Chapter 4798
4796 / 5804
12 min read
Chapter 4798 – It’s Not a Good Thing
Published Apr 11, 2026, 01:40 PM
## **บทที่ 4798 – มันไม่ใช่เรื่องดี**
**ผู้แปล: ธนวินท์**
หลายปีได้ล่วงผ่านนับตั้งแต่หยางไค่ก้าวเข้าสู่ดินแดนมรณะอันสับสนอลหม่านพร้อมกับเทพอสูรยักษ์อาเอ้อ ครานั้นเขาเคยได้รับสายแร่ผลึกมาแล้วครั้งหนึ่ง ทว่ามันมีความยาวเพียงไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น
ทว่าสายแร่ที่พี่ใหญ่หวงและพี่สาวหลันจับมาได้นั้นกลับมีความยาวหลายพันเมตร ทั้งยังแผ่คลื่นพลังงานระดับเจ็ดออกมาอย่างชัดเจน
หัวใจของหยางไค่เต้นรัวอยู่ในอก ขณะที่เอ่ยปากชื่นชมพี่ใหญ่และพี่สาวไม่หยุด เขาก็รีบเก็บสายแร่ผลึกที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนนั้นเข้าไปในจักรวาลย่อยของตนอย่างรวดเร็ว
มันคือวัตถุดิบธาตุหยินระดับเจ็ด ในบรรดาวัตถุดิบทุกระดับขั้น ระดับเจ็ดนั้นมีประโยชน์ต่อเขามากที่สุด
หลังจากประสบการณ์ครั้งนั้น เมื่อใดก็ตามที่หยางไค่มองเห็นสายแร่ผลึก เขาเพียงแค่ส่งสัญญาณบอกใบ้แก่ทั้งสอง ชั่วพริบตาต่อมา สายแร่ผลึกก็จะปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาทันที
รางวัลอันมหาศาลนี้เกินกว่าจินตนาการของเขาไปไกลนัก
เถ้าแก่เนี้ยเคยกล่าวไว้ในอดีตว่าดินแดนมรณะอันสับสนอลหม่านนั้นอุดมไปด้วยวัตถุดิบธาตุหยินและหยาง แต่ใครเลยจะคาดคิดว่ามันจะมีอยู่มากมายถึงเพียงนี้?
เมื่อเวลาผ่านไป หยางไค่ก็ได้รับวัตถุดิบจำนวนมหาศาล เขาไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดเลยนอกเสียจากพูดจนคอแหบคอแห้ง
กระนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับเขา เพราะเขาสามารถดับกระหายให้ชุ่มคอได้ด้วยผลไม้วิญญาณ ในสวนสมุนไพรภายในจักรวาลย่อยของเขามีผลไม้วิญญาณอยู่มากมาย แม้ผลไม้เหล่านี้จะไม่มีประโยชน์ต่อการบ่มเพาะของเขาอีกต่อไป แต่ก็ยังสามารถใช้กินเพื่อบรรเทาอาการคอแห้งได้
ในตอนแรกเขาคิดว่าวันคืนอันแสนสุขสบายเช่นนี้จะดำเนินต่อไปชั่วนิรันดร์ และเขาก็พร้อมที่จะเล่นเกลี้ยกล่อมเอาใจเด็กทั้งสองนี้ไปอีกนานแสนนาน
ทว่าวันหนึ่ง พี่ใหญ่หวงและพี่สาวหลันก็เริ่มทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กน้อย สาเหตุของการโต้เถียงนั้นช่างไร้สาระ แต่ด้วยความที่ทั้งสองคุ้นชินกับการกระทบกระทั่งกันอยู่แล้ว ความขัดแย้งเพียงเล็กน้อยจึงสามารถลุกลามกลายเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ได้เสมอ
หน้าผากของหยางไค่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ เขาพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทั้งสองหยุดทะเลาะกันเพราะกลัวว่าพวกเขาจะลงไม้ลงมือกันจริงๆ ทว่ากลับไม่มีใครสนใจคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย
ครึ่งวันต่อมา ทั้งสองก็พลันหยุดพูดพร้อมกัน
พี่ใหญ่หวงเอ่ยขึ้น "น่าเบื่อสิ้นดี"
พี่สาวหลันพยักหน้า "น่าเบื่อจริงๆ นั่นแหละ"
พี่ใหญ่หวงกล่าวด้วยท่าทีอ่อนล้า "เราควรหยุดเล่นเกมนี้ได้แล้ว"
หยางไค่ฉีกยิ้มที่ด้านข้าง "หยุดสู้กันเถอะน่า พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะมาทะเลาะกันไปทำไม? เอาน่า วันนี้ตาข้าเป็นพี่ใหญ่แล้วนะ"
พี่สาวหลันเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง "เจ้ายังอยากจะเป็นพี่ใหญ่อีกหรือ?"
หยางไค่ชะงักไปครู่หนึ่ง "ใช่แล้ว วันนี้ตาข้า"
พี่ใหญ่หวงแค่นเสียงเย็นชา "ผ่านมาตั้งนาน ได้ผลประโยชน์ไปมากมายขนาดนี้ เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?"
รอยยิ้มเจื่อนๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหยางไค่ เขาคิดในใจว่าเด็กน้อยพวกนี้ไม่ได้โง่อย่างที่คิด ที่พวกเขายอมเล่นด้วยก่อนหน้านี้ก็เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแปลกใหม่ เมื่อความรู้สึกแปลกใหม่จางหายไป ก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะรู้สึกเบื่อ
โชคยังดีที่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาหยางไค่ได้สะสมวัตถุดิบไว้เป็นจำนวนมาก วัตถุดิบธาตุหยินและหยางหลากหลายระดับขั้นกองสุมกันเป็นภูเขาขนาดใหญ่สองลูกภายในจักรวาลย่อยของเขา มันมากพอให้ผู้บ่มเพาะในแดนอเวจีนิรันดร์ใช้ได้นานนับหมื่นปี หรืออาจจะนานกว่านั้น
"ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้พวกเราจะทำอะไรกันดี?" หยางไค่เอ่ยถาม ในเมื่อไม่สามารถเล่น 'เกม' ต่อไปได้ ก็ใช่ว่าพวกเขาจะมานั่งเฉยๆ โดยไม่ทำอะไร
"นั่นเป็นคำถามที่พวกเราควรถามเจ้ามากกว่า" พี่ใหญ่หวงมองเขาอย่างเย็นชา "บอกมาว่าระหว่างพวกเราสองคน ใครคือพี่ใหญ่และใครคือพี่สาว หากข้าพอใจกับคำตอบของเจ้า เจ้าก็สามารถจากไปพร้อมกับทุกสิ่งที่ได้ไปได้เลย แต่หากข้าไม่พอใจ ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า แต่เจ้าต้องทิ้งทุกสิ่งไว้ที่นี่ แล้วไสหัวออกจากอาณาเขตของข้าไปซะ!"
มีหรือที่หยางไค่จะยอมคายของที่กินเข้าไปแล้วออกมา โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่เขากินเข้าไปนั้นมีมูลค่ามหาศาลถึงเพียงนี้ ร่างของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาทันที เกือบจะหลุดปากออกไปแล้วว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คือพี่ใหญ่
โชคดีที่เขายั้งตัวเองไว้ได้ทัน เพราะเขานึกขึ้นได้ว่าพี่สาวหลันก็ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเช่นกัน
และก็เป็นไปตามคาด พี่สาวหลันเอ่ยขึ้น "ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน"
และแล้ว ทุกอย่างก็วนกลับมาที่จุดเริ่มต้น แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะได้เป็นพี่ใหญ่และพี่สาวในเกม แต่ผู้น้องของพวกเขาก็คือหยางไค่ ไม่เคยมีการตัดสินว่าใครกันแน่ที่จะเป็นพี่ใหญ่หรือพี่สาวระหว่างพวกเขาสองคน นี่คือประเด็นที่พวกเขาโต้เถียงกันมาเนิ่นนานนับตั้งแต่โบราณกาล และมันไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเกมโง่ๆ เพียงเกมเดียว
หยางไค่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
นี่คือคำถามที่ไม่มีคำตอบ ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรออกไป เขาก็จะสร้างความขุ่นเคืองให้แก่หนึ่งในสองตัวตนที่เขาไม่สามารถจะล่วงเกินได้ แม้ตอนนี้ชีวิตของเขาจะไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย แต่ความมั่งคั่งมหาศาลที่เขาได้รับมาอาจถูกยึดคืนไป ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องครุ่นคิดอย่างจริงจัง
หากเขาไม่เคยได้ครอบครองสมบัติเหล่านั้นมาก่อนก็คงไม่เป็นไร แต่หากต้องสูญเสียมันไปในตอนนี้ คงเป็นเรื่องที่น่าปวดใจอย่างยิ่ง
ครึ่งวันต่อมา หยางไค่ไตร่ตรองคำพูดของตนแล้วเอ่ยถาม "เหตุใดท่านทั้งสองจึงมาถามข้าด้วยเรื่องนี้? ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้กำลังต่อสู้กันอยู่หรือ? ผู้ชนะก็จะได้เป็นผู้ที่อาวุโสกว่าอย่างไรเล่า"
พี่ใหญ่หวงส่ายหน้า "ไม่มีใครในพวกเราที่จะเป็นผู้ชนะ พลังของพวกเราทัดเทียมกัน จึงไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้"
หยางไค่เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันทีว่าในเมื่อพวกเขารู้ว่าไม่มีใครชนะ เหตุใดยังต้องเริ่มต้นการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่ยาวนานนับกัลป์และทำลายล้างมหาดินแดนไปนับไม่ถ้วนด้วยเล่า
แน่นอนว่าเขาไม่กล้าเอ่ยถามคำถามนี้ออกไปจริงๆ เพราะกลัวว่าพวกเขาจะโกรธและตบเขาจนตาย
บัดนี้ หยางไค่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากเขาไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพอใจได้ ทุกสิ่งที่เขาได้มาจะถูกฉกฉวยไป นี่คือผลลัพธ์ที่เขายอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด
[จะมีวิธีไหนที่สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจได้บ้าง?]
ภายใต้แรงกดดันมหาศาล พลันมีความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัวของหยางไค่ ทว่าเขาก็ไม่แน่ใจว่าความคิดนี้จะได้ผลหรือไม่
เขามองขึ้นไปยังทั้งสองแล้วกล่าวว่า "หากข้ามีวิธีที่จะทำให้แน่ใจได้ว่าในท้ายที่สุดจะมีผู้ชนะเพียงคนเดียว ท่านทั้งสองจะพอใจหรือไม่? ถึงตอนนั้น ผู้ชนะจะได้ทุกสิ่งไป และผู้แพ้ก็ไม่อาจโทษข้าได้"
ดวงตาของพี่สาวหลันเป็นประกายขึ้นมาทันทีขณะที่เธอเอ่ยถาม "เจ้ามีวิธีที่จะทำให้แน่ใจว่าจะมีผู้ชนะในการแข่งขันของพวกเราอย่างนั้นหรือ?"
ในทางกลับกัน พี่ใหญ่หวงกลับมีสีหน้าดูแคลน "เป็นไปไม่ได้ เจ้าไม่ได้ทรงพลังพอที่จะส่งผลต่อผลลัพธ์การต่อสู้ของพวกเราได้"
หยางไค่เผยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหมายลึกล้ำและยากจะหยั่งถึงขณะตอบ "ในเมื่อพลังของท่านทั้งสองทัดเทียมกัน ย่อมไม่มีผู้ชนะระหว่างท่านทั้งสองเป็นแน่ แต่จะเป็นอย่างไรเล่า หากท่านทั้งสองต่อสู้กันด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป?"
พี่สาวหลันเอียงคอถาม "เจ้าหมายความว่าอย่างไร... วิธีที่แตกต่างออกไป?"
พี่ใหญ่หวงจ้องมองเขาอย่างระแวดระวัง "เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร?"
หยางไค่ตวาดกลับ "ท่านกำลังจะบอกว่าข้ามีเจตนาร้ายอย่างนั้นหรือ? ข้าอุตส่าห์ทุ่มเทพลังสมองเพื่อหาทางแก้ไขความขัดแย้งระหว่างท่านทั้งสอง หากท่านยังมีความสงสัย ก็จงทำราวกับว่าข้าไม่ได้พูดอะไรออกมา! สู้กันต่อไปเถิด แล้วมาดูกันว่าท้ายที่สุดแล้วจะมีผู้ชนะหรือไม่"
เมื่อเห็นว่าหยางไค่ดูมีท่าทีเที่ยงตรง พี่ใหญ่หวงก็รู้สึกผิดขึ้นมา เขาคิดว่าตนเองเข้าใจผิดไป
จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นและเรียกสายแร่ผลึกสีครามยาว 300 เมตรออกมา ก่อนจะโยนมันให้หยางไค่ หลังจากนั้น เขาก็เบือนหน้าหนีและเงียบไป
หยางไค่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบเก็บสายแร่ผลึกสีครามเข้าสู่จักรวาลย่อยของตน จากนั้นเขาก็พยักหน้าให้พี่ใหญ่หวง "ได้โปรดอย่าถือสาที่ข้าเสียมารยาทไปเมื่อครู่นี้เลย ท่านพี่ใหญ่!"
พี่ใหญ่หวงส่งเสียงฮึ่มฮั่มในลำคอ
ในขณะเดียวกัน ความสนใจของพี่สาวหลันก็ถูกจุดประกายขึ้น "วิธีแก้ปัญหาของเจ้าคืออะไร? บอกพวกเรามาสิ"
"ได้เลย มันเป็นเช่นนี้" หยางไค่อธิบาย "ในเมื่อพลังของท่านทั้งสองมาจากแหล่งเดียวกัน และไม่มีทางที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเอาชนะอีกฝ่ายในการต่อสู้ได้ เหตุใดท่านทั้งสองไม่ให้ผู้อื่นต่อสู้แทนเล่า? ในกรณีนั้น มันจะช่วยป้องกันไม่ให้ท่านทั้งสองต้องต่อสู้กันโดยตรง และปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขอย่างสันติ นี่มันเหมือนกับการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว"
ด้วยความกังวลว่าเขาอาจจะอธิบายได้ไม่ชัดเจนพอ เขาจึงตัดสินใจยกตัวอย่างให้ฟัง "สถานการณ์คล้ายๆ กันนี้เคยเกิดขึ้นในอดีต บางครั้งยอดฝีมือสองคนกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาษ แต่แม้จะต่อสู้กันนับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่มีฝ่ายใดเอาชนะอีกฝ่ายได้ เมื่อตระหนักว่าเรื่องนี้คงไม่จบสิ้นลงก่อนที่พวกเขาจะสิ้นอายุขัย ทั้งสองจึงเข้าใจว่าพวกเขาจะต้องตายไปพร้อมกับความเสียใจอย่างสุดซึ้งเพราะยังไม่มีผู้ชนะ ในท้ายที่สุด พวกเขาจึงตัดสินใจรับศิษย์คนละคนและทุ่มเทความสามารถทั้งหมดเพื่อบ่มเพาะพวกเขา เมื่อศิษย์เติบใหญ่ขึ้น พวกเขาก็จะมีการต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่อตัดสินปัญหา อาจารย์คนหนึ่งจะเป็นผู้ชนะหากศิษย์ของตนสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้"
ดูเหมือนพี่สาวหลันจะยังไม่เข้าใจประเด็นสำคัญ เธอจึงถามว่า "เจ้าอยากเป็นศิษย์ของพวกเราหรือ?"
หยางไค่โบกมือ "ข้าไม่เกี่ยงที่จะเป็นศิษย์ของท่าน แต่ท่านจะสอนอะไรข้าได้เล่า? วิถีการบ่มเพาะของพวกเราแตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่มีเพียงข้าที่เป็นมนุษย์ ข้าควรจะเป็นศิษย์ของใคร? หากข้าเป็นศิษย์ของท่าน พี่ใหญ่หวงก็จะไม่พอใจ หากข้าเป็นศิษย์ของพี่ใหญ่หวง ท่านก็จะขุ่นเคือง ถึงตอนนั้นท่านทั้งสองก็จะกลับมาทะเลาะกันอีก"
พี่สาวหลันพยักหน้า "ดี ข้ายินดีที่เจ้าตระหนักถึงเรื่องนี้ได้"
พี่ใหญ่หวงโบกมือ "หยุดพูดอ้อมค้อมได้แล้ว เข้าเรื่องเสียที"
หยางไค่พยักหน้าและพูดต่อ "นั่นเป็นเพียงตัวอย่าง ข้าไม่ได้หมายความว่าจะให้ท่านรับศิษย์ โปรดเข้ามาในจักรวาลย่อยของข้า... ช่างมันเถอะ ท่านดูด้วยตาของท่านเองก็ได้"
ในตอนแรกหยางไค่ต้องการให้พวกเขาเข้าไปในจักรวาลย่อยของเขา แต่หลังจากคิดดูแล้ว เขาก็ตระหนักได้ว่าจักรวาลย่อยระดับหกขอบเขตแดนสวรรค์เปิดของเขานั้นย่อมไม่สามารถรองรับสองคนนี้ได้อย่างแน่นอน บางทีจักรวาลย่อยของเขาอาจจะระเบิดทันทีที่พวกเขาก้าวเข้าไป
หยางไค่ไม่กล้าเสี่ยงเช่นนั้น เขาจึงตัดสินใจสำแดงจักรวาลย่อยของตนออกมาแทน
เมื่อจักรวาลย่อยแผ่ขยายออกไป มันดูไม่แตกต่างจากโลกจักรวาลที่แท้จริงเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าพี่ใหญ่หวงและพี่สาวหลันจะทรงพลังเพียงใด ด้วยวิธีนี้หยางไค่ก็จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
ประกายแสงวาบผ่านดวงตาของพี่ใหญ่หวงและพี่สาวหลัน ราวกับว่าพวกเขาใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวในการทำความเข้าใจทุกสิ่งเกี่ยวกับจักรวาลย่อยของเขา
ชั่วขณะต่อมา สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป พวกเขาจับจ้องไปยังจุดๆ หนึ่งอย่างไม่วางตา จิตสังหารของพวกเขาดูราวกับจะก่อตัวเป็นรูปร่างขณะที่มันหลั่งไหลออกจากร่างของพวกเขา
หยางไค่รู้สึกราวกับว่าเขาร่วงหล่นลงไปในถ้ำน้ำแข็ง เขาไม่รู้เลยว่าไปสร้างความขุ่นเคืองให้แก่ทั้งสองได้อย่างไร เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจิตสังหารเช่นนี้ เขาก็สูญสิ้นเรี่ยวแรงแม้แต่จะกระดิกนิ้ว
ต้องไม่ลืมว่าที่นี่คือจักรวาลย่อยของเขา และเขาสามารถครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ได้ คนภายนอกไม่ควรจะสามารถใช้พลังเต็มที่ในสถานที่แห่งนี้ได้ แต่เพียงจิตสังหารของพี่ใหญ่หวงและพี่สาวหลันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาขยับตัวไม่ได้แล้ว
"เจ้าได้สิ่งนี้มาจากที่ใด?" พี่ใหญ่หวงหันมามองหยางไค่ทันทีขณะที่เขาเอ่ยถาม ดวงตาสีเหลืองของเขาสาดประกายแสงประหลาดออกมา ในมือของเขามีบางสิ่งที่ดำมืดราวกับน้ำหมึกกำลังดิ้นกระดุกกระดิกราวกับสิ่งมีชีวิต
มันคือพลังม่อทมิฬ!
พลังม่อทมิฬจำนวนไม่น้อยถูกผนึกและกักเก็บไว้ภายในจักรวาลย่อยของหยางไค่ มันเคยช่วยให้เขาหลอกลวงหยวนตู้จากอุทยานสวรรค์หลางหยาได้สำเร็จและได้รับความไว้วางใจจากอีกฝ่ายในอดีต
ปฏิกิริยาของพี่ใหญ่หวงทำให้หยางไค่ประหลาดใจ เขาจึงตอบกลับไปว่า "ข้าบังเอิญได้สิ่งนี้มาเมื่อไม่นานมานี้ ท่านรู้จักมันด้วยหรือ?"
เขาคิดว่าคงไม่น่าแปลกใจที่พี่ใหญ่หวงจะรู้จักสิ่งนี้ ตระกูลม่อดำรงอยู่มาเป็นเวลายาวนานมาก ประวัติศาสตร์ของพวกเขาอาจย้อนไปได้ถึงก่อนยุคกำเนิดของสามสิบหกถ้ำสวรรค์และเจ็ดสิบสองอุทยานสวรรค์ ทั้งพี่ใหญ่หวงและพี่สาวหลันก็ดำรงอยู่มาตั้งแต่รุ่งอรุณแห่งกาลเวลาเช่นกัน
บางทีพวกเขาอาจเคยเผชิญหน้ากับตระกูลม่อมาก่อนในอดีต
"มันไม่ใช่เรื่องดี อย่าเก็บมันไว้ที่นี่" พี่ใหญ่หวงกล่าวอย่างเคร่งขรึมโดยไม่ตอบคำถามของหยางไค่โดยตรง ชั่วพริบตาต่อมา เขาก็บีบหมัดแน่น พลังม่อทมิฬที่ดิ้นรนอยู่ก็สลายหายไปเป็นอากาศธาตุ
หลังจากนั้น เขาก็โบกมือคราหนึ่ง หยางไค่สัมผัสได้ถึงพลังที่มองไม่เห็นกวาดผ่านจักรวาลย่อยของเขา สถานที่ซึ่งเคยใช้ผนึกและกักเก็บพลังม่อทมิฬไว้ พลันถูกชำระล้างจนบริสุทธิ์ในทันที
พลังม่อทมิฬทั้งหมดหายวับไปราวกับควันบุหรี่
เมื่อเห็นภาพนี้ หยางไค่ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ในจักรวาลย่อยของเขามีน้ำพุโลกอยู่ เขาจึงไม่กลัวพลังม่อทมิฬเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อมันถูกผนึกและกักเก็บไว้ มันก็ไม่สามารถทำอันตรายใดๆ แก่เขาได้ อันที่จริง เมื่อเขาพบเจอสมาชิกตระกูลม่อหรือสาวกม่อ เขายังสามารถใช้มันเพื่อปกปิดตัวตนของเขาได้อีกด้วย
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.