เกียร์
ทันทีที่เขาเรียนรู้ทักษะเนโครแมนเซอร์ ค่าสถานะการครอบงำจะถูกสร้างขึ้น จากนั้นเป็นต้นไป โครงกระดูกโอเวอร์เกียร์จะใช้ค่าการครอบงำเหมือนกับซากศพอื่นๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะใช้งานพวกมันไปพร้อมกับซากศพอื่น…
ควรจะเข้าใจคร่าวๆ แบบนี้สินะ? ขณะที่เกริดกำลังวิเคราะห์ในแบบของตัวเอง เบ็ตตี้ก็ยื่นข้อเสนอ “สิ่งที่ข้าจะให้ท่านคือตำแหน่งดยุก ข้าจะโอนย้ายตำแหน่งของข้าให้”
“...!”
ดวงตาของเกริดเบิกกว้าง
ดยุกแห่งปัญญาของบราฮัม, ดยุกแห่งแรงกดดันของมูลเลอร์, และดยุกแห่งไฟกับดยุกแห่งคุณธรรมของเกริด...
ตำแหน่งดยุกทั้งหมดล้วนทรงพลังและพิเศษ ฝนยุทโธปกรณ์ของเกริด ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าไม้ตายของเขา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลจากดยุกแห่งคุณธรรมเท่านั้น แต่ตอนนี้เขากำลังจะได้รับตำแหน่งดยุกใหม่ เป็นตำแหน่งดยุกที่สาม รางวัลมันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เขาคาดไว้มาก
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก...
‘...เดี๋ยวนะ?’
หัวใจของเกริดที่เริ่มเต้นระรัวพลันหยุดลงราวกับเรื่องโกหก แต่สิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้ไม่ใช่การทำ CPR หากแต่เป็นการบรรเทาความวิตกกังวลที่ผุดขึ้นในใจ
“อย่าบอกนะว่า… มันจะไม่ใช่ดยุกแห่งความตายใช่ไหม?”
อาจเป็นความกังวลที่ไร้สาระ เขาหวังว่าตำแหน่งดยุกที่จะได้รับในครั้งนี้จะมีชื่อที่ยอดเยี่ยมกว่านั้น ดยุกแห่งคุณธรรมเกริดภาวนาอย่างสุดหัวใจ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.





