Chapter 3518
3518 / 5804
11 min read
Chapter 3518 - Chang Tian’s Plan
Published Apr 11, 2026, 10:38 AM
บทที่ 3518 - แผนการของฉางเทียน
“ตกลง... หากทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านว่า ข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ”
ครู่ต่อมา หยวีหรูม่งคล้ายจะตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด นางตวัดสายตาคมปลาบมองไปยังฉางเทียน “แต่ท่านอย่าได้ริอ่านเล่นตุกติกกับข้าเป็นอันขาด”
ฉางเทียนยิ้มละไมพลางเอ่ยตอบ “ราชาผู้นี้จะกล้าเหลวไหลได้อย่างไร ในเมื่อเดิมพันครั้งนี้คืออนาคตของทั้งทวีป?” เขาสะบัดหน้าเล็กน้อยก่อนจะถามย้ำ “เช่นนั้น ถือว่าข้อตกลงเป็นอันสิ้นสุด?”
หยวีหรูม่งแค่นเสียงฮึมฮัมในลำคอ แม้จะไม่ได้ตอบรับเป็นคำพูดอย่างชัดเจน แต่ฉางเทียนย่อมรู้ดีว่านางตอบตกลงแล้ว เพราะข้อเสนอนี้มีแต่ผลดีต่อนาง โดยไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียแม้แต่น้อย
นางเยื้องกรายเข้าไปหาหยางไค่ ก่อนจะคว้ามือเขามาเกุมไว้แล้วเอ่ยเสียงนุ่ม “ไปเดินเล่นกับข้าหน่อย”
หยางไค่พยักหน้าตามใจนาง ทั้งคู่ไม่ได้เหินบินออกไป แต่กลับเลือกที่จะก้าวย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ไปตามพงไพร สดับฟังเสียงวิหคเรไรและหมู่แมลงที่ระงมก้องอยู่รอบกาย
สองพี่น้องบงกชที่ตามหลังมาถึงกับลอบเดาะลิ้นด้วยความอัศจรรย์ใจ แม้พวกนางจะรู้ว่าหยวีหรูม่งให้ความสำคัญกับหยางไค่เพียงใด แต่ก็ไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะลึกซึ้งถึงเพียงนี้ หากละทิ้งสถานะและระดับวรยุทธ์ไปเสีย ชายหญิงคู่นี้ก็มิต่างอะไรกับคู่ชีวิตที่ผูกพันกันอย่างแนบแน่น
[ปีศาจศักดิ์สิทธิ์จะมอบหัวใจให้มนุษย์ได้จริงหรือ? แม้ว่ามนุษย์ผู้นี้จะมีสายเลือดของสัตว์อสูรบรรพกาลอยู่ในร่างก็เถอะ...]
ป่าแห่งนี้หนาทึบด้วยมวลไม้ พฤกษาแต่ละต้นใหญ่ยักษ์ขนาดหลายคนโอบ เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งดังกรอบแกรบเป็นจังหวะ เมื่อไร้ซึ่งคนนอก หยวีหรูม่งก็สลัดคราบจอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์ผู้สูงส่งออกไปจนหมดสิ้น นางเอนซบศีรษะลงบนไหล่ของหยางไค่ประหนึ่งสตรีตัวน้อยที่มีหัวใจอันสงบราบเรียบ นางไม่รีบที่จะเอ่ยปาก ส่วนหยางไค่เองก็ไม่ได้ซักไซ้ ทั้งคู่เพียงปล่อยให้เวลาแห่งความเงียบสงบอันหาได้ยากยิ่งนี้โอบล้อมกายเอาไว้
“ดีเหลือเกิน...” หยวีหรูม่งเอ่ยพร้อมรอยยิ้มละไม นิ้วมือของนางสอดประสานเข้ากับนิ้วของเขา
“หืม?” หยางไค่ก้มลงมอง กลิ่นหอมจางๆ จากเส้นผมของนางฟุ้งกระจายมาแตะจมูก
“อยู่แบบนี้มันดีจริงๆ... หากเราสามารถอยู่เช่นนี้ได้ตลอดไปก็คงดี”
หยางไค่เอื้อมมือไปบีบปลายจมูกรั้นๆ ของนางเบาๆ “หากเจ้าปรารถนา เราก็แค่ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง แล้วหาที่สงบเงียบปลีกวิเวกไปด้วยกัน”
หยวีหรูม่งหลุดขำออกมา “ครั้งก่อนเราก็ล้มเหลวไปแล้ว เจ้ายังคิดจะลองอีกงั้นหรือ?”
ครั้งนั้นมันนับเสียเมื่อไหร่กันเล่า... หยางไค่รู้สึกผิดอยู่ในใจเล็กน้อย เขากำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง ทว่าหยวีหรูม่งกลับชูนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากของเขาไว้เสียก่อน พร้อมกับพึมพำเสียงแผ่ว “หากวันหนึ่งข้าทำผิดต่อเจ้า... เจ้าจะเกลียดข้าหรือไม่?”
[ช่วงเวลานั้นกำลังจะมาถึงแล้วหรือ?] หยางไค่ลอบตระหนกในใจ พลางหวนนึกถึงคำยั่วยุของเป่ยลี่ม่อและคำเตือนของหมิงเยว่ ทว่าเขายังคงรักษาท่าทีสงบและถามกลับพร้อมรอยยิ้ม “อย่างเช่นเรื่องอะไรล่ะ?”
หยวีหรูม่งยิ้มบางๆ “ไม่มีคำว่า ‘อย่างเช่น’ หรอก ข้าแค่สมมติว่าถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ...”
หยางไค่หยุดก้าวย่างกะทันหัน ทำให้หยวีหรูม่งต้องหยุดตามไปด้วย นางมองเขาด้วยแววตาสับสน
เขาคว้าไหล่ทั้งสองข้างของนางไว้แน่น จ้องลึกเข้าไปในดวงตางามคู่นั้นที่ราวกับจะสูบเอาวิญญาณของผู้คนออกไปได้ แล้วเอ่ยเน้นทีละคำอย่างชัดเจน “ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด ข้าจะไม่มีวันตำหนิเจ้า และจะไม่มีวันเกลียดชังเจ้าอย่างเด็ดขาด”
รูม่านตาของหยวีหรูม่งหดเกร็งวูบหนึ่ง ราวกับมีบางอย่างกระแทกเข้ากลางใจอย่างจัง หยาดน้ำใสๆ เริ่มเอ่อคลอในดวงตา นางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะเขย่งเท้าขึ้น ประคองใบหน้าของหยางไค่ไว้แล้วเป็นฝ่ายโน้มตัวเข้าไปหาเขาเอง
สัมผัสอันอ่อนนุ่มที่ได้รับฉับพลันนั้น ทำให้หยางไค่รู้สึกเหมือนตกอยู่ในห้วงพรางอันล้ำลึกที่ยากจะถอนตัว...
เนิ่นนานผ่านไป หยวีหรูม่งรีบคว้ามือของหยางไค่ที่กำลังเลื่อนต่ำจากหน้าท้องขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นางดันอกเขาออกพลางถลึงตาใส่ “เจ้าคนเจ้าเล่ห์ เล่นซนอีกแล้วนะ!”
ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ ดูงดงามหยาดเยิ้มจนยากจะต้านทาน จอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นถึงเผ่าเสน่ห์ในยามนี้เผยเสน่ห์อันเย้ายวนที่ไม่อาจบรรยายได้ออกมา หยางไค่รู้สึกลำคอแห้งผากจนแทบจะสูญสิ้นสติสัมปชัญญะไปในทันที
เขาต้องกัดลิ้นตัวเองอย่างแรงเพื่อเรียกสติให้กลับคืนมา
หยวีหรูม่งลูบหน้าอกตัวเองพลางหอบหายใจหนักๆ อยู่ครู่หนึ่งจนอารมณ์เริ่มสงบลง ทว่าความเขินอายบนใบหน้ายังไม่จางหาย นางกระซิบเสียงเบา “รออีกหน่อยเถอะ... ข้ายังไม่พร้อม”
นี่คือข้อเสียของการที่มีวรยุทธ์ด้อยกว่านาง เขาไม่สามารถเป็นฝ่ายกุมชัยชนะได้เลย แม้จะใช้คำหวานล่อลวงจนนางหวั่นไหว แต่สุดท้ายเมื่อถึงบทสรุปเขาก็ยังเป็นฝ่ายปราชัยอยู่ดี
เมื่อเห็นสีหน้าหงอยเหงาของหยางไค่ หยวีหรูม่งจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า”
“ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก ข้าจะทำให้ทุกอย่าง”
หยวีหรูม่งยิ้มกว้างขึ้น “แล้วถ้าข้าขอให้เจ้าทำสิ่งที่ยากลำบากล่ะ?”
หยางไค่ไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่มีวันปฏิเสธเจ้าได้”
คำพูดนั้นทำให้ขวัญของนางเบิกบานอย่างยิ่ง นางเขย่งเท้าขึ้นไปประทับจุมพิตที่แก้มของเขาเบาๆ ประหนึ่งแมลงปอที่แตะผิวน้ำเพียงแผ่วถาง
[รางวัลมีเพียงเท่านี้เองหรือ?] หยางไค่ย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว
“ฉางเทียนต้องการให้เจ้าพักอยู่ที่นี่สักระยะ และข้าก็ได้ตกลงไปแล้ว”
หยางไค่ขมวดคิ้ว “เจ้าไม่กลัวเขาจะทำอันตรายข้าหรือ?”
หยวีหรูม่งค่อยๆ ส่ายหน้า “หากเขาคิดจะทำร้ายเจ้าจริงๆ เขาคงลงมือไปนานแล้วตั้งแต่ก่อนข้าจะมาถึง ไม่จำเป็นต้องลากยาวมาถึงป่านนี้ อีกอย่าง เจ้าเองก็บอกเองไม่ใช่หรือว่าเขามิได้มีเจตนาร้ายต่อเจ้า”
“ก็จริง...” หยางไค่พยักหน้าเห็นด้วย “ตอนที่ข้าออกไปสำรวจกับเฮยเหลียน ข้าเข้าใกล้ประตูอาณาเขตอยู่หลายครั้ง หากข้าคิดจะหนี นางก็ย่อมไม่มีปัญญาขัดขวางข้าได้”
“นั่นแหละคือคำตอบ” หยวีหรูม่งเปลี่ยนมาใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ในการสื่อสารแทน “ฉางเทียน... เหลืออายุขัยอีกไม่มากแล้ว”
หยางไค่ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
หยวีหรูม่งยิ้มเศร้าๆ “นี่ไม่ใช่ความลับในหมู่จอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนรู้ดีว่าชีวิตของเขากำลังจะถึงจุดจบ อันที่จริงด้วยชาติตระกูลและระดับวรยุทธ์ของเขา ไม่ควรจะเป็นเช่นนี้เลย แต่เพราะในอดีตเขาผ่านศึกเหนือเสือใต้มานับไม่ถ้วน บาดแผลฝังลึกเหล่านั้นทำลายพลังชีวิตของเขาไปมหาศาล พวกเราต่างคาดการณ์กันว่าเขาอาจจะมีเวลาเหลืออย่างมากที่สุดก็เพียงสองถึงสามพันปีเท่านั้น”
สำหรับปุถุชนทั่วไป สองสามพันปีนับเป็นหลายชั่วอายุคน แม้แต่ยอดฝีมือที่สำเร็จวิชาก็นับว่าเป็นเวลาที่ยาวนาน ทว่าสำหรับตัวตนระดับจอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์แล้ว... สองสามพันปีนั้นสั้นกุดจนน่าใจหาย
“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการที่ข้าต้องอยู่ที่ทวีปสรรพวิญญาณ?”
หยวีหรูม่งอธิบายต่อ “เจ้าไม่ได้ยินที่เขาบอกว่าจะรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมงั้นหรือ? เพราะฉางเทียน ทวีปสรรพวิญญาณจึงมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับพวกเราเหล่าจอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์ เมื่อใดที่เขาสิ้นลม ทวีปแห่งนี้จะถูกจอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบสองแบ่งแยกช่วงชิงไปทันที อนาคตของผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่จะตกอยู่ในอันตราย ผู้ที่มีวรยุทธ์ต่ำต้อยอาจยังพอมีทางรอด แต่ระดับราชาปีศาจขึ้นไป หากไม่ถูกทำลายวรยุทธ์ทิ้ง ก็คงถูกประหาร หรือไม่ก็ถูกตีตราวิญญาณให้กลายเป็นทาสรับใช้ สัตว์อสูรบรรพกาลเหล่านั้นล้วนมีความทระนงในศักดิ์ศรี พวกเขาจะยอมสยบให้ใครได้ง่ายๆ? สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นที่สุดคือเมื่อฉางเทียนตาย ทวีปสรรพวิญญาณจะกลายเป็นทะเลเลือด จะมีสัตว์อสูรกี่ตนที่เหลือรอด? ฉางเทียนต่อสู้มาทั้งชีวิตเพื่อทวีปนี้ เขาใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการแย่งชิงผืนดินมาจากจอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างที่พักพิงให้พวกเดียวกัน เขาจะทนเห็นความพยายามทั้งหมดกลายเป็นเถ้าถ่าน และเลือดของพวกพ้องอาบย้อมผืนแผ่นดินได้อย่างไร?”
“เพราะเหตุนี้ เขาจึงต้องการรับข้าเป็นบุตรบุญธรรม และฝึกฝนข้าให้เป็นผู้สืบทอด?”
“ถูกต้อง! ยามนี้ทวีปสรรพวิญญาณขาดไร้ผู้สืบทอดที่เหมาะสม แต่เจ้ามีสายเลือดเผ่ามังกรอยู่กับตัว แน่นอนว่าต้องเข้าตาฉางเทียน สองสามพันปีอาจจะเพียงพอหรือไม่พอให้เจ้าเติบโตไปถึงระดับนั้นก็ได้ แต่... เจ้าคือความหวังเพียงหนึ่งเดียว”
“เขาเป็นคนบอกเรื่องนี้กับเจ้าเองงั้นหรือ?” หยางไค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ฉางเทียนคือยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของดินแดนปีศาจ จะเปิดใจกับหยวีหรูม่งง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
หยวีหรูม่งยิ้มพลางเอ่ย “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไร แต่ใช่... เขาบอกข้าเอง แน่นอนว่าบางเรื่องข้าก็รู้อยู่ก่อนแล้ว จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องสงสัยในเจตนาของเขา สำหรับเขา เจ้าและข้าคือหนึ่งเดียวกัน ร่วมเสวยสุขและทุกข์ไปด้วยกัน หากเขาจะลงมือกับเจ้า เขาต้องคำนึงถึงข้าเป็นอันดับแรก แต่หากเขาสามารถโน้มน้าวไม่ให้ข้าเข้าแทรกแซงได้ มันก็จะเป็นผลดีต่อเขา สิ่งที่เขาต้องการคือความมั่นคงของทวีปสรรพวิญญาณและความปลอดภัยของสัตว์อสูรทั้งหลาย หากเจ้าสามารถกุมอำนาจที่นี่ได้ภายในสองสามพันปีนี้ เจ้าก็จะบรรลุความปรารถนาของเขา เมื่อถึงเวลานั้น ด้วยแรงสนับสนุนจากข้า จอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์ตนอื่นๆ ย่อมไม่กล้าสร้างปัญหากับเจ้าง่ายๆ”
หยางไค่พยักหน้าคล้อยตาม และเข้าใจแล้วว่าทำไมหยวีหรูม่งถึงดูมีท่าทีกระตือรือร้นกับเรื่องนี้นัก แม้จะเป็นความต้องการของฉางเทียน แต่มันก็นำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลต่อนางเช่นกัน หากหยางไค่ครอบครองทวีปสรรพวิญญาณ นางย่อมมีส่วนแบ่งในดินแดนแห่งนี้ด้วย
ช่างเป็นแผนการกุมอำนาจทวีปสรรพวิญญาณโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่จอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบสองถวิลหามานานปีแต่ไม่เคยทำสำเร็จ
“แล้ว... เขาต้องการให้ข้าทำอะไร?” หยางไค่ถามเข้าประเด็น
หยวีหรูม่งตอบว่า “อันดับแรก ตอนที่เขาลักพาตัวเจ้ามา เขาตั้งใจจะให้เจ้าผนึกประตูอาณาเขตทั้งหมดทิ้งเสีย”
หยางไค่ขมวดคิ้ว “ผนึกประตูอาณาเขต?”
“ใช่แล้ว” หยวีหรูม่งทัดผมไว้หลังใบหู “ในเมื่อเจ้าสามารถซ่อมแซมประตูอาณาเขตได้ เจ้าก็ย่อมต้องผนึกมันได้เช่นกัน”
หยางไค่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ไม่น่าจะใช่เรื่องยาก” แม้เขาจะไม่เคยทำมาก่อน แต่เขามั่นใจว่าการผนึกประตูอาณาเขตนั้นมิเกินความสามารถ
“เมื่อประตูอาณาเขตของทวีปสรรพวิญญาณถูกผนึก ทวีปนี้จะตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอกและดินแดนปีศาจทั้งหมด กลายเป็นสวรรค์อันสันโดษของเหล่าสัตว์อสูร ถึงตอนนั้นต่อให้ฉางเทียนสิ้นใจไป พวกเราเหล่าจอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์ก็ย่อมหมดปัญญาจะทำอะไรได้”
“มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอก” หยางไค่ส่ายหน้า “ประตูอาณาเขตที่นี่ไม่ได้มีปัญหาอะไร แม้ข้าจะผนึกมันได้ แต่หากถูกโจมตีด้วยพลังที่เหนือกว่า ผนึกนั้นก็อาจแตกสลายและเผยประตูออกมาอีกครั้ง หากฉางเทียนดึงดันจะใช้แผนนี้ เขาอาจจะกลายเป็นคนยกหินขึ้นมาทับเท้าตัวเองเสียเปล่าๆ”
คนธรรมดาอาจจะทำลายผนึกไม่ได้ แต่การโจมตีของจอมปีศาจศักดิ์สิทธิ์นั้นรุนแรงเพียงพอ หยางไค่ไม่มีความมั่นใจเลยว่าผนึกที่เขาสร้างขึ้นจะต้านทานพลังระดับนั้นได้
“งั้นหรือ?” หยวีหรูม่งเอียงคอถาม
“มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว... แต่ก็นั่นแหละ ข้ายังไม่เคยลองดูเลย บางทีประตูอาณาเขตอาจจะแตกสลายไปพร้อมกับผนึกเลยก็ได้...” ขณะที่พูดอยู่นั้น หยางไค่ก็นึกเอะใจขึ้นมา หากแผนเดิมของฉางเทียนคือการให้เขาผนึกประตูอาณาเขตทิ้งเสียแต่แรก เมื่อเขาทำสำเร็จ เขาก็ย่อมไม่มีทางหนีออกไปได้ อย่างน้อยที่สุดเขาก็คงต้องติดอยู่ที่ทวีปสรรพวิญญาณแห่งนี้ไปตลอดกาล
ฉางเทียนจะไม่มีวันยอมปล่อยให้ผู้ที่เชี่ยวชาญวิถีแห่งมิติกาลออกไปอยู่ข้างนอกเป็นอันขาด
หยางไค่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกในใจ โชคดีที่เขามีสายเลือดเผ่ามังกรอยู่ในตัว มิเช่นนั้นการมาเยือนในครั้งนี้คงจะกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงที่ยากจะสะสางเสียแล้ว
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.