Chapter 1041
1041 / 2060
17 min read
Chapter 1041
Published Apr 5, 2026, 03:09 AM
มันคือการกลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากผ่านเวลามาอย่างยาวนาน เหล่าดยุกคลี่คลายความเข้าใจผิดและความขุ่นเคืองที่มีต่อกันมานานหลายปีลง และกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง พวกเขาเริ่มไว้อาลัยให้กับดยุกดีเวิร์ธก่อนเป็นอันดับแรก การไว้อาลัยนั้นกินเวลาไม่นาน ทว่าความสั้นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ทำด้วยความจริงใจ
แม้จะไม่ได้มีความผูกพันกันมากนัก และมีอุดมการณ์รวมถึงจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน ทว่าดีเวิร์ธก็เคยเป็นเพื่อนพ้องที่รับใช้ราชวงศ์เดียวกันมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เหล่าดยุกจะไว้อาลัยให้กับมรณกรรมของเขา มันเป็นเพียงท่าทีที่แสดงออกมาตามมารยาทพื้นฐานอันควรเท่านั้น
เหล่าดยุกไม่ได้รู้สึกโศกเศร้าหรือเสียใจขนาดนั้น มันไม่แปลกหรอกหรือที่จะต้องมารู้สึกเศร้าให้กับการตายของคนที่พวกเขาไม่ได้สนิทสนมด้วย? เหล่าดยุกต่างปกครองดินแดนคนละที่กันและไม่ค่อยได้ติดต่อกันนักหากไม่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันเป็นพิเศษ
มีข่าวลือว่าดีเวิร์ธนั้นติดเหล้าอย่างหนักมาตั้งแต่ตอนที่เขาอายุได้ราวๆ วัยกลางคน และเข้าก็เป็นคนที่รุนแรงมาก นอกจากนี้ยังว่ากันว่าเป็นเรื่องปกติที่เขาจะทำร้ายหรือสังหารทหารของตัวเองภายใต้ข้ออ้างของการรักษาวินัยทหาร การตายของดีเวิร์ธจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างเย็นชามันไม่ใช่ปัญหาที่พวกเขาจะต้องมานั่งเสียดาย พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องคาดหวังยังไงกับอนาคตของตระกูลไทฟอนที่จะถูกนำโดยลูกชายของเขาต่อจากนี้
‘คนที่สูญเสียคุณสมบัติไปแล้ว ก็สมควรจะจากไปนั่นแหละ’
จู่ๆ เกร็นฮัลก็ชักสงสัยว่าหากเขาตายไป จะมีใครมาประเมินค่าตัวเขาว่ายังไงกันนะ เขาเริ่มกลัวที่จะคิดถึงเรื่องนี้ มอร์สพูดกับดยุกเกร็นฮัลที่กำลังทำสีหน้าขมขื่นว่า “อย่างน้อยๆ ข้าก็จะร้องไห้ให้กับการตายของท่านนะ”
“ฮ่ะๆ ท่านนี่ใจดีจริงๆ เลยนะ”
เวลาแห่งการไว้อาลัยได้สิ้นสุดลง ดยุกเกร็นฮัลหันสายตาไปมองเกริด “วินาทีที่เรากลับไปถึงจักรวรรดิ พวกเราจะจัดงานศพที่ยิ่งใหญ่ให้กับดยุกดีเวิร์ธครับ”
ดีเวิร์ธอาจจะเคยคุกคามชีวิตของเกริด ทว่าเหล่าดยุกก็ไม่อาจประนีประนอมในส่วนนี้ได้ ในเมื่อเขาคือดยุกแห่งจักรวรรดิ การตายของดีเวิร์ธย่อมต้องถูกจารึกไว้ด้วยเกียรติประวัติแห่งวีรบุรุษ เกร็นฮัลอยากให้เกริดเข้าใจความหมายแฝงที่เขาพูดออกมา เมื่อเข้าใจเจตนาของเกร็นฮัล เกริดจึงพยักหน้าตอบรับ “เรื่องในจักรวรรดิเป็นเรื่องที่ฉันไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย ท่านไม่จำเป็นต้องมาบอกฉันหรอกค่ะ”
“ขอบคุณที่ท่านเข้าใจครับ”
ตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายลงแล้ว ได้เวลาหารือกันเรื่องการสำรวจซากโบราณสถานต่อ ความจริงแล้ว เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เหล่าดยุกเพิ่งจะเสนอให้ยุติการสำรวจลงเพียงเท่านี้ เพราะเหล่าสาวกที่เชี่ยวชาญวิชาลับหกกระบวนท่านั้นรับมือได้ยากและยังปรากฏตัวออกมาบ่อยครั้งอีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่จะถอยทัพก่อนที่กำลังกายและกำลังใจจะหมดสิ้นไป ทว่าตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว
“ดยุกเกร็นฮัลครับ!” กองทัพ 10,000 นายที่นำโดยมาร์ควิสฟูลบาสกำลังวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาพวกเขาในระยะไกล
“อืม... ในดินมีสารอาหารมากเกินไป พืชผลเลยเน่าเร็วล่ะมั้ง...” นอกจากนี้ ตอนนี้ยังมีปิอาโร่อยู่เคียงข้างพวกเขาด้วย
ใช่แล้ว เหล่าดยุกต่างพากันเพิ่งพาปิอาโร่ มันเป็นนิสัยที่พวกเขาเรียนรู้มาตั้งแต่สมัยที่ปิอาโร่ยังเป็นเสาหลักแห่งจักรวรรดิ ทุกหนแห่งบนทวีปต่างก็มีผู้ทรงพลังที่คอยคุกคามจักรวรรดิ และจักรวรรดิก็เคยเผชิญกับสงครามครั้งใหญ่มาหลายครั้ง และเป็นปิอาโร่นี่แหละที่เป็นคนปรากฏตัวออกมาและช่วยจักรวรรดิเอาไว้ การมีอยู่ของเขาช่วยให้พวกเขาก้าวผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้ และทำให้ผู้คนรวมถึงเหล่าดยุกใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดยุกเกร็นฮัลที่เคยได้รับความช่วยเหลืออย่างมากและนับถือปิอาโร่ประหนึ่งที่พึ่งทางจิตวิญญาณ สำหรับเหล่าดยุกแล้ว ปิอาโร่คือตัวตนที่แสนพิเศษ ความเชื่อมั่นที่ว่าปิอาโร่จะสามารถป้องกันความยากลำบากในอนาคตที่ต้องเจอภายในโบราณสถานได้ ช่วยเพิ่มพละกำลังใจให้กับเหล่าดยุกอย่างมหาศาล
ถึงกระนั้น จู่ๆ ก็มีตัวตนที่คาดไม่ถึงเอ่ยขัดขึ้นมาราวกับกำลังตักเตือนท่าทีของพวกเขา “พวกเราจะหยุดการสำรวจไว้แค่นี้ก่อนค่ะ”
เป็นเกริดนั่นเอง
“เอ๋?”
เหล่าดยุกได้เห็นความโลภของเกริดมาตั้งแต่แรกแล้ว ความปรารถนาในพละกำลังและสมบัติใหม่ๆ ของเกริดนั้นแรงกล้ากว่าใครเพื่อน พวกเขาตระหนักได้ทันทีที่เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความโลภยามที่เขาได้เห็น ‘กล่องวิชาลับ’ ทว่าเขากำลังจะละทิ้งความโลภนั้นและหยุดสำรวจงั้นเหรอ...? ในวินาทีนี้ที่กองกำลังเสริมของจักรวรรดิมาถึงแล้วและปิอาโร่ก็ถูกอัญเชิญมา การสำรวจมันจะง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยนะ เลยไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมถึงต้องหยุดสำรวจกันล่ะ
เกริดอธิบายให้เหล่าดยุกที่กำลังงุนงงเข้าใจว่า “ฉันกำลังกังวลเรื่องมหาจอมปีศาจที่กำลังอาละวาดอยู่บนทวีปน่ะค่ะ”
เมื่อไม่นานมานี้ เกริดนึกตำหนิตัวเองที่ทำให้ปิอาโร่ต้องรู้สึกผิด จากนั้นเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างเมื่อได้รับข้อความกระซิบจากเพื่อนพ้องที่ส่งมาปลอบใจเขา เดิมทีแล้ว ที่นี่มันคือสถานที่ที่การสื่อสารและเวทมนตร์วาร์ปถูกตัดขาดไม่ใช่เหรอ?
นับตั้งแต่มาถึงซากโบราณสถานแห่งเทพสงคราม ระบบข้อความกระซิบก็ใช้งานไม่ได้มาตลอด ทว่าทันทีที่ปิอาโร่ถูกอัญเชิญมาด้วยการอนุญาตจากเทพสงคราม กฎเกณฑ์นี้ก็พังทลายลง เขาไม่รู้หรอกว่าเป็นความผิดพลาดของเทพสงครามหรือเปล่า แต่ตอนนี้ระบบข้อความกระซิบถูกเปิดออกแล้ว
เลาเอลรีบส่งข้อความกระซิบหาสมาชิกโอเวอร์เกียร์และได้รับข่าวสารแบบเรียลไทม์ มีข่าวว่าเบริธเพิ่งจะบุกเข้าสู่ ‘ป้อมธาเลเรน’ (Fort Taleren) ซึ่งเป็นประตูด่านสุดท้ายก่อนจะถึงเมืองหลวงของอาณาจักรฮาเก้น และมีกลุ่มคนไปรวมตัวกันเพื่อหยุดยั้งมัน ในนั้นมีทั้งคราเกล, ฮ่าว และอเล็กซานเดอร์ (Alexander) นอกจากนี้สมาชิกโอเวอร์เกียร์ยังรายงานอีกว่านักหอกที่เก่งที่สุดในทวีปอย่างคิรินัสและราเชลก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่ป้อมปราการนั่นด้วย
ทันทีที่เลาเอลได้รับข่าว เกริดก็เริ่มอยู่ไม่สุข มีซีบัลและเครื่องจักรเวทมนตร์ ‘ไรเดอร์ส’ (Raiders) อยู่ที่นั่นด้วย และเกริดก็ไม่รู้ว่าคราเกลจะแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหนแล้ว ฮ่าวก็ได้ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นด้วยการทำสัญญากับเกริด และถึงแม้เกริดจะไม่ชอบอเล็กซานเดอร์แต่เขาก็ยอมรับในฝีมือของหมอนั่น หากมีราชินีหอกราเชลและคิรินัสที่อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับเกร็นฮัลเข้าร่วมด้วยล่ะก็...
‘พวกนั้นอาจจะปราบเบริธไปได้โดยไม่มีพวกเรา’
มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด เหตุผลที่สมาคมโอเวอร์เกียร์มองข้ามการปราบเบริธไปในตอนแรกก็เพื่อที่จะเก็บรักษาพละกำลังเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เพื่อยกเบริธให้คนอื่นไปง่ายๆ ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นคราเกล แต่เกริดก็ไม่มีเจตนาจะยกเบริธให้เลย มันเหมือนกับการละเลยผลประโยชน์ของเพื่อนพ้องของเขา
‘พวกเราต้องไปส่วนส่วนแบ่งมาให้ได้!’
เกริดมองไปที่ใบหน้าของเพื่อนพ้องของเขา ระหว่างที่ข้ามทะเลแดงและสำรวจโบราณสถาน พวกเขาเลเวลอัพกันไปคนละ 2 ถึง 6 เลเวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฟเกอร์ (Faker) ที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังจากเชี่ยวชาญวิชาลับ ยูราที่ถูกเทพสงครามหมายหัวเอาไว้ก็ดูเหมือนจะบรรลุสัจธรรมบางอย่าง ส่วนยูเฟมีน่า (Euphemina) ก็คัดลอกทักษะที่เรียกได้ว่าโกงสุดๆ มาจากเหล่าสาวกแห่งเทพสงคราม
การเดินทางตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นไม่สูญเปล่าเลย
‘แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว’
เกริดและเลาเอลได้วางแผนปราบเบริธขนาดใหญ่เอาไว้ พวกเขาตั้งใจจะระดมกำลังหลักของอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ ตั้งแต่สมาชิกโอเวอร์เกียร์นับร้อยไปจนถึงปิอาโร่, เมอร์เซเดส, จู๊ด, สติ๊กส์, นอลล์ (Noll), คาซิม (Kasim) และแม็กซอง (Maxong) ความจริงแล้ว พวกเขาตั้งใจจะเพิ่งพาพลังของทุกคนและมอบโอกาสในการได้รับค่าประสบการณ์และเลเวลให้กับพวกเขา ตอนนี้การเติบโตที่เหมาะสมซึ่งสมาชิกหลักจำเป็นต้องได้รับเพื่อปกป้องทุกคนนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว
‘ฉันบรรลุเป้าหมายแรกแล้ว’
เกริดบรรลุเลเวล 399 และสามารถเรียนรู้ ‘วิชาดาบทัพสองแสน’ ได้แล้ว ตอนนี้ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแผน ลำดับความสำคัญของซากโบราณสถานและเบริธต้องถูกสลับกัน แน่นอนว่าพวกเขาจะเดินจากไปเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้ มันคงจะปวดใจน่าดูหากเหล่าดยุกได้อะไรบางอย่างจากโบราณสถานไปในขณะที่พวกเขานี้ไป
‘นอกจากนี้ หนึ่งในเจ็ดดยุกยังมาถุกฆ่าตายอีก’
มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า มันไม่ควรจะมีการล้มตายไปมากกว่านี้หากต้องการจะสร้างมิตรภาพระหว่างจักรวรรดิและอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ การตายของเหล่าดยุกไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาเลย เกริดจึงเสนอต่อเหล่าดยุกว่า “หยุดการสำรวจไว้แค่นี้ก่อน แล้วไปกำจัดเบริธด้วยกันเถอะค่ะ”
“...?” เหล่าดยุกแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วย โบราณสถานคือสถานที่ที่พวกเขาสามารถได้รับวิชาลับของเทพสงคราม ทว่าในทางกลับกัน เบริธเป็นเพียงวายร้ายที่แสนจะธรรมดาเท่านั้น มันจำเป็นต้องบอกด้วยเหรอว่าอันไหนควรให้ความสำคัญมากกว่ากัน? เวลามีจำกัด มันฉลาดกว่าเยอะที่จะอยู่ที่นี่และสำรวจโบราณสถานต่อแทนที่จะกลับไปยังทวีปเพื่อไปปราบเบริธ มูลค่าของโบราณสถานนั้นสูงกว่ารางวัลจากการฆ่าเบริธเยอะเลย
“ข้าเองก็ลำบากใจที่จะพูดแบบนี้... ทว่าสำหรับจักรวรรดิแล้ว มันเป็นการดีกว่าที่จะปล่อยให้เบริธมีบทบาทต่อไป ยิ่งอาณาจักรอื่นๆ ได้รับความเสียหายจากเบริธมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งโหยหาการพึ่งพาจากจักรวรรดิมากขึ้นเท่านั้น” ดยุกเกร็นฮัลระบุจุดยืนของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา
เกริดไม่ได้คิดจะหาวิธีโน้มน้าวพวกเขาต่ออีกแล้ว ทว่าเลาเอลกลับก้าวออกมา “ความรู้สึกถึงวิกฤตบนทวีปนั้นพุ่งสูงขึ้นมากพอแล้ว ในตอนนี้ หากอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ปรากฏตัวออกมาและปราบเบริธลงได้ ทุกอาณาจักรบนทวีปจะพากันสรรเสริญอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ และสถานะของจักรวรรดิจะสั่นคลอนลง”
“...”
“พวกท่านยังไม่รู้อีกเหรอ? เหตุผลที่พระราชาเกลิดเสนอให้ไปปราบเบริธร่วมกันนั่นก็เพื่อปกป้องสถานะของจักรวรรดิในฐานะพันธมิตรที่แข็งแกร่งของพวกเรายังไงล่ะ พวกท่านกำลังจะเตะความปรารถนาดีของฝ่าบาททิ้งอย่างนั้นเหรอ?” เลาเอลจงใจใช้ไม้ออกมาค่อนข้างรุนแรง
มันเป็นเพราะเขาคำนวณไว้แล้วว่าค่าความพึงพอใจที่เหล่าดยุกมีต่อเกริดนั้นพุ่งสูงขึ้นมากหลังจากได้พบกับปิอาโร่ และแน่นอนว่ามันได้ผล
“...ข้าเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูดแล้ว” เกร็นฮัลและมอร์สพยักหน้าตอบรับ ในขณะที่บาซาร่าทำเพียงยิ้มอย่างมีเลศนัย เธอเห็นถึงความตอแหลในคำพูดของเลาเอล ทว่าเธอก็ไม่ได้เปิดเผยมันออกมา บาซาร่าคำนวณว่ามันเป็นการดีกว่าที่จะร่วมมือกับอาณาจักรโอเวอร์เกียร์ในเรื่องนี้เพื่อให้ได้มิตรภาพที่สมบูรณ์แบบ มันไม่มีอะไรจะเสีย และการจะสำรวจโบราณสถานต่อไปโดยไม่มีอาณาจักรโอเวอร์เกียร์มันก็คงจะเป็นเรื่องยาก
บรรยากาศเริ่มดำเนินไปตามที่ตั้งใจไว้ เกริดจึงเสริมขึ้นมาว่า “นอกจากนี้ พวกเรายังสามารถย่นระยะเวลาในการข้ามทะเลแดงได้อีกด้วย มหาปราชญ์สติ๊กส์จะมาถึงที่นี่ในอีกไม่ช้าและจะพาพวกเราทุกคนไปด้วยทักษะมหาเคลื่อนย้ายมวลสาร (Mass Teleport) ค่ะ”
“ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของมหาปราชญ์มาบ้าง ทว่าตามหลักการแล้ว ที่นี่คือพื้นที่ที่เวทมนตร์วาร์ปถูกตัดขาด ต่อให้เป็นมหาปราชญ์ก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย”
“ไม่หรอกค่ะ ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว สภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไปแล้ว ลองตรวจสอบด้วยเวทมนตร์สื่อสารดูสิคะ”
เรื่องราวดำเนินไปอย่างราบรื่น เหล่าดยุกใช้เวทมนตร์สื่อสารเพื่อคุยกับสมาชิกในครอบครัวของตนและยืนยันว่ามันเป็นเรื่องจริง ตอนนี้ทุกคนมาถึงจุดที่จะรวมพลังกันเพื่อปราบเบริธแล้ว มาร์ควิสฟูลบาสและกองทัพต่างพากันตกตะลึงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
‘ทำไมเหล่าดยุกถึงไปยืนอยู่ข้างราชาของศัตรูล่ะ?’
‘ดูเหมือนเหล่าดยุกจะสนิทสนมกับราชาโอเวอร์เกียร์เกินไปแล้วนะ...’
‘นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย... เฮือก?’
มาร์ควิสฟูลบาสและทหาร 10,000 นายที่กำลังงุนงงต่างพากันช็อคพร้อมๆ กัน เกริดและเหล่าดยุกกำลังคุยกันอย่างเคร่งเครียด ทว่าจู่ๆ ชายที่ไม่รู้จักตัวตนที่กำลังนั่งย่อตัวทำอะไรบางอย่างกับดินข้างๆ ก็เดินเข้ามาหาเกริด พวกเขาจึงได้เห็นตัวตนของเขาชัดๆ
“ปะ... ปิอาโร่...!”
กบฏปิอาโร่นั่นเอง ปฏิกิริยาของทหาร 10,000 นายนั้นมีหลากหลาย คนที่เชื่อว่าปิอาโร่ไม่ได้เป็นกบฏต่างพากันสั่นสะท้านด้วยความยินดีที่เห็นฮีโร่ในอดีตกลับมา ในขณะที่คนที่มองว่าปิอาโร่เป็นกบฏต่างพากันตื่นตระหนก แน่นอนว่าคนกลุ่มหลังมีเยอะกว่ามาก ราชวงศ์ได้ประกาศมานานแล้วว่าปิอาโร่คือกบฏ พวกเขาตั้งข้อหาว่าเป็นกบฏและสังหารสมาชิกครอบครัวของเขาทุกคน ผลลัพธ์มันปรากฏออกมาแบบนั้นแล้ว จึงมีน้อยคนนักที่จะเชื่อว่าปิอาโร่ถูกใส่ร้ายจริงๆ
มาร์ควิสฟูลบาสคือหนึ่งในคนส่วนน้อยที่แสนจะหายากคนนั้น เขาคือขุนนางผู้ยิ่งใหญ่และเคยมีประสบการณ์สร้างผลงานร่วมกับปิอาโร่มาก่อน มาร์ควิสแข็งค้างไปราวกับรูปปั้นหินครู่หนึ่งก่อนที่ดวงตาของเขาจะเริ่มแดงก่ำ เขารับรู้ความจริงได้ทันทีเมื่อเห็นปิอาโร่ยืนเคียงข้างเหล่าดยุก
“ข้าโล่งอกจริงๆ ที่เห็นท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง”
“...ท่านพ่อและท่านแม่ของท่านยังสบายดีอยู่ไหมครับ?”
“อืม พวกท่านฟันหลอไปหมดแล้วล่ะค่ะ แต่ก็ยังแข็งแรงดีอยู่”
“ข้าเชื่อว่าพวกท่านจะมีอายุยืนยาวครับ พวกท่านมักจะเปิดประตูยุ้งฉางและคอยดูแลผู้คนทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ แม้ว่าตังเองจะผอมโซเพราะความอดอยากก็ตาม... ผู้คนต่างพากันสรรเสริญพวกท่านประหนึ่งเทพเจ้า และเชื่อว่าพวกท่านจะได้รับพรและใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรงครับ”
“ทว่าตอนนี้พุงของพวกท่านเริ่มย้วยแล้วล่ะค่ะ ไม่เหมือนกับข้าที่โลภมากจนยอมขายลูกสาวแทนที่จะเสียสละตัวเอง”
“หากมีคนเปิดประตูยุ้งฉาง ก็ต้องมีคนคอยเติมข้าวใส่ยุ้งฉางสิครับ ท่านไม่รู้เรื่องนั้นเหรอ? ท่านคงจะลำบากมามากสินะครับ”
“ท่านปิอาโร่”
เขายังคงเหมือนเดิม การสนทนาสั้นๆ ช่วยขัดเกลาจิตใจของมาร์ควิส วีรบุรุษก็คือวีรบุรุษวันยังค่ำ ทว่ามาร์ควิสอยู่ในฐานะข้ารับใช้ที่ไม่ควรจะสงสัยในตัวองค์จักรพรรดิ ดังนั้น มาร์ควิสฟูลบาสจึงเลือกที่จะเชื่อเรื่องการเป็นกบฏแทนที่จะสงสัยในมัน
“ข้าขอโท... ข้าขอโทษจริงๆ ค่ะ” มาร์ควิสฟูลบาสทรุดเข่าลงแล้วหลั่งน้ำตาออกมา เหล่าขุนนางที่เพิ่งจะเริ่มตีตัวออกห่างจากเขาเพราะแผนการของใครบางคน ต่างพากันร้องไห้ไปกับเขาด้วย รอยร้าวที่เพิ่งเกิดขึ้นเริ่มที่จะได้รับการเยียวยาอีกครั้ง
ฮูโรอิที่ปลอมตัวเป็นเอิร์ลบาเก็ตขมวดคิ้ว ‘ปิอาโร่กำลังทำเสียแผนวุ้ย...’
ฮูโรอิต้องลำบากขนาดไหนกันนะ? ทว่าในวินาทีที่ฮูโรอิกำลังทุบอกตัวเองด้วยความอึดอัดนั่นเอง
- ข้าอยากจะเห็นนัก เสียงของเทพสงครามเซราทูลดังก้องอยู่ในหูของเกริด - เจ้าจะหนีออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่านะ?
‘พระองค์กำลังพูดเรื่องอะไรน่ะ?’ เกริดที่กำลังหัวเสียมองไปรอบๆ
ทันใดนั้น กลุ่มคนก็เดินเข้ามาจากระยะไกล พวกเขาคืออัศวิน 100 นายที่สวมชุดเกราะสีขาวใส และบรรยากาศที่พวกเขาแผ่ออกมานั้นไม่ธรรมดาเลย ดยุกเกร็นฮัลจำพวกเขาได้และตะโกนออกมาว่า “ไคล์ (Kyle)! เดิมทีกองกำลังเสริมจะต้องมาสี่หน่วย หนึ่งในนั้นดันเป็นหน่วยของไคล์งั้นเหรอ...!”
‘ไคล์เหรอ?’ เกริดทำสีหน้าเหมือนคนกำลังเคี้ยวขี้ ไคล์คือหนึ่งใน ‘ห้าเสาหลัก’ (Five Pillars) แห่งจักรวรรดิ ในอดีต เกริดเคยเผชิญหน้ากับไคล์มาแล้ว หากบราฮัมและมูมุด (Mumud) ไม่ได้สำแดงพลังออกมาเพราะเควสในตอนนั้นล่ะก็... เกริดและแอคนัสคงต้องตายลงโดยไม่อาจต้านทานพละกำลังที่มหาศาลของไคล์ได้เลย
ไคล์อาจจะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาห้าเสาหลัก ทว่าเขาก็ยังคงเป็นภัยคุกคามอยู่ดี เขาแตกต่างจากเจ็ดดยุกตรงที่เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ในอดีตร่วมกับปิอาโร่ ดังนั้นเขาจะเป็นศัตรูอย่างเต็มตัว เทพสงครามยิ่งกดดันเกริดที่กำลังประหม่าหนักข้อขึ้นไปอีก
- เขาเชื่อฟังข้า ไม่เหมือนกับเจ้า เขายอมรับในข้อบกพร่องของตนเองและก้าวข้ามไปสู่หนทางที่ข้าแนะนำ
“...!?”
- หากต้องการจะไปจากที่นี่ เจ้าต้องเอาชนะสาวกคนใหม่ของข้าให้ได้
[สร้างเควสใหม่!]
[สาวกแห่งเทพสงคราม, ไคล์]
[ระดับความยาก: SSS]
[ไคล์ หนึ่งในห้าเสาหลัก ได้มาเยือนโบราณสถานภายใต้คำสั่งขององค์จักรพรรดิ]
[จากนั้นเขาก็ได้พบกับเทพสงคราม]
[เขาเชื่อว่าหนทางแห่งวรยุทธ์ที่เทพสงครามนำเสนอนั้นคือพรอันประเสริฐ และได้กลายเป็นสาวกผู้ภักดี]
[จงต่อสู้และเอาชนะเขาที่กำลังมุ่งหน้ามาสังหารพระองค์ภายใต้คำสั่งของเทพสงคราม!]
[เงื่อนไขการสำเร็จเควส: สังหารไคล์ หรือทำให้เขาหลบหนีไป]
[รางวัลการสำเร็จเควส: สามารถเข้าถึงซากโบราณสถานแห่งเทพสงครามได้อย่างอิสระ]
[บทลงโทษหากล้มเหลว: เลเวลลดลง 5 เลเวล ถอดถอนเอฟเฟกต์ที่เกิดจากความพอใจของเทพสงคราม (ไม่อนุญาตให้ใช้เวทมนตร์สื่อสารและวาร์ปที่โบราณสถาน) ความสนใจในวรยุทธ์พุ่งสูงขึ้น]
“ซวยแล้ว!”
มันเป็นเลเวลที่เขาพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเก็บมันมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ในที่สุดเขาก็มาถึงเลเวล 399 และวิชาดาบทัพสองแสนก็มารออยู่ตรงหน้าแล้ว หากเขาล้มเหลวเควสนี้ เขาจะต้องสูญเสียเวลาและแรงกายที่ไม่อาจใช้เงินซื้อคืนมาได้ไปมหาศาล เกริดที่กำลังตื่นตระหนกตะโกนหาปิอาโร่และเพื่อนพ้อง “ต้องหยุดเขาให้ได้นะ!”
จากนั้น...
“เป็นแกนี่เอง!”
สายฟ้าพุ่งพล่านออกมา ไคล์ผมสีเทาที่มีแขนเพียงข้างเดียวมาถึงหน้าเกริดอย่างรวดเร็ว ไคล์แผ่สายฟ้าที่รุนแรงจนไม่อาจเทียบกับในอดีตได้เลย การมีอยู่ของเขาประหนึ่งภัยพิบัติทางธรรมชาติ
“บังอาจเมินเฉยต่อความโปรดปรานของเทพสงครามเขียวเหรอ...! เอ๋?” ไคล์กำลังตะโกนด้วยสีหน้าที่น่ากลัว ทว่าจู่ๆ เขาก็ทำหน้าตกตะลึง เขามองหน้าเกริดและนึกถึงความทรงจำเก่าๆ ได้ มันคือใบหน้าของทายาทกษัตริย์ไร้พ่ายที่เคยจ้องมองเขาภายใต้งอบฟางนั่น เขาไม่มีวันลืมใบหน้าของคนที่แสนจะยอดเยี่ยมผู้ซึ่งตัดแขนขวาของเขาออกไปด้วยพละกำลังที่มหาศาลขนาดนั้นได้เลย
“...ข้าว่าข้าจำคนผิดแล้วล่ะค่ะ” จู่ๆ ไคล์ก็ก้าวถอยหลังไป
“...?” เกริดถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
“ถ้าอย่างนั้นข้าไปก่อนนะคะ” ไคล์รีบเผ่นแน่บหนีออกจากพื้นที่ไปทันที
[เควส ‘สาวกแห่งเทพสงคราม, ไคล์’ เสร็จสมบูรณ์!]
[หลังจากนี้ พระองค์สามารถเข้าถึงซากโบราณสถานแห่งเทพสงครามได้อย่างอิสระ!]
“...???”
- ....???
เกิดความเงียบที่แสนจะกระอักกระอ่วนขึ้น ทั้งเกริดและเทพสงครามต่างก็ไม่อาจจับต้นชนปลายในสถานการณ์นี้ได้และนิ่งเงียบไปพักใหญ่ มันเงียบอยู่นานจนกระทั่งวงเวทปรากฏขึ้นบนอากาศ และมหาปราชญ์สติ๊กส์ก็ปรากฏตัวขึ้น เกริดเอ่ยลาเทพสงครามที่กำลังจ้องมองเขาจากที่ไหนซักแห่งอย่างสุภาพ “ฉัน... ฉันไปก่อนนะคะ”
- ...
“เอ้า ไปกันเถอะ”
- ...
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.








