ตอนที่ 113
113 / 125
อ่าน 15 นาที
Chapter 113: The Path of Dreams (2)
เผยแพร่เมื่อ 29 มี.ค. 2569 10:54
บทที่ 113: เส้นทางแห่งความฝัน (2)
ข่าวลือแปลกประหลาดแพร่สะพัดไปทั่วภาคีอัศวินเซนทิเนล
สำหรับเหล่าอัศวินแล้ว แม็กซิมิเลียนคือใครบางคนที่เย็นชาราวกับน้ำแข็ง เขาเป็นดั่งนกนักล่าที่ดุร้ายซึ่งซุ่มลับคมตนเองอยู่อย่างเงียบเชียบภายใต้เปลือกที่เรียกว่าเอ็มไพร์พอยต์ และจะเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาในภายหลังเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สภาพที่ดูไม่เรียบร้อยซึ่งหาได้ยากที่เขาแสดงออกมาตอนไปที่ห้องทำงานของไครอน ประกอบกับท่าทางที่โกรธเกรี้ยวไม่แพ้กันของไครอนที่เดินตามเขาออกมา ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทั้งภาคีอัศวินตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด
“......เทียนา เธอไม่รู้จริงๆ เหรอว่าเกิดอะไรขึ้น?”
ณ ห้องทำงานของเทียนา อัศวินเซนทิเนลปีหนึ่ง ลีออนสะกิดไหล่เธอขณะเอ่ยถาม
“โธ่ เวรเอ๊ย ฉันไม่รู้หรอก ฉันจะไปรู้ได้ไง─ไม่ใช่ตรงนั้นค่ะ รบกวนติดตั้งที่หน้าต่างบานข้างๆ บานนั้นแทนนะคะ”
แม้ในขณะที่เทียนากำลังสั่งการช่างติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ลีออนก็ยังคงพูดจ้อไม่หยุด พลางวางมือไว้ที่หลังคอของเขา
“ขนาดพวกอัศวินรุ่นพี่กับพวกเด็กใหม่ยังพากันมาถามฉันเลย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม็กซ์?”
“......เด็กใหม่อะไรกัน พวกปี 0 อายุน้อยกว่าเราแค่ปีเดียวเองนะ”
“สมัยนี้บางคนอายุน้อยกว่าเราสองถึงสามปีเลยนะ เธอก็รู้”
“ฉันไม่สนใจหรอก”
สายตาของเทียนาจดจ่ออยู่กับเครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่าง ลีออนเม้มปาก
“เทียนา ไอ้นั่นมันไม่แพงไปหน่อยเหรอ?”
มันคือนวัตกรรมล่าสุดจากสถาบันโลเรนโซ ดีไซน์โฉบเฉี่ยว รูปทรงทันสมัย และประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้ แต่ราคาก็สูงลิบลิ่ว
“มันก็แพงหน่อยแหละ...... แต่พวกพนักงานบอกว่าพวกเขากำลังจะตายเพราะความร้อน เราเลยต้องติดมัน พวกรุ่นพี่รุ่นน้องก็ติดกันหมด ฉันจะให้ที่นี่เป็นที่เดียวที่ไม่มีไม่ได้หรอก”
ก๊อก ก๊อก─
ทันใดนั้น ประตูก็เปิดออกพร้อมกับเสียงเคาะ อัศวินรุ่นพี่สองสามคนชะโงกหน้าเข้ามาจากทางเดิน
“เฮ้ เทียนา พอจะรู้ไหมว่าแม็กซิมิเลียน─”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
เทียนาตอบกลับทันควัน พวกเขาถอยกลับไปด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
ลีออนหัวเราะหึๆ
“พวกเขาทุกคนมาถามเธอเหมือนกันหมดเลยเหรอ?”
“ใช่ คงเป็นเพราะเราดูสนิทกันมั้งเพราะมาจากรุ่นเดียวกัน”
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเขาก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าสนิทกัน มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่พวกเขาสามารถเปิดใจคุยกันได้ทุกเรื่อง ถึงอย่างนั้น ทั้งสองคนก็ถือเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งค่อนข้างพิเศษภายในภาคีอัศวิน เพราะพวกเขาเป็นเพียงไม่กี่คนที่เรียกแม็กซิมิเลียนว่า “แม็กซ์”
“การติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ครับ”
ในระหว่างนั้น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศก็เสร็จสิ้นลงพอดี
“โอ้...... เสร็จหมดแล้วเหรอคะ?”
“ครับ”
ช่างเริ่มเก็บอุปกรณ์ของเขา
“ลีออน นายได้ติดเครื่องปรับอากาศของนายหรือยัง?”
“ของเราจะมาอาทิตย์หน้า ตอนนี้ยอดสั่งซื้อค้างยาวเหยียดเลย”
“ทำไมล่ะ? ไม่ใช่ว่ามีแค่พวกเราเหรอที่ใช้แบบติดหน้าต่าง?”
“โธ่ ไม่ใช่แค่เราหรอก ดูสิ มันไม่ทำให้การตกแต่งภายในเสียหายเลย”
เครื่องปรับอากาศแบบดั้งเดิมมักจะมีรูปลักษณ์ที่เทอะทะ เนื่องจากต้องเชื่อมต่อภายในกับภายนอก จึงต้องมีการเจาะผนังและใช้พื้นที่มาก พูดง่ายๆ คือพวกมันเป็นสิ่งอุจาดตาที่มักพบได้ตามธนาคารหรือสถานที่ราชการ
แต่เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างนี้แตกต่างออกไป มันบางและมีสไตล์จนดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายใน
“ถ้าจ่ายเพิ่ม พวกเขายังปรับแต่งด้วยสิ่งที่เรียกว่าคริสตัลหรืออะไรสักอย่างให้ด้วยนะ นั่นแหละที่ทำให้พวกขุนนางคลั่งไคล้กันใหญ่ ยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้มาติดตั้งที่คฤหาสน์ของพวกเขาก่อน”
“อา...... อื้ม เข้าใจเลย”
“แล้วเธอติดได้เร็วขนาดนี้ได้ยังไง เทียนา?”
“ฉันถามแม็กซ์น่ะ แล้วเขาก็จัดการให้ แถมฉันยังได้ส่วนลดด้วยนะ ถ้านายไปขอเขา เขาก็คงทำให้เหมือนกันนั่นแหละ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเทียนา ลีออนก็ตระหนักได้ในภายหลัง
อา นี่เองคือเหตุผลที่ทุกคนวิ่งมาหาพวกเราทุกครั้งที่มีเรื่องเกี่ยวกับแม็กซ์
“จะเปิดเครื่องแล้วนะครับ”
ช่างกดรีโมทอย่างมั่นคง
ฟู่วววว─
พร้อมกับเสียงเบาๆ ลมเย็นก็พัดเข้ามาในห้อง ไม่นานนัก บรรยากาศในห้องทำงานก็กลายเป็นความเย็นสบาย
“โอ้โห!”
พนักงานที่อ่อนล้าจากความร้อนต่างพากันตบมือ เทียนาเลิกคิ้วด้วยความภาคภูมิใจเล็กน้อย
“......เอ๊ะ?”
ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่ธุรการของเทียนาก็พึมพาวขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง
“พวกอัศวินกลับมากันแล้วเหรอ?”
ผ่านหน้าต่าง พวกเขาสามารถเห็นยานขนส่งสั่งทำพิเศษรุ่นล่าสุดของแม็กซิมิเลียนกำลังร่อนลงจอด
“แต่ถามจริงเถอะ ทำไมเขาถึงเปลี่ยนยานพาหนะเหมือนเปลี่ยนจักรยานแบบนั้นล่ะ?”
เทียนาถึงกับพูดไม่ออก รุ่นล่าสุดที่เธอเห็นครั้งก่อน ดูเหมือนจะกลายเป็นรุ่นเก่าไปเสียแล้ว
***
......เวอร์กินา ห้องส่วนตัวลับระดับ VVIP ของคลับที่เพิ่งเปิดใหม่
การประชุมสามฝ่ายกำลังจัดขึ้นที่นั่น มันคือการรวมตัวฉุกเฉินของผู้นำสามฝ่ายใหญ่ที่แบ่งแยกอาณาเขตของพาร์มาโน คาร์เทล
“......ฉันไม่คิดว่ามันจำเป็นที่เราจะต้องมารวมตัวกันแบบนี้เลยนะ”
คอสต้าบ่นพึมพำขณะมองดูชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขา
หัวหน้าของเหล่าหัวหน้า เฟลลิเยร์
แม้ตอนนี้จะนั่งอย่างสงบในชุดสูทที่เป็นทางการ แต่ตำนานนองเลือดที่เขาทิ้งไว้ในเวอร์กินานั้นมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
แม้แต่คอสต้าที่รู้จักกันในนาม “หมาบ้าแห่งเวอร์กินา” หรือ “หมูป่าเหล็ก” ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตึงเครียดเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
“เฮ้ เฟลลิเยร์ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
เมื่อสิ้นคำถามของคอสต้า สีหน้าของเฟลลิเยร์ก็เคร่งขรึมขึ้น
“ฟู่วววว......”
เขาพ่นควันซิการ์ออกมาอย่างเงียบเชียบและจ้องมองไปที่คอสต้า แรงกดดันและบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งแผ่ออกมาจากความเงียบของเขายังคงท่วมท้นเช่นเคย
“สิ่งที่แกทำนั่นแหละคือปัญหา”
เฟลลิเยร์พูดขณะพ่นควันออกมา สายตาของเขาแฝงไปด้วยความเย็นชาและความโกรธแค้น
“ปัญหาอะไร?”
ถึงอย่างนั้น คอสต้าก็ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ เขากลับกางแขนทั้งสองข้างออกอย่างเกินจริงและทำท่าทางไปรอบๆ ตัว
“ปัญหาบ้าอะไรกัน? พวกเราแค่ตายไปแล้วหรือยังไง? หรือว่าที่นี่คือสวรรค์? ก็นะ มันให้ความรู้สึกเหมือนสวรรค์จริงๆ ไม่เคยคิดเลยว่าคลับแบบนี้จะมาเปิดในเวอร์กินา”
ริมฝีปากของเฟลลิเยร์บิดเบี้ยวอย่างไร้เสียง ชั่วครู่หนึ่ง มานาก็พลุ่งพล่านออกมาอย่างคุกคาม เหล่าทหารรับจ้างที่อยู่ข้างหลังคอสต้าต่างพากันเอื้อมมือไปจับอาวุธ ผู้ติดตามของเฟลลิเยร์เองก็เตรียมมานาขึ้นมาเช่นกัน
จิตสังหารที่เข้มข้นจนแทบจะฉีกกระชากอากาศได้ปกคลุมไปทั่วห้อง VVIP
“เฮ้ๆ ทุกคนเป็นอะไรไป? ใจเย็นๆ กันก่อน”
คุนต้า ผู้นำฝ่ายที่สาม โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
คอสต้าเลิกคิ้วขึ้นหลังจากนั้นครู่หนึ่ง
“......เอาเถอะ เฟลลิเยร์ แกก็รู้ดีว่าใครหนุนหลังพวกเรา กองทหารรักษาพระองค์ กองทหารรักษาพระองค์เฮงซวยนั่นไงล่ะ พวกนั้นเอาเงินของเราไปแถมยังคอยติดสินบนในพระราชวังให้ด้วย”
เขาลดเสียงลงและหัวเราะเยาะออกมา
“แต่อัศวินที่ตายนั่นมันก็แค่สามัญชน เป็นแค่ไอ้กระจอกที่แสร้งทำตัวเป็นอัศวิน การฆ่าสวะแบบนั้นมันไม่สร้างปัญหาจริงๆ หรอก”
“.......”
เฟลลิเยร์รับฟังคำพูดของคอสต้าอย่างเงียบเชียบ
“และแกรู้ไหมว่าข้อมูลรั่วไหลมาจากไหน?”
เขาหัวเราะออกมาเหมือนเสียงปลาสำลักน้ำ
“พระราชวัง ข้อมูลมันมาจากในวัง พวกบิ๊กๆ ไม่ชอบให้อีสามัญชนอวดดีนั่นมาป้วนเปี้ยนแถวทางเดินเงินของพวกเขา เราก็แค่ช่วยจัดบ้านให้พวกเขานิดหน่อยเท่านั้นเอง”
ถึงอย่างนั้น ใบหน้าของเฟลลิเยร์ก็ยังคงนิ่งเฉย คอสต้าเกลียดใบหน้านั้น ใบหน้าอวดดีที่มักจะบอกเสมอว่า 'ข้ารู้ทุกอย่าง' และ 'เจ้าก็แค่ลูกไก่ในกำมือ'
คิ้วของคอสต้ากระตุก
“ดังนั้นปัญหาจริงๆ ที่นี่คือ─แกมองหน้าฉันแบบนั้นทำไมวะ?”
“......ศพอยู่ที่ไหน?”
เฟลลิเยร์ถาม
สีหน้าของคอสต้าแข็งค้าง
“แกบอกว่าศพหายไป”
“......พวกเรายืนยันการตายแล้ว ไม่มีทางที่มันจะรอดไปได้ ไอ้นั่นมันหายใจได้ก็เพราะยาที่พยุงชีพไว้เท่านั้นแหละ”
ผิวหนังถูกถลก กระดูกถูกขูด ดวงตาถูกควัก เหลือเพียงก้อนเนื้อที่ผิดรูปซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ด้วยยาเท่านั้น
“มันไม่มีอะไรหรอก ใครจะเอาศพแบบนั้นไปทำอะไรได้? ยังไงเขาก็เป็นคนที่วังทิ้งแล้วอยู่ดี”
“.......”
เคาะ เคาะ ขณะที่เขาสะบัดเถ้าซิการ์ที่ไหม้ลามมานานออก เฟลลิเยร์ก็กล่าวสรุป
“ส่วยงวดนี้เพิ่มเป็นสองเท่า คอสต้า ถ้าแกยังมีสามัญสำนึก แกควรจะรับภาระให้มากขึ้น แกเป็นคนก่อเรื่อง แกก็ควรจ่ายค่าทำความสะอาด”
“อะไรนะ? ไอ้เวรนี่─...”
คอสต้าพ่นคำสบถออกมา แต่เฟลลิเยร์ไม่ได้ใส่ใจฟังและลุกขึ้นยืน
ขณะที่เขาเดินออกจากห้อง VVIP ทหารรับจ้างคนหนึ่งก็ถามเขาว่า
“บอส แบบนี้จะดีเหรอครับ? เขาฆ่าอัศวินของจักรวรรดิไปนะ─”
“ไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างที่มันพูดเป็นเรื่องจริง กองทหารรักษาพระองค์คงไม่อยากให้เรื่องแดงออกมาว่าพวกเขารับเงินจากเรา”
เอชตัน เพราะไอ้เวรนั่น ทรัพย์สินมหาศาลของเฟลลิเยร์จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก วิธีการของคอสต้านั้นบุ่มบ่ามก็จริง แต่มันก็น่าพึงพอใจในระดับหนึ่ง
“สัตว์ป่าที่ไร้สมองแบบมันน่ะ ใช้งานง่ายกว่าเยอะ”
คอสต้าได้ทำงานสกปรกให้เขา ในขณะที่เฟลลิเยร์ประหยัดทั้งเงิน เวลา และกำลังคน
“ถ้ามีอะไรผิดพลาด เราก็แค่โยนความผิดให้ไอ้หมอนั่น”
“......ครับ บอส”
เฟลลิเยร์จัดปลายแขนเสื้อขณะเดินลงบันได
──ตึก ตึก
ทุกย่างก้าว เงาของเขาทอดยาว กล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดสูทที่เนี้ยบกริบขยับเขยื้อน และจากดวงตาที่ดำสนิทของเขา จิตสังหารก็หลั่งไหลออกมา เป็นจิตสังหารที่คนธรรมดาไม่สามารถเผชิญหน้าได้ง่ายๆ
──ตึก ตึก
ชายที่เหยียบย่ำเหนือคู่แข่งนับพันนับหมื่น และปีนขึ้นไปบนยอดเขาที่ทำจากกองศพ
นั่นคือ เฟลลิเยร์ ครูซิโอ ชายผู้ปกครองยามราตรีแห่งเวอร์กินา
***
ตั้งแต่วินาทีที่อัศวินทั้งสี่กลับมาจากภารกิจลับ “ทีมพิเศษ” ก็ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างลับๆ ภายใต้การนำของไครอนและแม็กซิมิเลียน
มันเป็นความลับมากเสียจนแม้แต่อัศวินระดับสูงก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล ทั้งภาคีเซนทิเนลจึงถูกปกคลุมไปด้วยความตึงเครียดที่ขึงตึง
สมาชิกทุกคนในภาคี ไม่ว่าจะเป็นอัศวิน ผู้บริหาร พนักงานออฟฟิศ หรือพนักงานทำความสะอาด ต่างก็สงสัยในเรื่องนี้
“ผมเหรอครับ? คุณต้องการตัวผมเหรอ?”
ลีออนเบิกตากว้างมองแม็กซิมิเลียนที่มาหาเขา
แม็กซิมิเลียนซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามตอบกลับสั้นๆ
“ใช่ นาย”
“ภารกิจคืออะไรครับ?”
“ความลับระดับสูงสุด ถ้าไม่อยากเข้าร่วม ก็ถอนตัวไปซะก่อนจะได้ฟังอะไรมากกว่านี้ แต่ถ้าได้ฟังแล้ว จะไม่มีการหันหลังกลับ”
ลีออนกระพริบตาปริบๆ อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าตอบรับไปก่อน
คนต่อมาคือเทียนา
“ฉันเหรอคะ? คุณต้องการตัวฉันเหรอ?”
เช่นเดียวกับลีออน เทียนาถามย้ำอีกครั้ง
“ใช่ เธอ”
“ภารกิจคืออะไรคะ?”
“ความลับระดับสูงสุด ถ้าไม่อยากเข้าร่วม ก็ถอนตัวไปซะก่อนจะได้ฟังอะไรมากกว่านี้ แต่ถ้าได้ฟังแล้ว จะไม่มีการหันหลังกลับ”
“......เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะทำ”
และด้วยเหตุนี้ สมาชิกสองคนที่น่าเชื่อถือที่สุดในบรรดาปีหนึ่งจึงถูกดึงเข้าทีม และยังมีการรับสมัครอัศวินจากปี 0 อีกสามคนด้วย
พวกเขาเป็นอัศวินที่ถูกคัดเลือกมาเป็นพิเศษว่ามีสายสัมพันธ์กับกองทหารรักษาพระองค์น้อยที่สุด
──และในวันนี้
ซ่า ซ่า ในเย็นวันที่สายฝนในฤดูร้อนโปรยปนลงมาอย่างหนัก
“อะไรนะ? เธออีกแล้วเหรอ?”
รอยซ์ อัศวินปี 0 และแดร์ แทน ขมวดคิ้วขณะยืนอยู่ที่หน้าทางเข้าตึก
“อะไรของพวกนาย”
นั่นเป็นเพราะฮันนาห์ที่ปรากฏตัวขึ้นฝั่งตรงข้ามกับพวกเขา
แดร์ แทน ลูบคางและพึมพำ
“ถ้าเธออยู่ที่นี่ ภารกิจนี้ก็คงไม่สำคัญเท่าไหร่ละมั้ง......”
พวกเขาทุกคนรวมตัวกันอย่างระมัดระวังด้วยชุดพลเรือน แล้วทำไมถึงเป็นฮันนาห์ล่ะ?
“มันไม่ใช่สงครามแน่ๆ นั่นคือสิ่งที่ยืนยันได้”
จุดนัดพบที่กำหนดไว้ไม่ใช่ที่ภาคีอัศวินเซนทิเนล การพูดคุยกันที่นั่นเสี่ยงต่อการที่ข้อมูลจะรั่วไหลไปยังพระราชวัง
แต่พวกเขาได้รับเชิญภายใต้บังหน้าว่าเป็นการร่วมรับประทานอาหารเย็นที่ตึกแห่งหนึ่งของแม็กซิมิเลียน
“บางทีนี่อาจจะเป็นแค่การกินข้าวเย็นจริงๆ ก็ได้นะ? ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีทางมาอยู่ที่นี่หรอก”
“ก็น่าจะจริง”
“เฮ้ พวกนายสองคน ไสหัวไปไกลๆ เลย”
ขณะที่รอยซ์และแดร์ แทน คุยกัน ฮันนาห์ก็ชูนิ้วกลางให้และเดินเข้าไปข้างใน
“แต่ก็นะ ต้องยอมรับจริงๆ ว่าสำหรับสามัญชน เธอก็มีฝีมืออยู่......”
คำพูดของรอยซ์ขาดหายไปทันทีเมื่อเขาเดินตามฮันนาห์เข้าไปข้างใน
ในความมืดที่เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเพียงรางๆ โต๊ะกลมตัวหนึ่งปรากฏสู่สายตา
“.......”
และที่นั่น ไม่ได้มีเพียงไครอนและแม็กซิมิเลียนเท่านั้น
แต่อัศวินกว่ายี่สิบคนที่ใบหน้าของพวกเขาเป็นที่รู้จัก และเพียงแค่ได้ยินชื่อ ใบหน้าของพวกเขาก็ลอยขึ้นมาทันที เพียงแค่ยืนอยู่นิ่งๆ ตัวตนของพวกเขาก็แผ่แรงกดดันของมานาจนเต็มพื้นที่กว้างขวางภายในตึก หากจะให้อธิบาย มันเหมือนกับรถถังนับร้อยคันที่มารวมตัวกันอยู่ในพื้นที่เดียว
ในพริบตา หัวใจของพวกเขาถูกบีบรัดอย่างแน่นหนา
“มัวทำอะไรอยู่? เข้ามานี่แล้วยืนให้มันดีๆ”
ตามคำสั่งของไครอน ปี 0 ทั้งสามคนรีบเดินไปยังมุมที่ลับตา
“เอาละ ดูเหมือนทุกคนจะมากันครบแล้ว”
แม้จะเป็นปี 0 แต่พวกเขาก็มาถึงเป็นคนสุดท้าย ทั้งสามคนหลับตาแน่นด้วยความอับอาย
ไครอนมองดูใบหน้าของผู้ที่มาประชุมและพยักหน้า
“แม็กซิมิเลียน นายช่วยอธิบายหน่อย”
เมื่อได้รับสัญญาณ แม็กซิมิเลียนก็ก้าวไปข้างหน้า
เขาวางรูปถ่ายสองสามใบลงบนแผงข้างโต๊ะกลม
“เคยมีอัศวินคนหนึ่งที่เข้าร่วมเซนทิเนลเมื่อกว่าสิบปีก่อน”
เอกิลอน
ชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา สวมเครื่องแบบเซนทิเนล
“อนาคตของเขาชดช่วง ในฐานะอัศวินเซนทิเนล เขาสามารถมีความสุขกับชีวิตที่มั่งคั่งและได้รับการยอมรับจากทุกคน แต่เขากลับลาออก เพื่ออุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อรับใช้ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากจากสถานที่ที่ต่ำต้อยที่สุดในจักรวรรดิ”
ไม่ใช่เพราะเขาเป็นอีเซนไฮม์
ไม่ใช่เพราะเขาเป็นสายลับที่ขโมยตัวตนของคนอื่นมา
ไม่ใช่เพราะจูเลียนค้นพบความจริง
แต่เป็นเพราะในฐานะอารันที่บริสุทธิ์ เขาเลือกที่จะดูแลผู้อ่อนแอและผู้ทนทุกข์
“อย่างไรก็ตาม”
แม็กซิมิเลียนวางถุงดัฟเฟิลใบใหญ่ลงบนโต๊ะ โดยไม่เปิดโอกาสให้อัศวินคนอื่นได้เตรียมใจ เขาเปิดซิปออกทันที
ในวินาทีนั้น เสียงสูดหายใจด้วยความตกใจก็ดังขึ้น
ศพที่ดวงตาถูกควัก ผิวหนังถูกถลก หน้าอกถูกบดขยี้ หัวใจและอวัยวะภายในถูกฉีกกระชากออกอย่างสิ้นเชิง ร่องรอยที่น่าสยดสยองของการทรมานอย่างโหดเหี้ยม
“เขากลับมาหาเราในสภาพแบบนี้ เหลือเพียงร่างที่แทบดูไม่ออก”
เสียงของแม็กซิมิเลียนลดต่ำลง ใบหน้าของเหล่าอัศวินเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเคร่งขรึม
“แค่คาร์เทลกระจอกๆ กล้าทำแบบนี้กับอัศวินแห่งจักรวรรดิ”
สายตาของพวกเขาหันไปทางแม็กซิมิเลียน เส้นสายที่ดุดันราวกับสัตว์ร้ายปรากฏขึ้นบนสีหน้าของเขา
บางทีมันอาจจะเป็นใบหน้าที่ไม่มีใครในที่นี้เคยเห็นมาก่อน
“เขาคือพี่น้องของเราอย่างไม่ต้องสงสัย”
น้ำเสียงของเขาทุกคำช่างเฉียบคม ราวกับใบมีดที่กรีดผ่านเนื้อ จิตสังหารแผ่ซ่านออกมา
“ข้า แม็กซิมิเลียน ในฐานะอัศวินแห่งเซนทิเนลและอารันแห่งจักรวรรดิ ไม่สามารถ─และต้องไม่─ยอมให้การดูหมิ่นนี้คงอยู่ต่อไป──”
แม็กซิมิเลียนกำหมัดแน่นจนมือเปลี่ยนเป็นสีขาว
“ข้าขอยืนยันเรื่องนั้น ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี”
......ความเงียบเข้าปกคลุม
นอกจากเสียงถอนหายใจและเสียงกัดฟันเบาๆ ที่ดังขึ้นเป็นระยะแล้ว ก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก
อัศวินคนหนึ่งยื่นมือออกไปวางทับลงบนเบ้าตาที่ว่างเปล่าของเอกิลอน อีกคนหนึ่งหลับตาลงพร้อมกับทำเครื่องหมายกางเขน
ท่ามกลางความเงียบนั้น ไครอนก้าวออกมาข้างหน้า
“ชื่อปฏิบัติการ: ‘เส้นทางแห่งความฝัน’ (Path of Dreams) ปฏิบัติการเด็ดหัวพาร์มาโน คาร์เทล ครั้งใหญ่ โทษฐานที่พวกมันกล้าวางมือลงบนตัวอัศวินแห่งจักรวรรดิ”
ในทางปฏิบัติ มันคือการเคลื่อนไหวของแกนหลักทั้งแกนของภาคีอัศวินในฐานะการสำแดงกำลัง
“เราจะ─”
ไครอนทำเครื่องหมายหลายจุดบนแผนที่ ซึ่งเป็นที่กบดานของเหล่าหัวหน้าคาร์เทลที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนเวอร์กินา
“─กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากด้วยการจู่โจมที่รวดเร็วเพียงครั้งเดียว”
ฟรีด อัศวินปีที่ 6 ยกมือขึ้นถาม
“ถ้าอย่างนั้น กำหนดเวลาของปฏิบัติการก็น่าจะประมาณหนึ่งสัปดาห์─”
“เวลาของเรา”
แม็กซิมิเลียนเป็นคนตอบแทน
“─คือหนึ่งวัน”
ทุกคนชะงักงันกับคำพูดของเขา
“เราจะขยี้พวกมันให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง”
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.