Chapter 3459
3459 / 5804
12 min read
Chapter 3459 - Very Good
Published Apr 11, 2026, 10:33 AM
**บทที่ 3459 - ดียิ่ง**
กาลเวลาผันผ่านไปราวห้าถึงหกชั่วโมง ในที่สุดหลี่ซื่อฉิงก็เริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้น แขนงขนตางอนงามของนางสั่นระริกก่อนจะค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ ทว่าสิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่โสตประสาทและสายตาของนาง กลับเป็นร่างของหยางไค่ที่นั่งปักหลักอยู่เบื้องหน้าอย่างสงบนิ่ง
วินาทีนี้นางแทบอยากจะหลับตาลงแล้วหมดสติไปอีกคราเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
ทว่าก่อนที่นางจะได้ทันแสร้งทำเป็นสลบไปอีกรอบ เสียงตวาดอันเปี่ยมไปด้วยความรำคาญใจของหยางไค่ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ “นั่งลงดีๆ!”
ร่างของหลี่ซื่อฉิงสั่นสะท้านไปทั้งตัว เห็นได้ชัดว่านางมีความหวาดกลัวต่อบุรุษผู้นี้อย่างลึกซึ้งถึงกระดูกดำ นางขบเม้มริมฝีปากแดงระเรื่อไว้แน่น แววตาสั่นไหวด้วยความสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ทรุดกายคุกเข่าลงต่อหน้าหยางไค่พร้อมกับก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมจำนน ประดุจลูกสะใภ้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงจนไร้ทางสู้
หยางไค่มองท่าทางที่น่าเวทนานั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่ายังคงรักษามาดเคร่งขรึมเอาไว้พลางเอ่ยถาม “เจ้าคือหลี่ซื่อฉิงใช่หรือไม่?”
นางเพียงพยักหน้าตอบเบาๆ
หยางไค่คลึงขมับตัวเองเบาๆ ก่อนถามต่อ “จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เงาบุปผาคืออาจารย์ผู้สูงส่งของเจ้า?”
นางยังคงพยักหน้าอีกครั้ง
“เจ้าเป็นใบ้หรืออย่างไร?”
นางพยักหน้าตามสัญชาตญาณ ก่อนจะรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็วด้วยความตระหนก นางช้อนสายตามองหยางไค่ด้วยความหวาดหวั่นพลางตอบเสียงสั่น “มะ... ไม่ใช่ค่ะ”
หยางไค่แค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชา “ในเมื่อไม่ได้เป็นใบ้ เมื่อข้าถามสิ่งใดเจ้าก็จงตอบมา หากกล้ามุสา... เจ้าจะต้องรับผลที่ตามมาอย่างสาสม”
“ค่ะ... ทราบแล้วค่ะ...” หลี่ซื่อฉิงยกมือขึ้นกุมศีรษะ ราวกับว่าน้ำเสียงของหยางไผ่นั้นกึกก้องกัมปนาทจนทำให้นางสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
หยางไค่นึกเวทนาจักรพรรดิเงาบุปผาขึ้นมาครามครัน เหตุใดนางถึงเลี้ยงดูศิษย์ให้มีจิตใจที่อ่อนแอและขี้ขลาดถึงเพียงนี้?
หลังจากตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง หยางไค่จึงกล่าวต่อ “ดูจากปฏิกิริยาก่อนหน้านี้ เจ้าคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของข้ามาบ้างแล้วสินะ?”
“ค่ะ!”
“หึ!” หยางไค่แสยะยิ้มเย้ยหยัน “ข้าหาได้สนใจไม่ว่าเจ้าเคยได้ยินสิ่งใดมา แต่จงฟังคำของข้าให้ดี บัดนี้ข้าได้ทรยศดินแดนดารามาแล้ว ระหว่างข้ากับพวกมันไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้อีก! ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะเหยียบย่ำดินแดนโสโครกนั่นให้จมดิน เพื่อสำแดงให้พวกโง่เขลาเหล่านั้นได้ประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งของข้า”
เดิมที หยางไค่ตั้งใจจะอธิบายความจริงให้หลี่ซื่อฉิงฟังเพื่อให้นางร่วมมือกับเขา แต่เมื่อเห็นสภาพที่จิตใจระส่ำระสายเช่นนี้แล้ว เขาเห็นว่าการปกปิดความลับไว้น่าจะเป็นการดีกว่า มิเช่นนั้นหากนางหลุดปากไปเพียงนิดเดียว ทุกอย่างย่อมพังพินาศ ในยามนี้เขาไม่อาจมอบความไว้วางใจให้แก่สตรีผู่นี้ได้เลย
หลี่ซื่อฉิงเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยสายตาจริงจังพลางกะพริบตาปริบๆ
หยางไค่กดดันนางต่อด้วยน้ำเสียงดุดัน “เจ้าได้ยินชัดเจนหรือไม่?”
“ชัดเจนค่ะ!”
“ดียิ่ง” หยางไค่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “งั้นเรามาเริ่มกันเถอะ... เจ้ามาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร?”
หลี่ซื่อฉิงส่ายหน้าไปมา “ข้าเองก็ไม่ทราบ... ข้าถูกทำให้หมดสติไป พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ที่นี่แล้ว”
*‘คงเป็นฝีมือของอวี้หรูเมิ่ง และป๋ายจั๋วก็น่าจะมีส่วนช่วยด้วย’* หยางไค่ครุ่นคิดในใจ
ทันใดนั้นเขาก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนาอย่างกะทันหัน “ได้ยินมาว่าท่านหมิงเย่ว์ตกลงมาในอาณาจักรปีศาจ เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่ายามนี้ท่านอยู่ที่ใด?”
“ท่านหมายถึง... อาวุโสหมิงเย่ว์งั้นหรือ?” หลี่ซื่อฉิงแทบจะตามความคิดเขาไม่ทัน
“จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ!” หยางไค่ตอบโต้พลางจ้องเขม็งไปที่นาง
“อาวุโสหมิงเย่ว์อยู่ที่นี่จริงๆ หรือ?” หลี่ซื่อฉิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
หยางไค่ลอบถอนหายใจยาวในอก แววตาฉายความผิดหวังออกมาแวบหนึ่ง ดูจากปฏิกิริยาของนางแล้ว นางคงไม่รู้เบาะแสเกี่ยวกับที่อยู่ของจักรพรรดิหมิงเย่ว์เลยแม้แต่น้อย เขาจึงหมดความสนใจที่จะเสวนากับนางต่อ เพราะการถามไปก็ไร้ประโยชน์
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่ชวนให้หายใจไม่ออก หยางไค่นิ่งเงียบ ส่วนหลี่ซื่อฉิงก็ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง
เวลาล่วงเลยไปครู่ใหญ่ หยางไค่จึงเอ่ยขึ้น “ข้าเห็นเจ้าพยายามต้านทานการกัดกินของปราณปีศาจมาตลอด แต่เจ้าจะทนไปได้นานแค่ไหนกัน?” เขาไม่รู้ว่านางอดทนมานานเท่าใดแล้ว แต่สัมผัสได้ว่าพลังในกายของนางแทบจะเหือดแห้งไปจนสิ้น หากเมื่อครู่ที่นางหมดสติไปเขาไม่ได้ใช้อำนาจคุ้มครองไว้ ป่านนี้นางคงถูกปราณปีศาจแทรกซึมและแปดเปื้อนจนกลายเป็นปีศาจไปแล้ว
เมื่อถูกจี้จุดอ่อน หลี่ซื่อฉิงก็แสดงท่าทางน่าเวทนาออกมา นางส่ายหน้าช้าๆ พลางตอบ “อย่างมากก็อีกสิบวัน... แหวนมิติของข้าถูกยึดไป ยามนี้ข้าไม่มีสิ่งใดที่จะช่วยฟื้นฟูพลังได้เลย”
หยางไค่สังเกตเห็นนานแล้วว่านางไม่มีแหวนมิติติดกาย หากนางมีทรัพยากรเพียงพอ คงไม่อยู่ในสภาพที่อเนจอนาถเช่นนี้
หยางไค่ดีดนิ้วส่งแหวนมิติวงหนึ่งให้แก่ให้นางอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะแค่นเสียงเย็น “จงมีชีวิตอยู่รอดต่อไปเสียล่ะ หากเจ้ากลายเป็นปีศาจไปเสียก่อน ข้าก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเก็บเจ้าไว้” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกทันที
เบื้องหลังของเขา หลี่ซื่อฉิงรีบคว้าแหวนมิติขึ้นมาตรวจสอบดูเพียงครู่เดียว ประกายแห่งความหวังก็ผุดขึ้นบนใบหน้าที่เศร้าสร้อย ภายในแหวนนั้นเต็มไปด้วยผลึกต้นกำเนิดและโอสถจิตวิญญาณหลากชนิดที่นางต้องการที่สุดในยามนี้ ด้วยสิ่งเหล่านี้ นางจะสามารถฟื้นฟูพละกำลังและต่อต้านการกัดกินของปราณปีศาจต่อไปได้
...
เมื่อหยางไค่ก้าวพ้นห้องของหลี่ซื่อฉิง เขาก็พบกับอวี้หรูเมิ่งที่ยืนรออยู่ในสวนบุปผา พร้อมกับรอยยิ้มที่มีเลศนัยลึกซึ้งประดับอยู่บนดวงหน้า
หยางไค่ชะงักไปเล็กน้อย เพราะเขาไม่สัมผัสถึงกลิ่นอายของนางเลยแม้แต่นิดเดียว ในใจลอบนึกยินดีที่เมื่อครู่ตอนสนทนากับหลี่ซื่อฉิงเขาไม่ได้หลุดปากเปิดเผยความจริงอันใดออกไป มิเช่นนั้นจุดจบของเขาในยามนี้คงจะดูไม่จืดเป็นแน่
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” หยางไค่เดินเข้าไปโอบเอวคอดกิ่วของอวี้หรูเมิ่งอย่างถือวิสาสะ โดยไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย
อวี้หรูเมิ่งหลุบตามองมือหนาที่โอบรัดเอวของตนพลางคลี่ยิ้มบางๆ “ข้ามาขัดจังหวะความสุขของเจ้าหรือเปล่า?”
หยางไค่เบะปาก “ไม่มีความสุขใดให้ขัดทั้งนั้นแหละ”
อวี้หรูเมิ่งบุ้ยปากไปทางห้องนอนก่อนจะเอ่ยเย้า “ในเมื่อเจ้าอุตส่าห์ดิ้นรนพาแม่นางผู้นั้นกลับมาจากลานประลองโลหิตด้วยความลำบาก อย่าบอกข้านะว่าเจ้าไม่ได้มีใจพิศวาสนาง?”
หยางไค่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “พูดถึงเรื่องนี้ ข้ายังไม่ได้ถามเจ้าเลย สาวรับใช้ในที่แห่งนี้มันเกิดอะไรขึ้น? เหตุใดแต่ละนางถึงได้มีสภาพเยี่ยงนั้น? เจ้าจงใจใช่ไหม?”
อวี้หรูเมิ่งหัวเราะคิกคัก “แล้วอย่างไรเล่า? ใครจะรู้ว่าเจ้าจะแอบไปนอกลู่นอกทางลับหลังข้าเมื่อไหร่ ข้าไม่อาจเฝ้าดูเจ้าได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงต้องหาทางป้องกันไว้ก่อน”
หยางไค่แยกเขี้ยวแสร้งทำเป็นเจ็บปวด “นี่เจ้าไม่ไว้ใจข้าเลยงั้นรึ”
อวี้หรูเมิ่งชายตามองเขา “เจ้าต้องทำตัวให้น่าไว้ใจก่อนสิ” นางเบี่ยงกายหลุดจากอ้อมแขนของหยางไค่ เดินไปยังสวนบุปผาแล้วเด็ดดอกไม้ขึ้นมาหนึ่งดอก ก่อนจะหันกลับมาประดับมันลงบนศีรษะของชายหนุ่ม
หยางไค่จ้องนางเขม็งด้วยความระแวดระวัง “เจ้าจะทำอะไร!?”
“อยู่นิ่งๆ สิ!”
“ฝันไปเถอะ!” ในฐานะบุรุษ หยางไค่รู้สึกอับอายยิ่งนักที่จะต้องมีดอกไม้ทัดหู เขาพยายามหลบหลีกอย่างรวดเร็ว ทว่าอวี้หรูเมิ่งกลับรวดเร็วประดุจเงาตามตัว นางวางดอกไม้ลงบนเส้นผมของเขาด้วยท่วงท่าที่นุ่มนวลก่อนจะพลิ้วกายถอยห่างออกมา นางเอียงคอมองผลงานของตนแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสดใส
ใบหน้าของหยางไค่ดำคล้ำประดุจก้นหม้อ เขาเอื้อมมือไปกระชากดอกไม้ออกจากผมแล้วโยนลงพื้นพลางกระทืบซ้ำ “เจ้าคอยดูเถอะ! สักวันเจ้าจะต้องเสียใจ!” ทิ้งคำขู่ไว้แค่นั้นเขาก็สะบัดหน้าหนี
ทว่าอวี้หรูเมิ่งกลับคว้าแขนของเขาไว้
“ยังมีอะไรอีก?” หยางไค่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด ตอนอยู่ในดินแดนดารา อวี้หรูเมิ่งมีระดับพลังเพียงอาณาจักรจักรพรรดิระดับสอง เขาจึงสามารถรังแกนางได้ตามใจชอบ แต่ยามนี้เมื่อสตรีผู้นี้กู้คืนระดับพลังกลับมาได้ เขาย่อมไม่มีทางสู้กับนักบุญปีศาจได้เลย
หยางไค่สงสัยเหลือเกินว่ายามนี้นางกำลังเอาคืนทุกสิ่งที่เขาเคยทำไว้กับนางในตอนนั้น
“โกรธงั้นหรือ?” อวี้หรูเมิ่งโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เขา
หยางไค่หันหน้าหนีพลางประชดประชัน “ข้าจะกล้าโกรธเจ้าได้อย่างไร”
“ดีแล้ว งั้นเรามาพูดเรื่องงานกันเถอะ” สีหน้าของอวี้หรูเมิ่งเปลี่ยนเป็นจริงจัง เมื่อเห็นว่าหยางไค่ยังคงวางท่าเฉยเมยทำเป็นไม่สนใจฟัง นางจึงยิ้มออกมาแล้วคว้ามือหนาของเขามาวางแนบไว้ที่ทรวงอกของตนเอง
สัมผัสได้ถึงความยืดหยุ่นอันน่าอัศจรรย์ หยางไค่พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที มือไม้เริ่มขยับนวดเฟ้นอย่างรื่นเริงพลางพยักหน้า “ว่ามาเลย ข้ากำลังตั้งใจฟังอยู่”
อวี้หรูเมิ่งจ้องเขาด้วยความหมั่นไส้ แต่ยังคงกล่าวต่อ “ข้าต้องการให้เจ้าไปที่ทวีปเงาเมฆา”
“ทวีปเงาเมฆา?” หยางไค่ขมวดคิ้ว พลางรีบเค้นความจำเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้น โชคดีที่เขาศึกษาแผนที่ฉบับใหม่อย่างขะมักเขม้น มิเช่นนั้นยามนี้คงจะมืดแปดด้านเป็นแน่
ทวีปเงาเมฆาอยู่ไม่ไกลจากทวีปมายาแห่งนี้เท่าใดนัก แต่ก็ไม่ได้ใกล้เสียทีเดียว ต้องผ่านประตูเขตแดนหลายแห่ง หากใช้ความเร็วและรถศึกหัวพยัคฆ์ที่เพิ่งซื้อมา คงใช้เวลาราวครึ่งวันจึงจะถึงที่หมาย
“ไปทำอะไรที่นั่น?” หยางไค่ถามด้วยความสงสัย
“ก็ไปช่วยเหลืองานที่นั่นน่ะสิ นี่คือเหตุผลที่ข้าพาเจ้ามายังอาณาจักรปีศาจ ส่วนรายละเอียดว่าต้องทำอย่างไร เมื่อไปถึงที่นั่นจะมีคนอธิบายให้เจ้าฟังเอง”
หยางไค่ตกอยู่ในห้วงความคิด เขาเคยสงสัยมาตลอดว่าเหตุใดอวี้หรูเมิ่งถึงไม่ลังเลที่จะใช้เคล็ดลับผนึกใจผูกมัดเขากับนางไว้เพื่อพามายังที่แห่งนี้ นางต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงแน่ แต่นี่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้หยั่งเชิงดูเจตนาของนางเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ในที่แห่งนี้เขาไม่อาจสืบหาที่อยู่ของจักรพรรดิหมิงเย่ว์ได้เลย หากย้ายไปที่อื่น บางทีเขาอาจมีโอกาสได้ข่าวคราวบ้าง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ตัดสินใจในใจเรียบร้อยแล้ว ทว่ายังแสร้งทำเป็นอิดออด “ข้าไม่ไปได้หรือไม่?”
“ช่วยข้าเรื่องนี้เถอะนะ” อวี้หรูเมิ่งขยิบตาให้เขาอย่างมีเสน่ห์
หยางไค่แทบจะปฏิเสธไม่ลง สตรีผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นนักบุญปีศาจ แต่ยังเป็นเผ่าเสน่หาที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังแห่งการยั่วยวน เพียงแค่การขยิบตาเพียงนิดเดียวก็สามารถกระชากวิญญาณของบุรุษทุกคนให้หลุดลอยได้แล้ว
“ข้าจะได้ประโยชน์อะไรจากการนี้?” หยางไค่แค่นเสียงถาม
อวี้หรูเมิ่งหัวเราะเบาๆ จ้องหน้าหยางไค่สลับกับมองไปทางห้องนอน “เจ้าจะทำอะไรกับนังผู้หญิงข้างในนั้นก็ได้ตามใจชอบ ข้าจะไม่เข้าไปขัดขวางแม้แต่นิดเดียว”
“นั่นนับเป็นประโยชน์ด้วยรึ!” หยางไค่ทำปากยื่น
“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดล่ะ?” อวี้หรูเมิ่งมองเขาด้วยสายตาหยอกล้อ
แววตาของหยางไค่สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบลงที่ข้างหูของนาง อวี้หรูเมิ่งอดไม่ได้ที่จะกลอกตาพลางเอื้อมมือไปดึงหูของเขามาใกล้ๆ แล้วกระซิบตอบกลับไป พลางแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากแดงฉ่ำของตนเอง
หยางไค่อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย จ้องมองริมฝีปากที่แวววาวนั้นด้วยความโหยหา “ดียิ่ง!”
เมื่อถูกยั่วเย้า อวี้หรูเมิ่งก็บิดเอวเขาอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้
หยางไค่ทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด “เอาเป็นว่า ข้าตกลงจะไปทวีปเงาเมฆาให้เจ้า แต่เรื่องเย่ว์ซางล่ะ? ข้าเกรงว่ามันจะมาดักทำร้ายข้ากลางทาง เจ้าก็รู้ว่ามันมองข้าเป็นศัตรูคู่อาฆาต ด้วยพละกำลังของข้าในยามนี้ หากเผชิญหน้ากับมันคงจบไม่สวยแน่”
อวี้หรูเมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าได้ลงโทษมันแล้วที่บังอาจพาหลี่ซื่อฉิงออกไปโดยพละการ และยังใช้สตรีผู้นั้นล่อลวงเจ้าให้เข้าร่วมการต่อสู้ในลานประลองโลหิตในครั้งนี้”
“เจ้าฆ่ามันแล้วรึ?” หยางไค่ถามด้วยความดีใจ
“มันเป็นถึงกึ่งนักบุญ ข้าจะฆ่ามันทิ้งง่ายๆ ได้อย่างไรกัน?” อวี้หรูเมิ่งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา หากนางสังหารกึ่งนักบุญเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ นางคงเสียหน้า และอาจทำให้กึ่งนักบุญคนอื่นๆ ภายใต้บัญชาเสื่อมศรัทธาได้ นางจึงอธิบายต่อ “ป๋ายจั๋วเพิ่งกลับมา ข้าจึงส่งเย่ว์ซางไปยังสมรภูมิแล้ว และสั่งห้ามไม่ให้มันกลับมาจนกว่าจะมีคำสั่ง ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลว่ามันจะมาสร้างความเดือดร้อนให้เจ้าได้อีก”
“ดียิ่ง!” หยางไค่แสยะยิ้ม “ข้าจะละเว้นชีวิตสุนัขของมันไว้ก่อน ไว้ข้าแข็งแกร่งเมื่อไหร่ ข้าจะไปเด็ดหัวมันด้วยมือของข้าเอง!”
“แล้วข้าจะรอดู” อวี้หรูเมิ่งยิ้มอย่างอ่อนโยน
ทว่าในวินาทีต่อมา หยางไค่กลับโอบรัดเอวของนางแล้วอุ้มร่างของนางขึ้นมาทันที เขาโน้มใบหน้าลงไปกระซิบด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์ “ข้าได้ยินมานานแล้วว่าเผ่าเสน่หานั้นหาตัวจับยากในเรื่องการยั่วยวนและครองใจคน แต่ข้ายังไม่ใคร่จะเชื่อนัก วันนี้แหละ... ข้าต้องพิสูจน์ให้รู้ซึ้งด้วยตัวเอง!”
อวี้หรูเมิ่งเอื้อมมือขึ้นโอบรอบคอของหยางไค่พลางหัวเราะคิกคัก “ระวังจะได้อย่างที่ปรารถนาล่ะ”
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.