ตอนที่ 4301
4299 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 4301
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 12:35
บทที่ 4301 - สหายเก่าพบพาน
เถ้าแก่เนี้ยจ้องมองหยางไค่ด้วยสายตาแปลกประหลาด “เรื่องของแดนสุขาวดีหลางหยาพักไว้ก่อน เจ้าบอกข้ามาก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับถ้ำสวรรค์ยินหยาง”
“ถ้ำสวรรค์ยินหยาง?” หยางไค่พลันนึกถึงชวีฮว่าชางขึ้นมาทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น หวังว่านางจะปลอดภัยดีเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงถามออกไปโดยไม่รู้ตัว “เกิดอะไรขึ้นกับถ้ำสวรรค์ยินหยางหรือขอรับ?”
เถ้าแก่เนี้ยขบฟันเล็กน้อยขณะตวาด “ข้าประหลาดใจนักที่เจ้ายังมีหน้ามาถามข้า! ผู้แทนของพวกเขามาหาข้าเพื่อสู่ขอ! พวกเขากำลังขอให้เจ้าแต่งเข้าถ้ำสวรรค์ยินหยาง”
“สู่ขอ? แต่งเข้าถ้ำสวรรค์ยินหยาง?” หยางไค่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “ท-ท่านล้อข้าเล่นใช่หรือไม่!?”
ผู้คนที่อยู่รายล้อมต่างก็หันมามองหยางไค่ด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าของเยว่เหอนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง นางกัดริมฝีปากสีแดงสดของตนเบาๆ ประหนึ่งภรรยาที่ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี
“หึ...” เถ้าแก่เนี้ยแค่นเสียงหยันในลำคอ “ทีแรกข้าก็นึกว่าพวกเขาพูดเล่น แต่ไม่ใช่เลย พวกเขายังมอบรายการสินสอดทองหมั้นให้ข้าด้วย เจ้าอยากจะดูหน่อยหรือไม่?”
เหงื่อกาฬของหยางไค่แตกพลั่ก เขาโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ไม่จำเป็นขอรับ! ข้าเกรงว่าต้องมีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างเป็นแน่!”
เถ้าแก่เนี้ยส่งสายตาอำมหิตให้เขา ราวกับจะเฉือนเนื้อออกจากร่างของเขาทีละชิ้น “มันไม่ใช่ความเข้าใจผิด หากถ้ำสวรรค์ยินหยางเป็นฝ่ายมาสู่ขอ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสนิทสนมกับชวีฮว่าชางมากในถ้ำสวรรค์อสูรโลหิต”
[ท่านรู้เรื่องนั้นด้วยหรือ!?] หยางไค่ใคร่อยากจะถามเหลือเกินว่าปากสว่างคนไหนเป็นคนเอาเรื่องนี้มาบอกนาง แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถปิดบังได้อยู่แล้ว ผู้คนมากมายเคยเห็นเขาเดินทางร่วมกับชวีฮว่าชางก่อนที่พวกเขาจะไปถึงวังเทพอสูรโลหิต
ดังนั้น หยางไค่จึงตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ศิษย์พี่ชวีมอบความช่วยเหลืออันใหญ่หลวงแก่ข้าในถ้ำสวรรค์อสูรโลหิต หากไม่ใช่เพราะนาง ข้าคงสิ้นชีพไปแล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น?” ดวงตาของเถ้าแก่เนี้ยหรี่ลงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น บรรยากาศรอบกายนางพลันเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ นางได้ยินมาเพียงว่าหยางไค่และชวีฮว่าชางเดินทางด้วยกันภายในถ้ำสวรรค์อสูรโลหิต และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดูใกล้ชิดสนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง แต่นางกลับไม่รู้อะไรนอกเหนือจากนั้น นางไม่มีข้อมูลเลยว่าทั้งสองช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ถึงชีวิตหลายต่อหลายครั้ง
หยางไค่โบกมือปัดเรื่องนี้ทิ้งไปและกล่าวเพียงว่า “อย่างไรก็ตาม ข้าเป็นหนี้ชีวิตศิษย์พี่ชวี”
เขาไม่เต็มใจที่จะขยายความเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปมากกว่าเดิม แต่สาเหตุหลักเป็นเพราะคนที่พยายามจะฆ่าเขาในตอนนั้นคืออินซินจ้าวจากถ้ำสวรรค์เซวียนหยวน
ผู้สนับสนุนเบื้องหลังโรงเตี๊ยมเฟิร์สอินน์คือผู้อาวุโสจากถ้ำสวรรค์เซวียนหยวนผู้บรรลุถึงขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับเจ็ด หากเถ้าแก่เนี้ยล่วงรู้เรื่องนี้ นางย่อมต้องออกหน้าเพื่อเขาอย่างแน่นอน แต่มันจะไม่เป็นผลดีกับนางเลยหากนางต้องเผาพลาญสะพานสัมพันธ์กับถ้ำสวรรค์เซวียนหยวน
นางปกป้องเขามานานหลายปี แล้วหยางไค่จะสร้างปัญหาให้นางได้อย่างไร? สำหรับหนี้แค้นที่ถูกอินซินจ้าวไล่ล่าในครานั้น วันหนึ่งเขาจะกลับไปทวงคืนด้วยตนเอง!
เถ้าแก่เนี้ยมองหยางไค่อย่างลึกซึ้งก่อนจะถอนหายใจในที่สุด “ไม่ใช่ว่าข้าอยากจะนินทาว่าร้ายใครลับหลัง ข้าเองก็รู้จักแม่นางชวีฮว่าชางเช่นกัน นางเป็นคนดี แต่นางก็เป็นศิษย์สายหลักของถ้ำสวรรค์ยินหยางเช่นกัน เป็นไปได้ว่าวันหนึ่งนางอาจจะได้สืบทอดตำแหน่งประมุขนิกาย ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเจ้าเลยหากนางตกหลุมรักเจ้า”
“วางใจเถิด เถ้าแก่เนี้ย ข้าจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง”
นางถอนหายใจอีกครั้งและกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จงดูแลตัวเองให้ดี พวกเราเสร็จธุระที่นี่แล้ว ได้เวลากลับกันเสียที”
สำหรับคนเหล่านั้นที่ยังหาตัวไม่พบ... แม้ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับพวกเขา นั่นก็เป็นผลจากการเลือกของพวกเขาเอง ในทางกลับกัน หากพวกเขารอดชีวิต พวกเขาย่อมต้องหาทางกลับไปยังโรงเตี๊ยมเฟิร์สอินน์ในเขตแดนพันวิหคหรือดินแดนว่างเปล่าได้เองตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่ต่อไป
เรือสำเภาลำมหึมาพลันหันกลับอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังประตูเขตแดนแห่งหนึ่งของเขตแดนอสูรโลหิต
ภายในห้องของเขา หยางไค่อาบน้ำชำระกายและเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน การกระทำเรียบง่ายเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นในทันที จากนั้น เขาก็ตรวจสอบผลเก็บเกี่ยวจากการเดินทางครั้งนี้ พลันรอยยิ้มอันเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
พูดให้ชัดเจนคือ เขาไม่ได้สิ่งของอะไรมากมายนักจากการเดินทางครั้งนี้ อย่างน้อยก็เทียบไม่ได้กับผลเก็บเกี่ยวของเขาจากขอบเขตซากปรักหักพังโบราณอันยิ่งใหญ่ แต่ถึงกระนั้น เขาก็พึงพอใจอย่างมาก เหตุผลหลักคือเขาได้รับแก่นอสูรธาตุโลหะระดับเจ็ด! นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม เขายังไม่รีบร้อนที่จะหลอมรวมแก่นอสูร การหลอมรวมแก่นอสูรระดับเจ็ดนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นเขาจึงต้องรอจนกว่าจะกลับไปเพื่อเข้าฌานบำเพ็ญเพียร
นอกเหนือจากแก่นอสูรระดับเจ็ดแล้ว ผลเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือโอสถโอเพ่นเฮเว่นกำเนิดฟ้าดินทั้งห้าเม็ดที่ก่อตัวขึ้นในเตาหลอมจักรวาล! นี่คือสมบัติล้ำค่าที่จะทำให้ทุกคนต้องอิจฉาตาร้อน
[ข้าควรจะมอบให้เถ้าแก่เนี้ยสักเม็ดหนึ่งในภายหลัง มันอาจทำให้นางสามารถทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับเจ็ดได้!] หากเถ้าแก่เนี้ยสามารถก้าวขึ้นสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับเจ็ดได้ สถานะและความแข็งแกร่งของนางจะได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล มันจะทำให้นางมีอำนาจต่อรองมากพอแม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับถ้ำสวรรค์เซวียนหยวนก็ตาม
นอกจากนี้ หยางไค่ยังมีความหวังสูงกับเหล่าผู้ฝึกตนจากนครอุดมสมบูรณ์ ตั้งแต่ประมุขนครโม่เม่ย ผังตั๋ว และผู้อาวุโสใหญ่คนอื่นๆ ไปจนถึงอนุศาสนาจารย์ฟ่านอู๋ซิน และชาวเมืองธรรมดาอีกมากมาย หลายคนยังคงอยู่ในขอบเขตจักรพรรดิมานานหลายศตวรรษ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ในสายตาของเขา พวกเขาทั้งหมดคือเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมจะผลิบานเป็นยอดฝีมือขอบเขตเปิดสวรรค์ ขอเพียงแค่พันธนาการบัญญัติโลหิตในร่างกายของพวกเขาถูกขจัดออกไป พวกเขาก็สามารถทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ได้ทุกเมื่อ! เมื่อถึงจุดนั้น รากฐานของดินแดนว่างเปล่าจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล!
ตัวหยางไค่เองตกเป็นเป้าหมายของถ้ำสวรรค์และแดนสุขาวดีใหญ่ต่างๆ ดังนั้นความรู้สึกถึงวิกฤตอันรุนแรงจึงก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของหัวใจเขา โชคร้ายที่ตัวเขาเองยังไม่มีหนทางที่จะทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ได้ในเร็ววันนี้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงคิดหาวิธีอื่นเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับดินแดนว่างเปล่า มิฉะนั้นแล้ว ดินแดนว่างเปล่าจะต่อสู้กลับได้อย่างไรหากวันหนึ่งมีศัตรูที่แข็งแกร่งบุกเข้ามา?
แก่นอสูรระดับเจ็ด โอสถโอเพ่นเฮเว่นกำเนิดฟ้าดิน และเหล่าผู้ฝึกตนจากนครอุดมสมบูรณ์ นี่คือผลเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหยางไค่ในการเดินทางครั้งนี้ ส่วนเคล็ดวิชาเพาะเลี้ยงอสูรส่วนหนึ่ง เตาหลอมโอสถ และโอสถนานาชนิดที่ได้รับในวังเทพอสูรโลหิต หรือแม้แต่ชิ้นส่วนของคัมภีร์แสงโลหิตเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ไม่อาจเทียบได้กับผลประโยชน์มหาศาลที่กล่าวมาข้างต้น
แน่นอนว่ายังมีอิทธิฤทธิ์ธาตุไม้ของเขาอีกด้วย หยางไค่ต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจอิทธิฤทธิ์นั้นอย่างถ่องแท้ ในตอนนั้น พลังแห่งอิทธิฤทธิ์ได้ระเบิดออกมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนและปรากฏออกมาจากตัวเขาโดยตรง ด้วยเหตุนี้ ตัวเขาเองจึงไม่ชัดเจนว่าอิทธิฤทธิ์นั้นทำงานอย่างไร เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะต้องเข้าใจวิธีการของตนเอง มิฉะนั้นแล้ว เขาจะเปิดใช้งานมันอีกครั้งได้อย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูในครั้งต่อไป?
[จริงด้วย! โม่เม่ยและคนอื่นๆ รู้จักกับเถ้าแก่เนี้ย ได้เวลาให้พวกเขาได้พบกันแล้ว] หยางไค่ยังไม่มีเวลาเล่าเรื่องนครอุดมสมบูรณ์ให้เถ้าแก่เนี้ยฟังโดยละเอียด เมื่อพิจารณาถึงเรื่องนี้แล้ว เขาก็เข้าสู่โลกผนึกน้อยในทันที เมื่อเขากวาดสภาวะรับรู้ไปรอบๆ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
เขารวบรวมมณฑลวิญญาณจำนวนมากเข้ามาในโลกผนึกน้อยเมื่อครั้งยังอยู่ในเขตแดนอสูรโลหิต แต่มีเพียงมณฑลวิญญาณที่มีนครอุดมสมบูรณ์ตั้งอยู่เท่านั้นที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ หยางไค่ใช้อำนาจของเขาในฐานะจ้าวแห่งโลกผนึกน้อยเพื่อผนึกและกักเก็บพลังโลกของมณฑลวิญญาณนั้นไว้ ในทางกลับกัน เขาไม่ได้ใส่ใจที่จะทำอะไรกับมณฑลวิญญาณอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ พลังโลกที่บรรจุอยู่ในมณฑลวิญญาณเหล่านั้นจึงได้เริ่มหลอมรวมเข้ากับโลกผนึกน้อยแล้ว
ในขณะนี้ พลังโลกในโลกผนึกน้อยหนาแน่นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว ในฐานะจ้าวแห่งโลกผนึกน้อย หยางไค่สามารถสัมผัสถึงความแตกต่างนี้ได้อย่างชัดเจน
เขาลอบถอนหายใจกับตัวเอง [สมแล้วที่เป็นจักรวาลถ้ำสวรรค์ที่ยอดฝีมือขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปดทิ้งไว้เบื้องหลัง ข้าเพียงแค่รวบรวมเศษเสี้ยวที่แตกหักบางส่วน แต่โลกผนึกน้อยกลับมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกผนึกน้อยหากข้ากลืนกินถ้ำสวรรค์อสูรโลหิตทั้งหมด?]
ยิ่งไปกว่านั้น การหลอมรวมของพลังโลกจะไม่เสร็จสิ้นในเวลาเพียงไม่กี่วัน พลังโลกในโลกผนึกน้อยจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ผลประโยชน์ที่โลกผนึกน้อยได้รับนั้นก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเขาเช่นกัน! หากความคิดที่เขาปรุงแต่งขึ้นในหัวสามารถสำเร็จลุล่วงได้ ความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น
เมื่อตั้งสมาธิได้แล้ว หยางไค่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่นครอุดมสมบูรณ์ในชั่วพริบตา
สถานที่แห่งนี้ถูกผนึกไว้โดยเขา ด้วยเหตุนี้ กลินอายของถ้ำสวรรค์อสูรโลหิตจึงยังคงอยู่ และผู้คนในนครอุดมสมบูรณ์ก็ยังคงปลอดภัย
โม่เม่ยและคนอื่นๆ กำลังรวมตัวกันอยู่ที่แห่งหนึ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงรีบเข้ามาต้อนรับหยางไค่เมื่อสังเกตเห็นการมาถึงของเขา หลังจากทักทายกันแล้ว หยางไค่ก็กล่าวว่า “ทุกท่าน ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยพวกท่านปลดเปลื้องพันธนาการบัญญัติโลหิต หลังจากนั้น ข้าจะพาพวกท่านไปพบสหายเก่า”
“สหายเก่าหรือเจ้าคะ?” โม่เม่ยประหลาดใจ แต่ไม่นานนางก็เข้าใจสถานการณ์ “ใช่พี่สาวหลันหรือไม่เจ้าคะ?”
“ถูกต้อง!” หยางไค่พยักหน้า “โลกอิสระของข้านั้นไม่สมบูรณ์และไม่สามารถรองรับยอดฝีมือขอบเขตเปิดสวรรค์ได้ ดังนั้นเถ้าแก่เนี้ยจึงไม่สามารถเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจึงทำได้เพียงพาพวกท่านออกไปพบนางแทน”
โม่เม่ยเผยสีหน้ายินดีเป็นล้นพ้นและพยักหน้าซ้ำๆ “ดีเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้พบพี่สาวหลันมานานหลายปี ไม่รู้ว่าตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง”
เขายิ้ม “ท่านจะได้รู้เมื่อได้พบนาง ประมุขนครโม่”
หยางไค่เริ่มใช้เคล็ดวิชาลับในทันทีโดยไม่รอช้า ด้วยประสบการณ์ก่อนหน้านี้ มันจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา เพียงแต่ทุกครั้งที่เขาใช้เคล็ดวิชาลับ โลหิตของเขาบางส่วนจะถูกใช้ไปในกระบวนการ
ผนึกจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกจากปลายนิ้ว เข้าสู่หน้าผากของโม่เม่ยและคนอื่นๆ พวกนางหลับตาลง รับรู้ถึงสภาวะของตนเอง และในไม่ช้าโม่เม่ยก็กล่าวด้วยสีหน้ายินดีอย่างยิ่ง “แม้ว่าจะไม่มีข้อพิสูจน์ แต่รู้สึกราวกับว่าบางสิ่งในร่างกายของข้าถูกปลดปล่อยและรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก ข้าคิดว่าพันธนาการบัญญัติโลหิตไม่มีอีกต่อไปแล้วเจ้าค่ะ”
ผังตั๋ว จินหยวนหลาง และคนอื่นๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย
“เราจะรู้ว่าพันธนาการถูกยกเลิกแล้วหรือไม่หลังจากที่เราทดสอบดู!” สภาวะรับรู้ของหยางไค่พลุ่งพล่านและห่อหุ้มร่างของทุกคนไว้ จากนั้น เขาก็วูบหายออกจากโลกผนึกน้อย เมื่อโม่เม่ยและคนอื่นๆ รู้ตัวอีกที พวกเขาก็มายืนอยู่ในห้องแห่งหนึ่งแล้ว
หยางไค่เฝ้าดูพวกเขาอย่างกระวนกระวายใจ แม้ว่าเขาจะค่อนข้างแน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบจากพันธนาการบัญญัติโลหิต แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่เสมอ ภายใต้การจับตาดูอย่างระมัดระวังของเขา เขาเห็นว่าพวกเขายังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีทุกประการ ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก [แม้ว่าเฮยหยาจะน่ารังเกียจ แต่ในเรื่องนี้ อย่างน้อยมันก็ไม่ได้หลอกลวงข้า]
“พี่สาวหลันอยู่ที่ไหนหรือเจ้าคะ?” โม่เม่ยหันไปมองรอบๆ แต่ไม่เห็นเถ้าแก่เนี้ย
หยางไค่กวักมือเรียกพวกเขาและกล่าวว่า “ตามข้ามา”
เขานำพวกเขาออกจากห้อง มายังห้องอีกห้องหนึ่งบนดาดฟ้าชั้นบนสุดของเรือ และเคาะประตูเบาๆ
...
ไม่นานเสียงของเถ้าแก่เนี้ยก็ดังขึ้น “เข้ามา”
หยางไค่เปิดประตูเข้าไปและเห็นเถ้าแก่เนี้ยกับเยว่เหอนั่งอยู่ตรงข้ามกันที่โต๊ะ พวกนางดูเหมือนกำลังปรึกษาหารืออะไรบางอย่าง แต่สีหน้าของพวกนางพลันแข็งค้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง
ในวินาทีต่อมา เถ้าแก่เนี้ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืน นางจ้องมองผู้คนที่อยู่เบื้องหลังหยางไค่ด้วยความตกใจ ดวงตาคู่สวยของนางสั่นระริกเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน เยว่เหออดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปิดริมฝีปากของนาง พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “โม่เม่ย?”
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายปี แต่ความทรงจำที่พวกเขามีต่อกันก็ไม่ได้จางหายไป ทั้งเยว่เหอและเถ้าแก่เนี้ยจำโม่เม่ยและคนอื่นๆ ได้ทันทีที่พวกเขาปรากฏตัว
ดวงตาของโม่เม่ยแดงก่ำ นางเดินไปข้างหน้าและโค้งคำนับอย่างสง่างาม “พี่สาวหลัน พี่สาวเยว่เหอ ในที่สุดเราก็ได้พบกันอีกครั้งหลังจากผ่านไปหลายปี! พวกท่านสบายดีหรือไม่เจ้าคะ?”
เถ้าแก่เนี้ยยื่นมือออกไปประคองโม่เม่ยขึ้น ริมฝีปากของนางขยับราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมา ดวงตาของนางเริ่มแดงก่ำเช่นกัน
ผังตั๋วและคนอื่นๆ ประสานหมัดคารวะ “คารวะศิษย์พี่หลัน ศิษย์พี่เยว่เหอ”
เยว่เหอพึมพำอย่างเลื่อนลอย “พวกเจ้า... ทำไมพวกเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้? แล้วพันธนาการบัญญัติโลหิตที่ราชันเทพอสูรโลหิตทิ้งไว้ในร่างกายของพวกเจ้าเล่า?”
โม่เม่ยเช็ดน้ำตาที่หางตาและอธิบายว่า “ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณท่านหยางเจ้าค่ะ เขาเป็นผู้ปลดผนึกให้พวกเรา นั่นคือวิธีที่เราหลุดพ้นจากพันธนาการของถ้ำสวรรค์อสูรโลหิตและมาปรากฏตัวที่นี่ได้”
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.