ตอนที่ 297
297 / 330
อ่าน 10 นาที
Chapter 297: Destiny’s teeth
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:47
**บทที่ 297: เขี้ยวแห่งโชคชะตา**
ฉันผละกายออกมาเล็กน้อย ทว่ายังคงปล่อยให้ตัวเองถูกห่อหุ้มด้วยไออุ่นจากอ้อมแขนของเขาและสายน้ำที่เริ่มเย็นตัวลง ร่างกายของฉันรู้สึกอ่อนเปลี้ยและอิ่มเอมเสียจนอยากจะจมดิ่งลงไปในตัวเขาเช่นนี้ชั่วนิรันดร์
"สรุปว่ามีใครแอบดูเราอยู่จริงๆ หรือคะ?" ฉันเอ่ยถาม
กรามของเขาขบแน่นขึ้นเล็กน้อย "มันรู้สึกแบบนั้น... แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว"
ฉันกวาดสายตามองไปรอบบริเวณสระน้ำ ทุกอย่างดูสงบเงียบและเยือกเย็น สุริยาคล้อยต่ำลงกว่าเดิม สาดแสงสีส้มรำไรทอดเงายาวพาดผ่านดาดฟ้าไม้
"ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าเบื่อไปกว่าการที่เห็นเราเริงรักกันไม่หยุดหย่อนแบบนี้เลยนะคะ" ฉันเปรยเย้า
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังสะท้อนอยู่ในอกของเขา แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งผ่านมาถึงใบหูที่ฉันซบอิงอยู่
"คุณคิดว่ามันเกี่ยวอะไรกับโรแนนไหมคะ?" ฉันถามต่อ "หรือบางทีอาจจะเป็นอัลดริค?"
"ก็เป็นไปได้"
"ฉันว่าฉันยังวางตัวได้ปกติดีนะคะ" ฉันเอียงคอเงยหน้ามองเขา "ถ้าอย่างนั้น คนที่ทำตัวน่าสงสัยก็น่าจะเป็นคุณมากกว่า"
เขาโอนศีรษะไปมา "ผมไม่คิดว่าเป็นเพราะเรื่องนั้นหรอก"
ปลายนิ้วของเขาลากไล้อย่างแช่มช้าเป็นลวดลายไร้ทิศทางบนแผ่นหลังช่วงล่างของฉันภายใต้ผืนน้ำ ทุกสัมผัสส่งกระแสความซ่านสยิวราวกับอาฟเตอร์ช็อกแล่นพล่านไปตามผิวพรรณที่ไวต่อสัมผัสเกินกว่าปกติ
"ผมสังเกตเห็นว่าการ์เร็ตต์ดูเหมือนจะหายตัวไปเลย" น้ำเสียงที่เคยร่าเริงของเขาเลือนหายไป "เขาหลบหน้าผมอย่างสิ้นเชิง วันนี้คุณเห็นเขาบ้างไหม?"
ฉันย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้า ตั้งแต่ตอนทานมื้อเช้ากับมอร์ริแกนและทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
"ไม่เลยค่ะ ไม่เห็นเลยจริงๆ"
ทันใดนั้น หัวใจของฉันพลันสั่นระรัวด้วยความตื่นตระหนก พวกเขาคงไม่... ใช่ไหม?
"คุณคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขาหรือเปล่าคะ?"
เซียนส่ายหน้าทันควัน "พวกมันคงไม่โง่ขนาดนั้น"
ฉันก็คิดเช่นนั้น แต่สำหรับคนอย่างอัลดริค ไม่มีใครหยั่งรู้ความบ้าคลั่งของเขาได้เลย ชายคนนั้นมันวิกลจริตไปแล้ว
"ถ้าอย่างนั้นเป็นเพราะอะไรคะ?"
"ผมคิดว่าเขาหลบหน้าเรา เพราะเขารู้ดีว่าทันทีที่เขาพูดกับเรา โรแนนจะหาทางคุยกับผมเรื่อง ‘ไพ่’ ใบนั้นแน่ หลังจากตระหนักได้ว่าโอกาสที่จะเก็บเรื่องการมีอยู่ของมันไว้เป็นความลับนั้นเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป" อ้อมแขนของเขากระชับแน่นขึ้นรอบกายฉัน "ผมอาจจะคาดเดาไปไกล แต่นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมเชื่อว่าทำไมเราถึงถูกจับตามอง"
จิ๊กซอว์ทุกชิ้นพลันต่อกันติดในห้วงความคิดของฉัน มันสมเหตุสมผลจริงๆ
"คุณคิดว่าเรามีหนอนบ่อนไส้ตัวใหม่สินะคะ" ฉันเอ่ย
"ก็น่าจะเป็นแบบนั้น ดูเหมือนจะเป็นพวกทหารใหม่ที่เข้ามาแทนที่พวกที่ยอมรับคำสัตย์สาบานไปแล้วแต่กลับล้มเหลวและต้องตายไป"
ความหนาวเหน็บแล่นปราดไปทั่วร่างแม้จะอยู่ท่ามกลางไออุ่นจากกายเขา สายน้ำในสระพลันรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมาถนัดตา
"เราควรจัดพิธีดื่มน้ำร่วมสาบานอีกครั้งนะคะ" ฉันเสนอ "คราวนี้บังคับให้ทุกคนต้องเข้าร่วม"
"นั่นได้ผลแน่" เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ฉันแทบจะได้ยินเสียงฟันเฟืองในสมองของเขาที่กำลังหมุนวน "แต่ถ้าหากมีใครบางคนที่เรารู้ไม่เท่าทันว่าไม่ใช่พันธมิตร และคนคนนั้นดันไม่ได้อยู่ที่นี่ในตอนนั้นล่ะ?"
"จะมีใครที่มีอำนาจและอิทธิพลในฝูงได้อีก นอกจากแม่ของคุณ?"
"ผู้อาวุโสอีกไม่กี่คน"
ฉันพยักหน้ากับแผงอกของเขา แน่นอนล่ะ...
"เราควรไปทำตัวให้แห้งได้แล้ว" เซียนบอก
เขาปล่อยมือจากฉัน และฉันก็รู้สึกโหยหาไออุ่นจากเขาในทันที เขาพุ่งดิ่งลงใต้ผืนน้ำอย่างคล่องแคล่ว ฉันเฝ้ามองเงาร่างของเขาที่แหวกว่ายลงไปใต้สระที่ซึ่งเสื้อผ้าของเราจมกองอยู่เบันล่าง เขาคว้าพวกมันมาไว้ในอ้อมแขนก่อนจะโผล่พ้นผิวน้ำ สายน้ำไหลรินจากเส้นผมของเขาเป็นสาย
เขาสลัดกองผ้าที่เปียกชุ่มลงบนพื้นดาดฟ้า พวกมันกระทบพื้นด้วยเสียง *แปะ* ที่หนักหน่วงและแฉะชื้น
ฉันว่ายไปที่ขอบสระแล้วพยุงตัวขึ้น มัดกล้ามเนื้อประท้วงเล็กน้อยด้วยความเจ็บแปลบที่แสนสำราญใจ มันคอยย้ำเตือนฉันถึงสิ่งที่ ‘เรา’ เพิ่งทำกันลงไป ฉันเดินย่องไปยังกระท่อมข้างสระ ทิ้งรอยเท้าเปียกปอนไว้บนพื้นคอนกรีต
กระท่อมข้างสระมีขนาดเล็กแต่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ผ้าขนหนูเรียงรายอยู่บนชั้นวางริมผนัง ฉันหยิบผ้าสีขาวนุ่มฟูมาสี่ผืนแล้วเดินกลับออกไปข้างนอก
สายลมอ่อนๆ ยามบ่ายจุมพิตลงบนผิวที่เปียกชื้น ฉันพันผ้าขนหนูผืนหนึ่งรอบกายและรวบผมด้วยผ้าอีกผืน เนื้อผ้านั้นนุ่มนวลและอุ่นสบาย มันอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์และไอแดดที่สะสมมาตลอดทั้งวัน
เซียนกำลังตะกายตัวขึ้นจากสระ สายน้ำหลั่งไหลลงตามแผ่นหลัง เน้นย้ำมัดกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยตามแนวสันหลัง ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าสง่างามที่ทำเอาฉันแทบหยุดหายใจทุกครั้งที่มอง
เขายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นในความเปลือยเปล่าอันทรงสง่า หยดน้ำเกาะพราวตามผิวกาย ยามต้องแสงตะวันพวกมันพลันเปลี่ยนเป็นดั่งเพชรเม็ดเล็กๆ ร่างกายของเขาคือประติมากรรมชั้นยอดที่เต็มไปด้วยเส้นสายที่แข็งแกร่งและมัดกล้ามเนื้อที่ผ่านการเคี่ยวกรำ
ฉันยื่นผ้าขนหนูที่เหลือให้เขา
เขารับมันไปพันรอบเอว ผ้าขนหนูสีขาวสะอาดตาเกาะอยู่หมิ่นเหม่บนสะโพกสอบ เส้นวีไลน์ (V-line) ของเขาเด่นชัด รอยตัดของกล้ามเนื้อที่เลือนหายเข้าไปใต้ผ้าขนหนูทำเอาปากของฉันแห้งผากขึ้นมาอีกครา
ฉันจ้องมองเขาอย่างไม่อาจละสายตาได้
"ถ้าคุณยังมองผมด้วยสายตาแบบนั้น เราอาจจะต้องต่อกันอีกรอบนะ" เขาเปรย
ฉันรีบละสายตากลับมาที่ใบหน้าของเขาแล้วหัวใจก็เต้นรัว พวงแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
"มานี่สิคะ" ฉันเรียก
เขาขยับเข้ามาใกล้ ฉันหยิบผ้าขนหนูอีกผืนขึ้นมาเอื้อมมือเช็ดผมให้เขา ปลายนิ้วแทรกซอนไปตามเส้นผมที่เปียกชื้น พวกมันดูเข้มขึ้นเมื่อโดนน้ำ จากสีดำขลับกลายเป็นสีดำสนิทราวกับความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง
ทว่า... ทันทีที่ผิวพรรณของฉันสัมผัสกับกายเขา ทุกอย่างก็มลายสิ้น
กระแสไฟฟ้าแรงสูงพุ่งพล่านเข้าจู่โจมร่างฉัน มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันเหมือนกับเส้นประสาททุกเส้นในร่างกายถูกกระตุ้นพร้อมกันจนระเบิดออก โลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวโพลน ขาวสะอาดตาจนพร่ามัว
แล้วฉันก็เห็นมัน...
ภาพเหตุการณ์หนึ่งพลันผุดขึ้นตรงหน้าเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว ฉากรอบข้างดูเลือนรางและพร่าเบลอ ทว่าตรงกึ่งกลางนั้นมีร่างของคนสองคน และคนเดียวที่ฉันจำหน้าได้ชัดเจนคือ **เซียน**
เขากำลังไอออกมาเป็นสายเลือด โลหิตข้นคลั่กหลั่งรินจากริมฝีปากเป็นทางยาว จมูกของเขาก็มีเลือดไหล... แม้แต่ดวงตา โอ... เทพีแห่งดวงจันทร์ แม้แต่ดวงตาของเขาก็ยังมีหยาดเลือดรินไหลออกมา
ใครบางคนกำลังล็อคคอเขาไว้จากด้านหลัง เขาดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อจะหลุดพ้น มือของเขาตะเกียกตะกายฉุดกระชากต้นแขนที่รัดลำคอ ขาของเขาถีบดิ้นทุรนทุรายทว่ากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
ใบหน้าของคนที่ล็อคเขาไว้นั้นพร่ามัวราวกับถูกลบเลือนออกไปจากภาพ ทว่าฉันกลับจำน้ำเสียงนั้นได้ติดหูยามที่มันเอ่ยออกมา
**"ขอพระองค์ทรงพระเจริญ องค์เหนือหัว"**
ถ้อยคำนั้นช่างเย็นเยียบและเด็ดขาดราวกับคำพิพากษาสุดท้าย
ทันใดนั้น ร่างที่พร่ามัวนั้นก็บิดมืออย่างแรง ฉันได้ยินเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังสนั่น ฉันเห็นร่างของเซียนอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรง และมองดูด้วยความสยดสยองขณะที่เงานั้นกระชากศีรษะของเขาจนหลุดกระเด็นออกจากบ่าอย่างโหดเหี้ยม!
นิมิตนั้นกลายเป็นสีขาวโพลนอีกครั้ง ความว่างเปล่าที่ทำเอาตาพร่า
แล้วฉันก็กลับมา...
กลับมาสู่ร่างของตัวเอง กลับมาอยู่ที่สระน้ำพร้อมผ้าขนหนูที่ยังคาอยู่ในมือ โดยมีเซียนยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า
มือของฉันค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ผ้าขนหนูห้อยตกลงมาอย่างไร้เรี่ยวแรง หัวใจของฉันเต้นกระหน่ำรุนแรงเสียจนได้ยินเสียงสะท้อนอยู่ในรูหู ทุกจังหวะการเต้นราวกับเสียงกลองที่ทุบตีลงบนซี่โครง
ฉันรีบสร้างกำแพงปิดกั้นพันธะระหว่างเราในทันที ฉันกั้นผนังใจอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่กำลังแล่นพล่านอยู่ในกาย เพื่อไม่ให้เขารู้สึกได้ว่ามือของฉันกำลังสั่นเทา และเพื่อไม่ให้เขาได้ยินเสียงกรีดร้องที่กำลังขย้อนขึ้นมาถึงลำคอ
"มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?" เซียนถาม
น้ำเสียงของเขาฟังดูห่างไกลเหลือเกิน มันอู้อี้ราวกับฉันกำลังฟังเขาผ่านผืนน้ำ
ฉันกะพริบตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามลบภาพจำนั้นออกไปจากหัว พยายามขับไล่ภาพคราบเลือด ร่างที่แหลกเหลว และศีรษะที่ถูกพรากจากบ่าของเขา
"เฟีย?"
มือของเขาเอื้อมมาสัมผัสแขนฉัน ฉันสะดุ้งสุดตัวอย่างห้ามไม่อยู่
ความวิตกกังวลพาดผ่านใบหน้าของเขา คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ดวงตาคู่นั้นพยายามค้นหาคำตอบจากสีหน้าของฉัน
"เกิดอะไรขึ้น?"
ฉันพยายามอ้าปากจะพูดแต่กลับไร้ซึ่งสุ้มเสียง ฉันจะบอกเขาได้อย่างไร? ฉันจะอธิบายสิ่งที่เพิ่งเห็นไปได้อย่างไรกัน?
มือของฉันยังคงค้างอยู่ในอากาศ ยังคงถือผ้าขนหนูเฮงซวยผืนนั้นไว้ ฉันบังคับให้พวกมันขยับแล้วค่อยๆ ลดมือลงอย่างช้าๆ
"ฉัน..." เสียงของฉันขาดห้วง "ฉันไม่รู้ค่ะ"
นั่นคือคำลวง ฉันรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันเพิ่งเห็นนิมิต... ฝันร้ายแห่งคำพยากรณ์ที่ฉายชัดกลางแสงตะวันในขณะที่ฉันยังตื่นอยู่เต็มตา
"คุณหน้าซีดมากเลยนะ" เซียนบอก
เขาหยิบผ้าขนหนูจากมือที่ไร้ความรู้สึกของฉันแล้วโยนมันทิ้งไป มือทั้งสองข้างของเขาประคองใบหน้าของฉันไว้ ฝ่ามือของเขาอุ่นจัดเมื่อสัมผัสกับพวงแก้ม
"พูดกับผมสิ"
ฉันไม่อาจสบตาเขาได้ เพราะถ้าหากฉันมองเขา ฉันจะเห็นภาพนั้นอีกครั้ง... ฉันจะเห็นเลือด เห็นร่างที่ไร้วิญญาณ เห็นศีรษะที่ถูกกระชากออกจากบ่า
"เฟีย" น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้น คล้ายจะเป็นการคาดคั้น "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ฉันลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่และบังคับลมหหายใจเข้าปอด ทรวงอกรู้สึกอึดอัดคับแค้น ราวกับโลกทั้งใบพังครืนลงมาบีบรัดรอบกาย
"ฉันแค่..." เสียงของฉันเบาหวิวและสั่นเครือ "ฉันแค่เห็นภาพย้อนกลับไปตอนเกิดอุบัติเหตุครั้งนั้น... มันชัดเจนมากจนน่ากลัวค่ะ"
คำลวงนั้นรสชาติขมปร่าบนลิ้น มันทิ้งตัวหนักอึ้งอยู่ในช่องท้อง
สีหน้าของเซียนอ่อนโยนลงในทันที ความตึงเครียดจางหายไปจากหัวไหล่ขณะที่หัวแม่มือของเขาไล้เบาๆ บนโหนกแก้มของฉัน
"เรื่องนั้นมันผ่านไปนานแล้วนะ เฟีย" เขาปลอบเสียงค่อย
ฉันส่ายหน้าก่อนจะหยุดตัวเองได้ทัน "มันไม่รู้สึกแบบนั้นเลยค่ะ"
ภาพเหล่านั้นยังคงแผดเผาอยู่เบื้องหลังดวงตา... เลือด... เลือดของเขา... และน้ำเสียงนั้นที่ดังก้องอยู่ในหัวราวกับคำสาปแช่งที่ไม่ยอมเลือนหาย
"มันเหมือนจริงมาก" ฉันกระซิบ "เหมือนฉันกลับไปอยู่ที่นั่น เหมือนร่างกายของฉันจำได้ก่อนที่ใจจะนึกออกเสียอีก ตอนแรกก็ความเจ็บปวดที่หลอกหลอน คราวนี้ก็เป็นภาพย้อนกลับมา... ฉันไม่คิดว่าฉันจะก้าวผ่านมันไปได้เลยค่ะ"
มือของเขาเลื่อนลงมาเกาะกุมมือฉันไว้ นิ้วมืออุ่นๆ สอดประสานเข้ากับนิ้วของฉัน คอยฉุดรั้งฉันไว้ไม่ให้ล่องลอยไปในความสยดสยองที่ยังคงกัดกินความคิด
"ไม่เป็นไรนะ" เขากระซิบปลอบ
เขากระชับมือฉันแน่นขึ้น เป็นการยืนยันว่าเขาจะอยู่ตรงนี้อย่างมั่นคง เขาพึงร่างฉันเข้าหาจนหน้าผากของฉันซบลงบนแผงอก จังหวะการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอดังสะท้อนอยู่ใต้ใบหู มันแข็งแรง... เขายังมีชีวิตอยู่ และยังอยู่กับฉันตรงนี้
ทว่า...
ฉันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างช้าๆ ลำคอตีบตันยามลอบกลืนน้ำลาย
เพราะถึงแม้ฉันจะจ้องมองเขาที่กำลังยืนอยู่อย่างปลอดภัย มีลมหายใจ และมีตัวตนอยู่ตรงหน้าจริงๆ แต่นิมิตนั้นกลับไม่ยอมเลือนหายไปไหน
ฉันยังคงเห็นคราบเลือดนั่น...
ฉันยังคงได้ยินเสียงนั่น...
และน้ำเสียงนั้น... ไม่ผิดแน่ มันคือเสียงของ **"อัลดริค"**
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.