ตอนที่ 5596
5594 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 5596, Leaving the Secret Room
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 15:29
บทที่ 5596: อำลาห้องเร้นลับ
ผู้แปล: Silavin & Jon
ผู้ตรวจทานคำแปล: PewPewLazerGun
บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร: Leo of Zion Mountain & Dhael Ligerkeys
---
"ฝึกฝนรึ?"
เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นจำนวนมากขมวดคิ้วมุ่นและบังเกิดความสงสัย [นั่นหมายความว่ากระไร?]
ทว่า เจ้าผู้ครองแคว้นบางส่วนกลับจมดิ่งสู่ภวังค์ครุ่นคิดเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้
หลังไตร่ตรองอยู่ชั่วขณะ หกแขนจึงเอ่ยขึ้น "ท่านหมายความว่า..."
โม่น่าเย่กล่าวต่อ "แม้พวกท่านจะประจำการอยู่ในแคว้นปรโลกมาโดยตลอด แต่ข้ามั่นใจว่าต้องเคยได้ยินเรื่องราวของแดนดาราและต้นไม้โลกมาบ้าง"
ทุกคนพยักหน้ารับ
แม้ว่าพวกเขาแทบจะไม่ได้ย่างกรายออกจากแคว้นปรโลก แต่ก็มีหนทางในการรวบรวมข้อมูลเป็นของตนเอง
เผ่าหมึกปะทะกับเผ่ามนุษย์มานับยุคสมัยมิถ้วน เหล่านักล่าเผ่ามนุษย์มากมายถูกพลังแห่งหมึกกัดกร่อน ด้วยความช่วยเหลือจากสาวกหมึกเหล่านี้ เผ่าหมึกจึงรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ไม่น้อยเลย
แดนดาราและต้นไม้โลก คือสองชื่อที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งที่สุด
กล่าวกันว่าต้นไม้โลกนั้นมีพลังอันลี้ลับที่ทำให้แดนดาราสามารถสร้างอัจฉริยะเผ่ามนุษย์ขึ้นมาได้มากมาย หลายคนในจำนวนนั้นสามารถทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับหกหรือแม้กระทั่งระดับเจ็ดได้โดยตรง
โม่น่าเย่อธิบาย "พวกท่านอาจไม่เห็นมนุษย์ระดับหกและเจ็ดที่ถือกำเนิดในแดนดาราอยู่ในสายตา แต่หากได้รับโอกาส พวกเขาก็จะเติบใหญ่จนทรงพลังได้ในสักวันหนึ่ง จอมยุทธ์ระดับหกมีโอกาสก้าวสู่ระดับแปด ในขณะที่จอมยุทธ์ระดับเจ็ดก็ย่อมกลายเป็นจอมยุทธ์ระดับเก้าในที่สุด เมื่อถึงยามนั้น แม้แต่เจ้าผู้ครองแคว้นเช่นพวกเราก็มิอาจดูแคลนได้ ทว่า เมื่อเทียบกับเผ่าหมึกแล้ว เผ่ามนุษย์ต้องใช้เวลายาวนานกว่ามากในการเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง และการบำเพ็ญตบะในที่สันโดษอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ ด้วยเหตุนี้ เหล่าอัจฉริยะที่เผ่ามนุษย์ฝากความหวังไว้ทั้งหมดจึงต้องการสถานที่สำหรับต่อสู้และเติบโต"
หนึ่งในเจ้าผู้ครองแคว้นตระหนักได้ถึงสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ "โม่น่าเย่ ท่านหมายความว่าเผ่ามนุษย์เลือกใช้แคว้นปรโลกเป็นสนามฝึกฝนงั้นรึ?"
โม่น่าเย่พยักหน้า "นั่นต้องเป็นเหตุผลที่หยางไค่ทำข้อตกลงสันติภาพกับพวกเราเมื่อสามร้อยปีก่อนเป็นแน่ เหล่าอัจฉริยะเผ่ามนุษย์ต้องการสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัยเพื่อการเติบโต ดังนั้น เป้าหมายของหยางไค่ก็คือการจำกัดมิให้เจ้าผู้ครองแคว้นเช่นพวกเราเคลื่อนไหว"
เจ้าผู้ครองแคว้นตนหนึ่งแผดคำราม "เผ่ามนุษย์ช่างเจ้าเล่ห์นัก!"
โม่น่าเย่ยิ้มบางเบา ปฏิเสธไม่ได้ว่าหยางไค่ซุกซ่อนเจตนาที่แท้จริงไว้จากพวกเขา ทว่าต่อให้วันนั้นเขาเปิดเผยทุกอย่างต่อหน้าเจ้าผู้ครองแคว้นในแคว้นปรโลก พวกเขาก็คงไม่มีความกล้าพอที่จะปฏิเสธอยู่ดี
นั่นเป็นเพราะเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นต่างหวาดผวาต่อความอำมหิตของหยางไค่จนขวัญหนีดีฝ่อ
ด้วยสถานที่ต่อสู้อันปลอดภัยสำหรับการเติบโต เหล่าอัจฉริยะที่ไม่เคยปรากฏกายในสนามรบมาก่อน จึงหลั่งไหลเข้าสู่แคว้นปรโลกอย่างไม่ขาดสาย
ในตอนนั้นเอง เจ้าผู้ครองแคว้นตนหนึ่งก็เอ่ยถาม "ท่านโม่น่าเย่ ท่านคิดว่าพวกเราควรจะเปิดฉากสงครามในแคว้นปรโลกหรือไม่?"
โม่น่าเย่ส่ายหน้า "ไม่จำเป็น ในขณะที่เผ่ามนุษย์ต้องการฝึกฝนกองกำลัง พวกเราก็ควรฉวยโอกาสนี้ทำเช่นเดียวกัน ข้าไม่แน่ใจว่าพวกท่านสังเกตหรือไม่ แต่ข้ารู้ว่าท่านหกแขนต้องตระหนักได้แล้วแน่ ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา พวกเรามีสมาชิกเผ่าที่ทะลวงสู่ระดับใหม่ได้มากกว่าในอดีตหลายเท่านัก"
ในตอนแรก หกแขนไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเช่นนี้ แต่เมื่อโม่น่าเย่เอ่ยเตือน เขาก็พยักหน้า "จริงด้วย หลายปีมานี้มีเจ้าศักดินาถือกำเนิดขึ้นใหม่มากกว่าในอดีตมาก"
เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงสามร้อยปี แต่หากได้รับเวลามากกว่านี้ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมจะเด่นชัดยิ่งขึ้นไปอีก
โม่น่าเย่กล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม "ดังนั้น ไม่ใช่แค่เผ่ามนุษย์ที่ต้องฝึกฝนกองกำลัง พวกเราเองก็ต้องทำเช่นกัน จำนวนของเจ้าผู้ครองแคว้นโดยกำเนิดนั้นมีอยู่อย่างจำกัด แต่ในอนาคตจะมีมนุษย์ระดับแปดและเก้าถือกำเนิดขึ้นใหม่อีกมาก หากไม่มีราชันย์องค์ใหม่ปรากฏขึ้นในเผ่าหมึกของพวกเรา เมื่อถึงเวลา ก็จะไม่มีใครรับมือมนุษย์ระดับเก้าเหล่านั้นได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อาจทำลายสมดุลในแคว้นปรโลกได้ ไม่เพียงแต่ห้ามเคลื่อนไหวอย่างผลีผลาม แต่เรายังต้องเป็นฝ่ายริเริ่มที่จะปกป้องข้อตกลงกับเผ่ามนุษย์ด้วย"
เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นพยักหน้าขณะรับฟัง พวกเขามิใช่คนโง่เขลา เพียงแต่รู้เรื่องเกี่ยวกับเผ่ามนุษย์น้อยเกินไป จึงไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในหลายสถานการณ์ โม่น่าเย่ได้รวบรวมข้อมูลมาตลอดหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหล่าสาวกหมึก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขารู้ข้อมูลมากกว่าเจ้าผู้ครองแคว้นตนอื่นๆ
หกแขนเอ่ยถาม "เช่นนั้นแล้ว ท่านคิดว่าครั้งนี้หยางไค่มีเจตนาใดกัน?"
เมื่อกลับเข้าสู่ประเด็นหลัก โม่น่าเย่ก็ตอบด้วยรอยยิ้ม "ก่อนที่จะทำข้อตกลงสันติภาพกับพวกเราในครั้งนั้น หยางไค่ได้สังหารเจ้าผู้ครองแคว้นไปมากมายเพื่อข่มขวัญพวกเรา ท่านคิดว่าครั้งนี้เขากำลังพยายามจะบรรลุเป้าหมายใดเล่า ท่านหกแขน?"
ครานี้ หยางไค่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันในแคว้นสองขั้วและสังหารหมู่เจ้าผู้ครองแคว้นไปถึงห้าคน ในขณะที่เผ่ามนุษย์ก็กวาดล้างเผ่าหมึกชั้นผู้น้อยไปกว่าล้านตน ซึ่งคล้ายคลึงกับพฤติกรรมของเขาในครั้งนั้นอย่างยิ่ง
ดวงตาของหกแขนทอประกายวาบ "เขากำลังพยายามจะเปลี่ยนแคว้นสองขั้วให้กลายเป็นแคว้นปรโลกแห่งที่สอง!"
โม่น่าเย่พยักหน้า "แคว้นปรโลกไม่เพียงพอต่อความต้องการในการฝึกฝนกองกำลังของเผ่ามนุษย์อีกต่อไปแล้ว และมันก็เช่นเดียวกันกับเผ่าหมึกของพวกเรา เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์หลั่งไหลเข้ามาในแคว้นปรโลกมากขึ้นเรื่อยๆ สถานที่แห่งนี้ก็เริ่มแออัด เผ่ามนุษย์คงไม่ได้ต้องการแค่แคว้นปรโลกแห่งที่สองเพียงแห่งเดียว พวกเขาน่าจะต้องการอีกหลายแห่ง"
"ข้าเข้าใจแล้ว" หกแขนหัวเราะลั่น ในตอนแรกเขากำลังตกที่นั่งลำบากเนื่องจากถูกเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นจากมหาอาณาเขตอื่นร่วมกันกดดัน แต่บัดนี้ดูเหมือนว่าการรับมือเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงแค่เขาแพร่ข่าวนี้ออกไป เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นเหล่านั้นก็จะเลิกกล่าวโทษเขาที่ไม่ยอมเคลื่อนไหว ตรงกันข้าม พวกเขาจะกระตือรือร้นที่จะเจรจาสันติภาพกับผู้นำเผ่ามนุษย์เสียด้วยซ้ำ
ขณะที่เขากำลังลิงโลดใจ เขาก็มองโม่น่าเย่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ในตอนแรก หกแขนยังคงมีความขุ่นเคืองต่อโม่น่าเย่อยู่บ้างระหว่างที่อีกฝ่ายพำนักในแคว้นปรโลก เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป็นเพราะโม่น่าเย่ส่งข้อมูลเท็จจนเป็นเหตุให้แคว้นปรโลกต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในครั้งนั้น แต่บัดนี้ ดูเหมือนว่าความสูญเสียเหล่านั้นจะไม่มีความหมายอีกต่อไป
"มีสหายโม่น่าเย่อยู่ที่นี่ พวกเราก็ไม่ต้องกังวลว่าแคว้นปรโลกจะถูกศัตรูพิชิตได้อีก" หกแขนหัวเราะ
ในตอนนั้นเอง โม่น่าเย่ก็ลุกขึ้นยืนและกล่าว "ข้าคงต้องขอลาจากที่นี่แล้ว ท่านหกแขน"
เสียงหัวเราะของหกแขนพลันหยุดชะงัก ขณะที่เจ้าผู้ครองแคว้นตนอื่นๆ มองเขาด้วยความตกตะลึง
โม่น่าเย่กล่าวต่อไปว่า "ท่านราชันย์มีบัญชาให้ข้าเดินทางไปยังแคว้นสองขั้วในทันทีเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ที่นั่น นอกจากนั้น ข้ายังได้รับคำสั่งว่าหากเผ่ามนุษย์ต้องการเจรจาสันติภาพอีกครั้ง ข้าจะต้องเป็นผู้นำการเจรจาในฝั่งของพวกเรา"
หกแขนชะงักไปชั่วขณะ แต่ไม่นานก็เข้าใจสถานการณ์
เจ้าผู้ครองแคว้นผมม่วงซึ่งเดิมทีรับผิดชอบดูแลแคว้นสองขั้วถูกสังหารไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ สถานที่แห่งนั้นจึงอยู่ในสภาพไร้ผู้นำ แม้ว่าเจ้าผู้ครองแคว้นโดยกำเนิดจะทรงพลังอำนาจ แต่ก็จำเป็นต้องมีผู้บัญชาการในหมู่พวกเขา โม่น่าเย่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะรับตำแหน่งนี้อย่างแท้จริง
ทว่า หกแขนกลับรู้สึกอิจฉาเมื่อได้รู้เกี่ยวกับคำสั่งที่สองของราชันย์ เพราะเขาไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนเลย และดูเหมือนว่าราชันย์ก็ไม่ได้มีเจตนาจะแจ้งให้เขาทราบด้วย
บางทีอาจไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้เขาทราบ เนื่องจากพวกเขาได้สร้างบรรทัดฐานไว้แล้วที่แคว้นปรโลก แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าราชันย์ทรงให้ความสำคัญกับโม่น่าเย่เป็นอย่างมาก
"เป็นการดีที่ท่านจะเดินทางไปยังแคว้นสองขั้ว อย่างไรก็ตาม หยางไค่ยังอยู่ที่นั่นในขณะนี้ ดังนั้นท่านต้องระวังตัวด้วย" หกแขนแสร้งทำเป็นห่วงใย
"ทุกครั้งที่หยางไค่เคลื่อนไหว เขาจะพักฟื้นเป็นเวลาสองปี ดังนั้น จะไม่มีการปะทะใดๆ ในแคว้นสองขั้วในระยะนี้" โม่น่าเย่ตอบอย่างสุขุม
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้กำลังจะไปแคว้นสองขั้วเพื่อสู้รบกับเผ่ามนุษย์ แต่กำลังจะไปเพื่อทำข้อตกลงสันติภาพกับพวกเขาต่างหาก
เช่นเดียวกับที่เขาได้กล่าวกับหกแขน ไม่ใช่แค่เผ่ามนุษย์ที่ต้องการฝึกฝนกองกำลัง เผ่าหมึกก็จำเป็นต้องทำเช่นเดียวกัน เมื่อข้อตกลงสันติภาพบรรลุผล ก็จะไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบไปกว่าอีกฝ่าย
กระนั้น เผ่ามนุษย์ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้เร็วกว่ามาก ในขณะที่เผ่าหมึกเพิ่งจะเริ่มเข้าใจในบัดนี้
จากนั้น โม่น่าเย่ก็จากไปตามลำพังโดยไม่นำเจ้าผู้ครองแคว้นหรือผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดไปด้วย
อันที่จริง เขาไม่สามารถพาเจ้าผู้ครองแคว้นคนใดไปได้ แม้ว่าจะมีข้อตกลงสันติภาพในแคว้นปรโลก แต่ทั้งจอมยุทธ์ระดับแปดและเจ้าผู้ครองแคว้นต่างก็ไม่กล้าจากไปตามอำเภอใจ หากเกิดความไม่สมดุลอย่างมีนัยสำคัญระหว่างจำนวนจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่าอาจฉวยโอกาสกวาดล้างอีกฝ่ายให้สิ้นซากได้
ทันทีที่โม่น่าเย่มาถึงแคว้นสองขั้ว เขาก็เรียกประชุมเจ้าผู้ครองแคว้นทั้งหมดในห้องโถงและประกาศว่าเขากำลังจะเจรจาสันติภาพกับเผ่ามนุษย์ ทุกคนต่างส่งเสียงเซ็งแซ่ บ้างก็โกรธเกรี้ยว บ้างก็โล่งใจ
ทว่า เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเป็นบัญชาของราชันย์ พวกเขาก็ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง หลายคนถึงกับปิติยินดี หากมีข้อตกลงสันติภาพ พวกเขาก็จะไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเผชิญหน้ากับหยางไค่ในสนามรบอีกต่อไป
ไม่ใช่ว่าพวกเขาเพียงแค่กลัวตาย แต่ยังเป็นเพราะพวกเขาไม่กล้าขัดรับสั่งของราชันย์ด้วย
เมื่อได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว โม่น่าเย่จึงสั่งให้เจ้าศักดินาบางส่วนเดินทางไปยังค่ายของเผ่ามนุษย์เพื่อถ่ายทอดเจตนาที่จะเจรจาสันติภาพของเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้แบ่งปันข้อมูลที่รวบรวมมาให้กับมหาอาณาเขตอื่นๆ
สิ่งนี้ส่งผลให้มหาอาณาเขตต่างๆ ซึ่งในตอนแรกเต็มไปด้วยการต่อสู้อันดุเดือด พลันเงียบสงบลงอย่างกะทันหัน แม้จะยังมีการปะทะกันอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงการกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ เมื่อเทียบกับสงครามเต็มรูปแบบก่อนหน้านี้
ยิ่งไปกว่านั้น เผ่าหมึกยังได้เปรียบอย่างชัดเจนในมหาอาณาเขตหลายแห่ง แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะถอยทัพโดยสมัครใจ
เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังกังวลว่าจะตกเป็นเป้าของหยางไค่และลงเอยเช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ในแคว้นสองขั้ว
เผ่าหมึกตัดสินใจที่จะเก็บตัวเงียบไปชั่วขณะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เหตุผลที่หยางไค่ปรากฏตัวในแคว้นสองขั้วก็เพราะสถานการณ์ที่นั่นเลวร้ายที่สุดสำหรับเผ่ามนุษย์
ทุกมหาอาณาเขตมีเจ้าผู้ครองแคว้นโดยกำเนิดกว่าร้อยคนบัญชาการอยู่ และหยางไค่สามารถสังหารพวกเขาได้เพียงไม่กี่คนในแต่ละครั้ง ทว่า ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่หนึ่งในผู้โชคร้ายเหล่านั้น
ในขณะที่หยางไค่ยังคงพักฟื้นอยู่ เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นต่างก็กำลังเตรียมการสำหรับอนาคตอย่างกระวนกระวายใจ ทุกอย่างจะเรียบร้อยตราบใดที่พวกเขาไม่บีบคั้นเผ่ามนุษย์จนเกินไปและดึงดูดความสนใจของดาวมรณะดวงนั้น
สามปีต่อมา ในห้องเร้นลับแห่งหนึ่งในค่ายของเผ่ามนุษย์ หยางไค่ลืมตาขึ้น
ครั้งนี้ เขาใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าในอดีต นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่าดวงวิญญาณของเขาถูกฉีกกระชาก เขายังได้รับบาดแผลทางกายภาพมากมายจากการต่อสู้กับเจ้าผู้ครองแคว้นผมม่วง
ในตอนนั้น เขาใช้ศีรษะกระแทกเจ้าผู้ครองแคว้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนศีรษะของอีกฝ่ายแตกละเอียด ส่งผลให้กะโหลกศีรษะของเขาเองก็เกิดรอยร้าวมากมายเช่นกัน
หลังการต่อสู้ หยางไค่ก็เลิกดูแคลนเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้น เขายอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมือกับคนใดคนหนึ่งหากพวกเขาลุกขึ้นสู้อย่างไม่คิดชีวิต
เขามีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นในหัวข้อนี้ เพราะเขาเคยเอาชนะผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเขามาแล้วมากมายในอดีต ความดุดันและความไม่เกรงกลัวความตายของเขามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในชัยชนะเหล่านั้น เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นโดยกำเนิดที่ถูกหนามทิ่มวิญญาณจู่โจมและถูกสังหารในที่สุดเนื่องจากความกลัวของตนเองนั้น ไม่ได้เป็นตัวแทนของเผ่าหมึกที่ทรงพลังที่สุดทั้งหมด
กระนั้น หยางไค่ก็จะไม่ประเมินตนเองต่ำเกินไปเช่นกัน
ไม่ว่าเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นจะทรงพลังเพียงใด เขาได้สังหารพวกเขาไปแล้วมากมาย ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถ และเขาจะสังหารพวกเขาให้มากยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เขาต้องจัดการปัญหาในแคว้นสองขั้วให้เรียบร้อยเสียก่อน จากนั้น เขาจะมุ่งหน้าไปยังมหาอาณาเขตอื่นๆ และสังหารหมู่เผ่าหมึกที่นั่นจนกว่าพวกเขาจะหวาดกลัวเขาจนขึ้นใจ เมื่อนั้นเขาจึงจะเจรจากับพวกเขา
ทว่าเมื่อเขาออกจากห้องเร้นลับ เขาก็พลันตระหนักว่ามีคนรอคอยอยู่ก่อนแล้ว บุคคลนั้นรีบประสานหมัดคารวะด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและกล่าวว่า "ในที่สุดท่านก็ออกจากสันโดษแล้วขอรับ"
หยางไค่เงยหน้าขึ้นและตระหนักว่าเขารู้จักบุคคลนี้ เขาคือหลี่ซิง นายทหารคนสนิทของเซี่ยงซาน ย้อนกลับไปในกองทัพต้าเหยี่ยน เซี่ยงซานดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบูรพา ในขณะที่หลี่ซิงรับผิดชอบจัดการเรื่องจิปาถะและถ่ายทอดคำสั่งของเซี่ยงซาน
หยางไค่เคยติดต่อกับเขามาแล้วหลายครั้ง
สายตาของเขาอดไม่ได้ที่จะจับจ้องไปยังดวงตาข้างขวาของอีกฝ่ายพลางเอ่ยถาม "เกิดอะไรขึ้น?"
ในตอนแรก หลี่ซิงเป็นชายหนุ่มรูปงามและดูภูมิฐาน แต่บัดนี้เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นหลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ทว่าดวงตาข้างขวาของเขากลับบอดสนิท และมีแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวพาดผ่านแก้มของเขา ดูราวกับตะขาบตัวหนึ่งกำลังเลื้อยคลานอยู่บนใบหน้า
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.