Chapter 439
440 / 1162
8 min read
Chapter 439: Confrontation At The Gate Of Beginnings [Part 2]
Published Mar 16, 2026, 07:02 PM
บทที่ 439: การเผชิญหน้า ณ ประตูแห่งจุดเริ่มต้น [ภาค 2]
เสียงเคร้งคร้างของลูกธนูที่ปะทะกับโลหะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณประตูแห่งจุดเริ่มต้น
ขนสีขาวของเออร์ชิตูเปล่งประกายเจิดจ้าในขณะที่ลูกธนูกระดอนออกจากร่างกายของมัน ประตูสูงตระหง่านที่อยู่ด้านหลังโคขาวร่างยักษ์สั่นไหวเล็กน้อยขณะที่มันถ่ายโอนการคุ้มครองไปยังแชมเปี้ยนแห่งเผ่ามิโนทอร์
เออร์ชิตูยืนอยู่ภายในเขตแดนของประตู และมันสามารถดึงพลังของประตูมาใช้ได้ตามต้องการ ในตอนนี้ พลังป้องกันของเออร์ชิตูแข็งแกร่งพอๆ กับประตูแห่งจุดเริ่มต้น ซึ่งเคยทนทานต่อการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของมหาจอมเวทเอลฟ์ รวมถึงเหล่ายอดฝีมือดาบที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าระดับเซียนมาแล้ว
หากการโจมตีของพวกเขาไม่สามารถสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้กับประตูได้ ลูกธนูธรรมดาๆ ย่อมไม่มีทางทะลวงการป้องกันของเออร์ชิตูไปได้เลย
วิลเลียมยืนอยู่ด้านหลังเออร์ชิตูพลางกอดอก พวกเขาได้วางแผนรับมือกับกองทัพเอลฟ์ที่น่ารำคาญซึ่งไม่มีความตั้งใจจะแสดงความเมตตาต่อพวกเขาไว้เรียบร้อยแล้ว
ตราบใดที่เออร์ชิตูยังคงยืนอยู่ในเขตแดนของประตู เขาก็แทบจะเป็นอมตะ แน่นอนว่าโคขาวร่างยักษ์ไม่สามารถอยู่ในสถานะนี้ได้นานเกินไป พลังเวทมนตร์และพลังวิญญาณของประตูแห่งจุดเริ่มต้นนั้นมหาศาลมาก มันสามารถดึงพลังมาใช้ได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น มิฉะนั้นร่างกายของมันจะระเบิดออกเนื่องจากการดูดซับพลังที่มากเกินไป
เออร์ชิตูบอกวิลเลียมว่ามันสามารถต้านทานได้เพียงครึ่งชั่วโมงก่อนที่พวกเขาจะต้องเปลี่ยนไปใช้แผนสำรอง ลูกครึ่งเอลฟ์หนุ่มกำลังยุ่งกับการจดจ่ออยู่กับแผนที่บนหน้าต่างสถานะของเขาเพื่อประเมินว่าเขาสามารถล่อกองกำลังเอลฟ์เข้ามาในเขตแดนของเผ่ามิโนทอร์ได้มากแค่ไหนแล้ว
‘สองพันกว่าคนนิดๆ’ วิลเลียมขมวดคิ้ว ‘ฉันคาดหวังไว้มากกว่านี้ แต่เดาว่าพวกคงเขาคิดว่ากำลังพลแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว หวังว่าคนอื่นๆ จะทำภารกิจของพวกเขาได้สำเร็จนะ’
เอลันดอร์ยกมือขึ้นสั่งให้หยุดระดมยิงลูกธนูที่แทบไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ ให้กับโคข้าวยักษ์ที่ปกป้องลูกครึ่งเอลฟ์ที่เขาต้องการจะฆ่าเลย
“จอมเวท! ระดมยิง!” เอลันดอร์สั่งการ
ห่าฝนของมหาเวทธาตุตกลงใส่เออร์ชิตูที่ยืนขวางหน้าลูกครึ่งเอลฟ์ซึ่งกำลังยุ่งอยู่กับการกินแอปเปิล
วิลเลียมเพิกเฉยต่อการระดมยิงเวทมนตร์เหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง เพราะเขารู้ว่าเออร์ชิตูจะสามารถรับมือพวกมันได้ทั้งหมด เขาไม่ได้กังวลเลยที่พวกเอลฟ์จะทุ่มเททุกอย่างใส่เขา สิ่งที่เขากังวลคือพวกเอลฟ์จะยอมแพ้และทิ้งเขาไว้ตามลำพังต่างหาก
หลังจากระดมยิงอยู่สามนาที เวทมนตร์ก็หยุดลง ควันไฟพวยพุ่งขึ้นไปในอากาศในขณะที่พวกเอลฟ์รอคอยดูว่าการโจมตีของพวกเขาได้เปลี่ยนโคขาวร่างยักษ์ให้กลายเป็นเนื้อย่างไปแล้วหรือไม่
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของพวกเขาก็คือ วิลเลียมนั่งอยู่บนเก้าอี้และกำลังโบกพัดขนนกให้ตัวเองขณะกินอย่างสบายอารมณ์ เขามีท่าทีผ่อนคลายมาก ราวกับว่าเขาแค่มาที่นี่เพื่อชมทิวทัศน์รอบๆ เท่านั้น
“เอ๊ะ? จบแล้วเหรอ?” วิลเลียมถามหลังจากกินแอปเปิลในมือจนหมด “ฉันนึกว่าพวกอัจฉริยะเอลฟ์จะแข็งแกร่งกว่านี้ซะอีก ไม่คิดเลยว่าจะอ่อนแอขนาดนี้ ชิ! ชิ! คุณยายแถวบ้านฉันยังยกตัวฉันขึ้นมาตีตูดจนฉันร้องไห้จ๋าได้ง่ายๆ เลย แต่พวกนายพวกเอลฟ์ล่ะ? เหอะ... มีแต่พวกอ่อนแอทั้งนั้น”
วิลเลียมส่ายหัวอย่างผิดหวังและเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นเพื่อให้พวกหูยาวหน้าโง่ทุกคนได้ยินเขา
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพ่อของฉันถึงต้องไปที่ทวีปซิลเวอร์มูนเพื่อช่วยพวกนายทุกคนจากเผ่าปีศาจ พวกนายมันก็แค่พวกหน้าตัวเมีย!” วิลเลียมเยาะเย้ย “พ่อของฉันกับฉันไม่กลัวพวกหน้าตัวเมียหรอก! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เสียงหัวเราะที่น่ารำคาญของวิลเลียมบาดลึกเข้าไปในเส้นประสาทของพวกเอลฟ์ที่คันไม้คันมืออยากจะซัดเขาให้ลงไปกองกับพื้น แม้แต่เอลันดอร์ที่ไม่ได้แสดงท่าทีต่อการยั่วยุของวิลเลียมก่อนหน้านี้ ก็ยังพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะรักษาความสงบบนใบหน้าในขณะที่ฟังเสียงหัวเราะที่น่าหมั่นไส้ของวิลเลียม
“หน้าตัวเมียคืออะไรเหรอ?” เจ้าหญิงอีโอวีนถามยอดฝีมือดาบคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายเธอ
นักรบระดับเซียนหลบสายตาและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำถามของเจ้าหญิง เจ้าหญิงอีโอวีนได้รับการเลี้ยงดูมาด้วยความรักและความเอาใจใส่ เหล่าอาจารย์ในวังรวมถึงท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์ ท่านหญิงอาร์เวน ไม่เคยสอนเรื่องหยาบคายใดๆ แก่เธอ และพยายามหลีกเลี่ยงคำด่าทอทั้งหมด เกรงว่าสิ่งเหล่านั้นจะส่งผลเสียต่อเธอ
เจ้าหญิงอีโอวีนมองไปที่ลูกครึ่งเอลฟ์ที่กำลังหัวเราะอยู่แต่ไกล และความขมวดคิ้วก็ปรากฏบนใบหน้าอันงดงามของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจคำศัพท์หยาบโลนที่ลูกครึ่งเอลฟ์คนนั้นใช้ แต่เธอก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่วิลเลียมพูดนั้นหยาบคายมาก
“หุบปาก!” เอลันดอร์ตะโกน “สมกับที่เป็นลูกครึ่งเอลฟ์ ทุกสิ่งที่ออกมาจากปากของแกมันน่าขยะแขยงจริงๆ”
“สมกับที่เป็นเอลฟ์” วิลเลียมตอบกลับด้วยการเยาะเย้ย “หน้าของนายน่ะทำให้ฉันนึกถึงหน้าตัวเมียเลย! ฮ่าฮ่า!”
เออร์ชิตูซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าวิลเลียมกำลังข่มใจไม่ให้เตะลูกครึ่งเอลฟ์ที่นั่งอยู่ข้างเท้าของมัน แม้ว่าทั้งคู่จะอยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่มันก็รู้สึกอับอายที่ต้องฟังคำพูดหยาบคายของวิลเลียม
“เอาล่ะ แล้วนายจะทำยังไงต่อล่ะ?” วิลเลียมถามด้วยน้ำเสียงโอหัง “นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่นายมีแล้วเหรอ?”
ลูกครึ่งเอลฟ์หนุ่มกำลังจดจ่ออยู่กับเวลา เออร์ชิตูเหลือเวลาอีกเพียงสิบห้านาทีก่อนที่มันจะถึงขีดจำกัด จนกว่าจะถึงตอนนั้น เขาจะทำอย่างสุดความสามารถเพื่อให้พวกเอลฟ์รู้สึกอยากจะสับเขาให้เป็นชิ้นๆ
“เจ้าหญิงอีโอวีน” วิลเลียมเรียกเจ้าหญิงที่ยืนอยู่ห่างจากเอลันดอร์ไม่กี่เมตร โดยมีการคุ้มกันโดยยอดฝีมือดาบสองคน “ผมได้ยินเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับคุณจากแม่ของผม”
หูของเจ้าหญิงอีโอวีนกระดิกเมื่อได้ยินคำพูดของวิลเลียม นอกจากพ่อแม่ของเธอแล้ว เจ้าหญิงเอลฟ์รักท่านหญิงอาร์เวนมากที่สุด นี่คือเหตุผลที่เมื่อท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์รับเธอเป็นศิษย์ เจ้าหญิงก็เต้นระบำด้วยความดีใจจนพ่อแม่ของเธอรู้สึกขบขัน
“ท่านหญิงอาร์เวนพูดถึงข้าในทางที่ดีเหรอ?” เจ้าหญิงอีโอวีนถาม “ท่านอาจารย์พูดถึงข้าว่าอย่างไรบ้าง?”
รอยยิ้มของวิลเลียมกว้างขึ้น แน่นอนว่าแม่ของเขาได้พูดถึงศิษย์ทั้งสองคนของเธอในจดหมาย ดังนั้นเขาจึงรู้เรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับเจ้าหญิง
“เธอบอกว่าคุณชอบเต้นระบำเวลาที่คุณมีความสุข” วิลเลียมตอบ “แล้วก็ ของโปรดของคุณคือผลเบอร์รี่สีแดงที่ขึ้นอยู่ใกล้ต้นไม้โลก แม่ของผมบอกว่าคุณเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมมาก และเธอก็ภูมิใจในตัวคุณมาก”
ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วอกของเจ้าหญิงอีโอวีนเมื่อได้ยินว่าท่านหญิงอาร์เวนภูมิใจในตัวเธอมาก
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของวิลเลียม
“แม่ของผมยกย่องพวกเอลฟ์ในเรื่องความภาคภูมิใจ เกียรติยศ และความกล้าหาญ แต่ผมไม่เห็นคุณสมบัติที่น่าชื่นชมเหล่านั้นในตัวพวกเอลฟ์ที่อยู่ตรงหน้าผมเลย สิ่งที่ผมเห็นมีเพียงพวกคนลวงโลกและสวะที่เนรคุณ ซึ่งเล็งอาวุธและพยายามจะฆ่าลูกชายของท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์และผู้ช่วยชีวิตของพวกเขาเอง”
วิลเลียมเหยียดหยามขณะมองไปที่เอลันดอร์ด้วยความรังเกียจ “ความภาคภูมิใจอะไร? เกียรติยศอะไร? นายเรียกสิ่งนี้ว่าความกล้าหาญงั้นเหรอ? อ้อ... ผู้บัญชาการของพวกนายคงมาจากตระกูลเอลฟ์ที่เกลียดชังวีรบุรุษมนุษย์ที่ช่วยดินแดนของพวกนายไว้สินะ ถ้าพ่อของฉันรู้ว่าพวกนายทุกคนเป็นพวกสวะเนรคุณ เขาคงไม่แม้แต่จะกระดิกนิ้วช่วย และปล่อยให้พวกนายทุกคนถูกเผ่าปีศาจจับไปเป็นทาสแน่ๆ”
คำพูดที่ทรงพลังของวิลเลียมดังก้องไปทั่วบริเวณ ซึ่งทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกละอายใจต่อการกระทำของตน แม้ว่าตระกูลเอลฟ์โบราณบางตระกูลจะเกลียดชังแมกซ์เวลล์ แต่เอลฟ์ส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติต่อเขาในฐานะวีรบุรุษ อัจฉริยะเอลฟ์รุ่นเยาว์บางคนถึงกับปรารถนาจะเติบโตขึ้นมาเป็นเหมือนเขา
การได้ยินวิลเลียมบอกว่าพวกเขาเป็นพวกสวะเนรคุณทำให้พวกเขาเริ่มลังเล
“หุบปาก! อย่าไปฟังมัน!” เอลันดอร์สั่ง “มันก็แค่พูดจาไร้สาระ”
วิลเลียมเมินเอลันดอร์และหันไปมองเจ้าหญิงอีโอวีน “เห็นไหมเจ้าหญิง? นี่คือเหตุผลที่แม่ของผมต้องถูกพรากจากผมไป พวกสวะเอลฟ์เหล่านี้ไม่ยอมรับว่าผมเป็นลูกชายของท่านหญิงอาร์เวน แล้วคุณล่ะ? คุณเองก็ไม่ยอมรับผมด้วยอย่างนั้นเหรอ?”
เอลันดอร์ชักดาบออกมา เขาไม่สามารถปล่อยให้วิลเลียมพูดจายุยงต่อไปได้อีกแล้ว
ทว่า ก่อนที่เขาจะสั่งเปิดฉากการปะทะอย่างเต็มรูปแบบ น้ำเสียงที่หนักแน่นและสง่างามของเจ้าหญิงอีโอวีนก็ดังเข้าหูเขา
“ข้าขอยอมรับว่าท่านคือบุตรชายของท่านหญิงอาร์เวน ท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์ของเรา” เจ้าหญิงอีโอวีนกล่าวอย่างหนักแน่น “ใครก็ตามที่บังอาจบอกว่าท่านไม่ใช่บุตรชายของท่านอาจารย์ของข้า ผู้นั้นคือศัตรูของข้า! ข้าขอสาบานด้วยเกียรติของราชวงศ์!”
เอลันดอร์ขบฟันด้วยความหงุดหงิด ในเมื่อเจ้าหญิงได้ยอมรับวิลเลียมเป็นลูกชายของท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์แล้ว การยุยงใดๆ ต่อจากนี้ย่อมจะส่งผลเสียต่อตัวเขาเอง
ผู้บัญชาการเอลฟ์หนุ่มจ้องมองวิลเลียมด้วยความเกลียดชัง ในขณะที่ฝ่ายหลังมองกลับมาด้วยท่าทีเยาะเย้ย ตอนนี้ตัวตนของวิลเลียมได้รับการยอมรับจากเจ้าหญิงเอลฟ์แล้ว ถึงเวลาแล้วที่เขาจะเริ่มดำเนินแผนการขั้นต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าภารกิจที่พวกเขามายังอาณาจักรซีลันจะประสบความสำเร็จ
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.