Chapter 695
695 / 2060
13 min read
Chapter 695
Published Apr 3, 2026, 08:04 PM
บทที่ 695
ท่ามกลางกระแสความตื่นตะลึงที่เกริดและหมู่เกาะเบเฮนกำลังถูกกล่าวขวัญถึงอย่างเผ็ดร้อน กลุ่มบริษัทเอสเอ (S.A. Group) ก็ได้สาดน้ำมันเข้ากองเพลิงด้วยการประกาศกฎระเบียบใหม่สำหรับการแข่งขันระดับชาติครั้งที่ 3
มันคือการประกาศที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการ ส่งผลให้ความสนใจที่เคยพุ่งเป้าไปที่เกริดเพียงผู้เดียวเริ่มกระจายตัวออกไป
『 นี่มันคือแผนสมคบคิดชัดๆ! กฎใหม่ที่ประกาศออกมาเสียเปรียบเกาหลีใต้เกินไปแล้ว! นี่คือการจงใจเตะตัดขาพวกเราชัดๆ! กลุ่มเอสเอสมควรได้รับคำประนามในระดับนานาชาติ!! 』
ณ ร้าน ‘ขาหมูเผ็ด’ สาขาแฮนัม
พีคซอร์ดขมวดคิ้วมุ่นพลางเคี้ยวขาหมูในปากอย่างรุนแรง โทสะของเขากำลังพลุ่งพล่านจากการรายงานข่าวที่ได้เห็น
“พวกสับปรับเอสเอ... การแข่งขันระดับชาติจะเริ่มขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า แต่พวกมันกลับกล้าเพิ่มกฎพรรค์นี้เข้ามางั้นหรือ?”
มหกรรมโอลิมปิกที่เคยเป็นเทศกาลอันยิ่งใหญ่ของโลกมานานนับร้อยปี มีพัฒนาการที่แตกต่างจากจุดเริ่มต้นอย่างริบลับ จากมุมมองปัจจุบัน การแข่งขันครั้งแรกๆ นั้นเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ที่ประหลาดและไร้ทิศทาง หากแต่กาลเวลาได้บ่มเพาะประสบการณ์ จนกระทั่งโอลิมปิกสามารถใช้กฎกติกาที่ยุติธรรมและไร้ที่ติได้ในที่สุด ใช่แล้ว... นั่นหมายความว่าวันหนึ่ง ‘ซาทิสฟายระดับชาติ’ ก็จะมีระบบที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้น แต่ในยามนี้ ระบบที่ว่ายังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์นัก
กฎกติกาพื้นฐานถูกเปลี่ยนรายปี สร้างความสับสนอลหม่านให้แก่ทั้งผู้เข้าแข่งขันและผู้ชม
ในการแข่งขันครั้งที่ 1 มีประเทศเข้าร่วมเพียง 17 ประเทศ และผู้เล่นแต่ละคนต้องลงแข่งใน 3 ประเภทรายการ
ต่อมาในครั้งที่ 2 จำนวนประเทศเพิ่มเป็น 32 ประเทศ และผู้เล่นสามารถลงแข่งได้รวมถึง 6 รายการ แบ่งเป็นประเภทเดี่ยว 3 และประเภททีม 3
ทว่าในการแข่งขันครั้งที่ 3 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จำนวนประเทศสมาชิกจะขยายเป็น 50 ประเทศ แต่ผู้เล่นแต่ละคนกลับได้รับอนุญาตให้ลงแข่งได้เพียง ‘2 รายการ’ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นประเภทเดี่ยวหรือประเภททีมก็ตาม
ปัญหาหาใช่การเพิ่มขึ้นของจำนวนประเทศ เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับในระดับสากลที่มากขึ้นและช่องว่างระหว่างฝีมือผู้เล่นที่แคบลง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ปัญหาร้ายแรงคือข้อจำกัดที่ให้ลงแข่งได้เพียง 2 รายการ
ในอนาคตอันใกล้ ตำแหน่งจ้าวเหรียญทองย่อมตกเป็นของสหรัฐอเมริกาที่มีจำนวนผู้เล่นยอดฝีมือมหาศาล และประเทศที่ต้องแบกรับความบอบช้ำที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเกาหลีใต้ เพราะเหตุใดน่ะหรือ? คำตอบนั้นง่ายดายนักหากพิจารณาว่าเหตุใดเกาหลีใต้ถึงสามารถหักปากกาเซียน คว้าชัยชนะอันรุ่งโรจน์ในการแข่งขันสองครั้งที่ผ่านมาได้
นั่นเป็นเพราะการแผลงฤทธิ์ของเกริดเพียงผู้เดียว! เกริดกวาดเหรียญทองมาครองเป็นกอบเป็นกำและฉุดกระชากอันดับของเกาหลีใต้ให้พุ่งทะยานขึ้นอย่างปาฏิหาริย์ แต่ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้เกริดจะเก่งกาจปานเทพเจ้าเพียงใด เขาก็ทำได้มากที่สุดเพียง 2 เหรียญทองเท่านั้น เมื่อเกาหลีใต้ที่เคยพึ่งพา ‘ราชันผู้โดดเดี่ยว’ ถูกตัดกำลังเช่นนี้ การจะฝันถึงอันดับหนึ่งจึงกลายเป็นเพียงวิมานในอากาศ
“แถมจำนวนรายการแข่งขันยังเพิ่มขึ้นเป็น 20 รายการอีก... เห้อ”
พีคซอร์ดถอนหายใจยาว พลางเอ่ยถึงทฤษฎีสมคบคิดที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างระแวง
“ดูท่าข่าวลือที่ว่ากลุ่มเอสเอรับเงินสนับสนุนจากสหรัฐฯ จะเป็นเรื่องจริง พวกนั้นต้องการชื่อเสียงของประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในซาทิสฟาย และเพราะถูกประเทศเราสั่นคลอนบัลลังก์ เลยต้องแก้กฎเพื่อบีบเราเช่นนี้”
“ไม่ใช่ว่าเกาหลีใต้เองหรอกหรือที่เอาแต่พึ่งพาเกริดมาตั้งแต่ต้น? หากไม่มีเกริดแล้วพวกนายคว้าเหรียญทองไม่ได้เลยงั้นหรือ? ต่อให้ไม่ได้เหรียญทองแล้วมันจะต่างกันตรงไหน ในเมื่อเกาหลีใต้อยู่ในอันดับท้ายๆ มันก็เป็นเพราะฝีมือตัวเองทั้งนั้น จะไปโทษคนอื่นทำไม”
เจ้าของฉายา ‘ขาหมูเผ็ด’ (Eat Spicy Jokbal) เอ่ยขึ้นขณะกำลังคลุกเคล้าบะหมี่มักกุกซู อันที่จริงคำพูดของเขาก็มีส่วนถูก หากมองอย่างเป็นธรรม การที่เกาหลีใต้อยู่อันดับสูงเพราะคนเพียงคนเดียวนั้นถือเป็นเรื่องผิดปกติ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว และนั่นคือเหตุผลที่กฎต้องถูกเปลี่ยน แต่พีคซอร์ดกลับโต้แย้งทันควัน
“การพึ่งพาคนคนเดียวมันก็น่าเศร้าอยู่หรอก แต่มันไม่ตลกไปหน่อยหรือที่ผู้จัดงานเปลี่ยนกฎเพียงเพื่อจะ ‘กด’ คนแค่คนเดียว? ลองคิดดูสิ บราซิล เยอรมนี อิตาลี หรืออาร์เจนตินา ต่างก็เก่งกาจในเชิงลูกหนังและคว้าแชมป์โลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เคยมีกฎข้อไหนออกมาเพื่อขัดขวางพวกเขาบ้างไหม?”
“...ไม่ล่ะ ฟุตบอลมันต่างออกไป”
ขาหมูเผ็ดเดาะลิ้นเมื่อได้ยินตัวอย่างที่ดูจะแถไปเรื่อยของพีคซอร์ด แต่พีคซอร์ดหาได้สนใจไม่ เขายังคงร่ายยาวต่อ
“ในทางกลับกัน ดูอย่างเทควันโดหรืออีสปอร์ตสิ! พอเกาหลีใต้กวาดเหรียญในรายการต่างๆ พวกเขาก็รีบหาทางเปลี่ยนกฎเพื่อสกัดกั้นเราทันที! นี่มันสมเหตุสมผลแล้วงั้นหรือ!! ทั้งโลกกำลังรุมรังแกเกาหลีใต้อยู่ชัดๆ!”
“...”
อย่างไรเสีย ขาหมูเผ็ดก็ยังมีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นชาวเกาหลี แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับพีคซอร์ดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็พอจะเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ ทว่าพวกเขาจะทำอะไรได้เล่า? ในเมื่อคนทั้งโลกต่างพากันค้อนขวับและขุ่นเคืองกับอันดับของเกาหลีใต้ในการแข่งขันสองครั้งที่ผ่านมา ไม่มีประเทศใดรู้สึกว่ามันยุติธรรมหรอกที่เห็นเกาหลีใต้คว้าเหรียญทองเป็นกำมือได้เพียงเพราะมีเกริด หากการแข่งขันระดับชาติยังถูกครอบงำด้วยเกริดเพียงผู้เดียว มันก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือและกลายเป็นการแข่งขันระดับท้องถิ่นไปในที่สุด
“พีคซอร์ด นายควรจะเข้าใจส่วนนี้ด้วย หากนายไม่ใช่คนเกาหลี นายจะยังพูดแบบนี้ออกมาได้ไหม?”
“...”
“ขนาดของการแข่งขันซาทิสฟายระดับชาตินั้นยิ่งใหญ่ก็จริง แต่มันยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น อะไรที่ดูไม่ยุติธรรมในวันนี้ วันหน้ามันจะเป็นรากฐานอันมั่นคง เมื่อเวลาผ่านไป มันจะพัฒนากลายเป็นการแข่งขันที่ทุกคนยอมรับได้ในที่สุด”
ขาหมูเผ็ดเคยเป็นผู้ก่อตั้งและบริหาร ‘บลัดคาร์นิวัล’ (Blood Carnival) เพื่อตอบสนองตัณหาของตนเอง เมื่อพิจารณาจากสันดานเดิมแล้ว คำพูดที่ดูมีหลักการเช่นนี้ไม่เข้ากับเขาเลยสักนิด ทว่าเขากำลังเปลี่ยนไป... มันคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการได้คลุกคลีกับพีคซอร์ดที่แวะเวียนมาหาเขาทุกสัปดาห์ ขาหมูเผ็ดที่เคยสนใจแต่การเติบโตของตนในเกม บัดนี้กลับกำลังเอ่ยปลอบใจพีคซอร์ด เขาถูกดึงดูดด้วยบุคลิกที่เร่าร้อนและจริงใจของอีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว
“เลิกฟุ้งซ่านแล้วดื่มโซจูเพิ่มอีกเถอะ”
ขาหมูเผ็ดรินโซจูลงในจอกที่ว่างเปล่าของพีคซอร์ด พีคซอร์ดกระดกมันรวดเดียวพยามเปิดเผยความในใจ
“ขาหมูเผ็ด... ฉันล่ะไม่ชอบคนอย่างนายเลย คนอื่นอาจมองว่าเกาหลีใต้เป็นประเทศที่อ่อนแอในซาทิสฟาย แต่ความจริงคืออะไร? ฉันได้ยินข่าวลือว่ามีชาวเกาหลีใต้ที่เป็นยอดฝีมือนอกทำเนียบ (Unofficial Ranker) อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นก็นั่งอยู่ตรงนี้แล้วไง... ขาหมูเผ็ด”
“...”
“หากพวกเกมเมอร์ที่กบดานอยู่ในเงามืดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนอย่างพวกนาย ยอมออกมาสู้เพื่อเกาหลีใต้ล่ะก็ คงไม่มีใครกล้าดูถูกพวกเราแบบนี้ เกาหลีใต้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาอำนาจในซาทิสฟายทัดเทียมกับสหรัฐฯ หรือแคนาดา ชาวเกาหลีทุกคนจะภาคภูมิใจได้เต็มอก แต่ความเป็นจริงคืออะไร? มีเพียงยูร่าและเกริดเท่านั้นที่สู้เพื่อประเทศชาติด้วยเจตจำนงอันบริสุทธิ์”
พีคซอร์ดเองก็กำลังตำหนิตัวเองที่ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันครั้งที่ 1 ในตอนนั้นเขาหวาดกลัวว่าต้องเปิดเผยทักษะทั้งหมดต่อสายตาโลก จึงหลอกตัวเองว่า “ถึงเข้าร่วมไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน”
ในทางกลับกัน ทั้งเกริดและยูร่าต่างยอมแบกรับความเสี่ยงและทุ่มเทเพื่อประเทศ นี่คือการตีความตามอคติของพีคซอร์ด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขายังคงสั่นสะท้านทุกครั้งเมื่อนึกถึงฉากที่เกริด ผู้ที่เคยไร้ชื่อเสียง เรียงนาม ปรากฏตัวในการแข่งขันครั้งที่ 1 และประกาศศักดาความล้ำเลิศให้โลกได้ประจักษ์
“ฉันหวังว่านายจะไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบฉัน... ลงแข่งในครั้งที่ 3 นี้เถอะ และทำให้โลกได้รู้ว่าเกาหลีใต้ไม่ได้มีเพียงเกริดและยูร่าเท่านั้น มันจะน่าตื่นเต้นแค่ไหนหากเราพิสูจน์ได้ว่า ต่อให้พวกมันจะเปลี่ยนกฎกติกาไปอย่างไร ก็ไม่อาจกดเกาหลีใต้ลงสู่พื้นปฐพีได้!!”
พีคซอร์ดจัดการขาหมูไปกว่าครึ่งจานแล้ว เริ่มแรกเขาขอบะหมี่มักกุกซูเป็นของแถม แต่ตอนนี้เขากลับกำลังร้องขอสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าจากขาหมูเผ็ด
“นายเข้าหาฉันเพื่อชวนเข้ากิลด์โอเวอร์เกียร์ไม่ใช่หรือไง? แต่ตอนนี้กลับมาบอกให้ฉันสู้เพื่อเกาหลีใต้ ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่านายต้องการอะไรกันแน่”
มันคือคำเหน็บแนมที่บอกให้พีคซอร์ดอย่าลืมจุดประสงค์แรกเริ่ม หลังจากพีคซอร์ดแวะมาหาเขาทุกสัปดาห์ ขาหมูเผ็ดเริ่มมองว่าอีกฝ่ายเป็นสหายร่ำสุรามากกว่าผู้ที่จะมาชักชวนเข้ากิลด์ แต่นั่นคือการคำนวณที่ผิดพลาด พีคซอร์ดไม่ได้ลืม... เขาเพียงแค่เป็นคนโลภเท่านั้น
“หากนายเข้ากิลด์โอเวอร์เกียร์ กิลด์เราจะรุ่งเรือง หากนายลงแข่งระดับชาติ เกาหลีใต้จะรุ่งโรจน์ ฉันต้องการทั้งสองอย่างนั่นแหละ”
“สรุปคือนายจะเอาทุกอย่างเลยงั้นสิ? ไม่โลภไปหน่อยหรือ?”
“แน่นอนว่าฉันจะไม่บังคับนาย ฉันไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น การตัดสินใจเป็นของนาย ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ฉันก็ยังอยากให้นายมาเป็นเพื่อนดื่มของฉันต่อไป ขาหมูของนายมันอร่อยจริงๆ”
“หืม...”
ขาหมูเผ็ดรินโซจูให้พีคซอร์ดอีกครั้ง ความสามารถในการสร้างดันเจี้ยนของเขาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายฟิลด์ และเขาคือสุดยอดอัจฉริยะที่ครองฉายา ‘ผู้แข็งแกร่งที่สุดภายใต้เงื่อนไข’ เฉกเช่นเดียวกับยูร่า แคตซ์ และซูรอน ในตอนนี้... จิตใจของเขากำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งการครุ่นคิด
***
“ราชาแห่งวีรบุรุษ~ ราชาแห่งวีรบุรุษ~~ ลัลลัลลา~~ ผู้สร้างดาบอัตตา~~~ ลูล่าลูล่าอา~~~”
“...”
สาบานได้เลยว่า เกริดคือบุคคลที่มีอารมณ์ขึ้นลงราวกับพายุฤดูร้อน ชายที่เคยเอามือกุมขมับด้วยความท้อแท้เมื่อไม่กี่นาทีก่อน บัดนี้กลับกำลังเต้นเร่าและร้องเพลงไปรอบห้องอย่างรื่นเริงใจ เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเหนือศีรษะของสติ๊กส์ขณะที่เฝ้ามองเกริด
‘ช่างน่าอัศจรรย์นักที่เขาสามารถแสดงสมาธิอันแก่กล้าในการต่อสู้ได้ ทั้งที่มีอุปนิสัยเช่นนี้’
ตามปกติแล้ว ผู้ที่จะแสดงสมาธิในระดับสูงได้ย่อมต้องเป็นผู้ที่มีการควบคุมตนเองอย่างเคร่งครัด แต่เกริดที่เห็นอยู่ตรงหน้ากลับดูเหมือนเด็กน้อยที่ไร้เดียงสา มันชวนให้สงสัยยิ่งนักว่าคนเช่นนี้ควบคุมตนเองและเข้าถึงสมาธิระดับสุดยอดได้อย่างไร
‘เขาคงต้องพยายามหนักกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว...’
การที่เขามาถึงจุดนี้ได้ทั้งที่ขาดแคลนพรสวรรค์ ย่อมเป็นเพราะหยาดเหงื่อและแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทลงไป สติ๊กส์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะร่ายมนตร์ ‘แมสเทเลพอร์ต’ (Mass Teleport) ทันที
***
“มีจดหมายส่งมาจากลูบาน่าครับ”
“ในที่สุดก็มาถึงเสียที”
ณ ไรน์ฮาร์ด... เมืองหลวงของอาณาจักรโอเวอร์เกียร์
เลาเอลเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารที่ท่วมหัว ชื่อผู้ส่งจดหมายที่ทหารนำมามอบให้นั้นถูกระบุว่าเป็น ‘ทายาทของราชาไร้พ่าย’ เลาเอลสามารถอนุมานเนื้อความในจดหมายได้อย่างง่ายดาย
‘เขาคงกำลังขอความร่วมมือในสงคราม’
มันคือคำตอบที่ถูกต้อง บุคคลที่อ้างตนว่าเป็นทายาทของราชาไร้พ่ายและก่อการกบฏในลูบาน่า หวังจะให้กองกำลังโอเวอร์เกียร์เคลื่อนไหว ในขณะที่จักรวรรดิกำลังสมาธิกองกำลังทั้งหมดไปที่ลูบาน่า ข่าวลือที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรโอเวอร์เกียร์และจักรวรรดิกำลังสั่นคลอนนั้นแพร่กระจายไปทั่ว และทายาทผู้นั้นเชื่อว่านี่คือข้อเสนอที่โอเวอร์เกียร์มิอาจปฏิเสธได้
“แต่เหตุใดเราต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า?”
คำขอของทายาทผู้นั้นคือการให้โจมตีด้านหลังของจักรวรรดิเพื่อดึงความสนใจ เลาเอลไม่มีความคิดที่จะตอบรับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตัวตนที่แท้จริงของทายาทราชาไร้พ่ายคือใคร และสถานการณ์ในลูบาน่าเป็นอย่างไรกันแน่ ความเสี่ยงมันสูงเกินไปที่จะเลือกยืนข้างคนแปลกหน้า
“ข้านึกว่าเขาจะเปิดเผยข้อมูลของตัวเองในจดหมายบ้าง แต่เขากลับปกปิดมันไว้จนถึงที่สุด”
เลาเอลยืนยันเนื้อความอันน่าผิดหวังในจดหมาย ก่อนจะโยนมันเข้าไปในมุมหนึ่งของช่องเก็บของ
วูบ!
พลันเกิดแสงเจิดจ้าขึ้นใจกลางห้องทำงาน สติ๊กส์และเกริดปรากฏตัวออกมาทันที
“อา! ตกใจหมด!”
คนสองคนโผล่พรวดขึ้นมาในห้องที่เคยเงียบสงบ เลาเอลคงจะไร้ความรู้สึกเกินไปหากไม่ตกใจ เขาผงะถอยหลังด้วยความเหวอ เกริดเดินเข้ามาหาพลางยื่นมือหนาออกมา
“นี่นายเล่นใหญ่ไปไหม? อาณาจักรโอเวอร์เกียร์จะทำอย่างไร หากยอดฝีมือระดับสูงมีร่างกายที่อ่อนแอเช่นนี้?”
“...ข้ามิบังอาจเรียกตนเองว่ายอดฝีมือต่อหน้าบุคคลที่อยู่อันดับ 3 ของแรงกิ้งรวมหรอกครับ”
น้ำตาแทบจะไหลรินจากตาของเลาเอลขณะที่เขากุมมืออันหยาบกร้านของเกริด เกริดไปอยู่ที่หมู่เกาะเบเฮนเพียง 10 วัน แต่เลาเอลกลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พบหน้ากันมาแสนนาน มันเป็นความรู้สึกที่สมเหตุสมผล เพราะเกริดในตอนนี้นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เลเวลของเขาเพิ่มขึ้นเกือบ 10 ระดับ สีหน้าดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญที่สุด... รังสีสีแดงฉานที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขานั้น ให้กลิ่นอายของผู้เหนือโลก (Transcendental Energy) อย่างเด่นชัด ราวกับเกริดได้จุติใหม่เป็นอีกคนหนึ่ง
“ช่างเป็นออร่าที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก... ในที่สุดท่านก็ได้ฟื้นคืนพลังที่ถูกผนึกไว้ในชาติก่อนแล้วงั้นหรือ?”
“ฮะฮะฮะ ดีใจจริงๆ ที่ได้ยินคำพูดเพ้อเจ้อ (Chuuni) ของนายอีกครั้งหลังจากไม่ได้เจอกันนาน”
เกริดเองก็รู้สึกเหมือนไม่ได้พบเลาเอลมาเนิ่นนานเช่นกัน เพราะเขาผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามากมายบนหมู่เกาะเบเฮน เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่นให้ความรู้สึกเหมือนใช้เวลาไปหลายเดือนมากกว่าจะเป็นเพียงแค่ไม่กี่วัน
“ท่านกำลังจะไปพบราชินีไอรีนใช่หรือไม่?”
หลังจากทักทายสั้นๆ เกริดก็เดินไปเปิดประตูห้องทำงานทันที
“ไม่ล่ะ ข้ากำลังจะไปที่หอสมุด”
เกริดโบกสมุดเล่มเล็กๆ ที่ดูซอมซ่อในมือไปมา
“เอ๊ะ? หืม? หอสมุด??”
เลาเอลไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เพราะสถานที่ที่เรียกว่าหอสมุดนั้นดูไม่เข้ากับเกริดเลยแม้แต่นิดเดียว เลาเอลไม่เคยเห็นหรือแม้แต่จะได้ยินว่าเกริดใช้บริการหอสมุดมาก่อนเลยในชีวิต
“...”
มีเรื่องด่วนอันใดกันที่ทำให้เกริดต้องรีบจากไปในทันที? เลาเอลจึงหันไปถามสติ๊กส์ที่ยังคงทำหน้ามึนงงว่าทำไมต้องเทเลพอร์ตเข้ามาในห้องทำงานของคนอื่นแบบนี้
“ฝ่าบาททรงสบายดีใช่ไหมครับ? หรือว่าท่านจะไปกระแทกอะไรเข้าที่ศีรษะ?”
“...”
นี่การที่เขาจะไปอ่านหนังสือมันเป็นเรื่องผิดปกติขนาดนั้นเลยหรือ... สติ๊กส์รู้สึกเวทนาเกริดจับใจ ที่ถูกเข้าใจผิดว่าสมองได้รับความกระทบกระเทือน เพียงเพราะเขามีใจรักการเรียนรู้ขึ้นมากะทันหัน
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.





