ตอนที่ 208
209 / 552
อ่าน 14 นาที
Chapter 208 - Unidentified Wall (5)
เผยแพร่เมื่อ 7 เม.ย. 2569 14:40
บทที่ 208: Episode 39 – กำแพงนิรนาม (5)
เสียงคมดาบทะลวงสู่หัวใจดังขึ้น ก่อนที่ชายคนสุดท้ายจะล้มลง
“อ-อั่ก... ไอ้...สารเลว...”
เขาพยายามเค้นคำสาปแช่งออกมา แต่ปากของเขากลับถูกบดขยี้ใต้ฝ่าเท้าของหญิงสาว เขาคือคนสุดท้าย
ฮันซูยองกวาดสายตามองไปรอบๆ ออฟฟิศที่บัดนี้นองไปด้วยเลือด “...แทบแย่กว่าจะฆ่าได้หมด อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของคนเกาหลีนี่มันทั้งน่ารังเกียจและรวดเร็วเสียจริง”
ที่นี่คือฐานของ ‘กฎแห่งป่า’ สโมสรร่างอวตารแห่งจังหวัดคยองกี ทันทีที่สถานการณ์เริ่มต้นขึ้น พวกเขาก็เลือกผู้สนับสนุนที่มีประโยชน์และผันตัวเองไปเป็นกลุ่มอาชญากร เป็นพวกที่ปฏิเสธการควบคุมของรัฐบาล หากนางไม่ฆ่าพวกเขาตอนนี้ ในอนาคตพวกเขาจะกลายเป็นเนื้อร้ายแห่งคาบสมุทรเกาหลี ตามนิยายต้นฉบับแล้ว พวกเขาถูกกำหนดให้เป็นคนเช่นนั้น
“ไอ้บ้าคิมดกจา” นางสบถด่า แต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ฮันซูยองจึงกล่าวเสริมอีกหนึ่งประโยค “ไอ้สารเลวยูจงฮยอก”
เมื่อนึกถึงคนสองคนที่แยกย้ายกันไปตามทางของตนเอง ฮันซูยองก็รู้สึกราวกับถูกทิ้งให้จัดการกับเรื่องยุ่งเหยิงทั้งหมดเพียงลำพัง
“ให้ตายสิ คิมดกจามันยังมีเหตุผล แต่ยูจงฮยอกมันเป็นบ้าอะไรของมัน?”
ทันทีที่ยูจงฮยอกออกจากโซลโดม เขาก็ทำแต่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในการย้อนกลับครั้งที่สาม เขาขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง พูดคนเดียว แล้วก็ทิ้งสถานการณ์ของคาบสมุทรเกาหลีเพื่อไปทำสถานการณ์ส่วนตัว...
ด้วยเหตุนี้ ภาระในการเก็บกวาดเศษซากที่เหลือจึงตกเป็นของฮันซูยองทั้งหมด
“มันกำลังคิดอะไรอยู่... บัดซบ...”
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนางคือคนสุดท้ายที่ได้อ่าน ‘สามหนทางรอดในโลกที่ล่มสลาย’ เมื่อทั้งคิมดกจาและยูจงฮยอกไม่อยู่ ก็เหลือนางเพียงผู้เดียวที่ต้องรับผิดชอบคาบสมุทรเกาหลี
นางถอนหายใจและเดินออกจากฉากสังหารอย่างเงียบๆ “โอ้ ตกใจหมด คุณมาทำอะไรที่นี่?”
มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนรอนางอยู่ที่หน้าประตูออฟฟิศ หญิงสาวสวมชุดรบที่รัดรูป และเรือนผมของนางก็สยายไปรอบตัวอย่างสง่างาม ราวกับจะใส่ใจกับเรือนร่างที่เผยออกมา นางจึงสวมเสื้อคลุมกว้างไว้บนไหล่ เป็นใบหน้าที่สดใสแต่ก็งดงามอย่างยิ่ง
อย่างน้อย นั่นคือสิ่งที่สื่อต่างๆ กล่าวไว้
ฮันซูยองสงสัย “ฉันนึกว่าช่วงนี้คุณยุ่งอยู่กับรายการทีวีซะอีก ไม่ใช่เหรอ?”
ฮันซูยองจ้องมองยูซังอาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเล็กน้อย ยูซังอาขยับตัวออกจากกำแพงที่นางพิงอยู่ แล้วมองลงมายังฮันซูยอง ส่วนสูงของพวกนางต่างกันเล็กน้อย
เกิดการเผชิญหน้ากันชั่วครู่ ก่อนที่ยูซังอาจะเปิดปากพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ “...คุณจะทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?”
“อะไรนะ?”
“คุณจะฆ่าพวกเขาทั้งหมดเพียงเพราะกฎหมายและระเบียบมันหายไปไม่ได้นะ”
ฮันซูยองขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบายจึงได้แต่โบกมือไปมา ยูซังอาไม่รู้อะไรเลย คนแบบไหนที่อยู่ใน ‘กฎแห่งป่า’? ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่รู้ว่าคนพวกนี้จะทำอะไรต่อไปในอนาคต
เพราะนางไม่รู้ นางจึงสามารถโต้เถียงด้วยความยุติธรรมอันไร้เดียงสาเช่นนั้นได้
“พวกเขาคือคนที่จะทำเรื่องเลวร้ายในอนาคต”
“แต่คุณไม่ได้ให้โอกาสพวกเขาเลย”
“มันถูกกำหนดไว้แล้ว คุณไม่รู้อะไรหรอก” ฮันซูยองตอบขณะเดินผ่านยูซังอาไป
นางไม่สามารถแบ่งปันเรื่องราวในอนาคตได้ ข้อมูลที่คนจำนวนมากรู้จะยิ่งด้อยค่าลงและจะเปลี่ยนแปลงอนาคต คิมดกจาก็คงจะทำเช่นเดียวกัน ดังนั้น...
“สามหนทางรอดในโลกที่ล่มสลาย”
ฮันซูยองหยุดเดินทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของยูซังอา
“นั่นคือหนังสือที่พวกผู้เผยพระวจนะเรียกว่า ‘วิวรณ์’ ไม่ใช่เหรอ?”
“...คุณคงไปได้ยินเรื่องตลกอะไรมา”
“คุณได้อ่านมันหรือเปล่า?”
ฮันซูยองเม้มปากก่อนจะเอ่ยขึ้น “คุณไม่จำเป็นต้องรู้”
“ดูเหมือนว่าเหล่ากลุ่มดาวจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เลย”
เรื่องราวค่อยๆ แพร่กระจายออกไปจึงไม่น่าแปลกใจ ผู้อ่านบางคนอยู่นอกโซลโดม และยังมีข่าวลือที่ผู้เผยพระวจนะปล่อยออกมาอีก ยูซังอาก็รู้ว่านางคืออัครสาวกคนแรก
“คิมดกจาได้อ่านมันหรือเปล่า? นั่นคือเหตุผลที่เขารู้ข้อมูลในอนาคตสินะ”
“ใครจะไปรู้ล่ะ?”
มันเป็นหัวข้อที่น่าอึดอัด ฮันซูยองชักกริชออกมา ข้อมูลเกี่ยวกับ ‘สามหนทางรอดฯ’ ถูกกรองอยู่ก็จริง แต่นางก็ไม่รู้ว่ามันจะยังคงเป็นเช่นนั้นไปได้อีกนานแค่ไหน ดังนั้น นางต้องลดจำนวนปาก...
“ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น?”
ฮันซูยองหันขวับไปตามน้ำเสียงเศร้าสร้อยที่ดังขึ้นฉับพลัน
“ทำไมคุณดกจาถึงเลือกทำแบบนั้น ทั้งที่เขารู้อนาคต?”
ฮันซูยองมองใบหน้าของยูซังอาและดูเหมือนจะรู้แล้วว่านางมาที่นี่ทำไม ฮันซูยองจ้องมองใบหน้าของยูซังอาอย่างเงียบงัน ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มต้นขึ้น นางเคยเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่ง
‘นางเคยอยู่บริษัทเดียวกับคิมดกจา’
ทำไมกันนะ? จู่ๆ ฮันซูยองก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา “ไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน ทุกคนก็เอาแต่พูดถึงคิมดกจา พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคิมดกจาเลยสักนิด”
ฮันซูยองหอบหายใจสั้นๆ ขณะที่น้ำเสียงอันน่ากลัวหลั่งไหลออกมา โดยไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้ ฮันซูยองตะโกนก้อง “เขาเป็นไอ้สารเลวที่เห็นแก่ตัว เขาคิดถึงแต่ตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ”
“...”
“คนที่หลอกลวงผู้คนจนถึงที่สุด โกหก และหายตัวไปอย่างหน้าซื่อใจคด คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง? คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาตายหรือยังมีชีวิตอยู่”
ภาพหนึ่งแวบผ่านเข้ามาในหัวของนาง มันคือดวงตาของคิมดกจาที่มองมายังนางในสถานการณ์ที่สิบ เป็นสีหน้าบัดซบนั่นที่ทำให้นางชักมีดออกมาก่อน
“ไม่ เขาไม่มีทางตายแน่ ฉันมั่นใจว่าเขายังมีชีวิตอยู่และใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในเรื่องราวอื่น”
“คุณคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือคะ?”
“คุณไม่รู้จักคิมดกจาหรอก”
น้ำเสียงเย็นชาของนางแฝงไปด้วยความรู้สึกดูแคลนตนเองอย่างสุดซึ้ง ไม่มีใครรู้จักคิมดกจา แม้แต่ตัวฮันซูยองเอง ทว่าคำตอบของยูซังอากลับแตกต่างออกไป “ไม่ค่ะ ฉันรู้จัก”
“อะไรนะ?”
“คนเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันหรอกค่ะ” น้ำเสียงของยูซังอาสงบนิ่ง “พอสถานการณ์เริ่มต้นขึ้น อยู่พักหนึ่งคุณดกจาก็เหมือนเป็นคนละคน ผู้ชายที่สงบเยือกเย็นได้ต่อหน้าสถานการณ์คอขาดบาดตาย และฆ่าอสูรที่ไม่รู้จักได้โดยไม่ลังเล เขาแตกต่างจากคิมดกจาที่ฉันเคยรู้จัก”
“คุณคงไม่รู้จักคิมดกจาดีพอล่ะสิ”
“ถึงอย่างนั้น คุณดกจาก็ยังคงเป็นคุณดกจาค่ะ”
ฮันซูยองปิดปากเงียบ
“คนที่ชอบอ่านหนังสือมากกว่าการสร้างสเปค ความสามารถในการนำเสนอของเขาไม่ดีนัก แต่เขาก็จะตั้งใจฟังการนำเสนอของคนอื่นเสมอ...”
คิมดกจาคนนั้นแตกต่างจากคนที่ฮันซูยองรู้จัก คนที่รู้จักคิมดกจาอย่างแท้จริงกำลังพูดอยู่
“ดังนั้น เขาจะต้องโดดเดี่ยวมากแน่ๆ”
ณ ที่ใดที่หนึ่งเบื้องหน้าของนาง ดูเหมือนคิมดกจาจะกำลังทำสีหน้าบางอย่างอยู่ ในโลกที่ไม่มีใคร... คิมดกจาอาจกำลังมองท้องฟ้าอยู่เพียงลำพังในโลกที่ไม่มีใครรู้จัก
“คุณฮันซูยองคะ ฉันต้องไปช่วยคุณดกจา”
ฮันซูยองเห็นความมุ่งมั่นของนางและรู้สึกพ่ายแพ้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
‘แกนี่มันโชคดีจริงๆ นะ คิมดกจา มีคนเป็นห่วงแกเต็มไปหมด’
ฮันซูยองกำลังจะอ้าปากพูด ทันใดนั้นก็มีข้อความดังขึ้นในอากาศ
[สถานการณ์หลักบทใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!]
“ไอ้เวรเอ๊ย”
มหาโถงกำลังเปิดออกกลางอากาศ เสียงกรีดร้องของอสูรกายดังมาจากที่ใดที่หนึ่ง ยูซังอาและฮันซูยองที่ตกใจต่างหันหลังชนกัน อสูรกายยักษ์ตนหนึ่งกำลังดิ่งทะยานลงมาจากมหาโถง จากนั้นเสียงของทกเกบีก็ดังขึ้น
[รูปแบบคลื่นมันชัดเจนและช้ามาก แต่ข้าใส่มันเข้ามาเพราะดูเหมือนว่าช่วงนี้พวกเจ้าจะว่างกันเกินไป!]
ยูซังอาขมวดคิ้วกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน “...นี่เป็นเนื้อหาดั้งเดิมด้วยเหรอคะ?”
“ไม่รู้สิ ฉันจำไม่ได้ทั้งหมดหรอก”
นี่คือเหตุผลที่นางไม่อยากทำอะไรคนเดียว นางรู้อนาคตก็จริง แต่ข้อมูลที่นางรู้เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คิมดกจารู้เรื่องราวหลายรอบ และยูจงฮยอกที่ผ่านรอบต่างๆ มาอาจจะหาทางฝ่าฟันไปได้ แต่ไม่ใช่ฮันซูยอง
อสรพิษยักษ์บินผ่านเมฆาทมิฬและร่อนลงสู่พื้นดิน ทุกครั้งที่หางยาวของมันกวาดไปบนพื้น ตึกสูงระฟ้าก็พังทลายลง
นี่คือเผ่าพันธุ์มังกรประหลาดระดับ 3 ‘ครากากอน’ มันคือชื่อของอสูรกายที่ลงมาในฐานะหายนะในสถานการณ์ที่ 12
‘จะล้มมันได้ยังไง?’
ฮันซูยองพยายามอย่างหนักเพื่อระลึกถึงเนื้อหาในนิยายต้นฉบับ แต่ไม่ว่านางจะคิดอย่างไร กลยุทธ์ก็ไม่ปรากฏขึ้นมา หนทางเดียวที่เหลืออยู่คือการต่อสู้เต็มรูปแบบ โชคดีที่มีมีซังอาอยู่ข้างๆ แม้จะไม่ใช่สหายร่วมรบ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีใคร
[สติกม่า ‘เปลวเพลิงทมิฬ Lv. 6’ ถูกเปิดใช้งาน!]
นางรวมพลังเวทไว้ที่กริชพร้อมกับเปิดใช้งานทักษะของอาวุธ
[เผ่าพันธุ์มังกรประหลาดระดับ 3 ‘ครากากอน’ ได้ป้องกันการโจมตีโดยใช้ ‘ความต้านทานไฟ’]
[เผ่าพันธุ์มังกรประหลาดระดับ 3 ‘ครากากอน’ ได้ป้องกันการโจมตีโดยใช้ ‘ความต้านทานเงา’]
“อ๊าา แกนี่มันไม่ช่วยอะไรเลยจริงๆ เวลาเจอกับไอ้กิ้งก่านี่!”
ศัตรูมีความต้านทานไฟและความมืด ดังนั้นทักษะของฮันซูยองจึงไม่มีผลกับมันเลย การโจมตีดูเหมือนจะแค่จั๊กจี้และสร้างความรำคาญให้มังกรประหลาดเท่านั้น
[กลุ่มดาว ‘มังกรเพลิงทมิฬอเวจี’ รู้สึกหดหู่]
นางมองไปรอบๆ และสถานการณ์ของยูซังอาก็ดูไม่ดีไปกว่ากันมากนัก ฮันซูยองคิดกับตัวเองว่า หากเพียงนางได้รับสืบทอดเรื่องเล่าของมังกรเพลิงทมิฬอเวจี...
‘ให้ตายสิ จะสืบทอดเรื่องเล่าบ้าๆ นั่นได้ยังไงกัน?’
สีหน้าของฮันซูยองมืดลงขณะมองดูกลุ่มมังกรประหลาดที่กำลังเข้ามาใกล้ หากเจ้าสารเลวคิมดกจาอยู่ที่นี่ เขาคงจะบอกนางได้ว่าต้องทำอย่างไร
และในตอนนั้นเอง
[กลุ่มดาว ‘มังกรเพลิงทมิฬอเวจี’ บอกกับท่านว่า หากท่านต้องการ เขาสามารถบอกจุดอ่อนของพวกมันได้]
“...เจ้ารู้จุดอ่อนของพวกมันเหรอ?”
[กลุ่มดาว ‘มังกรเพลิงทมิฬอเวจี’ พยักหน้า]
“อย่ามาล้อเล่นน่า เจ้าไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์นักหรอก”
[กลุ่มดาว ‘มังกรเพลิงทมิฬอเวจี’ กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างบ้าคลั่ง]
ฮันซูยองฟังข้อความที่ดูเหมือนเด็กๆ ของมังกรดำและถอนหายใจในใจ ‘ไอ้เด็กเปรตคิมดกจา ตอนที่ฉันเลือกมังกรดำมันคงหัวเราะเยาะฉันอยู่แน่ๆ’
มังกรเพลิงทมิฬอเวจีเป็นกลุ่มดาวที่ทรงพลังอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าสติปัญญาของเขานั้นต่ำกว่ากลุ่มดาวอื่นๆ มาก ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะเจ้าหมอนี่แข็งแกร่งมาตั้งแต่เกิดและไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์อะไรมากมายในการบุกตะลุยสถานการณ์ต่างๆ ฟังดูเท่ แต่สำหรับร่างอวตารของเขาแล้วมันไม่ดีเลย
ทว่า ครั้งนี้มีบางอย่างแตกต่างออกไป
[กลุ่มดาว ‘มังกรเพลิงทมิฬอเวจี’ กล่าวว่าจุดอ่อนของครากากอนคือเกล็ดสีเงินบนหัวของมัน]
“จริงเหรอ? คราวก่อนเจ้าก็บอกข้าผิด”
[กลุ่มดาว ‘มังกรเพลิงทมิฬอเวจี’ เอาเกียรติของมังกรเพลิงทมิฬเป็นประกันว่านี่คือเรื่องจริง]
“คราวก่อนเจ้าก็พูดแบบนี้”
[กลุ่มดาว ‘มังกรเพลิงทมิฬอเวจี’ อ้างว่าเรื่องนี้ได้ยินมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้]
“แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้?”
ในเมื่อไม่มีหนทางอื่น ฮันซูยองจึงตัดสินใจทำตามคำพูดของมังกรเพลิงทมิฬ นางกระโจนขึ้นไปบนหางของมังกรประหลาดและใช้วิชาตัวเบาวิ่งขึ้นไป นางวิ่งข้ามลำตัวที่เพรียวยาว และแล้วนางก็เห็นเกล็ดสีเงินใกล้กับส่วนยอดของหัวมันจริงๆ
“ฮ่าาา!”
กริชแทงลึกลงไปในเกล็ด และครากากอนก็ล้มลงพร้อมกับเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยอง ลมหายใจของอสูรกายยักษ์หยุดลงในทันที ฮันซูยองตกตะลึงและพึมพำ “...จริงดิ? เจ้าก็มีประโยชน์เหมือนกันนี่?”
[กลุ่มดาว ‘มังกรเพลิงทมิฬอเวจี’ กำลังแอ่นอกด้วยท่าทีของผู้มีชัย]
ยูซังอาบินผ่านอากาศมาแล้วกล่าวว่า
“คุณรู้จุดอ่อนของมันเหรอคะ?”
“เปล่า ไม่ใช่ฉัน... อย่างไรก็ตาม เกล็ดสีเงินคือจุดอ่อนของมัน โจมตีแค่ตรงนั้นก็พอ”
ด้วยข้อมูลที่ได้รับจากมังกรดำ ทั้งสองจึงสามารถปราบครากากอนลงได้อย่างปลอดภัย
[กลุ่มดาว ‘แม่ทัพโล้นแห่งความยุติธรรม’ ชื่นชมในการแสดงของท่าน]
ฮันซูยองได้รับข้อความจากเหล่ากลุ่มดาวและขมวดคิ้วเล็กน้อย ปกติแล้วมันควรจะเป็นสถานการณ์ที่น่าพอใจ แต่วันนี้มีบางอย่างผิดปกติ นางมักจะรู้สึกเช่นนี้เสมอเมื่อถูกคิมดกจาหยอกล้อ ในขณะนั้นเอง บางอย่างก็แวบเข้ามาในหัวของนาง
“นี่ มังกรเพลิงดำ”
[กลุ่มดาว ‘มังกรเพลิงทมิฬอเวจี’ ตกใจและมองมายังร่างอวตารของตน]
“...บอกข้ามาตามตรง เจ้าได้ยินเรื่องนี้มาจากใคร?”
***
[ราตรีที่สามได้มาถึงแล้ว]
ข้าฟังข้อความและนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ เขาทำตามที่ข้าบอกจริงๆ เช่นเดียวกับคิมนัมอุน บางทีมังกรเพลิงทมิฬอเวจีอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ข้ารู้จัก อย่างไรเสีย เขาก็เป็นผู้สนับสนุนของฮันซูยอง
ดังนั้น การบอกเขาเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไร
‘ฉันปลอดภัย ไม่ต้องห่วง’ บอกคนๆ นั้นที่ถามด้วย
“นักปฏิวัติ!”
ข้าต้องอดทน อดทนตอนนี้เพื่อที่จะได้กลับไปพบพวกเขาอีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม ข้าเคลื่อนไหวผ่านราตรีไปอย่างเงียบเชียบ
“ก๊าซซซซ!”
เสียงกรีดร้องดังมาจากทุกทิศทาง มันเป็นเสียงที่ส่งสัญญาณการปรากฏตัวของเหล่านักฆ่า
มันนองเลือดตั้งแต่เริ่มต้น บางทีนี่อาจจะเป็นราตรีที่เลวร้ายจนเทียบไม่ได้กับสองวันที่ผ่านมา ข้าฆ่านักฆ่าไปสามคน ดังนั้นคืนนี้พวกมันต้องทุ่มกำลังทั้งหมดมาแน่
ถึงกระนั้น ข้าก็ไม่ได้หวาดกลัว เริ่มตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ข้าจะเริ่มการโต้กลับ
“จางฮายอง”
จางฮายองเดินออกมาตามคำพูดของข้า เขาดูเกร็งมากแต่ก็ไม่ใช่สีหน้าเหมือนเมื่อก่อน จางฮายองถามว่า “ฉันจะทำได้ดีเหรอ?”
“ไม่มีใครทำได้ดีไปกว่าเจ้าแล้ว”
“...คุณคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ? ฉันเพิ่งเรียนทักษะนี้มาได้แค่สองชั่วโมงเองนะ”
“สองชั่วโมงก็เกินพอแล้ว”
ข้าพูดอย่างมั่นใจ ไม่ใช่เพียงเพื่อปลอบใจจางฮายอง
「 “ใครคือร่างอวตารที่สมบูรณ์แบบที่สุด?” 」
วันหนึ่ง นักวิจารณ์ปากพล่อยของสตาร์สตรีมได้ถกเถียงกันในหัวข้อนี้
「 “ร่างอวตารที่แข็งแกร่งที่สุดในการต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งคือยูจงฮยอกอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่มีใครสู้ได้เก่งเท่าเขาอีกแล้ว” 」
「 “ไม่มีใครเอาชนะแอนนา ครอฟต์ได้เมื่อเป็นเรื่องของข้อมูล” 」
「 “แล้วอีฮยอนซองล่ะ? เขาเป็นแทงเกอร์ที่ดีที่สุด” 」
「 “ถ้าเป็นสงครามใหญ่ก็ต้องรันวีร์ ข่าน” 」
ชื่อของจางฮายองไม่ได้ถูกเอ่ยถึงเลย เขาด้อยกว่ายูจงฮยอกในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เขามีข้อมูลน้อยกว่าแอนนา ครอฟต์ พลังป้องกันของเขาไม่ดีไปกว่าอีฮยอนซอง เขาไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่ารันวีร์ ข่านในสงครามใหญ่ แต่ทว่า...
「 “ร่างอวตารที่สมบูรณ์แบบที่สุดคือคนที่จะต้องทำได้ดีในทุกๆ ด้าน” 」
「 “ถ้างั้นก็ตัดสินได้แล้ว” 」
เขามีพลังป้องกันมากกว่ายูจงฮยอก เขาต่อสู้ตัวต่อตัวได้ดีกว่าแอนนา ครอฟต์ เขาทำได้ดีกว่าในสงครามใหญ่เมื่อเทียบกับอีฮยอนซอง เขาเป็นตัวตนที่โดดเด่นและมีข้อมูลมากกว่ารันวีร์ ข่าน
[ตัวละคร ‘จางฮายอง’ ได้ใช้ ‘แปลงร่างนักสู้ Lv. 9’]
「 “จางฮายองคือร่างอวตารที่สมบูรณ์แบบที่สุด” 」
ร่างกายของจางฮายองเคลื่อนไหวเป็นเส้นโค้งลุกไหม้และแต่งแต้มท้องฟ้าให้เป็นสีแดงฉาน เขาไม่ได้โดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง แต่เขามีคุณสมบัติและทักษะที่หลากหลายที่สุดในบรรดาตัวละครทั้งหมดใน ‘สามหนทางรอดฯ’
ทันทีที่เขาได้รับทักษะ เขาก็มีความสามารถที่จะไปถึงระดับสูงสุดของทักษะนั้นได้เร็วกว่าใครๆ
เจ้าแห่งกำแพงนิรนาม ‘ราชันย์แห่งผู้เหนือมนุษย์’ จางฮายอง ภาคที่สองของ ‘สามหนทางรอดฯ’ เริ่มต้นขึ้นด้วยชายผู้นี้
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.