ตอนที่ 1312
1313 / 2060
อ่าน 12 นาที
Chapter 1312
เผยแพร่เมื่อ 5 เม.ย. 2569 04:10
เบเรียเช่, ปิศาจมารดาแห่งความอิ่มหนำ—นางได้หยั่งรู้ถึงกฎเกณฑ์แห่งโลกและทำการสาปแช่งยาธาน หลังจากถูกเนรเทศ นางได้ให้กำเนิดบุตรสิบคน นางเฝ้าพร่ำเตือนเหล่าบุตรผู้มีความปรารถนาอันแรงกล้าไม่ต่างจากตน
‘อย่าได้ทำร้ายเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง หากพวกเจ้าหมายปองโลหิตของพี่น้อง ปณิธานของแม่คงต้องสูญเปล่า นี่คือคำเตือน’
บราฮัม เอชวาลด์ คือบุตรเพียงคนเดียวที่ทรยศต่อคำขาดอันเปี่ยมด้วยความห่วงใยนั้น บราฮัมปรารถนาในความรู้อันไร้ที่สิ้นสุดและพยายามเอาชนะคำสาปแห่งความเฉื่อยชา เขาเมินเฉยต่อถ้อยคำของมารดาผู้ซึ่งเขารักและเคารพยิ่ง
นี่คือต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตของบราฮัมต้องเผชิญกับความเศร้าโศกและความทุกข์ทรมาน
‘ข้าจะได้พบกับเจ้าหรือไม่ หากคำสาปแห่งความเฉื่อยชายังคงควบคุมข้าอยู่?’
และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์ที่นำไปสู่การพบพานระหว่างบราฮัมและเกริด บราฮัมไม่เคยเสียใจที่ขัดคำสั่งของมารดา
“ห้วงนภา”
เพลงดาบซึ่งประกาศกร้าวว่าตนคือสรวงสวรรค์ ดุจเสียงคำรามกึกก้องเพื่อลงทัณฑ์เหล่าผู้กังขาและปฏิเสธในตัวเขา เกริดได้ร้อยเรียงเพลงดาบอันทรงพลังทุครูปแบบเข้าไว้ด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ริมฝีปากของบราฮัมโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างเปี่ยมสุขเมื่อได้เห็นภาพนั้น
เขามีความสุข เขายิ่งภาคภูมิใจที่ตนได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือให้ตัวตนผู้ ‘ใกล้สมบูรณ์แบบ’ ผู้นี้ ซึ่งเป็นทั้งช่างตีเหล็กและราชาวีรบุรุษ เป็นบุคคลที่มิใช่ปรมาจารย์ดาบแต่กลับมองเห็นถึงแก่นแท้สุดขั้วแห่งวิชาดาบ และยังเป็นผู้มีคุณสมบัติพร้อมจะเรียนรู้เวทมนตร์อีกด้วย
พลันเกิดแสงสะท้อนสีรุ้ง บราฮัมตื่นเต้นอย่างยิ่งขณะใช้มหาเวทมนตร์ในตำนานซึ่งสะท้อนการโจมตีทุกชนิด ส่งคืนคลื่นพลังของเพลงดาบทั้งหมดกลับไปยังเกริด มันเป็นเพราะเกริดสามารถโต้กลับและส่งเพลงดาบทั้งหมดคืนมาให้เขาได้อีกทอดหนึ่ง บราฮัมหลบฉากด้วยเทเลพอร์ตและป้องกันตัวเองด้วยชิลด์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างตื่นเต้น “อย่างที่เจ้ารู้ ข้าคืออัจฉริยะอย่างแท้จริง”
“แฮ่ก... แฮ่ก... ใช่ ใช่แล้ว ท่านเป็นเช่นนั้น”
เกริดไม่คาดคิดว่าเพลงดาบทั้งหมดของเขาจะถูกสะท้อนกลับมา หากเป็นก่อนที่จะได้รับเคล็ดวิชาลับของชิโยว่ เขาคงสิ้นชีพไปแล้วเมื่อครู่ คงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะตอบโต้ด้วยเพลงดาบหวนรำลึกบุปผาได้ทันท่วงที บราฮัมเอ่ยอย่างใจเย็น ต่างจากเกริดที่หอบหายใจไม่หยุด “ทว่า ยังมีอัจฉริยะที่เก่งกาจกว่าข้าอยู่แน่”
มูมุด และ มารี โรส—การได้พบกับพวกนางได้มอบคำสาปอันเลวร้ายให้แก่บราฮัม คำสาปแห่งการขุ่นเคืองในพรสวรรค์ที่ยังขาดพร่องของตนเอง บราฮัมหลั่งน้ำตาในบางคราเมื่อนำพรสวรรค์ของพวกนางมาเทียบกับของตน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงความสุขเกษมอย่างใหญ่หลวง เขาได้ตั้งเป้าหมายของตนให้สูงขึ้นได้ก็เพราะการมีอยู่ของบุคคลที่ยิ่งใหญ่กว่าตน
“ทุกครั้งที่ข้าปฏิญาณว่าจะก้าวข้ามพวกนางให้ได้ ไฟแห่งความปรารถนาของข้าก็ลุกโชนดั่งดวงอาทิตย์ ทว่า... บัดนี้...”
“...?”
“ข้าคิดว่าเจ้าสามารถก้าวข้ามข้าไปได้ ดังนั้นไฟในใจข้ายิ่งร้อนแรงกว่าครั้งนั้นเสียอีก”
“หา?”
ไม่สิ นี่มันเรื่องอะไรกัน? การที่เขาจะก้าวข้ามบราฮัมไปได้นั้นมันช่างก้าวกระโดดเกินไปแล้ว เขากลับได้ยินคำพูดนี้หลังจากที่เพิ่งพ่ายแพ้อย่างหมดรูปมาห้านาทีเต็ม มันต้องเป็นแค่คำเยินยอแน่... ขณะที่เกริดขมวดคิ้ว ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามา บราฮัม... กล่าวคำเยินยอ? มันเป็นเรื่องไร้สาระที่เป็นไปไม่ได้ บราฮัมไม่เคยใส่ใจผู้อื่น เขาคือตัวตนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเอาอกเอาใจใคร ทุกคำพูดของเขาล้วนมาจากใจจริง
‘ถ้าอย่างนั้น... สักวันหนึ่งข้าจะก้าวข้ามบราฮัมได้จริงหรือ?’
อุกกาบาตลูกหนึ่งร่วงหล่นลงมายังศีรษะของเกริดผู้กำลังตื่นเต้น
“ในอีกประมาณ 1,000 ปีข้างหน้าล่ะมั้ง?”
“อ๊ากกก!”
***
นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เคยถูกซัดอย่างหมดจดเช่นนี้? เขารู้สึกอยากจะสบถออกมา
“อึก...”
เกริดลุกขึ้นนั่งทันทีที่ค่าความแข็งแกร่งฟื้นฟูขึ้นเล็กน้อย และย้อนนึกถึงการต่อสู้ ว่ากันตามตรง เขาไม่รู้สึกว่าตนเองทำอะไรผิดพลาดเลย ความพ่ายแพ้ของเขาเป็นเพราะบราฮัมแข็งแกร่งเกินไปต่างหาก
‘จุดแข็งของยอดฝีมือใช้ไม่ได้ผล’
ความเร็วของเกริดถูกสกัดกั้นด้วยการคาดการณ์ล่วงหน้าของบราฮัม และปฏิกิริยาตอบสนองของเขาก็ถูกตอบโต้ด้วยเวทมนตร์ร่ายทันที แต่เดิมแล้ว ก้าวพริบตาสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ด้วยการใช้เพียงครั้งเดียว แต่กลับถูกแก้ทางด้วยเทเลพอร์ต มันเหมือนกับการสู้รบระหว่างรถม้ากับปืนใหญ่ในหมากรุกเกาหลี
‘ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการเคลื่อนไหวของข้าถูกอ่านออกทั้งหมด...’
มันให้ความรู้สึกราวกับกำลังเต้นระบำอยู่บนฝ่ามือของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่แค่เพราะบราฮัมฉลาดเป็นกรดเท่านั้น แต่เป็นเพราะเขามีชีวิตอยู่มานานหลายร้อยปีและมีประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน แม้เกริดจะต่อสู้มาทุกชั่วขณะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่บราฮัมคือตัวละครที่ผ่านการต่อสู้มานานกว่าเขาหลายสิบเท่า หากบราฮัมคือพยัคฆ์ เกริดก็เป็นเพียงลูกสุนัขแรกเกิดเท่านั้น
‘แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมรับความพ่ายแพ้โดยดี’
มันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเขาคุ้นชินกับความพ่ายแพ้เพียงเพราะขาดพรสวรรค์และประสบการณ์ เขาก็จะต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้นับไม่ถ้วนในอนาคต สถิติความพ่ายแพ้ของเขาจะกองสูงเป็นภูเขา ศัตรูที่เกริดต้องเผชิญคือตัวตนที่มีชีวิตอยู่อย่างน้อยหลายร้อยปี
“อย่าท้อแท้ไปเลย”
บราฮัมยิ้มพลางนั่งลงข้างๆ และเท้าคาง เขากำลังพบกับเทพเจ้าหรืออะไรกันแน่? เกริดเติบโตอย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดความคิดที่ไร้สาระนี้ขึ้น เขาเชื่อว่าตัวเองแข็งแกร่งที่สุดและไม่ปิดบังจิตวิญญาณที่หยิ่งผยองและมั่นใจ แต่กลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูป บราฮัมคาดว่าเขาจะตกใจ แต่เขากลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
“ข้าจะท้อแท้ไปทำไมในเมื่อคู่ต่อสู้คือท่าน?” เกริดสารภาพตามตรง
คู่ต่อสู้ของเขาคือบราฮัม เขาคือจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลและเพิ่งจะสั่งสมพลังศักดิ์สิทธิ์ได้เมื่อไม่นานนี้ แม้เขาอาจจะยังไม่ฟื้นคืนสู่ช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะแข็งแกร่งกว่าเกริด บราฮัมเคยเอาชนะปิอาโร่ด้วย ‘มือเปล่า’ ได้มิใช่หรือ แม้กระทั่งก่อนที่เขาจะสร้างพลังศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา?
“ตรงกันข้าม ข้าดีใจเสียอีกที่ได้พ่ายแพ้ให้แก่ท่าน ข้าคงจะตกใจมากหากไม่รู้จักประมาณตนและพ่ายแพ้ให้กับคนอื่น”
เกริดเข้าใจความปรารถนาที่จะต่อสู้ของบราฮัมอย่างถ่องแท้ บราฮัมอยากจะถามเกริดผู้สำนึกบุญคุณว่า ‘แล้วเจ้าจะไปแพ้ให้ใครได้อีกนอกจากข้า?’ แต่เขาก็หุบปากเสียก่อนที่จะถามออกไป เขาลุกขึ้นยืน มองไปรอบๆ ห้องสมุด แล้วเอ่ยถาม “แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าไม่ชอบอ่านหนังสือใช่ไหม?”
เกริดเคยมีอาการกลัวการอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเรียนที่ต้องอยู่กับตำราเรียนและเอกสารประกอบการเรียน เขาเกลียดชังตำราและเอกสารเหล่านั้นที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ไม่ว่าจะอ่านกี่ครั้งก็ตาม อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ได้เปลี่ยนไปตั้งแต่เริ่มเล่นซาทิสฟาย เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขาถูกบังคับให้อ่านกลยุทธ์และสารานุกรมทุกประเภท ยัดมันเข้าไปในหัว เขาคุ้นเคยกับการอ่านเป็นอย่างดี
เขาตอบกลับไปว่า “ไม่ การอ่านเป็นงานอดิเรกของข้า”
“อย่างนั้นรึ? น่าประหลาดใจจริง”
“......”
เกริดถึงกับไปไม่เป็นเมื่อบราฮัมพูดเช่นนี้โดยไม่มีท่าทีเยาะเย้ย เมื่อไม่กี่ปีก่อน เกริดยังเป็นคนโง่เขลาอยู่เลย ไม่ใช่บราฮัมหรอกหรือที่เรียกเขาว่าไอ้หัวทึบ? เขาคิดว่าคงจะดีถ้าบราฮัมไม่เยาะเย้ยเขาหลังจากที่เขาบอกว่าเขาอ่านหนังสือ แล้วสีหน้าที่พึงพอใจนั่นมันอะไรกัน?
“ก้อนหินหลุดออกจากหัวเจ้าแล้วสินะ ข้าอยากให้มันเป็นเช่นนี้ และเจ้าก็ทำให้การอ่านเป็นงานอดิเรกได้จริงๆ”
มันเกิดขึ้นขณะที่เกริดกำลังจ้องมองบราฮัมที่กำลังพึมพำกับตัวเองอย่างจริงจัง...
ชั้นหนังสือที่เติมเต็มห้องสมุดอันไร้ขีดจำกัดเคลื่อนที่ด้วยตัวเองและเปลี่ยนการจัดเรียงของมัน ในไม่ช้า ชั้นหนังสือเล่มหนึ่งก็เคลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเกริดและตั้งตระหง่านอยู่เหนือเขา
“เลือกมาหนึ่งเล่ม”
หนังสือหลายสิบล้านเล่มที่เก็บอยู่ในห้องสมุดคือชิ้นส่วนความรู้ที่ถูกทำให้เป็นรูปธรรมของบราฮัม นั่นหมายความว่าเนื้อหาของหนังสือทุกเล่มนั้นแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ภายนอกของมันกลับดูเหมือนกันทุกประการ
“หนังสือพวกนี้คืออะไร?”
“เวทมนตร์ของข้าถูกเขียนไว้ในหนังสือบนชั้นนั้น”
“......!”
ตำราเวทมนตร์ของบราฮัม! หัวใจของเกริดที่เพิ่งจะสงบลงได้กลับเต้นระรัวอีกครั้ง ที่จริงแล้วเขาได้ละทิ้งเวทมนตร์ไปแล้ว เขาสไม่สามารถเรียนรู้เวทมนตร์ได้อีกต่อไปในวินาทีที่คลาสรองของเขา, มหาจอมเวทในตำนาน, เปลี่ยนเป็นดยุคแห่งปัญญา ถึงกระนั้น เขาก็ยังหวังว่าบราฮัมจะสอนเวทมนตร์ให้เขาเป็นการส่วนตัว เพียงแต่ปฏิกิริยาของบราฮัมนั้นรุนแรงมากแม้ว่าค่าสติปัญญาของเกริดจะเกิน 4,000 แล้วก็ตาม จนทำให้เขาต้องโยนความเสียดายที่เหลืออยู่ทิ้งไป
บัดนี้ ตำราเวทมนตร์ถูกมอบให้เขาอย่างอิสระ แถมยังมีหนังสือเวทมนตร์นับร้อยเล่มอีกด้วย
‘ถ้าข้าเรียนรู้ทั้งหมดนี่ได้...’
เขาจะกลายเป็นผู้สืบทอดของบราฮัมได้หรือไม่? เกริดกลืนน้ำลายและดึงหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ขณะที่เขากำลังจะเปิดมัน บราฮัมก็พูดขึ้นราวกับประหลาดใจ “เจ้าไม่ลังเลใจบ้างเลยรึ?”
“ภายนอกมันก็ดูเหมือนกันหมดอยู่แล้ว การจะลังเลเพื่อเลือกมันสมเหตุสมผลหรือ?”
หนังสือหลายร้อยเล่มบนชั้นหนังสือมีเพียงปกสีดำ เป็นหนังสือที่ไม่มีชื่อเรื่อง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกได้ว่าข้างในคืออะไร ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่สุ่มเลือกมาหนึ่งเล่ม
“แต่เจ้าเลือกได้แค่เล่มเดียวนะ ทำไมไม่ลองคิดดูหน่อยล่ะ?”
“หา?”
บราฮัมหมายความตามนั้นจริงๆ ว่าเขาเลือกได้แค่เล่มเดียว? จากหนังสือทั้งหมดนี่? เกริดทำสีหน้าเหลวไหล บราฮัมจึงอธิบายให้เขาฟัง “น่าเสียดายที่เจ้าไม่สามารถเชี่ยวชาญเวทมนตร์ได้หลากหลาย”
“ทำไมล่ะ?”
เขายอมรับมันได้ก็ต่อเมื่อค่าสติปัญญาของเขาต่ำ เวทมนตร์สไตล์เสริมพลังของบราฮัมเป็นสิ่งที่แม้แต่จอมเวทชื่อดังก็ยังไม่สามารถเรียนรู้ได้ เขาคิดว่ามันคงจะโลภเกินไปที่จะเรียนเวทมนตร์จากบราฮัมในเมื่อเขามีค่าสติปัญญาเพียงไม่กี่พันแต้ม
อย่างไรก็ตาม ค่าสติปัญญาปัจจุบันของเกริดกำลังมุ่งหน้าสู่ 5,000 แต้ม บราฮัมเคยกล่าวว่าเงื่อนไขการเรียนรู้เวทมนตร์พื้นฐานของเขาคือค่าสติปัญญา 4,000 แต้ม ดังนั้นเงื่อนไขจึงบรรลุแล้ว
“ตอนนี้ข้ายังไม่สามารถเรียนรู้คาถาพื้นฐานทั้งหมดได้อีกหรือ?”
“มันไม่ใช่เรื่องของสติปัญญา แต่มันคือความถนัด”
“ท่านจะบอกว่าข้าขาดความถนัดอย่างนั้นรึ?”
พูดตามตรง ประโยคนี้ไม่น่าฟังเท่าไหร่นัก เขาได้รับคลาสมหาจอมเวทในตำนานเป็นคลาสรอง แล้วมันก็วิวัฒนาการเป็นดยุคแห่งปัญญา ซึ่งหมายความว่าค่าสถานะของเขา 6 แต้มจะถูกลงทุนในสติปัญญาทุกครั้งที่เขาเลเวลอัพ แต่ตอนนี้เขากลับขาดความถนัด? แล้วแต้มทั้งหมดที่ถูกบังคับให้ลงทุนในสติปัญญาล่ะ? เกริดแทบจะกล้ำกลืนความโกรธที่กำลังปะทุขึ้นมา
“มันช่วยไม่ได้ เพราะพลังต่อสู้กำลังไหลเวียนอยู่ในทุกเส้นทางที่ควรจะเป็นของมานา”
“......”
“ไม่มีอะไรต้องเสียใจ เพราะสิ่งนี้ทำให้พลังดาบของเจ้าแข็งแกร่งขึ้น”
ที่จริงแล้ว หัวใจของบราฮัมก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เขาไม่ได้แสดงออกภายนอก แต่บราฮัมต้องการให้เกริดเป็นศิษย์ของเขา เขาต้องการทำให้เกริดเป็นจอมเวทเหมือนตนเอง แต่เขาจะทำอะไรได้? ร่างกายของเกริดกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างพลังดาบและพลังต่อสู้ และมันไม่เหมาะกับจอมเวทอีกต่อไป สิ่งเดียวที่ดีคือสติปัญญาของเกริดได้พัฒนาขึ้นอย่างมาก
ยังมีช่องทางให้มานาไหลเวียนอยู่บ้าง ดังนั้นแม้เขาจะไม่สามารถย่อยเทคนิคเวทมนตร์ได้หลายอย่าง แต่การเรียนรู้เวทมนตร์เองก็ไม่ใช่ปัญหา แน่นอน นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อบราฮัมช่วยเหลือ
“สำหรับเจ้า เวทมนตร์จะต้องเป็นการเลือกและต้องใช้สมาธิ”
เวทมนตร์เป็นกระบวนการหลายขั้นตอน โดยมีห้าถึงสิบขั้นตอนต่อประเภทเทคนิค อย่างไรก็ตาม เกริดสามารถเรียนรู้ได้เพียงหนึ่งคาถาต่อขั้นตอนเท่านั้น นับเป็นข้อเสียเปรียบอย่างร้ายแรงสำหรับเกริดหากเขาทำได้เพียงเรียนรู้เวทมนตร์ธรรมดา แต่เรื่องราวจะแตกต่างออกไปเมื่อเป็นเวทมนตร์เสริมพลังของบราฮัม
เวทมนตร์เสริมพลังของบราฮัมสร้างพลังมหาศาลด้วยเวทมนตร์เพียงหนึ่งเดียว แม้เกริดจะเรียนรู้เวทมนตร์เพียงหนึ่งบท เขาก็จะไม่รู้สึกอิจฉาจอมเวทที่เรียนรู้มาสิบคาถาเลย
บราฮัมยืนยันและเหลือบมองเกริด “หากเจ้าถูกนำทางไปยังหนังสือเล่มนั้น ก็อย่าลังเลที่จะเปิดมัน”
“ข้าเลือกเล่มอื่นได้ไหม?”
เกริดเลือกตำราเวทมนตร์มาโดยไม่คิด จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลังเล บราฮัมยิ้มให้กับเกริดที่ลังเล “ความรู้ของข้าควรจะตอบสนองต่อข้อบกพร่องของเจ้า”
“...ข้าเข้าใจแล้ว”
มาถึงจุดนี้ เกริดต้องเข้าใจแล้ว เขาทิ้งความลังเลและเปิดตำราเวทมนตร์ ดวงตาของบราฮัมส่องประกายเจิดจ้า “เจ้าเลือกได้ดีมาก”
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.




