Chapter 4960
4958 / 5804
12 min read
Chapter 4960 – Dong Guo An Ping
Published Apr 11, 2026, 02:06 PM
บทที่ 4960 – ตงกั๋วอันผิง
ผู้แปล: Silavin & Tia
บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร: Leo of Zion Mountain & Dhael Ligerkeys
---
“แสงชำระล้างจะสูญสลายไปหรือไม่... คงต้องพิสูจน์กันดู”
ในเมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขาก็ต้องลองทุกวิถีทางเท่าที่จะเป็นไปได้
ฟ่านสวินและคนอื่นๆ กลับไปง่วนอยู่กับการปรับแต่งอภิมหาค่ายกลอีกครั้ง เวลาผ่านไปอีกสองวัน ในที่สุดการเตรียมการของพวกเขาก็เสร็จสมบูรณ์
เช่นเคย หยางไค่เดินเข้าไปในอภิมหาค่ายกล และฟ่านสวินก็ประสานอินเพื่อเปิดใช้งานค่ายกลผนึก จากนั้นหยางไค่จึงร่ายแสงชำระล้างออกมา
เมื่อมองไปยังแสงสีขาวบริสุทธิ์อันไร้ที่ติ ฟ่านสวินและคนอื่นๆ ก็อดมิได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดและเสียดายอย่างสุดซึ้ง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา การทดลองของพวกเขาล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ส่งผลให้แสงชำระล้างต้องสูญเปล่าไปไม่น้อย เหตุการณ์เหล่านี้ได้กัดกินความเชื่อมั่นของพวกเขา และพวกเขาก็เริ่มคลางแคลงใจในศาสตร์ที่ตนฝึกปรือมาตลอดหลายปี
ค่ายกลมิติทั้งสองแห่งได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนก่อนที่ค่ายกลผนึกจะทำงาน และได้รับการยืนยันว่ายังคงใช้งานได้เป็นปกติ
เมื่ออภิมหาค่ายกลทำงาน หยางไค่ซึ่งยืนอยู่บนค่ายกลมิติพยายามจะเปิดใช้งานมัน แต่ก็เป็นไปตามคาด ความพยายามของเขาล้มเหลว เป็นอย่างที่ฟ่านสวินกล่าวไว้ไม่มีผิด พวกเขาได้ทุ่มเทความพยายามมหาศาลเพื่อจัดเตรียมค่ายกลผนึกสำหรับกั้นแบ่งพื้นที่ภายในและภายนอก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มิติภายในค่ายกลผนึกไม่สามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ ไม่ต้องพูดถึงค่ายกลมิติทั้งสองแห่งเลย แม้แต่ตัวหยางไค่เองหากต้องการใช้พลังเคลื่อนย้ายในพริบตา เขาก็ไม่สามารถหลุดออกจากพันธนาการของค่ายกลวิญญาณได้หากไม่ทำลายอภิมหาค่ายกลเสียก่อน
“หยางไค่ เจ้าพร้อมแล้วหรือไม่!?” ฟ่านสวินตะโกนถาม
หยางไค่ตอบกลับ “พร้อมแล้ว! ท่านลุงฟ่าน เริ่มได้เลยขอรับ!”
ฟ่านสวินพยักหน้าเบาๆ พลางเปลี่ยนอินในมือ พร้อมกับโบกธงค่ายกลเล็กน้อย อภิมหาค่ายกลก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนขึ้น
ภายนอกอภิมหาค่ายกล ทุกคนต่างจับจ้องอย่างไม่กะพริบตา ในชั่วพริบตาต่อมา พลันเกิดความผันผวนของมิติสัจธรรมอย่างชัดเจนจากภายในอภิมหาค่ายกล ซึ่งแผ่ออกมาจากตัวของหยางไค่ ทุกคนรีบหันไปมองด้านข้างทันที และก็เป็นไปตามคาด ร่างของหยางไค่ปรากฏขึ้นบนค่ายกลมิติอีกแห่งหนึ่งในทันใด ทว่าน่าเสียดายที่แสงสีขาวบริสุทธิ์บางส่วนได้ปรากฏออกมาพร้อมกับเขาด้วย แสงนั้นลอยวนอยู่รอบกายเขาก่อนจะสลายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแสงสีขาวนั้นคือแสงชำระล้างที่ถูกผนึกไว้แต่เดิมภายในอภิมหาค่ายกล เมื่อค่ายกลมิติทั้งสองเชื่อมต่อกัน ไม่ใช่เพียงหยางไค่เท่านั้นที่ถูกส่งออกมาจากอภิมหาค่ายกล แสงชำระล้างก็ได้เล็ดลอดออกมาตามช่องทางที่ค่ายกลมิติสร้างขึ้นเช่นกัน
ฟ่านสวินขมวดคิ้วมุ่น ผลลัพธ์นี้เป็นทั้งสิ่งที่คาดไม่ถึงและคาดเดาได้ในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอดรู้สึกสิ้นหวังอย่างยิ่งมิได้
ในทางกลับกัน หยางไค่ถอนหายใจแผ่วเบา แม้แต่ค่ายกลมิติก็ยังไม่อาจคลี่คลายปริศนาที่พวกเขาเผชิญอยู่ได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาเองก็ไม่รู้แล้วว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร ความล้มเหลวในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเขาไม่น้อยเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตัวเขาอย่างยิ่งยวด หากพวกเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ การสูญเสียแสงชำระล้างเป็นเพียงปัญหารอง แต่ที่สำคัญกว่าคืออนาคตของเขาเองก็คงไม่สดใสนัก เขากำลังจะเอ่ยปากปลอบใจฟ่านสวินและคนอื่นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้ช่วยกันคิดหาวิธีอื่นต่อไป แต่แล้วก็ได้ยินเสียงของเฝิงอิ่งดังขึ้น “ท่านลุงตงกั๋ว!”
ทุกคนรีบหันไปมองในทิศทางของเฝิงอิ่ง และเห็นนางกำลังโค้งคำนับไปยังทิศทางหนึ่งบนท้องฟ้า พวกเขามองตามสายตาของนางไป ก็พบกับบุรุษวัยกลางคนร่างกำยำผู้หนึ่งกำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ เขากำลังมองลงมายังสถานการณ์เบื้องล่างอย่างเงียบๆ
ฟ่านสวินและคนอื่นๆ รีบโค้งคำนับทักทาย และหยางไค่ก็ทำตามเช่นกัน
หยางไค่ไม่รู้จักคนที่มาใหม่ผู้นี้ แม้ว่าเขาจะได้พบกับจอมยุทธ์ระดับแปดในด่านทลายสวรรค์ส่วนใหญ่แล้วในห้องโถงประชุมหลัก แต่ก็ยังมีอีกสองสามคนที่ไม่ได้ปรากฏตัวในการประชุมครั้งนั้น เฝิงอิ่งเคยอธิบายว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จงเหลียงจะเรียกจอมยุทธ์ระดับแปดทั้งหมดมาที่ห้องโถงประชุมหลักในคราวเดียว เพราะอย่างไรเสียก็ต้องมีคนคอยดูแลสนามรบอยู่เสมอ เห็นได้ชัดว่าท่านลุงตงกั๋วผู้นี้คือหนึ่งในคนเหล่านั้น
พูดถึงเรื่องนี้ แม้หยางไค่จะไม่รู้จักเขา แต่ช่วงหลังมานี้เขาก็เห็นคนผู้นี้ผ่านไปมาหลายครั้ง ทุกครั้งท่านลุงตงกั๋วจะบินผ่านศีรษะไปพร้อมกับกลุ่มคนที่ติดตามอยู่เบื้องหลัง เขาดูเร่งรีบและยุ่งอยู่ตลอดเวลาเสมอ
ท่านลุงตงกั๋วเดินลงมาราวกับมีบันไดล่องหนอยู่ใต้ฝ่าเท้า เขาหันไปมองค่ายกลผนึก แล้วจึงหันมามองหยางไค่ หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็แย้มยิ้มและพยักหน้าให้หยางไค่
เฝิงอิ่งรู้ว่าหยางไค่ไม่คุ้นเคยกับด่านทลายสวรรค์และไม่รู้จักคนที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา นางจึงเป็นฝ่ายเอ่ยอธิบายขึ้นเอง “นี่คือท่านลุงตงกั๋วอันผิงแห่งถ้ำสวรรค์กระถางเทวะ”
[ถ้ำสวรรค์กระถางเทวะ...] หยางไค่เลิกคิ้วเมื่อได้ยินชื่อนี้และนึกถึงเจ้าอ้วนน้อย สวี่เจิน
ว่ากันตามจริง เขาไม่ได้เจอเจ้าอ้วนน้อยอีกเลยหลังจากที่แยกกันในแดนอารามโบราณอันยิ่งใหญ่ สวี่เจินถือเป็นศิษย์สายหลักของถ้ำสวรรค์กระถางเทวะ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้รับความโปรดปรานจากวิญญาณเทวะขณะที่ฝึกฝนอยู่ในแดนอารามโบราณอันยิ่งใหญ่และเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีข่าวลือว่าสวี่เจินได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสวรรค์เปิดชั้นที่หกได้สำเร็จมานานแล้ว
“คารวะท่านลุงตงกั๋ว” หยางไค่โค้งคำนับอีกครั้ง
ตงกั๋วอันผิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ไม่ต้องมากพิธี ข้าได้ยินเรื่องของเจ้ามาสักพักแล้ว แม้ข้าจะผ่านไปมาอยู่หลายครั้ง แต่ก็มัวแต่วุ่นอยู่กับงานจนไม่มีเวลาลงมาดู พอดีวันนี้ข้ามีเวลาว่างตอนที่ผ่านไปพอดี เลยแวะมาดูเสียหน่อย”
เฝิงอิ่งอธิบายเสริม “ทุกครั้งที่เผ่าหมึกบุกโจมตี คนจากถ้ำสวรรค์กระถางเทวะจะยุ่งที่สุด หากเรือรบบนสนามรบได้รับความเสียหาย ก็ต้องอาศัยผู้หลอมสร้างศาสตราจำนวนมากในการซ่อมแซมและเปลี่ยนชิ้นส่วน สหายพี่น้องแห่งถ้ำสวรรค์กระถางเทวะเชี่ยวชาญในวิถีแห่งการหลอมสร้างศาสตรา ดังนั้นภารกิจนี้จึงตกเป็นของพวกเขาโดยธรรมชาติ”
หยางไค่ถึงกับตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น จนถึงตอนนี้นี่เองที่เขาเข้าใจเหตุผลว่าทำไมช่วงหลังมานี้ถึงเห็นท่านลุงผู้นี้วิ่งวุ่นไปมาอยู่ตลอด ที่แท้ตงกั๋วอันผิงก็กำลังตระเวนซ่อมแซมเรือรบที่เสียหายอยู่นี่เอง ในเมื่อถ้ำสวรรค์กระถางเทวะมีชื่อเสียงด้านการหลอมสร้างศาสตรา ก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะมีความสามารถในด้านนี้ด้วย
อาจกล่าวได้ว่าเรือรบส่วนใหญ่ในด่านสำคัญต่างๆ ล้วนสร้างขึ้นโดยศิษย์ของถ้ำสวรรค์กระถางเทวะ พวกเขาถือเป็นบุคลากรล้ำค่าอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับปรมาจารย์ค่ายกลอย่างฟ่านสวิน บุคคลผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้จะไม่มีวันได้รับอนุญาตให้ก้าวเท้าลงสู่สนามรบอย่างประมาทเลินเล่อ เกรงว่าพวกเขาจะถูกสังหารหรือถูกพลังหมึกกัดกร่อนจนกลายเป็นศิษย์หมึก ในทางกลับกัน พวกเขาคือผู้มอบการสนับสนุนอันแข็งแกร่งจากแนวหลังให้กับผู้ที่อยู่แนวหน้า
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่ที่นี่?” ตงกั๋วอันผิงถามพลางเหลือบมองไปยังค่ายกลผนึก ด้วยความที่เคยผ่านไปมาหลายครั้ง เขาจึงพอจะเดาได้เลาๆ ว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างที่เขาคิดหรือไม่ และเป็นเพราะเขามีข้อสันนิษฐานบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจึงจงใจสละเวลาหยุดดูอยู่ครู่หนึ่งในวันนี้
เฝิงอิ่งรีบอธิบายถึงสิ่งที่พวกเขาทำกันมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาและความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ บุคคลที่อยู่ตรงหน้านางไม่เพียงแต่เป็นจอมยุทธ์ระดับแปด แต่ยังเป็นผู้บัญชาการกองพลด้วย แม้ว่าเขาจะไม่ลงสู่สนามรบโดยง่าย แต่ตงกั๋วอันผิงก็มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาแทรกแซงในเรื่องเช่นนี้ได้ อีกอย่างนางก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรเขาอยู่แล้ว
ตงกั๋วอันผิงพยักหน้าหลังจากฟังคำอธิบายของนาง “เป็นเช่นนี้นี่เอง” จากนั้น เขาก็เสนอแนะบางอย่างขึ้นมาทันที “ในเมื่อวิถีแห่งค่ายกลวิญญาณไม่สามารถป้องกันการสูญเสียของแสงชำระล้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเจ้าเคยพิจารณาใช้วิถีแห่งการหลอมสร้างศาสตราดูบ้างหรือไม่?”
ฟ่านสวินถึงกับผงะ “วิถีแห่งการหลอมสร้างศาสตรา?”
พวกเขาล้วนเป็นปรมาจารย์ค่ายกลวิญญาณ ดังนั้นเมื่อประสบปัญหา จึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะพยายามแก้ไขจากมุมมองของค่ายกลวิญญาณ เหตุใดพวกเขาจึงจะพิจารณาใช้วิถีแห่งการหลอมสร้างศาสตรากันเล่า?
“วิถีแห่งการหลอมสร้างศาสตรา...” หยางไค่พึมพำ ดวงตาของเขาสว่างวาบขึ้นในทันใด ก่อนจะยกมือขึ้นถูไถกัน “ใช่แล้ว... ข้าลืมเรื่องนั้นไปได้อย่างไรกัน?”
มีบางครั้งที่คนเราอาจมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ในทางกลับกัน หนทางข้างหน้าอาจจบลงที่หน้าผาสูงชัน เขาทำงานร่วมกับฟ่านสวินและคนอื่นๆ มาตลอดช่วงเวลานี้ จึงได้รับอิทธิพลจากพวกเขาและพิจารณาปัญหาจากมุมมองของวิถีแห่งค่ายกลวิญญาณเพียงอย่างเดียว เขาลืมเรื่องวิถีแห่งการหลอมสร้างศาสตราไปเสียสนิท
ย้อนกลับไปในแดนอารามโบราณอันยิ่งใหญ่ เจ้าอ้วนน้อย สวี่เจิน เคยช่วยเขาหลอมสร้างน้ำเต้าเทวะหยวนฉือซึ่งผนึกและกักเก็บแสงเทวะหยวนฉือจำนวนมหาศาลเอาไว้! ในอดีต หยางไค่เคยยืมพลังของน้ำเต้าเทวะหยวนฉือเพื่อขับไล่ศัตรูที่แข็งแกร่งมาแล้วมากมาย
พูดอย่างเคร่งครัดแล้ว แสงเทวะหยวนฉือและแสงชำระล้างนั้นโดยพื้นฐานแล้วเหมือนกัน ทั้งสองต่างเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง แม้ว่าจะมีผลต่างกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองต่างเป็นแสงรูปแบบหนึ่ง! หากน้ำเต้าเทวะหยวนฉือสามารถผนึกแสงเทวะหยวนฉือได้ เช่นนั้นมันก็ย่อมสามารถผนึกแสงชำระล้างได้เช่นกัน
ด้วยความตื่นเต้น หยางไค่จึงหยิบน้ำเต้าเทวะหยวนฉือที่ว่างเปล่าออกมาและยื่นให้กับตงกั๋วอันผิง “ท่านอาวุโส โปรดดูสิ่งนี้ด้วยขอรับ”
ตงกั๋วอันผิงรับน้ำเต้าเทวะหยวนฉือไปและเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจในทันที “ของสิ่งนี้มีร่องรอยวิชาของถ้ำสวรรค์กระถางเทวะอยู่ แต่... เจ้าเด็กเหลือขอคนไหนมันฝีมือย่ำแย่ถึงเพียงนี้ ถึงได้หลอมสร้างของพรรค์นี้ออกมา?”
หยางไค่รู้สึกละอายใจในทันที
ตอนที่น้ำเต้าเทวะหยวนฉือถูกหลอมขึ้นครั้งแรก สวี่เจินยังไม่ได้ทะลวงสู่ขอบเขตสวรรค์เปิดด้วยซ้ำ อันที่จริง เขาเพิ่งจะควบแน่นผนึกเต๋าของตนได้เท่านั้น สวี่เจินยังอยู่ในช่วงของการสะสมพลัง ดังนั้นระดับการบ่มเพาะของเขาจึงไม่สูงนัก แม้ว่าเขาจะได้รับการชี้แนะจากถ้ำสวรรค์กระถางเทวะ แต่ในสายตาของปรมาจารย์การหลอมสร้างศาสตราอย่างตงกั๋วอันผิงแล้ว ฝีมือของสวี่เจินนั้นช่างดูงุ่มง่ามและหยาบกระด้างอย่างแท้จริง
น้ำเต้าเทวะหยวนฉือไม่ได้บรรจุแสงเทวะหยวนฉืออีกต่อไปแล้ว ย้อนกลับไปในตอนนั้น แดนอสุรากำลังขาดแคลนทรัพยากรบ่มเพาะอย่างหนัก และแสงเทวะหยวนฉือก็เป็นทรัพยากรธาตุโลหะ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นทรัพยากรระดับหกอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ หยางไค่จึงได้ใช้แสงเทวะหยวนฉือเป็นทรัพยากรบ่มเพาะให้เหล่าศิษย์ได้หลอมรวม
หยางไค่เผยสีหน้าชื่นชม “ท่านอาวุโสช่างมีสายตาเฉียบคมยิ่งนัก”
ตงกั๋วอันผิงถามอย่างครุ่นคิด “เจ้าต้องการให้ข้าหลอมสร้างของที่คล้ายกันนี้เพื่อผนึกแสงชำระล้างหรือ? ด้วยวิธีนั้น แม้ไม่มีเจ้า คนอื่นๆ ก็จะสามารถช่วยขับไล่และชำระล้างพลังหมึกได้”
หยางไค่ส่ายหน้า “ไม่ใช่เช่นนั้นขอรับ แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นไปได้ แต่มันจะยิ่งเพิ่มการสูญเสียของแสงชำระล้างให้มากขึ้นไปอีก ท่านอาวุโส ผู้น้อยผู้นี้หวังจะขอให้ท่านสร้างศาสตราที่สามารถตอบสนองผลของการผนึกแสงชำระล้าง หลีกเลี่ยงการสูญเสียใดๆ และยังอำนวยความสะดวกในการเข้าออกของบุคลากรได้อีกด้วย จะสามารถทำได้หรือไม่ขอรับ?”
ตงกั๋วอันผิงถือน้ำเต้าเทวะหยวนฉือไว้ในมือพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด ทุกคนต่างจับจ้องไปที่เขาอย่างตั้งใจ เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเขาก็พยักหน้าและกล่าวว่า “ทำได้”
หยางไค่พลันรู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น “ท่านพูดจริงหรือขอรับ!?” ทันทีที่คำพูดหลุดออกจากปาก เขาก็ตระหนักว่าคำพูดของตนไม่เหมาะสม จึงรีบอธิบาย “โปรดอภัยให้ผู้น้อยด้วย ท่านอาวุโส มิใช่ว่าผู้น้อยไม่เชื่อท่าน เพียงแต่เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด พวกเราจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ”
ตงกั๋วอันผิงแย้มยิ้มและกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า แต่ในเมื่อเฒ่าผู้นี้บอกว่าทำได้ ก็ย่อมทำได้... อืม... ช่วงนี้สงครามกำลังดุเดือด ข้าอาจจะยุ่งอยู่บ้าง เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ข้าจะหาเวลามาหลอมสร้างศาสตรานี้ให้เจ้า อย่างน้อยที่สุดจะใช้เวลาหนึ่งเดือน หรืออย่างยาวที่สุดก็สามเดือนจึงจะแล้วเสร็จ”
ขณะที่กล่าว เขาก็โยนน้ำเต้าเทวะหยวนฉือกลับไปให้หยางไค่
หยางไค่ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ และประสานหมัด “ขอบพระคุณท่านลุงเป็นอย่างสูง!”
ตงกั๋วอันผิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ของเรา พวกเราเพียงแค่ทำหน้าที่ของตนเองเท่านั้น” จากนั้นเขาก็เหลือบมองไปยังฟ่านสวินและคนอื่นๆ “พวกเจ้ามากับข้าด้วย ยังจำเป็นต้องใช้ค่ายกลผนึกอยู่ ถึงเวลานั้น ข้าคงต้องขอความช่วยเหลือจากพวกเจ้า”
เป็นธรรมดาที่ฟ่านสวินและคนอื่นๆ จะไม่มีเหตุผลใดให้ปฏิเสธ
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.