Chapter 627
634 / 4197
9 min read
Chapter 627.6 Gathering Part 1
Published Apr 9, 2026, 08:52 AM
บทที่ 627.6 การรวมตัว ตอนที่ 1
"การป้องกันของพวกเรางั้นหรือ? นายก็อยู่ที่นั่นด้วยอย่างนั้นรึ?" ลิธเอ่ยถามด้วยความฉงน
"แน่นอนสิข้าต้องอยู่แน่ นั่นมันเขตรับผิดชอบของข้าเชียวนะ และทางอาณาจักรก็ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อปกป้องบางสิ่งอย่างเหมืองผลึกธาตุ พวกมันมีค่าเสียยิ่งกว่าพลาตินัมเสียอีก กำลังการผลิตจะหยุดชะงักไม่ได้แม้แต่ในยามฤดูเหมันต์ เพราะไม่อย่างนั้นแม้แต่การวิจัยทางเวทมนตร์ก็จะต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย"
"เดชะบุญที่อาศัยพึ่งพาอาวุธและข่ายมนตรา เหล่าทหารยามจึงสามารถยื้อเวลาไว้ได้จนกระทั่งข้ามาถึง แต่กระนั้นแม้แต่ตัวข้าเองก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก เจ้าย่อมรู้จักพวกก๊อบลินดีใช่ไหม? แต่ไอ้พวกนั้นน่ะมันคือกองทัพขนาดย่อมเลยล่ะ แต่ละตัวสามารถใช้เวทมนตร์ทั่วไปได้ แถมยังแผดรังสีสีดำออกมาได้อีกต่างหาก"
"ทันทีที่ข้าตระหนักได้ว่าพวกเราไม่มีทางต้านทานการโจมตีเช่นนั้นได้ ข้าจึงตัดสินใจระเบิดข่ายมนตราทิ้งเพื่อซื้อเวลา และนำพาผู้รอดชีวิตหนีเข้าไปในเหมืองผลึก พวกเรามุ่งหน้าไปยังอุโมงค์ที่ลึกที่สุด จากนั้นข้าก็ใช้เวทธาติดินพาพวกเราดำดิ่งลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม"
"โดยปกติแล้ว การกระทำเช่นนั้นนับว่าโง่เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่ง เพราะผลึกดิบนั้นไร้ซึ่งความเสถียร และเวทธาติดินก็อาจกระตุ้นให้พวกมันเกิดการระเบิดกัมปนาทขึ้นมาได้ นั่นคือเหตุผลที่เหมืองต้องใช้บุคลากรเฉพาะทางและเหล่า 'คริสตัลสมิธ' ในการทำงาน แต่ในยามที่ต้องเลือกระหว่างความตายที่อาจเกิดขึ้น กับความตายที่มาเยือนแน่ๆ ทางเลือกมันก็ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว"
"พวกเราเดินเท้าอยู่หลายวัน มีเพียงเสบียงของข้าเท่านั้นที่ประทังชีวิตคนนับสิบในขณะที่ต้องหลบหนีอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพวกก๊อบลินถึงตามหาพวกเราเจอเสมอ และที่แย่ไปกว่านั้นคือพวกมันดูเหมือนจะเชี่ยวชาญมนตรามากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา"
"สรุปสั้นๆ ก็คือ พวกเราพบซากปรักหักพังนั่นด้วยความบังเอิญแท้ๆ ในระหว่างที่หนีตาย พวกเราข้ามผ่านเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินที่ไม่เคยมีใครล่วงรู้ว่ามีอยู่ และในวินาทีนั้นเองที่โชคชะตาเริ่มเข้าข้างพวกเรา พวกก๊อบลินหยุดไล่ตาม และในที่สุดข้าก็มีเวลามากพอที่จะรอคอยกำลังเสริม ส่วนเรื่องหลังจากนั้นเจ้าคงเดาได้ไม่ยาก" โมร็อคกล่าวพลางยักไหล่
'ซวยเช็ด! นี่หมายความว่าอสุรกายอะบอมิเนชั่นที่สิงสถิตอยู่ในร่างก๊อบลินมีเวลามากพอที่จะก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่โดยสมบูรณ์และกำลังกบดานอยู่ในพื้นที่นี้ หรือไม่ก็ซากปรักหักพังนั่นมันน่าสยดสยองเสียจนแม้แต่สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังเช่นนั้นยังหวาดเกรง ไม่ว่าจะทางไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น' ลิธครุ่นคิดในใจ
โซลัสเปิดสัมผัสทุกส่วนของเธอออกพร้อมกัน ความคิดด้านมืดของลิธไม่ใช่สิ่งเดียวที่ซึมซับมาสู่เธอตามกาลเวลา แต่ความระแวดระวังจนเข้าขั้นระแวงของเขาก็ได้พัฒนาในตัวเธอจนเต็มเปี่ยมเช่นกัน
"นั่นเป็นช่วงเวลาที่นายต้องกินเนื้อสัตว์อสูรเข้าไปใช่ไหม?" ลิธเอ่ยถาม
"ใช่... แต่ไม่ใช่เนื้อก๊อบลินพวกนั้นหรอกนะ พวกมันมีบางอย่างที่ผิดปกติ กลิ่นของพวกมัน ท่าทางการเคลื่อนไหวของพวกมัน ให้ตายเถอะ พวกมันถึงขั้นเปล่งสำเนียงภาษาออกมาได้ด้วยซ้ำ"
เมื่อทั้งคู่ร่อนลงแตะพื้นดิน ลิธแสร้งทำเป็นสูดดมกลิ่นจากคู่หูของเขาอย่างแนบเนียน แม้เขาจะไว้ใจโซลัส แต่หลังจากประสบการณ์ที่ได้รับจากมือสังหารผู้ตื่นรู้ เขาก็เริ่มตระหนักว่าสัมผัสของเธอก็อาจถูกลวงได้เช่นกัน
โมร็อคยังคงพล่ามต่อไปราวกับสัตว์เวทมนตร์ มนุษย์ปุถุชนทั่วไปย่อมไม่มีกะจิตกะใจจะไปรับรู้กลิ่นของก๊อบลินท่ามกลางวิกฤตเช่นนั้นแน่ ทว่าสัมผัสที่เฉียบคมขึ้นของลิธกลับบอกเขาว่า เรนเจอร์ผู้พิลึกพิลั่นคนนี้ยังคงเป็นมนุษย์
ทางเข้าเหมืองแห่งนี้แลดูประหนึ่งป้อมปราการทางทหาร กำแพงศิลาทรงกลมสูงตระหง่านหนากว่าหนึ่งเมตรล้อมรอบพื้นที่ที่มีขนาดกว้างขวางราวกับหมู่บ้านขนาดย่อม หอคอยพิทักษ์สี่แห่งตั้งตระหง่านสูงกว่าสิบเมตร เพื่อให้เหล่าทหารยามสามารถตรวจตราศัตรูที่คืบคลานเข้ามาได้จากระยะไกล
เนตรวิถี (Life Vision) เผยให้ลิธเห็นข่ายมนตราต่อเนื่องที่รายล้อมรอบป้อมปราการ อาคารทุกหลังภายในกำแพงสร้างขึ้นจากศิลาและอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้ที่ติ ตรงใจกลางป้อมปราการมีซุ้มประตูที่สร้างจากศิลาและคานไม้ขนาดมหึมา ซึ่งทอดนำลงไปสู่เส้นทางใต้ดิน
"นายแน่ใจนะว่าคือที่นี่? สภาพมันดูสมบูรณ์มาก ข้าไม่เห็นร่องรอยของการถูกโจมตีเลยสักนิด" ลิธเอ่ย
"ก็บอกแล้วไง ว่าทางอาณาจักรไม่เคยขี้เหนียวกับเหมืองผลึกธาตุ ไม่ว่าจะฤดูไหน พวกเขาก็เนรมิตมันขึ้นมาใหม่ได้ภายในเวลาไม่ถึงเดือน"
"ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ติดตั้งประตูวาร์ปไปเลยล่ะ? มันจะช่วยให้เคลื่อนย้ายกำลังเสริมและผลึกธาตุได้รวดเร็วกว่าการขนส่งทั่วไปตั้งเยอะ" ลิธตั้งข้อสังเกต
"ผลึกพวกนี้มันไม่มั่นคงนัก แม้แต่จำนวนข่ายมนตราที่ติดตั้งอยู่ที่นี่ก็ยังต้องได้รับการปรับจูนอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ประตูวาร์ปน่ะเป็นตัวภาระเลยล่ะ เพราะการบิดเบือนมิติในระยะทางไกลเช่นนั้นจะสร้างแรงกระเพื่อมที่อาจทำให้ผลึกระเบิดเป็นจลน์ได้"
"ต่อให้ไม่มีข่ายมนตราอยู่ที่นี่ การป้องกันก็ต้องมาก่อนเสมอ" โมร็อคหยิบแท่งไม้สี่เหลี่ยมหลายอันออกมาจากอัญมณีมิติ แท่งไม้เหล่านั้นมีความยาวประมาณสองเมตรและหนาราวสามเซนติเมตร
ในแต่ละด้านของแท่งไม้ทั้งสี่ทิศถูกจารึกไว้ด้วยอักขระสีแดงฉานที่เปล่งประกายเจิดจ้าและเต้นตุบๆ ตามพลังงานที่ไหลเวียน ลิธจดจำแท่งไม้เหล่านั้นได้ทันที มันคือสิ่งเดียวกับที่กัปตันเวลาโกรสผู้ล่วงลับเคยใช้เพื่อสร้างจุดพักมิติชั่วคราวใกล้กับเมืองคานเดรีย
ในตอนนั้นลิธยังไร้ความรู้เรื่องอักขระและการสรรสร้างศาสตราขั้นสูง ทั้งเขาและโซลัสจึงไม่ได้ใส่ใจอุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนั้นนัก แต่ในยามนี้ที่พวกเขาได้ค้นพบความสำคัญของอักขระรูน ทั้งคู่ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่จ้องมองพวกมันด้วยสายตาที่โง่งม
'ข้าแต่ผู้สร้าง... ของแต่ละชิ้นบรรจุเพียงส่วนเสี้ยวของแกนเสมือนเท่านั้น อักขระพวกนี้มหัศจรรย์ยิ่งกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก! พวกมันถึงขั้นยอมให้อุปกรณ์เวทมนตร์สามารถถอดแยกชิ้นส่วนและประกอบกลับเข้าไปใหม่ได้ตามใจนึกเลยหรือนี่' โซลัสอุทานในใจ
'แล้วทำไมต้องเป็นอักขระสีแดง? มันแตกต่างจากสีน้ำเงินยังไง หรือมีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่?' ลิธตั้งคำถามกับตัวเอง
"เพิ่งเคยเห็นของพวกนี้เป็นครั้งแรกงั้นหรือ?" โมร็อคเอ่ยถามเมื่อสังเกตเห็นความประหลาดใจของลิธ
"ความจริงคือครั้งที่สองต่างหาก... นายพอจะรู้ไหมว่าทำไมของพวกนี้ถึงมีอักขระสลักอยู่? นอกจากอัญมณีสื่อสารแล้ว ข้าก็ไม่เคยเห็นมันบนอุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นไหนเลย ทั้งที่ข้าก็เป็นฟอร์จมาสเตอร์คนหนึ่ง"
"เจ้านี่ช่างโชคดีเสียจริง! ข้าต้องยอมเสียเงินมหาศาลทุกครั้งที่ต้องการอัปเกรดอุปกรณ์ของตัวเอง ส่วนเรื่องอักขระนั่น ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีมันอาจจะเหมือนกับอักขระบนอัญมณีที่ระบุตัวตนเจ้าของ อักขระพวกนี้ก็คงเกี่ยวพันกับพิกัดที่พวกมันถูกล็อคไว้กระมัง" โมร็อคยักไหล่พลางเริ่มเดินออกห่างจากตัวเหมือง
"ข้าล่ะอยากให้ไอ้ของพวกนี้มันไม่บอบบางนัก เวลาถูกปิดล้อมน่ะประกอบลำบากชะมัด แต่ส่วนที่ห่วยที่สุดก็คือพวกมันใช้ได้เพียงครั้งเดียวและผูกติดกับสถานที่เฉพาะแห่งเท่านั้น"
"ต่อให้ตอนนั้นข้าจะมีมันอยู่กับตัว ข้าก็ใช้มันหนีออกมาไม่ได้หรอก เพราะหากไม่มีโครงสร้างที่เหมาะสม แรงกระเพื่อมมิติที่ประตูสร้างขึ้นคงได้ระเบิดเหมืองทิ้งและส่งพวกเราไปเกิดใหม่กันหมดแน่" เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ลิธเข้าไปช่วยโมร็อคประกอบคานไม้จนกลายเป็นวงกลมบนพื้นดิน โซลัสสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่คานไม้ถูกวางลงในตำแหน่งที่ถูกต้อง เศษเสี้ยวของแกนเสมือนจะเชื่อมต่อเข้าหากัน
ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจะทำให้พวกมันขัดแย้ง และคานไม้จะหลุดออกจากกันพร้อมกับประกายไฟที่ปะทุขึ้น เมื่อประกอบเสร็จสิ้น สองเรนเจอร์ก็ต้องอัดฉีดมานาเข้าไปในวงจรนั้น พวกเขาต้องใช้ทั้งเวลาและพละกำลังมหาศาล แต่หลังจากผ่านไปหลายนาที ประตูวาร์ปก็พลันปรากฏขึ้นเหนือวงกลมเวท
"เห็นไหมล่ะที่ข้าบอก? พวกเด็กรวยสปอยล์น่ะแย่ที่สุด พวกเราต้องบินมาที่นี่ ลงแรงทำงานหนักเพื่อให้พวกมันไม่ต้องเสียเหงื่อแม้แต่หยดเดียว ไอ้พวกสวะจอมขี้เกียจเอ๋ย" โมร็อคบ่นพึมพำ
แต่ลิธกลับให้ความสนใจกับการแบ่งปันสัมผัสมานาของโซลัสเพื่อศึกษาวิธีที่อักขระเหล่านั้นปฏิสัมพันธ์กับประตูวาร์ป มากกว่าจะสนใจเสียงจ้อกแจ้กของโมร็อค โดยปกติแล้ว อุปกรณ์เวทมนตร์ทั่วไปจะไม่สามารถบรรจุคาถาอย่างการบิน การรักษา หรือประตูมิติเอาไว้ได้ เพราะพวกมันต้องอาศัยเจตจำนงของผู้ร่ายในการควบคุมให้ทำงานอย่างถูกต้อง
จอมเวทจะสามารถบรรจุคาถาเช่นนั้นไว้ได้ในแหวนเวทมนตร์ของตนเองเท่านั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แม้แต่แหวนระดับสามยังมีราคาสูงลิ่ว และแหวนระดับสี่ก็เป็นสิ่งที่จอมเวทส่วนใหญ่เกินจะเอื้อมถึง
ทว่าเส้นทางมิตินี้กลับก้าวข้ามขีดจำกัดดังกล่าวได้ด้วยอานุภาพแห่งอักขระรูน พวกมันโอบล้อมแกนเสมือน แบกรับเจตจำนงของผู้สร้าง และถ่ายโอนพลังงานทั้งหมดที่สะสมอยู่ในคานไม้เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับประตูวาร์ป
ช่องว่างมิตินั้นกว้างใหญ่พอที่จะให้คนหลายคนเดินข้ามผ่านได้พร้อมกัน และผู้ที่ก้าวออกมาจากประตูล้วนเป็นสมาชิกทีมวิจัยจากหกสถาบันใหญ่ แต่ละคนสวมใส่เครื่องแบบที่เป็นเอกลักษณ์ประจำสถาบันของตนเอง
ในเวลาเพียงไม่นาน พื้นที่ว่างเปล่าก็เนืองแน่นไปด้วยมวลมหาชนในเครื่องแบบหลากสีสันประหนึ่งรุ้งกินน้ำที่หลั่งไหลลงสู่พื้นพิภพ
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.