Chapter 253
255 / 4197
8 min read
Chapter 253 Siblings Part 2
Published Apr 9, 2026, 07:41 AM
**บทที่ 253: พี่น้อง (ภาค 2)**
“อืม... ขอบใจนะ”
หลังจากต้องจมปลักอยู่กับความอ้างว้างมาเนิ่นนาน โซลัสถึงกับทำตัวไม่ถูกเมื่อเผชิญกับการกระทำอันแสนอ่อนโยนของเขา ลิธทาบมือขวาลงบนดวงจิตทรงกลม มอบสัมผัสทางกายภาพที่เธอไม่ได้สัมผัสมานานหลายเดือน
ดวงจิตนั้นกลับมีความหนาแน่นพอที่จะหยุดมือของเขาไว้ได้ โซลัสไม่เพียงแต่รับรู้ถึงไออุ่นจากลิธ แต่เธอยังรู้สึกถึงการสัมผัสของเขา มันช่างใกล้เคียงกับคำว่าการ ‘ลูบไล้’ มากที่สุดเท่าที่เธอเคยประสบมา จนทำให้ดวงจิตของเธอสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้
“น่าสนใจ... ตอนนี้ร่างดวงจิตของเธอสัมผัสได้จริง แถมยังอบอุ่นด้วย” ลิธกล่าวด้วยความประหลาดใจ เดิมทีเขานึกว่ามือจะทะลุผ่านความว่างเปล่าไปเสียแล้ว
“นั่นสินะ... แล้วเมื่อกี้จะพูดว่าอะไรเหรอ?” โซลัสรู้สึกยินดีกับพัฒนาการของตนเอง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอกลับรู้สึกขัดเขินอย่างบอกไม่ถูก ลิธดึงสติกลับมาจากความประหลาดใจ พลันระลึกถึงจุดประสงค์ที่พวกเขามาอยู่ที่นี่
“ให้ฉันแสดงให้เธอเห็นเลยง่ายกว่าพูดน่ะ”
หากเป็นคนอื่น ลิธคงต้องเอ่ยปากถามย้ำว่าสิ่งที่พูดออกมาคราวก่อนนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ทว่าสำหรับโซลัสนั้นไม่จำเป็นเลย เมื่อใดก็ตามที่จิตวิญญาณของทั้งคู่หลอมรวมกัน ก็ไม่มีที่ว่างสำหรับการมุสาหรือการซ่อนเร้นแม้แต่ความคิดที่น่าอับอายที่สุด
นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเลิกทำเช่นนั้นนับตั้งแต่เริ่มเชื่อใจกัน... ลิธนั้น หลังจากเริ่มมองโซลัสในฐานะ ‘คน’ คนหนึ่ง แถมยังเป็นเด็กสาว เขาก็มีอดีตหลายส่วนที่ไม่ได้อยากจะเอามาโอ้อวดนัก
ส่วนโซลัสเอง เมื่อตัวตนของเธอเริ่มพัฒนาขึ้น เธอก็ยิ่งรู้สึกต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้นตามไปด้วย
ลิธจดจำได้อย่างขึ้นใจว่าชีวิตของเขานั้นช่างน่าหวาดหวั่นเพียงใดในสายตาของเธอ เธอต้องคอยหวาดกลัวว่าจะสูญเสียเขาไปในสมรภูมิอยู่ตลอดเวลา ถึงขั้นยอมเสียสละตนเองในศึกกับกลุ่มกงเล็บ (Talons) หรือเกือบจะยอมให้แก่นพลังของตัวเองเสื่อมสลายเพื่อฉุดรั้งชีวิตของเขาไว้ในยามที่เขาช่วยชีวิตผู้พิทักษ์ (Protector) ไม่สำเร็จ
เขาจำได้ว่าเธอต้องทนทุกข์เพียงใดในการปกปิดความจริงจากเขา เธอรู้ดีว่าการเปิดเผยความลับจะนำมาซึ่งสิ่งใด แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยของตนเองกับลิธ เธอมักจะเลือกเขาเป็นอันดับแรกเสมอ ไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรก็ตาม
ลิธแบ่งปันความทรงจำทั้งหมดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาให้กับเธอ ทุกนาที ทุกวินาที ถูกเปิดเปลือยจนสิ้น เขาไม่เกรงกลัวที่จะยอมรับว่าเขาห่วงใยเธอมากเพียงใด และการต้องแยกจากกันนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวตนส่วนหนึ่งได้ขาดหายไป
“เดี๋ยวก่อน นี่มัน...” โซลัสถึงกับตกตะลึงเมื่อได้รับข้อมูลมหาศาลเช่นนั้น มันไม่ต่างอะไรกับการหลอมรวมจิตเพียงฝ่ายเดียว ลิธกำลังแสดงทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอเห็นโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
“ทำไมนายถึงไม่หลอมรวมจิตของเราอีกล่ะ?” เธอถามขึ้น
“เพราะผมไม่อยากบังคับเธออีกแล้ว การโกหกของเธอมันกรีดลึกในใจผมก็จริง แต่เธอก็ยังเป็นโซลัสของผมเสมอ เธอคือคนเดียวที่ผมไม่เคยต้องมุสาด้วย และผมไม่อยากให้มันเปลี่ยนไป ดังนั้น ผมจึงเลือกทำในสิ่งที่ปกติผมไม่เคยทำ...”
“นั่นคือการแสดงด้านที่เปราะบางที่สุดให้เห็น”
“ผมเข้าใจว่าพฤติกรรมของผมมันน่าหวาดกลัวแค่ไหนสำหรับคนที่ต้องร่วมทางไปกับผมโดยที่ไม่มีโอกาสได้จับพวงมาลัยเลย ผมเข้าใจว่าคำพูดของผู้พิทักษ์ทำให้เธอรู้สึกอย่างไร และทำไมเธอถึงต้องโกหกผม”
“ผมพร้อมจะให้อภัยเธอ แต่เธอต้องสัญญากับผมว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก ผมไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบหรอกนะ ถ้าเธอไม่เห็นด้วยกับผม ก็บ่นจนผมหูชาไปเลย หรือจะเตะก้นผมก็ได้ แต่อย่าได้ทำอะไรลับหลังผมอีก”
โซลัสรู้สึกเปี่ยมสุขเสียจนกำแพงหอคอยสั่นไหวไปชั่วขณะ เธอไม่ชินกับการแสดงความรู้สึกผ่านถ้อยคำอีกต่อไป จึงตัดสินใจกระตุ้นการหลอมรวมทางจิต แบ่งปันทุกความรู้สึกกลับไปให้มากพอๆ กับที่เขาให้มา ไม่ว่าความทรงจำเหล่านั้นจะน่าอับอายหรือทำให้เธอดูอเนจอนาถเพียงใด
ลิธสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของโซลัสเฉกเช่นที่เธอสัมผัสความเจ็บปวดของเขา ชีวิตของพวกเขาก็เปรียบเสมือนหอคอยที่บิดเบี้ยวสองแห่ง ตราบใดที่ยังพึ่งพิงกันและกันได้ พวกเขาก็จะหยัดยืนอยู่ได้ชั่วนิรันดร์
ลิธโอบกอดดวงจิตนั้นไว้แนบอก เขารู้สึกสะเทือนใจกับความทุกข์ระทมที่เธอต้องเผชิญในช่วงเวลาสั้นๆ พลานุภาพของอารมณ์ที่พุ่งพล่านทำให้ลิธละทิ้งการป้องกันตัวลงอย่างสมบูรณ์
นี่เป็นเพียงครั้งที่สองในชีวิตที่เขาปล่อยให้ตัวเองเป็นเช่นนี้ ครั้งแรกคือยามที่เขาพร้อมจะมอดไหม้ในเงื้อมมือของสกอร์ปิคอร์ (Scorpicore) ขอเพียงได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับโซลัส ทั้งคู่ไม่ได้สังเกตเลยว่าดวงจิตนั้นกำลังซึมผ่านหน้าอกของลิธเข้าไป ทั้งที่เธอกลับมามีตัวตนทางกายภาพแล้วก็ตาม
เมื่อจิตวิญญาณและกายาหลอมรวมเป็นหนึ่ง แก่นมานาของทั้งคู่ก็สอดประสาน พวกมันเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่เส้นใยพลังงานเชื่อมโยงถึงกัน แก่นมานาทั้งสองโคจรวนรอบกันราวกับดวงดาวแฝด
แรงสั่นพ้องที่เกิดขึ้นทำให้แก่นมานาของลิธเปลี่ยนเป็นสีฟ้าครามเจิดจ้า จวนเจียนจะกลายเป็นสีน้ำเงิน ในขณะที่แก่นสีเหลืองสว่างของโซลัสกลับกลายเป็นสีเขียวมรกตเข้ม เพียงจากการดูดซับพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายของลิธมักจะคายทิ้งเพราะไม่อาจแบกรับไว้ได้ไหว
หอคอยสั่นสะเทือนไปถึงรากฐาน เสียงครืนครั่นกึกก้องบีบให้ทั้งคู่ต้องตื่นจากภวังค์ ลิธสังเกตเห็นว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าทำไมก็ตาม กำแพงดูแข็งแกร่งขึ้น และพื้นที่รอบกายก็กว้างขวางกว่าเดิม
ลิธสัมผัสได้ถึงกระแสมานาที่ไหลเวียนผ่านสมบัติเวทมนตร์ชิ้นนี้ ราวกับว่ามันเป็นเสียงหัวเต้นของเขาเอง
เศษซากปรักหักพังที่เคยปิดกั้นทางไปสู่ชั้นหนึ่งอันตรธานหายไป เช่นเดียวกับโซลัส
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? โซลัส เธออยู่ไหน?”
“อยู่ตรงนี้ไง” ลิธได้ยินเสียงของโซลัสดังออกมาจากปากของเขาเอง
“ฉันอยู่ในตัวนาย!”
“ฟังดูพิลึกพิลั่นชะมัด ช่วยดูคำพูดตัวเองหน่อยได้ไหมเนี่ย?” ลิธทำเสียงพะอืดพะอม
“แฮะๆ พูดผิดไปหน่อย ขอโทษที” เธอหัวเราะคิกคัก
“เธอพอจะรู้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่รู้เลย” ลิธตอบ พลางสังเกตเห็นว่ามือซ้ายของเขาเริ่มขยับไปเอง มันกำลังลูบไล้ไปตามใบหน้าของเขา
“อ้อ... ความรู้สึกของการมีร่างกายนี่มันเป็นแบบนี้เองเหรอเนี่ย สุดยอดไปเลย” ใบหน้าซีกหนึ่งของลิธดูตื่นตะลึง แต่อีกซีกกลับดูเคลิบเคลิ้มและแสดงออกถึงความเป็นหญิงอย่างชัดเจน
“เดี๋ยวก่อนนะ นี่เธอขยับร่างกายผมได้ตามใจชอบเลยเหรอ?”
“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะ” เธอไหวไหล่ “อยากลองไปดูชั้นแรกไหม? ฉันชักจะสงสัยแล้วสิ”
“สงสัยงั้นเหรอ? ปกติเธอต้องรู้ทุกอย่างทันทีที่ร่างกายซ่อมแซมเสร็จไม่ใช่หรือไง?” สถานการณ์เริ่มจะประหลาดขึ้นทุกที
“ปกติก็ใช่ แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรปกติเลย ฉันคิดว่าการที่เราหลอมรวมกันมันคือความผิดปกติอย่างหนึ่งที่ช่วยเพิ่มพลังให้ฉันชั่วคราว ตอนนี้ฉันไม่มีเงื่อนงำเลยว่าข้างบนมีอะไร เหมือนที่ฉันไม่รู้ว่าเราหลอมรวมกันได้ยังไงนั่นแหละ”
“ผมหวังว่าไอ้อาการรวมร่างนี่จะเป็นแค่เรื่องชั่วคราวนะ ไม่งั้นชีวิตคงจะสยองพิลึก” ลิธสั่นสะท้าน
“ไม่ต้องมาทำเป็นขี้อายหรอกน่า ฉันเห็นร่างเปลือยของนายมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว” เธอแกล้งหยอก
“ผมรู้ และผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร แต่ไอ้แบบนี้มันทำให้คำว่า ‘ช่วยตัวเอง’ มีความหมายใหม่ที่น่าขนลุกกว่าเดิมเยอะเลย”
โซลัสระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ก่อนจะฉุกคิดถึงความหมายแฝงในคำพูดนั้นได้จนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
“ฉันไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นหรอก!”
“ผมก็อยากจะเชื่อในเจตนารมณ์ที่ดีของเธออยู่หรอกนะ แต่เธอจำไม่ได้แล้วต่างหากว่าความรู้สึกยามที่มีร่ายกายน่ะมันเป็นยังไง”
เพื่อเป็นการพิสูจน์ ลิธหยิบเอแคลร์ครีมออกมาจากกระเป๋ามิติมันยังคงความสดใหม่เหมือนตอนที่เขาหยิบมาจากโรงอาหารของสถาบัน
“กัดคำเดียวพอนะ”
โซลัสสูดกลิ่นหอมของขนมปัง กลิ่นหวานละมุนของมันช่างยั่วยวนจนแทบคลั่ง
เธอสกัดกั้นความต้องการไม่อยู่ กัดลงไปคำหนึ่ง... แล้วก็อีกคำ จนกระทั่งไม่เหลือซาก
“ขอโทษที แต่มันอร่อยเกินไปหน่อย เมื่อก่อนเราเคยกินด้วยกันก็จริง แต่การแค่แชร์ประสาทสัมผัสกับนาย มันเทียบไม่ได้เลยกับการได้ลิ้มรสด้วยตัวเองแบบนี้” เธอเอ่ยอย่างรู้สึกผิด
ลิธได้แต่ถอนหายใจยาว พลางก้าวเดินขึ้นบันไดมุ่งสู่ชั้นหนึ่งของหอคอยที่เพิ่งถูกเปิดออก
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.