ตอนที่ 677
684 / 4197
อ่าน 8 นาที
Chapter 677 Body Modification Center Part 1
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 09:17
**บทที่ 684**
**ชื่อบท: ศูนย์ดัดแปลงร่างกาย (ตอนที่ 1)**
“ข้าผิดปกติอย่างนั้นรึ? ควรจะถามว่าเจ้าเป็นอะไรไปมากกว่า! เจ้าเต็มใจที่จะใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่เพียงข้างสนาม คอยหลบอยู่ข้างหลังให้คนอื่นเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเจ้าจริงๆ น่ะหรือ? สมัยที่ยังอยู่ในสถาบัน พวกเราสามคนเคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน แต่ตอนนี้ข้ากลับกลายเป็นเพียงตัวถ่วงที่ไร้ค่า”
“แล้วถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับใครสักคน เพียงเพราะข้าแข็งแกร่งไม่พอที่จะช่วยเหลือพวกเขาล่ะ?”
“นั่นไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น นอกจากพวกโอดิ พวกมันคือสัตว์ประหลาดที่...”
“อย่างนั้นรึ? จะโยนความผิดให้พวกที่ตายไปแล้วเพื่อกลบเกลื่อนความไร้ความสามารถของตัวเองงั้นหรือ? เจ้าจะยังกล้าพูดคำนี้ออกมาไหมถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับศาสตราจารย์ยอนดร้า หรือเจ้าจะโทษเพื่อนร่วมทีมของเธอที่ปล่อยให้เธอต้องตาย?” ควิลล่าเอ่ยขัดไรเนอร์อย่างรุนแรง ทำให้ชายหนุ่มหน้าถอดสีเมื่อจินตนาการตาม
“ข้าคงจะโทษเพื่อนร่วมทีมของเธอ” เขาจำใจสารภาพออกมาหลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ดี อย่างน้อยเราก็เห็นตรงกันเรื่องที่เจ้ามันเป็นไอ้คนขี้ขลาด”
“ข้าไม่ใช่คนขี้ขลาด! เจ้าไม่มีทางรู้หรอกว่าข้าต้องอดทนกับอะไรบ้างในสถาบันกริฟฟอนดำเพื่อให้มีชีวิตรอดในช่วงปีสี่ตอนที่บัลคอร์บุกโจมตี ยังไม่รวมเรื่องพิษมานาและการถูกเพื่อนร่วมรุ่นรุมกลั่นแกล้งนั่นอีก!”
“ข้าเลือกเส้นทางสายวิชาการเพราะข้าเหนื่อยหน่ายและขยะแขยงการต่อสู้ ข้าเลือกศาสตร์การหลอมสร้างเพราะมันคือการท้าทายกับตัวเองไม่ใช่กับคนอื่น การทำแบบนั้นมันทำให้ข้ากลายเป็นคนขี้ขลาดงั้นหรือ?” เขาเค้นเสียงถาม
“ไม่เลย” ควิลล่าตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น
“แต่นั่นมันทำให้เจ้าเป็นคนขี้ขลาดที่กล้ายกยอตัวเองน่ะสิ!” เช่นเดียวกับแม่ของเธอ ควิลล่ามักจะลูบหลังอย่างอ่อนโยนก่อนจะลงดาบสังหารให้สิ้นซาก “เก็บน้ำตาของเจ้าไว้เถอะ ข้าก็ผ่านเหตุการณ์เดียวกับที่เจ้าพูดมานั่นแหละ และถ้าไม่ใช่เพราะการทรยศของนาเลียร์ ข้าคงสามารถยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างพวกเขาได้ แทนที่จะเป็นเพียง...”
ควิลล่าผายมือมาที่ตัวเอง เธอไม่สามารถหาคำพูดใดมาบรรยายความรังเกียจที่พวยพุ่งอยู่ในอกได้ หลังจากที่เธอเคยพยายามสังหารจิรนี่และลงมือฆ่ายูเรียลไป ควิลล่าก็ปฏิเสธที่จะเรียนรู้เวทมนตร์สายโจมตีมาโดยตลอด เพราะเธอรู้สึกผิดบาปที่ตนเองยังมีลมหายใจในขณะที่ผู้คนมากมายต้องล่วงลับไปในวันนั้น
เธอหวาดกลัว... กลัวว่าจะมีนาเลียร์คนใหม่ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วบังคับให้เธอทำร้ายคนที่เธอรักอีกครั้ง ทว่าหลังจากที่ฟลอเรียเกือบจะสิ้นใจคาสองมือของเธอ หลังจากที่ได้เห็นลิทและฟลอเรียเอาชีวิตเข้าเสี่ยงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อปกป้องเธอ ควิลล่าก็ได้เปลี่ยนความคิดไป
แท้จริงแล้วเธอไม่ได้โกรธไรเนอร์เท่ากับที่โกรธตัวเอง ควิลล่าที่เกรี้ยวกราดใส่เขาเพียงเพราะไรเนอร์ได้ตัดสินใจในสิ่งเดียวกับที่เธอเคยทำ เธอทุ่มเทให้กับการรักษาและการหลอมสร้างด้วยเหตุผลเดียวกับเขาทุกประการ
“โอ้ เทพเจ้า... ข้าขอโทษจริงๆ ข้าลืมไปว่าเจ้ามาจากสถาบันกริฟฟอนขาว” ไรเนอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดเมื่อรู้ตัวว่าตนเองพลั้งปากไป
“ข้าจะยอมรับคำขอโทษของเจ้า ก็ต่อเมื่อเจ้ายอมรับคำขอโทษของข้าเช่นกัน” ควิลล่าตอบ “ข้าไม่ควรเอาอารมณ์มาลงที่เจ้าเลย เพียงแต่ก่อนจะเริ่มการเดินทางครั้งนี้ ข้าไม่เคยตระหนักเลยว่าตัวเองนั้นไร้ทางสู้เพียงใด และมันกำลังทำให้ข้าแทบคลั่ง”
เธอเอ่ยขอโทษเขาอีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินเข้าสู่ที่พักของฝ่ายหญิง ไรเนอร์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ ในหัวอดไม่ได้ที่จะคิดถึงศาสตราจารย์ยอนดร้า
‘เธอคือครอบครัวเพียงคนเดียวที่ข้าเคยมี และคอยสนับสนุนข้ามาตลอดในช่วงปีการศึกษา ข้าจะมีความสุขกับการถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้อย่างไร ในเมื่อเธอเกือบจะตายเพื่อช่วยข้าจากเชื้อรานั่น? ข้าทำตัวผ่อนคลายแบบนี้ได้อย่างไรทั้งที่เธออาจจะไม่ได้กลับมาจากคูลาห์? บางทีควิลล่าอาจจะมุทะลุ แต่ข้าสิที่เป็นไอ้โง่ตัวจริง’
***
วันต่อมา บรรดาศาสตราจารย์, ลิท และฟลอเรีย ได้ก้าวเข้าสู่ตัวอาคารแรกพร้อมกัน โดยทิ้งเหล่าทหารและผู้ช่วยไว้เบื้องหลังแนวเขตอาคมป้องกัน
เนื่องจากศูนย์วิจัยอาวุธซึ่งเป็นอาคารหลังที่สองได้พังทลายลงไปแล้ว ฟลอเรียจึงตัดสินใจว่าควรจะสำรวจให้เคลียร์อย่างน้อยหนึ่งอาคารก่อนจะแยกกลุ่มกันอีกครั้ง และในเมื่อเจ้า 'เทียม-บาลอร์' สิ้นฤทธิ์ไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งการเคลื่อนทัพของพวกเขาได้
เบื้องหลังบานประตูคือทางเดินโลหะที่คุ้นตา ป้ายขนาดใหญ่ถูกแขวนไว้เหนือทางเข้า และมีประตูหลายบานที่เปิดไปสู่ห้องที่ดูคล้ายกับห้องพักในโรงพยาบาล ผนังบางส่วนเป็นแผงกระจกนิรภัยที่เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
“ป้ายนั่นเขียนว่าอะไร?” ลิทเอ่ยถาม
“ศูนย์ดัดแปลงร่างกาย” ศาสตราจารย์กาคูตอบพลางพ่นลมหายใจด้วยความรังเกียจ
ขณะที่บรรดาศาสตราจารย์ใช้เวทตรวจสอบกับดักและวงจรอาคมตามทางเดิน ลิทก็เปิดใช้งาน ‘เนตรชีวา’ (Life Vision) เพื่อค้นหาไอพลังชีวิต แสงสว่างจากมานาที่ไหลเวียนอยู่ทั่วอาคารทำให้วิสัยทัศน์ของเขาพร่ามัวไปบ้าง แต่เขาก็มั่นใจว่าในนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอยู่อีก
แต่ละห้องมีเตียงเดี่ยวตั้งอยู่และค่อนข้างกว้างขวาง มันอาจจะทำให้หอผู้ป่วยระดับวีไอพีของกริฟฟอนขาวดูหมองไปเลย หากเตียงเหล่านั้นไม่มีเครื่องพันธนาการติดตั้งอยู่หลายจุด และผนังด้านในไม่มีเบาะรองกันกระแทกบุไว้อย่างหนาแน่น
ลิทใช้ศาสตร์ ‘ปลุกปลอบ’ (Invigoration) ตรวจสอบผนังที่ใกล้ที่สุดเพื่อยืนยันข้อสมมติฐาน
‘ผนังแต่ละด้านหนาถึงครึ่งเมตร และถูกร่ายอาคมเก็บเสียงไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีเวทโจมตีหรือวงอาคมดักหน้า ดูเหมือนที่นี่จะเป็นหอผู้ป่วยจิตเวชอะไรทำนองนั้น’ เขาครุ่นคิด
“มีบางอย่างผิดปกติ” ศาสตราจารย์ยอนดร้าเอ่ยขึ้น “ที่นี่มันดูสะอาดสะอ้านเกินกว่าจะเป็นที่อยู่ของพวก ‘เผ่าพันธุ์ชั้นต่ำ’ ข้าหมายถึง... ห้องหนึ่งมีแค่เตียงเดียวเนี่ยนะ?”
“เห็นด้วย” เอลคัสเสริม “มาตรการความปลอดภัยที่ขาดหายไปก็น่ากังวลเหมือนกัน ปกติเบาะรองกันกระแทกพวกนี้มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้ทำร้ายตัวเอง แต่พวกโอดิไม่น่าใช่พวกที่จะมาใส่ใจอะไรแบบนั้น”
ทางเดินมีลักษณะเป็นรูปตัวยู (U) ปลายทางสิ้นสุดลงที่ห้องธุรการและประตูเหล็กนิรภัยที่ไม่มีป้ายบ่งบอก ทีมครึ่งหนึ่งรีบเข้าไปตรวจสอบแฟ้มเอกสารในห้องทำงาน ขณะที่ส่วนที่เหลือเข้าสำรวจประตูบานนั้น
“ดูจากตำแหน่งและขนาดของห้องที่อยู่ติดกัน ประตูนี้น่าจะนำทางลงไปข้างล่าง” ฟลอเรียวิเคราะห์ เช่นเคย การปิดระบบอาคมเพียงแค่ดึงจุดจ่ายพลังงานออกก็เพียงพอ แต่ยังคงต้องใช้รหัสผ่านเพื่อเปิดประตูได้อย่างปลอดภัย
“คราวนี้ไม่มีการพนันนะ” โมร็อกเอ่ย “พลาดแค่ครั้งเดียว เราอาจจะมีโกเลมฝูงใหญ่ไล่กวดตามหลัง หรือไม่ก็อาคารหลังนี้พังถล่มลงมาอีกรอบหลังจากที่พวกเราปราบมันได้”
“มันแย่กว่านั้นอีก มีวงอาคมมากกว่านี้อยู่ที่อีกฟากหนึ่งของประตู หากไปกระตุ้นพวกมันเข้า ผลที่ตามมาอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเจอโกเลมเสียอีก”
ลิทใช้ศาสตร์ปลุกปลอบตรวจสอบประตูจนพบสายเคเบิลที่ส่งพลังงานให้ เขาแผ่เส้นสายมานาที่บางเฉียบราวเส้นผมลอดผ่านช่องประตูไป โดยระมัดระวังให้มันเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และแผ่วเบาที่สุดเพื่อไม่ให้สัญญานเตือนภัยทำงาน
ทว่าวงอาคมที่อยู่อีกด้านนั้นปิดผนึกประตูไว้อย่างสมบูรณ์แบบ มันกั้นขวางได้แม้กระทั่งแสง เสียง และพลังมานา ทันทีที่เส้นสายเวทวิญญาณสัมผัสกับพวกมัน ลิทก็สัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่เปลี่ยนแปลงไป
เขาลงมือได้นุ่มนวลพอที่ระบบป้องกันจะเข้าใจผิดว่ามานาของเขาเป็นเพียงการผันผวนของพลังงานทั่วไป และพยายามจะปรับสมดุลกลับมา ลิทสลายมานาทิ้งไปและทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ
จากนั้นเขาก็เพ่งเล็งไปที่แผงโฮโลแกรม และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามานาที่ประกอบกันเป็นตัวอักษรแต่ละตัวนั้น เชื่อมโยงกับส่วนเฉพาะของหน้าจอแสดงผล
ส่วนใหญ่พุ่งตรงไปยังรีเลย์ตัวเดียว ในขณะที่บางตัวเชื่อมต่อกับรีเลย์ที่แตกต่างกันสองตัว
‘ข่าวดีคือข้ารู้แล้วว่ารหัสผ่านประกอบด้วยตัวอักษรอะไรบ้าง ข่าวร้ายคือข้าไม่มีเบาะแสเรื่องลำดับของมันเลย ไม่รู้ว่าต้องใช้ซ้ำไหม และที่สำคัญกว่านั้นคือ ข้าจะบอกข้อมูลนี้กับคนอื่นได้อย่างไรกัน’ เขาคิดหนัก
กระบอกสูบโลหะของระบบล็อคยังเชื่อมต่อกับวงอาคมทั้งสองฝั่งของประตู ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายมันด้วยกำลังได้
ลิทหมดหนทาง และด้วยพื้นที่ที่จำกัด ทำให้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่สามารถสำรวจประตูได้พร้อมกันโดยไม่ให้เวทมนตร์รบกวนกันเอง เขาจึงละจากจุดนั้นเพื่อให้เนแชลเข้าประจำที่แทน โดยให้เธอประสานงานกับยอนดร้า
เขาพยักหน้าเรียกฟลอเรียให้เข้ามาใกล้ๆ และร่ายเวท ‘เงียบงัน’ (Hush) เพื่อไม่ให้ใครได้ยินสิ่งที่คุยกัน
“ให้ตายเถอะ! ไปหาห้องหับอยู่กันเลยไหม! เตียงมีตั้งเยอะแยะแถมประตูก็ไม่ได้ล็อคด้วย ข้าเช็คมาหมดแล้ว” โมร็อกแผดเสียงแซวอย่างยวนยี
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.