ตอนที่ 2122
2122 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 2122 - Broken
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 07:19
บทที่ 2122 - แตกสลาย
ทว่าครานี้ หยางไค่และฉินจ้าวหยางเพิ่งจะเคลื่อนกายออกไปได้เพียงมิกี่อึดใจ สัมผัสวิญญาณก็พลันรับรู้ถึงกลิ่นอายอันเข้มข้นของยอดฝีมือขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าที่กำลังมุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว
คาดว่าคงเป็น 'พรรคพวก' ที่ศิษย์วิหารตะวันครามทั้งสองไปร้องขอความช่วยเหลือมานั่นเอง
อีกฝ่ายรุดหน้ามาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ และมิได้มาเพียงหนึ่งเดียว แต่กลับมีถึงสี่หรือห้าคน โดยมีผู้นำกลุ่มแผ่ซ่านกลิ่นอายขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่สองออกมาอย่างเด่นชัด
หยางไค่หยุดฝีเท้าลงแล้วรอคอยอย่างสงบเงียบ มิได้ดึงดันรุดหน้าต่อ ส่วนฉินจ้าวหยางนั้นกลับมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่นั้นสั่นไหวด้วยความไม่มั่นใจ
เพียงมินาน แสงเจิดจ้าสายหนึ่งก็พุ่งวาบผ่านตา ก่อนที่กลุ่มผู้ฝึกตนจะปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าของคนทั้งสอง
“ผู้ดูแลเต๋า! ไอ้เจ้าสองคนนี้มันบังอาจบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตเทือกเขาตะวันครามของพวกเรา แถมยังพ่นวาจาสามหาวดูหมิ่นสำนักมิหยุดหย่อน ข้ากับศิษย์พี่พยายามเข้าขัดขวางแต่กลับพ่ายแพ้จนต้องถอยร่นมา ท่านดูสิ! ในมือของมันยังถือกราบี่ของศิษย์พี่ข้าไว้อยู่เลย!”
ศิษย์น้องร่างอ้วนและศิษย์พี่หน้าเขียวที่เคยปรากฏตัวก่อนหน้านี้ปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย ทันทีที่มาถึง ศิษย์น้องร่างอ้วนก็รีบกระโดดโลดเต้นฟ้องร้องต่อชายชราผู้หนึ่ง พลางชี้นิ้วกราดมาทางหยางไค่อย่างดุดัน
ชายชราผู้นั้นดูราวกับคนอายุราวห้าสิบปี เส้นผมแซมขาวไปกว่าครึ่ง ร่างกายแม้มิสูงใหญ่นัก หากแต่ดวงตากลับทอประกายคมปลาบบ่งบอกถึงความจัดเจนในวิถีแห่งพลัง
คนผู้นี้คงจะเป็น 'ผู้ดูแลเต๋า' ที่ศิษย์ร่างอ้วนเอ่ยถึง
*ยอดฝีมือขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่สอง กลับมีตำแหน่งเป็นเพียง 'ผู้ดูแล' ในวิหารตะวันครามเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าบรรดาผู้อาวุโสของสำนักนี้ต้องมีขุมพลังที่เหนือล้ำเกินจินตนาการไปไกลแน่* หยางไค่ลอบวิเคราะห์ในใจ
เมื่อศิษย์น้องร่างอ้วนโวยวายจบ ศิษย์พี่หน้าเขียวก็แผดเสียงตะโกนสมทบ “เฮ้ย! ไอ้เจ้าบ้านนอก คืนศาสตราของศิษย์พี่ข้ามาเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นเจ้าจะได้รู้ซึ้งว่าจุดจบของคนที่ริอาจลบหลู่วิหารตะวันครามเป็นเช่นไร!”
มุมปากของหยางไค่กระตุกค้าง
เขามิได้มีเจตนาจะยึดครองศาสตราของอีกฝ่ายมาเป็นของตนเลยแม้แต่น้อย กระบี่ยาวเล่มนี้เป็นเพียงศาสตราระดับราชาต้นกำเนิดขั้นสูงเท่านั้น เหตุผลที่เขาถือติดมือมาก็เพียงเพื่อจะรอพบหน้าเจ้าหน้าเขียวนี่อีกครั้งแล้วคืนให้เสีย
ทว่าท่าทีและวาจาของอีกฝ่ายกลับทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากคืนให้ตอนนี้ก็ดูจะขลาดเขลาจนเกินไป แต่หากมิคืนก็เท่ากับการยั่วยุอย่างชัดแจ้ง... เรื่องนี้ทำให้หยางไค่เริ่มจะปวดเศียรเวียนเกล้า และแทบจะอดใจมิไหวที่จะพุ่งเข้าไปฉีกปากไอ้เจ้าหน้าเขียวนั่นเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“หยุดวาจาสามหาวเดี๋ยวนี้!” โชคยังดีที่ผู้ดูแลเต๋าดูจะเป็นผู้ที่มีเหตุผลอยู่บ้าง เขาไม่ได้หลับหูหลับตาเชื่อคำพรรณนาของศิษย์ในสำนักเพียงฝ่ายเดียว คาดว่าเขาเองก็คงรู้กิตติศัพท์ของศิษย์ร่างอ้วนและศิษย์หน้าเขียวคู่นี้ดีว่ามิได้ปรกติสามัญเหมือนชาวบ้านเขา
ขณะที่เอ่ย ผู้ดูแลเต๋าก็ปรายตามองหยางไค่และฉินจ้าวหยางอย่างเรียบเฉย พลางใช้ความคิดอย่างหนัก
แม้ตบะของคนทั้งสองจะเป็นเพียงขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่หนึ่งซึ่งมิได้สูงส่งนัก แต่หากเปรียบเทียบกับผู้ฝึกตนพเนจรภายนอกแล้ว ก็นับว่ามิอาจดูเบาได้เลย
“เรื่องราวที่เกิดขึ้น ผู้ดูแลผู้นี้ได้รับรู้แล้ว ไม่ทราบว่าพวกเจ้าทั้งสองมีสิ่งใดจะกล่าวแก้ต่างหรือไม่?” ผู้ดูแลเต๋าเอ่ยถาม
ฉินจ้าวหยางรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ข้าฉินจ้าวหยาง ประมุขตระกูลฉินแห่งเมืองเมเปิลวูด ขอคารวะผู้ดูแลเต๋า ข้าและน้องหยางเดินทางมายังวิหารตะวันครามด้วยความจำเป็นยิ่งยวด มิได้มีเจตนาจะสร้างความวุ่นวายแม้แต่น้อย แต่ต้องการมาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าศิษย์ทั้งสองกลับลงมือก่อนอย่างกะทันหัน ข้าและน้องหยางจึงตกอยู่ในสภาวะจำยอมต้องป้องกันตัวเพื่อรักษาชีวิต หวังว่าผู้ดูแลเต๋าจะโปรดเมตตาและเข้าใจ!”
“เมืองเมเปิลวูด...” เมื่อได้ยินชื่อนี้ คิ้วของผู้ดูแลเต๋าก็ขมวดเข้าหากันทันที เขาพึมพำเสียงเบา “ช่วงนี้ ดูเหมือนข้าจะได้ยินชื่อเมืองเมเปิลวูดบ่อยครั้งเหลือเกิน...”
ยอดฝีมือขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาก็พยักหน้าเห็นพ้องเบาๆ
เริ่มจากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ 'หลวนเฟิ่ง' ปรากฏกายที่เทือกเขาหยกกระจ่างใกล้เมืองเมเปิลวูด จากนั้นตราประทับของจอมมารบรรพกาลก็ถูกทำลายจนไอปีศาจรั่วไหลออกมา และยังมีเรื่องอื่นอีก...
เรื่องราวเหล่านี้มิใช่ความลับอีกต่อไป ผู้ที่สนใจย่อมสามารถสืบหาข้อมูลได้ไม่ยากนัก
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเมืองเมเปิลวูดอย่างนั้นหรือ?” ผู้ดูแลเต๋าถามด้วยความประหลาดใจ เพราะเขาคิดว่าหยางไค่และฉินจ้าวหยางคือผู้นำสารจากเมืองเมเปิลวูดมาเพื่อขอความช่วยเหลือ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินจ้าวหยางก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายยังมิทราบจุดประสงค์การมาของเขา เห็นได้ชัดว่าศิษย์ร่างอ้วนและศิษย์หน้าเขียวนั้นมิได้ชี้แจงรายละเอียดใดๆ เลย
ฉินจ้าวหยางจึงกล่าวต่อ “มิได้มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้นกับเมืองเมเปิลวูดหรอกขอรับ ข้าเดินทางมาที่นี่ด้วยธุระส่วนตัว”
“ธุระส่วนตัว?” ผู้ดูแลเต๋าขมวดคิ้วมุ่นพลางถามย้ำ “เจ้ามีคนรู้จักอยู่ในวิหารตะวันครามอย่างนั้นหรือ?”
“มิมีขอรับ” ฉินจ้าวหยางส่ายหน้า
“เช่นนั้นพวกเจ้าต้องการจะเข้าร่วมเป็นศิษย์ของวิหารตะวันครามอย่างนั้นรึ?” ผู้ดูแลเต๋าถามต่อ
“มิใช่ขอรับ!”
ความอดทนของผู้ดูแลเต๋าเริ่มมลายหายไป ทันใดนั้น ศิษย์น้องร่างอ้วนก็โน้มตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของผู้ดูแลเต๋าอย่างรวดเร็ว
พลันประกายแสงเย็นเยียบก็วาบขึ้นในดวงตาของผู้ดูแลเต๋า เขาจ้องเขม็งไปยังคนทั้งสองพลางพยักหน้าช้าๆ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง... ช่างโอหังเสียเหลือเกิน! มิน่าเล่า ศิษย์ของข้าถึงได้ลงมือกับพวกเจ้า”
เขาทิ้งช่วงครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงดุดัน “มิใช่เรื่องง่ายที่พวกเจ้าจะฝึกฝนมาจนถึงขอบเขตต้นกำเนิดเต๋า และเห็นแก่ที่เป็นการลบหลู่ครั้งแรก... จงทิ้งแขนไว้คนละข้างเสีย แล้วข้าจะยอมปล่อยให้พวกเจ้าไสหัวไป!”
ร่างของฉินจ้าวหยางสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ เขาจ้องมองอีกฝ่ายราวกับไม่เชื่อหูตนเอง
หยางไค่ขมวดคิ้วแน่นลอบรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มจะบานปลายเกินควบคุม แม้ความคิดของผู้ดูแลเต๋าจะดูเหมือนเป็นปรกติของคนใหญ่คนโตในสำนักใหญ่ และการกระทำก็ตรงไปตรงมาทว่ากลับเผด็จการยิ่งนัก เพราะเขาไม่ยอมเปิดโอกาสให้พวกตนได้อธิบายเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นท่าทีตะลึงงันของทั้งสอง ผู้ดูแลเต๋าก็หัวเราะเยาะในลำคอ “เป็นอันใดไป? อาลัยอาวรณ์แขนข้างนั้นหรือ? หากพวกเจ้ามิกล้าลงมือ ผู้ดูแลผู้นี้ก็มิรังเกียจที่จะยื่นมือเข้าช่วย!”
“ผู้ดูแลเต๋า!” หยางไค่แผดเสียงตะโกนก้อง
“เจ้ายังมีเรื่องใดจะสั่งเสียอีก?” ผู้ดูแลเต๋าตวัดสายตามาทางหยางไค่
หยางไค่เค่นหัวเราะพลางกล่าว “หรือเป็นเพราะผู้ดูแลเต๋าทราบว่าพวกเราต้องการเข้าพบท่านเจ้าวิหารเหวิน ท่านถึงได้ต้องการให้พวกเราตัดแขนทิ้งเช่นนี้? นี่หรือคือธรรมเนียมการต้อนรับแขกของวิหารอันทรงเกียรติ? สำนักอันดับหนึ่งแห่งดินแดนทางใต้ ช่างทำให้พวกเราเปิดหูเปิดตาเสียจริง!”
น้ำเสียงประชดประชันนั้นทำให้ทุกคนในฝั่งวิหารตะวันครามจ้องเขม็งมาที่เขาด้วยความโกรธแค้น
ผู้ดูแลเต๋าแสยะยิ้มอย่างเย็นชา “พวกเจ้าบังอาจบุกรุกเข้ามาในเทือกเขาตะวันครามของข้า ลำพังเพียงเท่านี้ข้าก็สามารถพรากชีวิตพวกเจ้าได้แล้ว แต่นี่ข้ายังอุตส่าห์เมตตามิเอาชีวิต พวกเจ้าควรจะซาบซึ้งและรีบไสหัวไปเสีย หากยังกล้าพ่นวาจาสามหาวอีกแม้เพียงคำเดียว ก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่เลย”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
มิใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะเขาคืยอดฝีมือขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่สอง เมื่อเทียบกับหยางไค่และฉินจ้าวหยางที่เป็นเพียงระดับแรกแล้ว ผู้ดูแลเต๋าย่อมมิเห็นอยู่ในสายตา ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีสหายในระดับเดียวกันอีกสองคนอยู่ข้างกาย
หยางไค่กล่าวต่อ “เพียงเพราะคำขอเข้าพบของพวกเราอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้อง!”
“ช่างแปลกประหลาดนัก กฎของวิหารตะวันครามระบุไว้หรือว่าห้ามคนนอกเข้าพบท่านเจ้าวิหารเหวิน?”
“ย่อมมิมีกฎเช่นนั้น แต่ว่า... พวกเจ้ามีคุณสมบัติอันใดถึงริอาจขอเข้าพบท่านเจ้าวิหารเหวินจื่อซาน?”
เจ้าวิหารแห่งวิหารตะวันคราม 'เหวินจื่อซาน' คือยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิระดับที่สามผู้ทรงพลังอำนาจล้นฟ้า ในฐานะบุคคลที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถีแห่งยุทธ์ เขาหาใช่ผู้ที่ใครจะเข้าพบได้ตามอำเภอใจ หากผู้ใดต้องการพบเขา อย่างน้อยที่สุดต้องอยู่ในขอบเขตจักรพรรดิเช่นเดียวกัน ทว่าหยางไค่และฉินจ้าวหยางกลับเป็นเพียงมดปลวกในขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่หนึ่ง... การที่พวกเขาขอพบเจ้าวิหารด้วยตัวเองจึงถือเป็นการลบหลู่อย่างมหันต์!
สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนขอทานเนื้อตัวสกปรกมอมแมมที่ริอ่านจะขอเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิผู้สูงส่ง เหล่าทหารยามย่อมยินดีที่จะสังหารขอทานผู้นั้นทิ้งเสีย ดีกว่าจะปล่อยให้เขาไปทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท
“ในเมื่อข้าและพี่ฉินเดินทางรอนแรมมาจากแดนไกล ย่อมต้องมีเหตุผลสำคัญที่ต้องแจ้งต่อท่านเจ้าวิหารเหวิน” หยางไค่รีบกล่าวรวบรัด “มิเช่นนั้นดีหรือไม่ ผู้ดูแลเต๋า... ท่านช่วยนำเรื่องนี้ไปรายงานต่อท่านเจ้าวิหาร ส่วนท่านจะยอมพบพวกเราหรือไม่นั้น ให้ท่านเจ้าวิหารเป็นผู้ตัดสินใจเองเถิด”
“สามหาว! ท่านเจ้าวิหารมีภารกิจรัดตัวปานใด มีเวลาที่ไหนมาพบมดปลวกเช่นพวกเจ้า!” ผู้ดูแลเต๋าแค่นเสียงห้วน
หยางไค่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนัย ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ที่ท่านผู้ดูแลเต๋ากล่าวมาเช่นนี้... หรือแท้จริงแล้ว แม้แต่ตัวท่านเอง ก็ยังมิมีวาสนาได้เข้าพบท่านเจ้าวิหารเหวินกันแน่?”
เมื่อกล่าวจบ โดยมิรอให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธ หยางไค่ก็แสร้งทำเป็นเข้าใจในทันที เขาพึมพำกับตนเองเสียงเบา “ก็นั่นสิ ด้วยฐานะเพียงผู้ดูแลเต๋า เกรงว่าการจะเข้าพบท่านเจ้าวิหารเหวินคงมิใช่เรื่องง่ายดายนัก เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ท่านผู้ดูแลเต๋า? ท่านช่วยไปแจ้งเรื่องนี้ต่อผู้อาวุโสหรือองครักษ์ที่อยู่ใกล้ชิดท่านเจ้าวิหาร แล้วให้พวกเขาช่วยนำความไปแจ้งต่อท่านเจ้าวิหารอีกที”
“การกระทำของผู้ดูแลผู้นี้ มิใช่เรื่องที่เจ้าจะมาชี้นิ้วสั่ง!” ผู้ดูแลเต๋าแผดเสียงด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว เพราะคำกล่าวของหยางไค่นั้นแทงใจดำเขาอย่างจัง
หยางไค่ยังคงนิ่งสงบ เขากล่าวต่ออย่างเรียบเฉย “ผู้ดูแลเต๋า ข้าเดินทางมาที่นี่พร้อมกับพี่ฉิน มิใช่เพียงเพื่ออ้อนวอนขอความเมตตาเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องสำคัญที่ท่านเจ้าวิหารจำเป็นต้องรับรู้! ท่านแน่ใจแล้วหรือที่จะขับไล่พวกเราออกไปจากเทือกเขาตะวันครามเช่นนี้?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของผู้ดูแลเต๋าก็หดวับลงทันที
หยางไค่นิ่งสงบจนเกินไป ซึ่งมิใช่ท่าทีที่ผู้ฝึกตนขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับที่หนึ่งควรจะมีในสถานการณ์ที่เสียเปรียบเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้อาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่สั่นคลอนจิตใจเขาได้จริงๆ
หากพวกเขานำข้อมูลสำคัญมาแจ้งต่อท่านเจ้าวิหารจริง แล้วตนกลับเป็นผู้ขัดขวางและขับไล่ไสส่งไป... หากท่านเจ้าวิหารทราบเรื่องในภายหลัง... ตำแหน่งและอนาคตของเขาอาจพังทลายลงได้ในพริบตา...
เมื่อคำนึงถึงผลได้ผลเสีย ผู้ดูแลเต๋าก็ข่มความไม่พอใจในอกลง เขาเปิดปากกล่าวว่า “พวกเจ้ามีเรื่องอันใดจะแจ้งต่อท่านเจ้าวิหาร? ลองว่ามาเสีย หากสิ่งที่เจ้ากล่าวเป็นความจริงและสำคัญเพียงพอ ผู้ดูแลผู้นี้จะเป็นคนนำทางพวกเจ้าไปเอง”
หยางไค่ได้ยินดังนั้นจึงปรายตามองฉินจ้าวหยาง
ฉินจ้าวหยางทราบดีว่านี่คือช่วงเวลาตัดสินใจ และเขาจำเป็นต้องแสดงหลักฐานออกมา มิเช่นนั้นพวกเขาก็คงมิอาจก้าวพ้นประตูวิหารตะวันครามไปได้
เขาเอื้อมมือเข้าไปในแหวนมิติเพื่อหยิบ 'ป้ายหยกขอทานสาวงาม' ออกมา จากนั้นจึงสะบัดข้อมือส่งมันพุ่งตรงไปยังผู้ดูแลเต๋า พลางกล่าวว่า “ท่านผู้ดูแลเพียงแค่นำสิ่งนี้ไปมอบให้ถึงมือท่านเจ้าวิหารเหวิน แล้วท่านจะเข้าใจทุกอย่างเอง”
ขณะที่กล่าว แม้ฉินจ้าวหยางจะพยายามรักษากิริยาให้สงบนิ่ง แต่ในใจกลับกำลังภาวนาอย่างสุดซึ้ง ภาวนาว่ายอดฝีมือที่เขาเคยพบเจอในอดีตผู้นั้นมิได้ล้อเขาเล่น หากป้ายหยกขอทานสาวงามนี้ไร้ผล เกรงว่าเขากับหยางไค่คงต้องจบสิ้นลงที่นี่แน่
“นี่มันสิ่งใดกัน?” ผู้ดูแลเต๋าเอื้อมมือออกไปรับป้ายหยกมาถือไว้พลางพินิจดูในฝ่ามืออย่างละเอียด
ยอดฝีมือขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าอีกสองคนก็โน้มตัวเข้ามาขอดูด้วยความสงสัย
มินานนัก สีหน้าของผู้ดูแลเต๋าก็แปรเปลี่ยนไป จากความประหลาดใจในคราแรก กลายเป็นความสับสนงุนงง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง และจบลงด้วยความโกรธแค้นอย่างสุดขีด เขาแผดเสียงตะโกนก้อง “บังอาจ! เจ้าคิดว่าเพียงแค่สลักป้ายหยกหน้าตาประหลาดๆ นี่ขึ้นมา ก็จะสามารถตบตาผู้ดูแลผู้นี้ได้รึ? พวกเจ้าคงจะฝันกลางวันอยู่แน่ๆ! ตื่นจากฝันเสียเถิด!”
ปฏิกิริยาของผู้ดูแลเต๋านั้นอยู่เหนือความคาดหมายของหยางไค่โดยสิ้นเชิง
ใครก็ตามที่เห็นป้ายนี้ย่อมต้องเกิดความสงสัยเป็นธรรมดา แม้แต่ตัวหยางไค่เองในคราแรกที่เห็นป้ายหยกขอทานสาวงามเขาก็มิได้เห็นความสำคัญของมันนัก จนกระทั่งเขาได้ทดสอบด้วยตนเองถึงได้รู้ซึ้งถึงความพิเศษของมัน เขาจึงสรุปได้ว่าสิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ ยอดฝีมือที่เหนือล้ำเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
ยอดฝีมือระดับนั้นย่อมมิมีเหตุผลอันใดที่จะมาล้อเล่นกับฉินจ้าวหยางซึ่งเป็นเพียงผู้ฝึกตนในขอบเขตต้นกำเนิดเต๋า ดังนั้นหยางไค่จึงมั่นใจว่าป้ายนี้ต้องเป็นของจริง และมันต้องสื่อถึงตัวตนหรือฐานะอันสูงส่งบางอย่างแน่นอน!
เขาจึงยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจ “ผู้ดูแลเต๋า แม้ป้ายนี้จะดูประหลาดไปเสียหน่อย แต่มันหาใช่สิ่งที่คนอย่างข้าจะสร้างขึ้นมาได้ มันคือผลงานของยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ หากท่านมิอาจมองเห็นความล้ำค่าของมันก็มิเป็นไร แต่ข้าเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าท่านเจ้าวิหารจะมองเห็นมัน!”
“ดี! ดีมาก! เจ้าพวกสารเลวทั้งสอง คิดว่าผู้ดูแลผู้นี้จะหลงเชื่อวาจาเลื่อนลอยของพวกเจ้าง่ายๆ อย่างนั้นรึ? ข้าอยากรู้นักว่าหลังจากที่หนังหัวของพวกเจ้าถูกถลกออกและแขนขาถูกตัดทิ้ง พวกเจ้าจะยังปากเก่งเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่!” ใบหน้าของผู้ดูแลเต๋าพลันบิดเบี้ยวด้วยความอำมหิต มือที่กำป้ายหยกไว้สั่นระริกด้วยแรงโทสะ
ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงก็บังเกิดขึ้น
*เปรี้ยง...*
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.