ตอนที่ 5013
5011 / 5804
อ่าน 12 นาที
Chapter 5013, Contest of Endurance
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 14:13
## **บทที่ 5013: บททดสอบแห่งความทรหด**
**ผู้แปล: ศิลามณี และ ไรคอฟ**
**ผู้ตรวจทานคำแปล: PewPewLazerGun**
**บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร: Leo of Zion Mountain และ Dhael Ligerkeys**
ผู้ใดก็ตามที่สามารถทะลวงผ่านสู่ระดับที่หกในมรรคาใดๆ ล้วนนับได้ว่าเป็นปรมาจารย์แห่งมรรคา ควรทราบว่าแม้แต่หยางไคเองก็ยังอยู่ในระดับที่แปด 'บรรลุสู่ยอด' ในมรรคาแห่งห้วงมิติเท่านั้น ซึ่งเป็นมรรคาที่เขาฝึกฝนมาตั้งแต่ยังอ่อนแอ
นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่เขาสามารถทะลวงผ่านมรรคาแห่งหอกได้ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ ทว่าหยางไคไม่มีเวลาให้ปรีดา การโจมตีอันดุร้ายของจู่เฟิงได้โถมเข้าครอบคลุมร่างเขาไว้หมดสิ้น กลิ่นอายแห่งความตายปกคลุมลงมาจากเบื้องบน
ในชั่วขณะนั้น นัยน์ตาของหยางไคปราศจากทั้งความยินดีหรือความเศร้าโศก
พลังหมึกดำอันไร้ขอบเขตถูกปลดปล่อยออกไปอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับโลหิตสดที่สาดกระเซ็น
ร่างทั้งสองพุ่งสวนกัน มือข้างที่หยางไคกุมหอกสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดบริเวณหน้าอกแทบทนทานไม่ไหว เมื่อก้มลงมอง เขาพบบาดแผลขนาดใหญ่ฉีกขาดตั้งแต่หัวไหล่ยาวไปจนถึงเอว ผิวหนังม้วนเปิดออกจนแทบจะมองเห็นอวัยวะภายในที่กำลังเต้นระริก
ท้ายที่สุด เขาก็มิอาจป้องกันหรือหลบหลีกคมดาบหัตถ์ของจู่เฟิงได้พ้น แม้จะมีกายาเผ่ามังกรอันแข็งแกร่ง เขาก็ยังเกือบถูกฟันเป็นสองท่อนด้วยกระบวนท่าเดียว
ทว่าแม้เขาจะบาดเจ็บ แต่จู่เฟิงก็ไม่ได้ไร้รอยขีดข่วนเช่นกัน ในระหว่างการปะทะนั้นเอง หอกมังกรครามก็ได้ทะลวงผ่านอกของจู่เฟิงเป็นรูโหว่ จึงยากจะตัดสินได้ว่าใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ
หยางไคไม่แม้แต่จะสนใจจัดการกับบาดแผลของตน เขาหันกลับไปอย่างรวดเร็ว ชี้ปลายหอกไปยังร่างมหึมาของจู่เฟิงพร้อมกับแผดคำราม "ตายเสีย!"
ขณะที่พุ่งทะยานไปข้างหน้า ร่างของเขาก็เลือนหายเข้าไปในแสงแห่งหอก เขาและหอกมังกรครามหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในทันที กลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่จู่เฟิง
ศึกในวันนี้จะจบลงก็ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสิ้นชีพไปเท่านั้น!
เสียงคำรามของจู่เฟิงดังก้องสะท้านเมฆาขณะที่เขาหันกลับมารับมือหยางไค แม้จะใช้เพียงหมัดเปล่าโดยปราศจากศาสตราวุธใดๆ แต่ทุdกระบวนท่ากลับทรงพลังอย่างน่าสะพรึงกลัว
ทั้งสองฝ่ายเข้าต่อสู้พัวพันกันในระยะประชิดทันที บาดแผลสยดสยองปรากฏขึ้นบนร่างกายของทั้งคู่ ในขณะเดียวกัน พลังหมึกดำอันเข้มข้นก็ไหลทะลักออกมาจากบาดแผลของจู่เฟิงไม่หยุดหย่อน แทรกซึมเข้าไปในร่างของหยางไค
พลังหมึกดำนี้เป็นดั่งส่วนหนึ่งของร่างกายจู่เฟิง ไม่เพียงแต่จะกัดกินเข้าไปในเนื้อหนังของหยางไคอย่างต่อเนื่อง มันยังแปรเปลี่ยนเป็นการโจมตีอันแหลมคมระลอกแล้วระลอกเล่า ทำลายล้างอวัยวะภายในทั้งห้าและเครื่องในทั้งหกของหยางไคจากภายใน
ใบหน้าของหยางไคอาบไปด้วยเลือด สภาพของเขาดูน่าสังเวชอย่างแท้จริง และกลิ่นอายของเขาก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ
กลิ่นอายของจู่เฟิงก็อ่อนแอลงเช่นกัน เขาได้ใช้วิชาลับอันทรงพลังเพื่อรีดเค้นพลังงานจากรังหมึกดำเพื่อใช้ในการฟื้นฟูตนเอง แม้เขาจะได้รับพลังในการต่อสู้มาเพียงช่วงสั้นๆ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาสภาพนี้ไว้ได้นาน เมื่อเวลาผ่านไป ผลเสียของวิชาลับก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น โจมตีเขากลับด้วยผลสะท้อนกลับที่รุนแรง
ยิ่งไปกว่านั้น การโจมตีของหยางไคยังสร้างความเสียหายให้แก่เขาอย่างมาก ทำให้อัตราที่ผลสะท้อนกลับจะมาถึงนั้นเร็วขึ้นไปอีก
หากเขาสามารถจัดการหยางไคได้ก่อนที่ผลสะท้อนกลับจากวิชาลับจะแสดงผลอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าทุกอย่างก็จะเรียบร้อย แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เขาเองก็ต้องจบสิ้น
ตัวจู่เฟิงเองก็ไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่ามนุษย์ขอบเขตเจ็ดเพียงคนเดียวจะรับมือได้ยากเย็นถึงเพียงนี้ แม้จะอยู่ในสภาพปัจจุบัน เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถสังหารมนุษย์ขอบเขตเจ็ดคนใดก็ได้ภายในสิบลมหายใจ แต่ทว่ามนุษย์ผู้นี้ไม่เพียงแต่ไม่ตาย แต่ยังสามารถต่อสู้กลับและสร้างความเสียหายร้ายแรงให้แก่เขาได้อีกด้วย
นี่คือความอัปยศอย่างใหญ่หลวงต่อสถานะอันสูงส่งของจู่เฟิงในฐานะเจ้าครองอาณาเขต และผลที่ตามมาคือการโจมตีของเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ทั้งสองฝ่ายต่างอ่อนแอลง แต่เมื่อเทียบกันแล้ว สถานการณ์ของหยางไคนั้นเลวร้ายกว่า หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกไม่นานเขาคงถูกจู่เฟิงสังหารเป็นแน่ เป็นที่ชัดเจนว่าจู่เฟิงก็ตระหนักถึงข้อนี้เช่นกัน เขาจึงไม่เปิดโอกาสให้หยางไคได้หยุดหายใจแม้แต่น้อย ยังคงแลกเปลี่ยนความเสียหายกับหยางไคต่อไป
หยางไคถอยร่นครั้งแล้วครั้งเล่า โลหิตปั่นป่วนอยู่ในลำคอขณะที่เขาบีบคั้นพลังจากจักรวาลน้อยของตนออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ทว่าการต่อต้านของเขากลับอ่อนแอเกินไปเมื่อเผชิญหน้ากับพลังอันน่าเกรงขามของศัตรู
เวลาที่เขาใช้แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับจู่เฟิงนั้นไม่นานนัก แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าพลังโลกภายในจักรวาลน้อยของเขากำลังจะเหือดแห้ง
สถานการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่หยางไคก้าวขึ้นสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ รากฐานจักรวาลน้อยของเขานั้นยิ่งใหญ่กว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด ที่จริงแล้ว หากการต่อสู้ไม่ดุเดือดจนเกินไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พลังในจักรวาลน้อยของเขาก็จะไม่มีวันเหือดแห้ง
ทว่าเมื่อจักรวาลน้อยว่างเปล่า ก็จะไม่มีพลังโลกให้ใช้ และการบ่มเพาะในขอบเขตเปิดสวรรค์ของเขาก็จะกลายเป็นเพียงของประดับ
แม้ว่าหยางไคจะยังมีไพ่ตายซ่อนอยู่ แต่มันก็เป็นไพ่ใบสุดท้ายของเขา เมื่อใดที่เขาใช้ไพ่ใบนั้น เขาจะต้องตัดสินผลแพ้ชนะให้ได้ มิฉะนั้น ทั้งเขาและไป๋อี้จะต้องตายที่นี่ในวันนี้
ดังนั้น หากไม่มีโอกาสที่เหมาะสม และก่อนที่เขาจะมาถึงจุดที่สิ้นหวังอย่างแท้จริง หยางไคจะไม่มีวันเล่นไพ่ใบสุดท้ายของเขาเป็นอันขาด
เขามีความคิดที่จะใช้แสงชำระล้างอีกครั้ง แต่ด้วยความเข้มข้นของการต่อสู้ การหน่วงเวลาสั้นๆ ที่เขาต้องการเพื่อรวบรวมแสงชำระล้างให้เพียงพอก็จะกลายเป็นโอกาสให้จู่เฟิงฉวยใช้ประโยชน์
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีอันบ้าคลั่งของจู่เฟิง หยางไคทำได้เพียงดิ้นรนเพื่อยื้อเวลาและรอคอยโอกาสที่เหมาะสม
ทันใดนั้นเอง ขณะที่เขาแทงหอกมังกรครามออกไป มันก็ถูกจู่เฟิงคว้าจับไว้ได้ ทำให้ฝ่ายหลังแสยะยิ้มอย่างดุร้ายและคำรามลั่น "ตายเสียเถอะ เจ้ามดปลวก!"
เขาบีบหมัดอีกข้างแน่น แล้วซัดเข้าใส่หยางไค
หมัดมหึมาขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตาของหยางไค แผ่พุ่งพลังทำลายล้างสวรรค์สะเทือนปฐพี หยางไคต้องรีบสละหอกของตนแล้วยกแขนขึ้นไขว้กันด้านหน้าเพื่อป้องกันร่างกาย
ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง แสงสีทองสายหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นจากด้านข้าง แทรกตัวอยู่ระหว่างหยางไคและจู่เฟิง ส่องสว่างจางๆ ร่างเล็กๆ ของไป๋อี้เผยออกมาจากภายในแสงสีทองนั้น
นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายของไป๋อี้ เมื่อครั้งที่หยางไคไล่ตามนาง เขาก็ตระหนักได้ว่านางสามารถสลับตำแหน่งกับแสงสีทองที่นางยิงออกไปได้ คล้ายกับการเคลื่อนย้ายพริบตาของเขา แม้เคล็ดวิชาเช่นนี้จะไม่เหมือนกับการเคลื่อนย้ายพริบตาเสียทีเดียว แต่ก็ยังนับว่าล้ำลึกอย่างยิ่ง เป็นเพราะอาศัยเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายอันน่าทึ่งนั้นเองที่นางสามารถหลบหนีจากเงื้อมมือของหยางไคได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
ก่อนหน้านี้ เมื่อไป๋อี้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของจู่เฟิง นางนอนอยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร ไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร หยางไคจดจ่ออยู่กับการต่อสู้กับจู่เฟิงจนไม่มีเวลาแม้แต่จะตรวจสอบอาการของนาง
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่านางจะใช้เคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายพิเศษของนางมาที่นี่เพื่อแทรกตัวอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสอง
ม่านตาของหยางไคหดเล็กลงขณะที่เขาร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก "ไม่ได้นะ!"
เขารู้ดีว่าการโจมตีของจู่เฟิงนั้นรุนแรงเพียงใด ด้วยกายาเผ่ามังกรอันแข็งแกร่งของเขาจึงยังสามารถต้านทานมาได้จนถึงตอนนี้ แต่หากหมัดเช่นนั้นกระแทกเข้าใส่ไป๋อี้ นางต้องตายอย่างแน่นอน
หยางไคไม่รู้ว่าเหตุใดไป๋อี้ถึงปรากฏตัวขึ้นในตอนนี้ แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่านางต้องการใช้ร่างกายของตนเองเป็นโล่เพื่อรับการโจมตีที่ไม่อาจหยุดยั้งนั้นแทนเขา
เขาเอื้อมมือไปหาไป๋อี้ แต่ก็สายเกินไป
หมัดมหึมาของจู่เฟิงกระแทกเข้าใส่ร่างเล็กๆ ของไป๋อี้อย่างแรงจนหยางไคได้ยินเสียงกระดูกหักดังลั่นติดต่อกันอย่างชัดเจน
ในชั่วพริบตาที่นางกำลังจะถูกโจมตีนั้น ไป๋อี้ได้น้าวคันธนูยาวของนาง และลูกธนูขนนกในรูปของปีกที่กางออกคู่หนึ่งก็ได้พุ่งเข้าสู่หน้าอกของจู่เฟิง
เสียงคำรามของจู่เฟิงและเสียงครางอู้อี้ของไป๋อี้ดังขึ้นพร้อมกัน
ในการปะทะกันนั้น จู่เฟิงโซซัดโซเซถอยหลังไป ในขณะที่ไป๋อี้กระแทกเข้าสู่อ้อมแขนของหยางไค ส่งผลให้ทั้งสองร่วงหล่นกลางอากาศ
ก่อนที่ทั้งสองจะทันได้ถึงพื้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงจู่เฟิงคำรามอีกครั้ง หอกมังกรครามที่เขาฉกไปจากหยางไคกลายเป็นลำแสงพุ่งตรงมายังหยางไคและไป๋อี้ มาถึงตัวในแทบจะทันที
การโจมตีนี้รุนแรงมากจนห้วงมิติฉีกขาดตามทางของมัน หากพวกเขาถูกโจมตี แม้แต่กายามังกรของหยางไคก็ยังต้องถูกทะลวง
ทว่าในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหยางไคหรือไป๋อี้ ทั้งสองต่างก็แทบจะหมดสิ้นเรี่ยวแรง ทำให้ไร้พลังที่จะต่อต้าน
เมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังจะถูกเสียบราวกับลูกน้ำเต้า เสียงคำรามของมังกรก็ดังขึ้น และหัวมังกรเรืองแสงก็ปรากฏขึ้นอย่างเจิดจ้าด้านหลังหยางไค
ในพริบตาเดียว หัวมังกรทองคำก็มุดเข้าไปในร่างของหยางไคและหายลับไปจากสายตา
จากนั้นก็มีเสียงเปรี๊ยะปร๊ะดังขึ้นขณะที่อสูรกายร่างยักษ์ขนาด 20,000 เมตรปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าภายในโลกที่ถูกปิดผนึก
แรงกดดันมังกรแผ่กระจายไปทั่วอากาศ!
อภิมหามังกรขดตัว โอบอุ้มไป๋อี้ไว้ในร่างของมัน หอกมังกรครามพุ่งตรงเข้าใส่ท้องของมังกรและหายลับเข้าไปจนหมดสิ้น บริเวณบาดแผล เกล็ดมังกรปลิวว่อน และความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่อภิมหามังกรได้รับทำให้มันสะบัดศีรษะไปด้านหลังและแผดเสียงคำรามโหยหวน
หยางไคได้รับบาดแผลฉกรรจ์ แต่ชีวิตของไป๋อี้ก็รอดพ้น
อภิมหามังกรหันกลับไปทันที และดวงตามังกรขนาดยักษ์ของมันก็จ้องเขม็งไปยังทิศทางของจู่เฟิง ในวินาทีถัดมา ร่างมังกรก็ส่ายไปมาและหัวมังกรอันดุร้ายของมันก็พุ่งเข้าใส่จู่เฟิง
ในตอนแรก จู่เฟิงตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมังกรอันน่าสะพรึงกลัว แม้แต่ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ไป๋อี้เพิ่งสร้างให้เขาก็ยังถูกลืมเลือนไป
แม้ว่าเผ่าหมึกดำจะรู้ถึงการมีอยู่ของเผ่ามังกร แต่โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาไม่เคยพบเจอพวกมันในสนามรบหมึกดำเลย อย่างไรก็ตาม พวกเขาเคยได้ยินมาว่ามีอภิมหามังกรปรากฏตัวขึ้นระหว่างการโจมตีมนุษย์ที่ด่านทลายเมฆา
ทว่า จู่เฟิงไม่ได้เข้าร่วมในสมรภูมินั้น เขาจึงไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง
เขาไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นมันในวันนี้
นั่นหมายความว่ามนุษย์ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นอภิมหามังกรที่ปรากฏตัวขึ้นในสมรภูมิทลายเมฆา!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการจู่โจมของอภิมหามังกร จู่เฟิงคำรามและพุ่งเข้าปะทะตรงๆ
ร่างของเขาดูใหญ่โตและสูงส่งในสายตาของมนุษย์ธรรมดา ทว่าเขากลับเล็กจ้อยราวกับมดปลวกเมื่ออยู่ต่อหน้าอภิมหามังกรตนนี้ แต่ถึงกระนั้น ความแข็งแกร่งก็ไม่เคยถูกตัดสินด้วยขนาดเพียงอย่างเดียว
จู่เฟิงรู้สึกว่าในปัจจุบันเขาแข็งแกร่งพอที่จะสังหารอภิมหามังกรตนนี้ได้ เขาจึงไม่ลังเล
ทว่าเมื่อปะทะกัน จู่เฟิงก็ตระหนักว่าเขาประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป
พลังอันน่าสะพรึงกลัวถาโถมเข้าใส่เขา และจู่เฟิงต้านทานได้เพียงชั่วครู่ก่อนที่จะถูกกรงเล็บมังกรขนาดมหึมากดลงกับพื้น
หลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่ทอดตัวยาวหลายสิบกิโลเมตรปรากฏขึ้นบนพื้นดิน พร้อมกับรอยแตก ลึกจำนวนมากที่แผ่ขยายออกไปจากศูนย์กลาง
จู่เฟิงไม่สามารถต้านทานพลังอันดุร้ายของคู่ต่อสู้ได้
จู่เฟิงโกรธเกรี้ยว หากเขาไม่ได้รับบาดเจ็บ แน่นอนว่าเขาสามารถทนต่อพลังดิบขนาดนี้ได้ ทว่าหลังจากได้รับบาดเจ็บมากมายจากการต่อสู้ครั้งก่อน และพลังที่เขาได้มาจากการใช้วิชาลับสังเวยตนเองก็กำลังสลายไป ทำให้ความแข็งแกร่งของเขาอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว และทำให้เขาถูกกดลงกับพื้นอย่างน่าอดสู
เขาดิ้นรนอย่างหนัก พยายามที่จะปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากกรงเล็บมังกร
ทว่า หัวของอภิมหามังกรลดต่ำลงเล็กน้อยและมันก็อ้าปากที่ใหญ่โตอย่างน่าสะพรึงกลัว พ่นลมปราณมังกรเข้าใส่จู่เฟิง
ลมปราณมังกรเฉือนผ่านร่างของจู่เฟิงและเปิดบาดแผลทั่วร่างของเขาราวกับห่าดาบ ทำให้โลหิตสีดำสนิทสาดกระเซ็นออกมา
ด้วยเสียงคำรามกึกก้อง จู่เฟิงซัดหมัดออกไป กระแทกเข้าใส่ร่างมังกรยักษ์ด้วยพลังอันดุร้าย ในพริบตา เกล็ดมังกรก็ปลิวว่อนไปในอากาศขณะที่รอยแผลเหวอะหวะน่าสยดสยองปรากฏขึ้นบนร่างมังกรยักษ์ซึ่งจะไม่ฟื้นฟูในเร็ววันนี้
บัดนี้มันคือการแข่งขันเพื่อดูว่าใครจะทนทานได้นานกว่ากัน
มีความเจ็บปวดปรากฏในดวงตาของอภิมหามังกร เช่นเดียวกับร่องรอยของความลังเลใจเล็กน้อย
ทว่า ในไม่ช้าดวงตาคู่นั้นก็กลับมาแน่วแน่
ทันใดนั้น ท่ามกลางลมปราณมังกรที่พวยพุ่งไม่หยุดหย่อน ลูกแก้วกลมมนลูกหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
ลูกแก้วกลมมนที่ถูกห่อหุ้มด้วยลมปราณมังกร เคลื่อนที่ไม่เร็วมากนัก อาจกล่าวได้ว่ามันเชื่องช้าเป็นพิเศษขณะที่มันค่อยๆ กดลงบนร่างของจู่เฟิงที่ถูกตรึงอยู่กับพื้น
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.