ตอนที่ 1560
1561 / 2060
อ่าน 14 นาที
Chapter 1560
เผยแพร่เมื่อ 5 เม.ย. 2569 04:27
บทที่ 1560
ในโลกซาทิสฟาย คำว่า ‘ขีดจำกัด’ ไม่เคยถูกหยิบยกมาพูดถึงง่ายๆ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือการที่ผู้เล่นสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับ ‘ตำนานปรัมปรา’ ได้ ศักยภาพของผู้เล่นที่สามารถฟื้นคืนชีพซ้ำแล้วซ้ำเล่าและไปถึงจุดสูงสุดแห่งการข้ามผ่านนั้นไร้ที่สิ้นสุด
ทว่า การสังหารมังกรกลับเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ก่อนอื่นเลย ปัญหาคือ ‘พลังป้องกันสมบูรณ์’ ตามชื่อของมัน แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับคำว่าอมตะอย่างที่สุด มังกรจะได้รับความเสียหายเพียง 1 หน่วยเท่านั้น ไม่ว่าจะถูกโจมตีในรูปแบบใดก็ตาม แม้แต่พลังของ ‘ความเสียหายจริง’ ก็ยังถูกลดทอนลงครึ่งหนึ่ง มันจึงไม่ผิดนักหากจะกล่าวอ้างว่า ‘ไม่มีวันถูกสังหารได้’
แน่นอนว่าเกริดคือผู้ถือครองฉายา ‘ราชาวีรบุรุษ’ และ ‘ผู้สังหารมังกร?’ เขาสามารถลบล้างพลังป้องกันสมบูรณ์ของมังกรได้อย่างหมดจด แต่ถึงกระนั้น เขากลับหวาดกลัวมังกรมากกว่าใครทั้งหมด นั่นเพราะเขาตระหนักถึงความแข็งแกร่งของมังกรผ่านคำบอกเล่าของสมาชิกหอแห่งปัญญา และยังจดจำค่าสถานะของบุนเฮเลียร์ที่เขาเคยเห็นในการแข่งขันระดับชาติได้อย่างชัดเจน
99,999—ค่าสถานะแต่ละอย่างของบุนเฮเลียร์เกือบจะแตะหนึ่งแสนทั้งหมด ยกเว้นเพียงความว่องไวและสติปัญญา นี่หมายความว่าค่าสถานะเพียงอย่างเดียวของบุนเฮเลียร์ ก็สูงกว่าค่าสถานะที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทั้งหมดของเกริดรวมกันอย่างมหาศาลแล้ว มันคือคนละระดับชั้นกันอย่างสิ้นเชิง
ต่อหน้ามังกร เกริดไม่ต่างอะไรจากโอเกอร์ตนหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับที่โอเกอร์ไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆ ให้กับเกริดได้ด้วยกระบองของมัน มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เกริดจะสร้างความเสียหายรุนแรงได้ แม้เขาจะเมินเฉยต่อพลังป้องกันสมบูรณ์ของบุนเฮเลียร์และจู่โจมเข้าไปก็ตาม
‘...โอเกอร์อาจจะดูต่ำต้อยเกินไป อย่างน้อยก็น่าจะเป็นโอเกอร์ลอร์ด’
อย่างไรก็ตาม เกริดไม่มีทางเอาชนะบุนเฮเลียร์ได้ แต่ก็มีบางสิ่งที่ต้องพิจารณา บุนเฮเลียร์เป็นหนึ่งในมังกรที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล เขาเป็นมังกรที่พิเศษและทรงพลังอย่างยิ่งในหมู่เผ่าพันธุ์เดียวกัน
ในทางกลับกัน อิฟริทไม่ใช่มังกรโบราณ แม้แต่ชื่อของนางก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ขนาดตัวเล็กกว่าบุนเฮเลียร์อย่างน้อยสองช่วงหัว เห็นได้ชัดว่าค่าสถานะย่อมด้อยกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้น นางยังบาดเจ็บสาหัส ทุกครั้งที่พ่นลมหายใจออกมา โลหิตก็ไหลทะลักจากปากและจมูก
จากข้อสันนิษฐานของบีบันที่ว่านางหลบหนีและซ่อนตัวหลังจากต่อสู้แย่งชิงอาณาเขตกับมังกรตนอื่น มันหมายความว่านางเป็นหนึ่งในผู้ที่พ่ายแพ้ให้กับมังกรเพลิงเทราก้าและหนีเตลิดมา นางอ่อนแอและไม่อาจเทียบกับมังกรโบราณได้เลย
‘แต่นี่ก็ไม่ใช่ลูกมังกร’
นางตัวใหญ่กว่าเนเฟลิน่ามาก ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะประเมินว่ารับมือง่ายได้เลย ถึงกระนั้น เกริดก็มองเห็นโอกาสแห่งชัยชนะ หลักฐานสำคัญที่สุดคืออิฟริทได้สูญเสียสติสัมปชัญญะไปแล้ว เศษเสี้ยวพลังของบาเอลอาจส่งกลิ่นหอมหวานที่ล่อลวงมังกรได้ก็จริง แต่ก็ไม่สมเหตุสมผลที่นางจะกลายเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
มังกรคือจ้าวแห่งเวทมนตร์ แม้ธรรมชาติจะดุร้ายและเห็นแก่ตัว แต่พวกมันก็เปี่ยมด้วยปัญญา แน่นอนว่ามีมังกรจำนวนมากที่กระทำการตามอารมณ์ เช่น เทราก้า มังกรเพลิงที่โกรธเกรี้ยวจากการขโมยของบราฮัม หรือเนวาร์ทันที่ตกหลุมพรางของบาเอลจนกลายเป็นมังกรวิปลาส แต่มังกรส่วนใหญ่กลับมีสติปัญญาเยือกเย็นดุจเดียวกับมังกรนักชิมเรเดอร์ส แม้ว่าแนวคิดของพวกมันจะบิดเบี้ยวไปบ้างก็ตาม
‘การสูญเสียเหตุผลโดยสิ้นเชิงหมายความว่านางกำลังอ่อนแอลง’
เราฆ่านางได้ ไม่สิ เราต้องฆ่านางให้ได้
นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ครอบครองคุณสมบัติของผู้สังหารมังกร
‘เราต้องแข็งแกร่งขึ้น นี่คือหนทางเดียวที่เราจะต่อกรกับบาเอลได้’
บาเอลคือตัวตนเหนือระดับที่สามารถต่อสู้กับมังกรโบราณได้ เขาเป็นทายาทสายตรงของเทพเจ้าแห่งการเริ่มต้น ยาทาน ดังนั้นเขาจึงต้องมีจุดแข็งมากมายนอกเหนือจากพลังกายภาพบริสุทธิ์ แค่มองจากทักษะที่ทำให้มวลมนุษย์คิดว่ายาทานคือเทพเจ้าแห่งความชั่วร้าย และการบิดเบือนขุมนรกของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะบ่งบอกว่าพลังของเขานั้นใกล้เคียงกับความเป็นอนันต์ มังกรตนนี้หลงใหลในเศษเสี้ยวพลังของบาเอลก็เพราะนางรู้ถึงข้อเท็จจริงนี้
เกริดเปิดใช้งาน ‘พายุแห่งเทพอัคคี’
“ช่วยปกป้องเศษเสี้ยวนี่ด้วย” เขาร้องขอต่ออสูรดาบโบราณที่อยู่เบื้องหลัง
อสูรดาบโบราณตกตะลึง
‘นี่มัน...’
ทั้งเมืองถูกเปลวเพลิงกลืนกิน ผู้คนทั้งหมดตกอยู่ในวิกฤต และมีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่รอดชีวิตจากการช่วยเหลือของอสูรดาบโบราณ เขาทำเช่นนั้นได้ด้วยการสละชีพและทนรับบาดแผลฉกรรจ์ เขารู้สึกไร้หนทางอย่างที่สุด ทว่าในชั่วพริบตาที่เกริดสร้างพายุสีแดงชาดขึ้น ผู้คนทั้งหมดก็รอดชีวิต เปลวเพลิงที่ลุกลามอย่างบ้าคลั่งพลันมอดดับ และเปลวเพลิงระลอกใหม่ที่ปรากฏขึ้นก็ได้โอบล้อมและเยียวยาผู้บาดเจ็บอย่างอบอุ่น
อสูรดาบโบราณสั่นสะท้าน เขานึกถึงโลกจิตใจของฮวางกิลดงที่เคยสัมผัสในอดีต โลกจิตใจของฮวางกิลดงที่ใช้ร่างแยกหลายร้อยร่างและเมฆานับพันเพื่อกักขังเหล่าหยางบันนั้นไร้เทียมทาน ทว่าโลกจิตใจของเกริดในขณะนี้กลับให้ความรู้สึกทรงพลังกว่านั้นมาก มันยากที่จะเชื่อ
เจตจำนงคือพลังที่แยกต่างหากจากความแข็งแกร่ง มันต้องถูกสั่งสมและขัดเกลาด้วยกาลเวลา เป็นไปไม่ได้ที่เจตจำนงของผู้เล่นจะเหนือกว่าเจตจำนงของ NPC ระดับเนมด์ผู้ข้ามผ่านซึ่งมีชีวิตอยู่มานานหลายร้อยปี แต่ในขณะนี้ เกริดกลับเหนือกว่า นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากขอบเขตของพรสวรรค์ มันหมายความว่า ‘ประสบการณ์’ ที่เกริดสั่งสมมานั้น ได้ก้าวข้ามประสบการณ์ตลอดหลายปีของฮวางกิลดงไปแล้ว
‘เจ้าผ่านเหตุการณ์และบททดสอบมากี่ครั้งกันแน่?’
และต้องเอาชนะความยากลำบากมามากเพียงใด? อสูรดาบโบราณไม่อาจคาดเดาได้ เขาก้มศีรษะให้พลางมองแผ่นหลังของเกริดด้วยสายตาอิจฉา
“ข้าเข้าใจ ข้าจะปกป้องมันให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม”
ความจริงแล้ว อสูรดาบโบราณคิดจะปฏิเสธ ต้นตอของสถานการณ์ปัจจุบันคือลูกแก้ว หากต้องการให้สถานการณ์สงบลง ลูกแก้วจะต้องถูกทำลาย ในขณะเดียวกัน เกริดกลับวางแผนที่จะจู่โจมมังกรโดยใช้ลูกแก้วเป็นเหยื่อล่อ มันเป็นแผนที่อันตราย หากเขาล้มเหลวและมังกรได้ลูกแก้วไป ผลที่ตามมาจะเลวร้ายอย่างยิ่ง การหยุดยั้งเขาจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ทว่า อสูรดาบโบราณตัดสินใจที่จะเชื่อในตัวเกริด และราวกับตอบสนองต่อความไว้วางใจนั้น—
เกริดใช้ ‘เคลื่อนไหวอิสระ’ ข้ามผ่านสนามรบ เขาแทงและฟันใส่เหล่าหยางบันที่กำลังพุ่งเข้าหาลูกแก้ว และไปถึงตัวอิฟริทอย่างรวดเร็ว ประกอบกับบทเพลงประจำตัวที่ปลุกเร้าหัวใจให้รู้สึกฮึกเหิมและยิ่งใหญ่ ราวกับเป็นฉากที่ถูกสร้างขึ้นในภาพยนตร์
‘บางที…’
บางทีวันนี้อาจเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นจริงๆ ก็ได้ อาจเป็นการถือกำเนิดของ ‘ผู้สังหารมังกร’ ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่มีทางดำรงอยู่ได้ อสูรดาบโบราณตั้งตารอคอยขณะเฝ้ามองดาบคู่ในมือของเกริดที่เคลื่อนไหวราวกับลำแสง
กี๊ซซซซซซซซซซ!
ฟ้าดินปั่นป่วน อิฟริทกรีดร้องอย่างแปลกประหลาดและดิ้นรนทุรนทุรายขณะถูกดาบคู่ของเกริดที่เคลื่อนไหวดุจสายฟ้าฟาดฟันเข้าใส่ แผ่นดินที่รับน้ำหนักหลายร้อยตันพลันยุบตัวลงราวกับเกิดสึนามิ เศษหินนับร้อยพุ่งเข้าใส่ศีรษะของผู้คนที่กำลังหลบหนีราวกับห่ากระสุน
“อึ่ก...!”
สีหน้าของอสูรดาบโบราณบิดเบี้ยวขณะที่เขากำลังชื่นชมทักษะของเกริด เขาต้องปกป้องลูกแก้ว เขาเจ็บใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือผู้คนที่ตกอยู่ในอันตรายได้ เขาสิ้นหวัง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์
วูบ!
เหล่า ‘หัตถ์เทวะ’ บินไปหาผู้คนและแปรสภาพเป็น ‘เครื่องจักรเวทมนตร์’ ในทันที เรเดอร์สหลายสิบตัวในชุดเกราะสีดำทมิฬใช้ร่างกายของพวกมันขวางกั้นหินที่ตกลงมา บดขยี้ก้อนหินจนกลายเป็นผุยผง จากนั้น...
คลิก! คลิ้ง!
พวกมันดึงหอกขนาดใหญ่ออกมา ก้าวเพียงครั้งเดียวก็ข้ามระยะทางหลายร้อยเมตรและพุ่งเข้าหาอิฟริท
กี๊ซซซซซซซ!
อิฟริทกรีดร้องอีกครั้ง
‘ดาบของกูเจล’ ซึ่งมาจากมังกรที่ถูกสังหาร และ ‘ดาบมังกรเพลิง’ ซึ่งฟาดฟันศัตรูไปแล้วหลายสิบครั้ง ประสานกับการโจมตีของเรเดอร์สอีกหลายสิบตัว บังคับให้มังกรเริ่มหลั่งโลหิต
ชี่รรรรรร!
“......?!”
โลหิตของอิฟริทกัดกร่อนชุดเกราะของเกริด มันแทรกซึมผ่านผิวหนัง หลอมละลายกระดูก และทำให้เลือดของเขาระเหยไป ทว่าที่เกริดสับสนกลับไม่ใช่เพราะการโต้กลับที่ไม่คาดคิด แต่เป็นเพราะแถบพลังชีวิตของอิฟริทที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่า ‘เพลงดาบห้ากระบวนท่าผสม’ จะถูกใช้ออกไปสามครั้งติดต่อกัน แต่การที่มังกรเริ่มจะตายแล้วนั้นมันเร็วเกินไป มันแปลกประหลาดแม้จะคำนึงว่าอิฟริทบาดเจ็บสาหัสอยู่ก่อนแล้วก็ตาม
‘ทำไมกัน?’
แน่นอนว่าเกริดแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังโจมตีของเขานั้นรุนแรงจนสามารถเอาชนะมหาอสูรลำดับที่ 4 ได้ภายในไม่กี่นาที แต่มันก็ไม่มีเหตุผลที่จะนำมังกรและกามิกินมาเปรียบเทียบในระดับเดียวกัน
‘มีบางอย่างผิดปกติ’
ในชั่วพริบตาที่เกริดตระหนักถึงสิ่งนี้...
กี๊ซซซซซซซ!
เรเดอร์สหลายสิบตัวง้างแขนและแทงหอกของพวกมันเพื่อเปลี่ยนอิฟริทให้กลายเป็นเม่น ร่างมหึมาที่เต็มไปด้วยหอกปักคา กลายเป็นก้อนเนื้อและพังทลายลง
ความเย็นเยียบแล่นผ่านกระดูกสันหลังของเกริด นั่นเพราะร่างของอิฟริทเริ่มกระพริบเป็นแสงโปร่งใส และค่อยๆ เลือนรางลง ราวกับเกริดกำลังมองดูโฮโลแกรม
“โอบล้อมนางไว้...!”
เหล่าเรเดอร์สตอบสนองต่อคำสั่งเร่งด่วนของเกริดทันที พวกมันพุ่งเข้าโอบล้อมอิฟริท เกริดใช้ ‘ชุนโป’ เคลื่อนย้ายไปยังข้างกายของอสูรดาบโบราณ เขาไม่ลังเลที่จะแทงดาบไปยังเศษเสี้ยวพลังงานที่เขาขอให้อสูรดาบโบราณปกป้อง แต่ก็สายเกินไป
อิฟริทระเบิดตัวเอง มันเป็นการระเบิดที่ทรงพลังจนพัดพาร่างเรเดอร์สหลายสิบตัวที่โอบล้อมนางอยู่กระเด็นไป
หูของเกริดดับวูบ โลกรอบกายราวกับจมดิ่งสู่ความเงียบงัน ในทางกลับกัน ภาพอาคารบ้านเมืองที่กลายเป็นเถ้าถ่านและสลายไปกลับประทับลงในดวงตาของเขาอย่างชัดเจน
“......!!”
เขามองเห็นอสูรดาบโบราณกำลังตะโกนอะไรบางอย่าง แต่แล้วอสูรดาบโบราณก็พลันเคลื่อนห่างออกไป ร่างที่ตกตะลึงของเขาลอยคว้างกลางอากาศและถูกพัดออกไปนอกเมืองในที่สุด สถานการณ์ของเกริดก็คล้ายกัน เขาถูกผลักถอยหลังไปสองสามก้าว ขณะที่ยังคงกำดาบที่เล็งไปยังลูกแก้ว
ลูกแก้วดูห่างไกลจากเขา ภาพที่มันยังคงนิ่งเฉยไม่ถูกพัดพาไปกับการระเบิดนั้นช่างน่ารำคาญใจอย่างยิ่ง เขามีภาพลวงตาว่าเสียงหัวเราะของบาเอลดังก้องอยู่ในหู
[บังอาจนัก... ผู้ที่มิอาจมีชีวิตอยู่ได้แม้เพียงชั่วพริบตา...]
เสียงหนึ่งแทรกผ่านโสตประสาทที่เสียหายของเขา มันเป็นเสียงที่เปี่ยมด้วยพลังอำนาจแห่งการข้ามผ่านอันมหาศาล ราวกับดังมาจากฟากฟ้าอันไกลโพ้น, จากข้างกาย, จากใต้พิภพ, หรือจากเบื้องหลัง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะระบุตำแหน่ง
เกริดรู้โดยสัญชาตญาณ นี่คืออิฟริทตัวจริง
ความกดดันอันน่าขนลุกแผ่ซ่านราวกับราตรีมาเยือน เกริดเงยหน้าขึ้นและเห็นมังกรตนหนึ่งกำลังร่อนลงมาใกล้เขา นางบดบังทัศนวิสัยทั้งหมดของเกริดขณะเข้าใกล้พื้นดิน เป็นการกระทำโดยเจตนา นางรู้วิธีใช้ร่างกายมหึมาของนางเพื่อข่มขวัญผู้อื่น
[ร่างมายาของข้าอาจสร้างความเสียหายได้ไม่เท่าตัวจริง แต่... ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะผลักดันมันจนถึงจุดที่ต้องทำลายตัวเอง...]
เศษซากของร่างมายาที่ระเบิดไปเมื่อครู่ ค่อยๆ ลอยกลับไปรวมกับร่างหลักและถูกดูดซับ เกล็ดสีแดงของอิฟริทมีสีที่สดชัดขึ้น และเปลวเพลิงก็แผ่กระจายจากเท้าของนางขณะที่นางเหยียบลงบนพื้นดิน มันคือการเปิดใช้อาณาเขต สถานะที่นางสั่งสมมานานหลายปีนั้นทรงพลังสมกับตัวตนของนาง ‘พายุแห่งเทพอัคคี’ ที่เข้าสู่อาณาเขตของอิฟริทพลันถูกทำลาย
เกริดเหงื่อกาฬไหลท่วม ‘เราหยิ่งผยองเกินไป’
เขาควรจะสงสัยในสถานการณ์ เขาควรจะทำลายลูกแก้วแทนที่จะโลภ
‘เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เราจำเป็นต้องอัญเชิญอัครสาวกมาเพื่อสร้างโอกาสแห่งชัยชนะ’
เขากลัวว่าเหล่าอัครสาวกจะเป็นอันตราย แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายลูกแก้วด้วยตัวคนเดียว ใบหน้าของอิฟริทมาหยุดอยู่ตรงหน้าจมูกของเกริดขณะที่เขาจมอยู่ในความเสียใจที่สายเกินไป เกล็ดทุกชิ้นบนลำคอยาวของนางคมกริบราวกับใบดาบ
[...ข้ารู้แล้ว เจ้าเองสินะ]
“......?”
จิตสังหารของอิฟริทซึ่งก่อให้เกิดสถานะผิดปกติทุกชนิด จางหายไปราวกับเป็นเรื่องโกหก เกริดพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะอ่านสีหน้าของมังกร แต่เขาสามารถเหลือบเห็นความสนใจในดวงตาของนางได้
[พลังที่ข้ามผ่านกาลเวลา... เจ้าคือโอเวอร์เกียร์ก็อด]
“ข้า... เจ้ารู้จักข้างั้นรึ?”
[ทุกสรรพสิ่งกำลังเล่าขานเรื่องราวของเจ้า ข้าจะไม่รู้จักเจ้าได้อย่างไร? มาได้เหมาะเจาะพอดี ข้าและเจ้า...]
ดวงตาของอิฟริทสั่นไหว
“นี่มันเผด็จการอันใดบนแผ่นดินของฮานึล?”
พุงซา, อูซา และอุนซา—สามปรมาจารย์ผู้รับใช้ฮานึล—เสด็จลงมาบนเมฆาสีทอง พวกเขาถูกอารักขาโดยมีร์ ผู้ถือดาบมังกรครามอยู่ในมือข้างหนึ่ง
ถูกต้อง ที่นี่คือทวีปตะวันออก ยิ่งไปกว่านั้น มันคือคาย่า ดินแดนของเหล่าทวยเทพผู้ถูกขับไล่ ไม่มีทางที่พวกเขาจะไม่สังเกตเห็นความโกลาหลนี้ ความวุ่นวายมันใหญ่โตเกินไป
อิฟริทยื่นข้อเสนอที่ไม่คาดคิดให้กับเกริดที่กำลังตื่นตระหนก [เลือกมา เจ้าจะช่วยข้าดูดซับเศษเสี้ยวพลังของบาเอล หรือจะสร้างอาวุธชิ้นใหม่จากกระดูก, หนัง, และโลหิตของข้า?]
“นี่มันอะไรกัน...?”
[ข้าไม่มีเวลามาโน้มน้าวเจ้า ดังนั้น เอาแบบนี้ก็แล้วกัน]
“......!”
ดวงตาของเกริดเบิกกว้าง นั่นเพราะอิฟริทฉีกแขนข้างหนึ่งของนางออกและโยนมันให้เกริด
[เจ้าควรรู้ไว้ การสังหารมังกรคือคำสาปที่จะฉุดรั้งข้อเท้าของเจ้า ผู้สังหารมังกรเพียงหนึ่งเดียวในโลกยังคงซ่อนตัวจากพวกเราอยู่ เป็นการดีกว่าที่เจ้าจะละทิ้งความหลงใหลนั้นและร่วมมือกับข้าเสียตอนนี้]
[เควสที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น!]
[สร้างอาวุธมังกรภายใน 30 นาที! หากล้มเหลว เจ้าจะสูญเสียชีวิต!]
“เดี๋ยวนะ นี่เจ้าพูดเรื่องอะไร...?”
มันเป็นสถานการณ์ที่เหลวไหลสิ้นดี เกริดดึงเตาหลอมพกพาออกมาพร้อมกับสบถในใจ บทลงโทษ ‘ห้ามเคลื่อนย้ายมิติ’ เกิดขึ้นเมื่อสามปรมาจารย์เริ่มร่ายคาถาบางอย่าง ผลของมันมหาศาลเนื่องจากถูกสร้างขึ้นจากความร่วมมือของเทพสามองค์ ไม่เพียงแต่ม้วนคัมภีร์กลับเมืองจะล้มเหลว แต่ชุนโปก็ล้มเหลวด้วยเช่นกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหลบหนีหรืออัญเชิญเหล่าอัครสาวก และยังน่าสงสัยว่าระบบหลบหนีฉุกเฉินจะทำงานอย่างถูกต้องหรือไม่
ตอนนี้เขาต้องเชื่อใจอิฟริท
‘นี่ก็เป็นโอกาสที่จะได้อาวุธมังกรมาฟรีๆ เช่นกัน’
คำพูดที่ว่าการฆ่ามังกรเป็นคำสาปก็น่าเชื่อถือ หากพิจารณาในตอนนี้ การสูญเสียจะมีมากกว่าผลประโยชน์หากเกริดในปัจจุบันกลายเป็นผู้สังหารมังกร ไม่ใช่ว่ามีเหตุการณ์ที่ฮายาเต้เปลี่ยนคำประกาศสงครามของเกริดต่อเหล่ามังกรให้กลายเป็นคำลับอยู่หรอกหรือ?
‘ใจเย็นๆ ก่อน แล้วค่อยคิดถึงสถานการณ์’ เกริดหายใจเข้าลึกๆ
จากนั้น เตาหลอมพกพาก็พลันลุกโชนด้วยไฟ ความร้อนเทียบเท่ากับเตาหลอมขนาดมหึมาได้เกิดขึ้น มันเป็นผลมาจากลมหายใจของอิฟริท การลังเลอีกต่อไปก็ไร้ประโยชน์
เกริดลอกหนังออกจากแขนของอิฟริท หลังจากตัดเนื้อออก เขาก็โยนกระดูกและกรงเล็บเข้าไปในเตาหลอม
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.


