ตอนที่ 99
99 / 125
อ่าน 19 นาที
Chapter 99: Your Belief (2)
เผยแพร่เมื่อ 29 มี.ค. 2569 10:50
ตอนที่ 99: ความเชื่อของคุณ (2)
ภายในห้องทำงานที่ว่างเปล่า
พันโทไค ฮัน วางหมวกของเขาลงและจ้องมองไปยังภูมิประเทศที่ระบุไว้บนแผนที่อย่างแน่วแน่ ดวงตาของเขาเคลื่อนไปตามเส้นชั้นความสูงอย่างช้าๆ
เบอร์ตันตั้งอยู่ในภูมิภาคชายแดนตะวันตก มันถูกตัดขาดจากอาณาจักรเซอร์ฟาด้วยเทือกเขาอัลเบรอนที่สูงตระหง่าน
หากใครสักคนต้องการจะสนับสนุนฝ่ายนิยมกษัตริย์จากเบอร์ตัน ก็จะมีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น
ทางเลือกแรกคือการอ้อมผ่านหรือปีนข้ามเขตเทือกเขา มันทุรกันดารและกินเวลามาก แต่ช่วยให้การดำเนินกลยุทธ์เป็นไปอย่างมั่นคง
ทางเลือกที่สองคือผ่านซอกเขาที่ตัดผ่านเทือกเขา มันมีข้อดีตรงที่เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด แต่ก็เป็นทางเลือกทางยุทธวิธีที่แย่ที่สุด เพราะทุกคนต่างก็รู้เรื่องนั้น ดังนั้นในความคิดของผู้บัญชาการที่ปกติทั่วไป ซอกเขาจึงเป็นเส้นทางที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง
นายพลริกเตอร์ที่เป็นฝ่ายตรงข้าม ได้เปิดซอกเขาทิ้งไว้เพียงเพราะเขารู้เรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?
ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการซุ่มโจมตีในซอกเขานั้นชัดเจนมาก ฝ่ายนั้นจะต้องจัดสรรกองกำลังจำนวนมาก และหากกองทหารต้องแยกกันระหว่างซอกเขากับพื้นที่ชายแดน ก็มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะถูกบดขยี้ในทันทีด้วยกองทหารของจักรวรรดิที่สนับสนุนโดยอัศวิน
“เป่ายิ้งฉุบ”
สุดท้ายแล้ว มันก็คือเกมเป่ายิ้งฉุบที่ไม่มีวันสิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม ความคิดของมักซิมิเลียนนั้นเปิดกว้าง และเขาได้ตัดผ่านปัญหาที่เหมือนกับงูกินหางนี้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
เป็นเพราะเขายังเยาว์วัย? หรือมันเป็นสัญชาตญาณที่มีมาแต่กำเนิดกันแน่?
......ไม่ใช่
มันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
มักซิมิเลียนเข้าใจคู่ต่อสู้ของเขา และความเข้าใจนั้นทำให้เขามีความละเอียดรอบคอบ
ในความเห็นของสาธารณชน มีหลายคนที่อธิบายว่า 'เหตุการณ์ปราบปรามเกเนน' เป็นหายนะที่เกิดจากความหุนหันพลันแล่นของมักซิมิเลียน
อย่างไรก็ตาม มักซิมิเลียนที่ไค ฮัน รู้จักนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เขาไม่มีความหุนหันพลันแล่นเลย
ทุกการกระทำของเขามีพื้นฐานมาจากเหตุผล
ดังนั้น มักซิมิเลียนจึงรู้ทุกอย่างแต่ก็ยังทดสอบเขา เขานำทางให้ไค ฮัน ขุดคุ้ยบันทึกในอดีตของนายพลริกเตอร์
บางที มักซิมิเลียนอาจจะเป็นอะไรที่มากกว่าสิ่งที่คนทั้งทวีปนี้เชื่อว่าเขาเป็น.......
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูจากนายทหารคนสนิทดังขึ้น
ไค ฮัน เงยหน้าขึ้น
“เข้ามา”
นายทหารคนสนิทเดินเข้ามาและทำความเคารพ
“ท่านพันโทครับ เราควรเริ่มการเคลื่อนพลเมื่อไหร่ดีครับ?”
“.......”
เขามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ เมฆสีเทาลอยต่ำอยู่บนท้องฟ้า
“พายุหิมะกำลังจะมาในไม่ช้า”
แม้ว่าในภูมิภาคตอนกลางของจักรวรรดิจะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่เบอร์ตันยังคงถูกจองจำอยู่ในฤดูหนาว เมื่อพายุหิมะมาถึง ทัศนวิสัยจะถูกบดบัง รอยเท้าจะถูกปกคลุม และเสียงต่างๆ จะอู้อี้ลง มันเป็นสภาพอากาศที่สมบูรณ์แบบในการทำให้การลาดตระเวนของศัตรูไร้ประสิทธิภาพ
“เมื่อหิมะเริ่มตก ให้เตรียมการเปลี่ยนเส้นทางรถบรรทุกทหารทั้งหมดไปตามเส้นทางอ้อมผ่านภูเขา แต่ให้เคลื่อนพลด้วยกองกำลังขนาดเล็กแทน เราต้องทำให้พวกเขาเข้าใจผิด”
“......เข้าใจผิดหรือครับท่าน?”
นายทหารคนสนิทถามกลับ
“ใช่ ยังไงซะยานพาหนะก็ไม่สามารถเข้าไปในซอกเขาได้เพราะภูมิประเทศอยู่แล้ว ให้กองกำลังหลักลดสัมภาระลงให้เหลือน้อยที่สุดและเตรียมตัวให้พร้อม”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง กองกำลังหลักจะเดินทางผ่านซอกเขานั่นเอง
สีหน้าของนายทหารคนสนิทเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
“ครับ รับทราบครับ!”
เขารีบวิ่งออกไป
“เฮ้อ.......”
พันโทฮันใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อสงบจิตใจ และจู่ๆ ก็นึกถึงกระเป๋าที่มักซิมิเลียนยื่นให้เขา เงินโบนัสที่วางอยู่ข้างเท้า เขาเปิดซิปออก
ครืดดด
“......หือ?”
ไค ฮัน คิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ตกใจอะไรง่ายๆ เป็นคนที่ค่อนข้างทื่อๆ ด้วยซ้ำ เพราะยังไงซะ ความเยือกเย็นก็เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บัญชาการ
แต่เพียงแค่กระเป๋าใบนี้ใบเดียวก็ทำลายความเยือกเย็นของเขาจนย่อยยับ ดวงตาของเขาแทบจะถลนออกมา
“นี่มันมากเกินไป.......”
มากเกินไปจริงๆ
เขายังใช้เงินกองทุนปฏิบัติการที่ได้รับครั้งก่อนไม่หมดเลยด้วยซ้ำ แต่เงินนี่กลับมากกว่าจำนวนนั้นหลายเท่าตัวนัก
***
ห้องนั่งเล่นของกองทหารประจำการเบอร์ตัน อัศวินปีศูนย์ รอยซ์ และ แดร์ ทัน กำลังเดินทอดน่องอยู่ข้างในโดยเอามือไพล่หลังโดยไม่มีเหตุผลเป็นพิเศษ
“จงรักภักดี!”
"อา ใช่ ทำได้ดีมาก"
“จงรักภักดี!”
“อืม ทำได้ดีมาก”
การได้รับการทำความเคารพมันรู้สึกดีกว่าที่คิดไว้ ท่าทางที่มีระเบียบวินัยของเหล่าทหาร จะพูดยังไงดีล่ะ การได้รับการปฏิบัติแบบนี้อาจจะเป็นเหตุผลที่เขาเลือกเป็นอัศวินก็ได้
“จงรักภักดี!”
“อืม ทำได้ดีมาก”
“เฮ้ ดูนั่นสิ”
แดร์ ทัน พยักพเยิดหน้า
ที่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่น ฮันนาห์กำลังเดินอย่างกระฉับกระเฉง โดยมีหนังสือเต็มวงแขน
“นั่นมันอะไรน่ะ?”
รอยซ์ก้าวเข้าไปขวางหน้าเธอ ฮันนาห์ชะงักแล้วเงยหน้ามองพวกเขา
“......สื่อการเรียนน่ะ”
“อุตส่าห์ดั้นด้นแบกของพวกนั้นมาถึงที่นี่เลยเหรอ? หึ”
แดร์ ทัน แค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน
ราวกับพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นสามัญชนยังไงอย่างงั้น
บอกตามตรง เขาเยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ
“แบกมาอะไรกันล่ะ? ที่นี่ก็มีห้องสมุดเหมือนกันนะ? ฉันยืมมาจากที่นั่นแหละ”
“......มีห้องสมุดด้วยเหรอ? ในที่ห่างไกลความเจริญแบบนี้เนี่ยนะ?”
รอยซ์ขมวดคิ้ว
“ช่าย~ มีสิ”
เสียงที่ค่อนข้างเป็นกันเองดังมาจากข้างหลัง มันคือลีออนนั่นเอง
ทั้งสามคนยืดหลังตรงโดยสัญชาตญาณ
ในบรรดาเด็กปีศูนย์ ลีออนเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในคนสนิทของมักซิมิเลียน เพราะแทบจะไม่มีใครกล้าเรียกมักซิมิเลียนว่า “มักซ์” เฉยๆ เลย
“เมื่อก่อนไม่มีหรอก แต่เห็นว่าพวกเขาเพิ่งสร้างขึ้นเพื่อสวัสดิการของทหารน่ะ มีกระทั่งคอมพิวเตอร์ที่นั่นด้วยนะ”
“โอ้ จริงเหรอครับ?”
“อืม แต่ดูเหมือนว่าจะมีแค่ระดับนายทหารขึ้นไปเท่านั้นที่ใช้ได้ ทหารธรรมดาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ”
คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ที่รวมเอาเทคโนโลยีวงจรมานาล่าสุดของจักรวรรดิไว้ด้วยกัน เป็นของที่มีราคาสูงมาก แม้แต่ภายในจักรวรรดิเองก็ตาม
และไม่น่าเชื่อว่าของแบบนั้นจะมีอยู่ที่ฐานที่มั่นชายแดนแบบนี้
"ตามฉันมา มักซ์เรียกพบพวกนาย"
ลีออนกวักมือเรียก ใบหน้าของทั้งสามคนแข็งทื่อด้วยความประหม่า
ลีออนนั้นเป็นคนสบายๆ แต่มักซิมิเลียนไม่ใช่
พูดตามตรงคือ เขาน่ากลัวมาก
「ห้องพัสดุ」
พวกเขาเดินตามลีออนมาจนถึงห้องพัสดุ มักซิมิเลียนนั่งรออยู่ข้างในเรียบร้อยแล้ว
เขาโยนเป้สะพายหลังให้
“เอาไป”
มองแวบแรกมันดูเหมือนเป้ธรรมดาๆ แต่ข้างในลึกจนมองไม่เห็นก้น
“มันคือเป้ขยายพื้นที่”
รอยซ์และแดร์ ทัน ยิ้มแห้งๆ
“อา ท่านครับ พวกเรานำอุปกรณ์ส่วนตัวมาแล้วครับ ดังนั้นพวกเราไม่จำเป็นต้องใช้ของหลวง–”
“นี่ไม่ใช่ของที่กองทัพแจก”
“......อะไรนะครัับ?”
ทั้งสองคนเอียงคอและตรวจสอบอุปกรณ์ชิ้นนั้น
“โอ้ โอ้?”
“โอ้!”
อาร์ติแฟกต์ที่มอบให้กับเด็กปีศูนย์น่าจะเป็นเป้ขยายพื้นที่ระดับสูงสุดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผลิตโดยสถาบันโลเรนโซ
บางครั้ง คนที่ไม่คุ้นเคยกับเวทมนตร์อาจเข้าใจผิดว่าเป้ขยายพื้นที่คือถุงมิติอนันต์อะไรทำนองนั้น แต่ในความเป็นจริง มันเป็นเพียงไอเทมที่ใช้มานาเพื่อขยายช่องว่างระหว่างอนุภาคเท่านั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ปริมาตรจะเพิ่มขึ้นสองถึงสามเท่า แต่มวลจะไม่ลดลง
ถึงอย่างนั้น มันก็มีราคาแพงมากจนทหารเกณฑ์ไม่กล้าแม้แต่จะฝันว่าจะได้เป็นเจ้าของ
"เติมให้เต็มแล้วเอากลับมา"
“ครับท่าน!”
การเลือกสิ่งของที่จะเติมลงในเป้ใบนั้น ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความสามารถของผู้ใช้เช่นกัน
.......
ห้องพัสดุที่ฐานทัพเบอร์ตัน
ลีออนลูบคลำเป้ของเขาขณะที่ถามขึ้น
“มักซ์ ไม่พอใจพวกนั้นเหรอ?”
“อะไรนะ?”
“ฉันหมายถึงพวกเขาน่ะ เด็กปีศูนย์พวกนั้น เราเห็นพวกเขาผ่านไปผ่านมาที่เอ็มไพร์พอยต์สองสามครั้งใช่ไหม?”
รอยซ์ แดร์ ทัน ฮันนาห์
ไครอนจงใจจัดกลุ่มนี้มาเพื่อการปฏิบัติการในครั้งนี้
“เปล่า”
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูเหมือนว่าพายุหิมะกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
“เปล่า? งั้นนายก็ชอบพวกเขาเหรอ?”
“ใช่”
รอยซ์ แดร์ ทัน แน่นอนว่าพวกเขาเป็นพวกขุนนางที่ถูกสปอยล์จนเคยตัว คอแข็งจนเกินไป และส่งกลิ่นอายของอภิสิทธิ์ชนออกมา
แต่พวกเขามีศักยภาพสูง เป็นพวกประเภทที่ในจักรวรรดิที่ล่มสลาย จะต่อสู้กับผู้รุกรานจนถึงที่สุดและถูกประหารชีวิต เป็นพวกที่จะไม่มีวันทรยศต่อจักรวรรดิ
ฮันนาห์ที่เป็นสามัญชน อันที่จริงเธอมีพรสวรรค์มากกว่าสองคนนั้นเสียด้วยซ้ำ
“ฉันชอบพวกเขา”
“......ผิดคาดแฮะ”
“พวกเขาทำให้ฉันนึกถึงตัวเองในอดีตน่ะ”
ฉันยิ้มออกมาเล็กน้อย
สมัยที่ฉันยังไม่บรรลุนิติภาวะ อวดดี และมองโลกเป็นเรื่องง่ายๆ ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความผูกพันที่แปลกประหลาดนี้
ทันใดนั้น พวกปีศูนย์ก็กลับมาพร้อมกับเป้ที่อัดแน่นจนเต็ม
“พวกเราพร้อมแล้วครับ!”
เสียงของทุกคนเปี่ยมไปด้วยพลัง
ฉันกวักมือเรียกพวกเขา
“เปิดมันให้หมด”
“เอ่อ...... อะไรนะครัับ?”
"ตรวจอุปกรณ์"
พวกเขาดูสับสนอย่างมากกับคำพูดของฉัน
ก็นะ ปกติอัศวินจะไม่โดนตรวจข้าวของส่วนตัวหรอก
“ฉันบอกให้เปิด”
“อา...... ครับท่าน”
รอยซ์เปิดกระเป๋าของเขาก่อน ขณะที่เขาเริ่มหยิบของออกมาทีละชิ้น มันดูน่ารำคาญ ฉันเลยคว้ามันมาเทของทั้งหมดออกมาเอง
เคร้งงง
“.......”
ไวน์ชั้นเลิศหนึ่งขวด, ซิการ์, ชุดนอนผ้าไหมสำรอง, ช็อกโกแลตพรีเมียม, เสบียงฉุกเฉิน, ไฟฉายหินมานา... ดูเหมือนเขาจะมาปิกนิกมากกว่า
“ทิ้งทุกอย่างไปให้หมด ยกเว้นช็อกโกแลตกับเสบียงฉุกเฉิน”
“ค-ครับ? อา คือว่า นี่มันของของผม─”
“ฉันบอกให้ทิ้ง”
“......ครับท่าน”
รอยซ์ก้มหน้ายอมรับ
คนต่อไปคือแดร์ ทัน
เขาไม่ได้ต่างกันมากนัก เขามีชุดนอนผ้าไหมอีกชุดหนึ่งด้วย
ให้ตายสิ พวกนายเป็นอะไรกับชุดนอนนักหนาเนี่ย?
“เผาชุดนอนพวกนี้ทิ้งให้หมด”
“อา ท่านครับ... ผมนอนไม่หลับถ้าไม่มีมัน......”
แดร์ ทัน เม้มริมฝีปากด้วยใบหน้าที่เหมือนจะร้องไห้
"นายยังคิดว่าตัวเองอายุ 19 ปีอยู่หรือเปล่า?"
"อะไรนะครัับ? อา ใช่ครับ ผมอายุ 19 ปีแล้ว......."
“อะไรนะ?”
ฉันปรายตามองลีออน ลีออนยิ้มแห้งๆ
"ถ้านับตามวันเกิดละก็~ ฉันเดาว่าเขายังไม่ครบ 20 น่ะ"
"หึ"
นี่แหละคือเหตุผลที่สังคมขุนนางถึงได้ล่มสลาย
“......แค่เผาพวกนี้ทิ้งไปก่อนซะ”
ฉันส่งชุดนอนผ้าไหมเจ้าปัญหานั่นให้ลีออน
“ได้เลย”
สุดท้าย ฉันคว่ำกระเป๋าของฮันนาห์ลง ส่วนใหญ่เป็นอาหาร และมีเวชภัณฑ์กับอุปกรณ์สำหรับกรณีฉุกเฉินในปริมาณที่เหมาะสม
ตุ้บ
แต่แล้ว บางอย่างที่ใหญ่ กลม และมีสีเขียวก็กลิ้งออกมาจากกระเป๋าของเธอ
มันคือผัก
กะหล่ำปลี
“.......”
ตุ้บ ฉันจ้องมองกะหล่ำปลีสามหัวที่กลิ้งไปมา
ตุ้บ คราวนี้เป็นหัวที่สี่
พวกมันสดมากจริงๆ
“ทำไมถึงมีกะหล่ำปลีเยอะขนาดนี้?”
“......ขอโทษค่ะ”
ฮันนาห์ก้มหัวลง
“ฉันถามว่าทำไม”
“เพราะฉันชอบกะหล่ำปลีค่ะ.......”
คิ้วของฉันขมวดเข้าหากันในทันที
"รู้ไหมว่าจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของอัศวินคืออะไร? รถถัง? ปืนใหญ่? เวทมนตร์? ไม่ใช่"
กร๊อบ!
ฉันขยำกะหล่ำปลีด้วยมือเดียว ใบของมันแตกกระจายและเศษผักกระเด็นไปทั่ว
“กะหล่ำปลีของฉัน......”
ความสิ้นหวังแผ่ซ่านอย่างรวดเร็วในดวงตาของฮันนาห์
“ความหิว”
ฉันปัดเศษกะหล่ำปลีที่ขาดวิ่นออกแล้วพูดต่อ
"อัศวินใช้ทั้งมานาและพละกำลังไปพร้อมๆ กัน นั่นหมายความว่าเราต้องการเชื้อเพลิงมากพอๆ กับรถถัง"
การฝึกซ้อมกับการรบจริงนั้นต่างกันมาก ไม่ว่าการฝึกจะเข้มข้นแค่ไหน มันก็ไม่สูบพลังงานเท่ากับการรบจริง ในสนามรบ มานาจะถูกรักษาไว้ในสภาวะที่ตื่นตัวสูงมาก
ดังนั้น ยิ่งภารกิจยืดเยื้อเท่าไหร่ อัศวินก็ยิ่งต้องเติมแคลอรีอย่างต่อเนื่องมากขึ้นเท่านั้น
“ฉันให้เวลาสามสิบนาที”
ฉันบอกพวกเขา
"ไปเติมมาใหม่ซะ"
.......
โรงอาหารที่ฐานทัพเบอร์ตัน
อัศวินทั้งสามคนกำลังเตรียมอาหาร พวกเขาใช้ความคิดกับมันพอสมควร
เริ่มจากละลายเนยจำนวนมากลงในหม้อ จากนั้นก็ละลายน้ำตาลลงไป แล้วสับเนื้อให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อเพิ่มความเข้มข้น มันคือ 'ระเบิดโภชนาการ' ที่เป็นเสบียงถนอมอาหารชั้นยอดตามที่ระบุไว้ในหนังสืออ้างอิงเรื่องอาหารในห้องสมุด
“เฮ้ มั่นใจนะว่าไอ้นี่มันจะใช้ได้? เราจะไม่ตายตอนกินไอ้นี่เข้าไปใช่ไหม?”
รอยซ์และแดร์ ทัน ถามขึ้น ส่วนฮันนาห์กำลังหั่นกะหล่ำปลีใส่ลงในหม้อของตัวเองและตอกกลับอย่างรำคาญ
“ให้ตายเถอะ ต้องให้บอกกี่ครั้งเนี่ย? มันใช้ได้แน่นอน”
“ถ้ามันใช้ไม่ได้ ฉันจะให้นายกินก่อนคนแรกเลย”
ฉับ ฉับ
พวกเขารอให้ส่วนผสมที่เหนียวข้นนั้นเย็นลง แบ่งใส่ภาชนะ และแพ็กใส่เป้อย่างเป็นระเบียบ
จู่ๆ ฮันนาห์ก็ลูบคลำเป้ของเธอ
"......แต่เป้ขยายพื้นที่นี่มันดีจริงๆ นะ"
มันดูเหมือนหนังแต่กลับแข็งแกร่งเหมือนโลหะ และยังมีน้ำหนักเบาอีกด้วย มันคงจะเป็นผ้าที่ผ่านกระบวนการพิเศษด้วยมานาละมั้ง
"อา~ ฮันนาห์ นี่เธอเพิ่งเคยเห็นของแบบนี้ครั้งแรกเหรอ?"
“ใช่แล้วไงล่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบที่ทื่อๆ ของฮันนาห์ รอยซ์ก็ยักไหล่
“บอกตามตรง ฉันเองก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเหมือนกัน มันดีกว่าใบที่ฉันเคยใช้ประจำตั้งเยอะ”
"......อะไรนะ"
แกร็ก แกร็ก ฮันนาห์รัดหัวเข็มขัดเป้ของเธอ
“ของชิ้นนี้... เราต้องคืนหลังจากจบภารกิจใช่ไหม......?”
“ก็แน่อยู่แล้ว เธอคิดจะเก็บไว้เองเหรอ? ดูสิ มันน่าจะมีมูลค่ามากกว่า 300,000 เลยนะ”
“ส-สามแสน!?”
ดวงตาของฮันนาห์เบิกกว้าง แดร์ ทัน หัวเราะและส่ายหัว
“ต่างกันจริงๆ ต่างกันลิบลับเลย~ เป็นเพราะเธอโตมาแบบไม่มีอะไรหรือเปล่า? ถึงได้อยากเก็บของแบบนี้ไว้ ถ้าทำแบบนั้นเธอติดคุกแน่ นี่คือเหตุผลที่พวกสามัญชนชอบยักยอกของกันบ่อยๆ ใช่ไหม?”
“อา บัดซบจริงๆ หุบปากไปเลยได้ไหม?”
“ว้าววว~ ในเมืองหลวง การบอกให้ขุนนางหุบปากน่ะจะทำให้เธอโดนปรับทันทีเลยนะ คราวนี้ฉันจะปล่อยไปก่อนละกัน”
ในตอนนั้นเอง ลีออนก็เคาะเคาน์เตอร์โลหะจากทางด้านหลัง
“เหล่าอัศวิน ใกล้หมดเวลาแล้วนะ~”
“อา ครับ/ค่ะ!”
พวกเขารวบรวมเสบียงและไปยืนต่อหน้ามักซิมิเลียนใน「ห้องพัสดุ」
มักซิมิเลียนเทของในเป้ออกมาตรวจสอบอีกครั้ง
"......คราวนี้ก็เตรียมตัวให้พร้อม"
เขาพยักหน้าอย่างพอใจแล้วลุกขึ้นยืน
"เราจะแยกกันปฏิบัติการกับกองกำลังหลัก"
***
ฟิ้ววววววววววววว───!
เหนือซอกเขาเบอร์ตัน พื้นดินถูกกวาดผ่านด้วยพายุหิมะที่หนาวเหน็บเข้าถึงกระดูก
ทัศนวิสัยพร่ามัวเป็นสีขาวโพลน และเสียงลมทำให้อื้อไปหมด
“ทุกคนได้ยินเสียงฉันไหม?”
ฉันถามพร้อมกับกดมือที่ใบหู
─ลีออนครับ ได้ยินชัดเจน
─ครับ รอยซ์ครับ ได้ยินชัดครับ
─แดร์ ทัน ครับ เหมือนกันครับ
─ฮันนาห์ค่ะ ได้ยินค่ะ
นี่ก็เป็นอุปกรณ์สื่อสารที่พัฒนาโดยสถาบันโลเรนโซเช่นกัน โดยสวมไว้ที่หู มันใช้หินมานาที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด ทำให้คลื่นมานาไม่ได้รับผลกระทบแม้ในพายุหิมะ แต่ละเครื่องมีมูลค่ามากกว่า 300,000
พวกเรายืนอยู่บนสันเขาที่สูงที่สุดของซอกเขา ด้านล่างคือซอกเขาที่คดเคี้ยวราวกับงู อีกไม่นาน หน่วยองครักษ์ของไค ฮัน ก็จะเดินเท้าเข้ามาทางนั้น
“เฮ้อ.......”
ฉันหลับตาลงครู่หนึ่งแล้วลืมตาขึ้น
สูตรที่สองของเอเบนโฮลทซ์ (Ebenholtz Second Formula) การประสานมานา
ฉันรวมมานาไว้ที่เส้นประสาทตา รูม่านตาของฉันเปลี่ยนเป็นสีเงิน และโลกที่อยู่เหนือพายุหิมะก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนภาพความร้อนขาวดำ บนยอดเขา ท่ามกลางโขดหินและหิมะ มีร่องรอยความร้อนเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ หน่วยลาดตระเวนของศัตรูนั่นเอง
─นี่คือไค ฮัน กองกำลังหลักกำลังเข้าสู่ซอกเขาแล้ว
เสียงของไค ฮัน ดังขึ้นในหูของฉัน
“ยืนยันการเข้าสู่พื้นที่ของกองกำลังหลัก เราจะดำเนินการต่อไปโดยรักษาระยะให้สอดคล้องกับพวกเขา”
─ครับ รับทราบแล้ว
─ครับท่าน!
─ยืนยันค่ะ
ฉันชักดาบออกมา
หัวใจสำคัญของภารกิจนี้เรียบง่ายมาก นั่นคือการกำจัดหน่วยลาดตระเวนที่ประจำการอยู่ในซอกเขา เพื่อไม่ให้พวกเขากลับไปรายงานกองกำลังหลักได้
“ฉันจะสรุปตำแหน่งของศัตรูให้ฟัง”
ฉันระบุตำแหน่งของศัตรูและเคลื่อนที่ผ่านพายุหิมะ
ฉัวะ──!
ทุกครั้งที่ดาบยาวของฉันตวัดผ่าน เลือดสีแดงสดก็สาดกระเซ็นและถูกพายุสีขาวกลืนกินไปอย่างรวดเร็ว กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปอย่างเงียบเชียบที่สุด
เสียงต่างๆ เลือนหายไป และไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องเพียงครั้งเดียวที่ดังออกมา
.......
──ผ่านไป 56 ชั่วโมง
หน่วยองครักษ์ที่นำโดยพันโทไค ฮัน เดินทัพฝ่าซอกเขามาได้อย่างต่อเนื่อง
“นั่นไง! ผมเห็นบ้านคนแล้ว!”
เมื่อมีเสียงตะโกนจากหน่วยหน้า ทหารทุกคนก็เงยหน้าขึ้น
ท่ามกลางพายุหิมะ เค้าโครงลางๆ ของหมู่บ้านแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้น มันคือหมู่บ้านชายแดนของอาณาจักรเซอร์ฟา มีบ้านไม้เก่าๆ กระจัดกระจายอยู่ มีควันลอยออกมาจากปล่องไฟ วัวกำลังเล็มหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าอย่างสบายอารมณ์ มันเป็นทัศนียภาพชนบทที่สงบสุข แต่เหล่าทหารได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว ลมหายใจของพวกเขาหอบถี่ ขาสั่นเทา
“เฮ้อ.......”
ไค ฮัน ถอนหายใจอย่างโล่งอก
กลยุทธ์ของมักซิมิเลียนถูกต้องแล้ว ไม่มีการซุ่มโจมตี และพายุหิมะก็ได้ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังชั้นยอดสำหรับการเดินทัพของกองกำลังหลัก
“เราต้องพักผ่อนกันก่อน”
การนำกองทหารที่เหนื่อยล้าไปสูเมืองหลวงโดยตรงคงไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย พวกเขาต้องการอาหารและสถานที่เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น
“ทหารทุกหน่วย ตั้งค่ายที่ชานหมู่บ้านและรอคำสั่ง! ตื่นตัวไว้เสมอ!”
ไค ฮัน และนายทหารคนสนิทเดินเข้าไปที่บ้านหลังที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งติดกับฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่
ก๊อก ก๊อก
“มีใครอยู่ไหม?”
ประตูแง้มออกเล็กน้อย และดวงตาที่เต็มไปด้วยความระแวงและตึงเครียดคู่หนึ่งก็มองมาที่พวกเขา หลังจากยืนยันว่าเป็นเครื่องแบบของจักรวรรดิ ประตูก็ถูกปิดกระแทกลงทันที
ปัง เสียงสลักประตูดังมาจากข้างใน
“ดูเหมือนว่า...... เครื่องแบบของเราจะไม่ค่อยเป็นที่ต้อนรับที่นี่สักเท่าไหร่”
ในขณะที่นายทหารคนสนิทกำลังยิ้มแห้งๆ
──สวบ สวบ
เสียงฝีเท้าบนหิมะใกล้เข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น?”
นั่นคือมักซิมิเลียน หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจบนยอดเขา เขาก็เพิ่งจะกลับมาสมทบกับพวกเขา
"......ท่านอัศวินครับ ชาวบ้านปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ─"
ก๊อก ก๊อก
มักซิมิเลียนเคาะประตูแทนคำตอบ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเปิดปากพูด
"ฉันขอเตือนพวกแกนะ"
ดวงตาของพันโทไค ฮัน เบิกกว้าง มักซิมิเลียนเพิ่งจะพูดเป็นภาษาเซอร์ฟา ไม่ใช่ภาษาของจักรวรรดิ
“ถ้าไม่เปิดประตูตอนนี้ พวกแกตายแน่”
ถึงแม้จะไม่เข้าใจคำพูดทั้งหมด แต่โทนเสียงนั้นชัดเจนมาก
มันคือการขู่
──ก๊อก ก๊อก
"3"
เขาเคาะขณะที่นับถอยหลัง
"2"
ก่อนที่เขาจะพูดคำว่า “1” ประตูก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดและแง้มออกเล็กน้อย
มักซิมิเลียนยื่นมือออกไปและออกแรงกระชากประตูให้เปิดกว้างขึ้น
──โครม!
ประตูหลุดออกจากบานพับและล้มลงเสียงดังโครมคราม น็อตและบานพับร่วงกราวลงบนพื้น ข้างในนั้น สมาชิกในครอบครัวพากันอุทานออกมาด้วยความหวาดกลัว
“ยินดีที่ได้รู้จัก”
มักซิมิเลียนยิ้มและก้าวเข้าไปข้างใน ห้องนั้นมีครอบครัวหนึ่งอยู่ด้วยกันเจ็ดคน มีแม้กระทั่งเด็กเล็กๆ สามคน
หัวใจของไค ฮัน เต้นระรัว พวกเขาได้ลดสัมภาระลงเพื่อให้ข้ามซอกเขาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการอาศัยเสบียงในท้องถิ่นผ่านการเกณฑ์จึงเป็นเรื่องปกติ แต่ถึงอย่างนั้น...
“พวกเราคือกองกำลังบรรเทาทุกข์จากจักรวรรดิ ทหารของเรากำลังหิวโหยหลังจากการเดินทัพอันยาวนาน”
มักซิมิเลียนมองไปรอบๆ ห้องอย่างช้าๆ ขณะที่เขาพูด
“ขายวัวในฟาร์มของพวกแกมาให้เราซะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่
อึก หัวหน้าครอบครัวที่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รวบรวมความกล้าและส่ายหัว
"......นั่นเป็นไปไม่ได้ วัวพวกนั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัวเรา ผมไม่สามารถขายให้ได้จริงๆ—"
“ครอบครัว แม้แต่ครัวเรือนเล็กๆ แบบนี้ก็ยังเรียกตัวเองว่าครอบครัวสินะ”
“.......”
ฟุ่บ─ มักซิมิเลียนล้วงมือเข้าไปในเสื้อโค้ท ครอบครัวนั้นพากันสะดุ้งและถอยหนี
สิ่งที่ปรากฏออกมาในมือของเขาคือสมุดเช็ค
“มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ หรอก”
มักซิมิเลียนเขียนตัวเลขลงไปด้วยปากกาหมึกซึมแล้วฉีกเช็คใบนั้นออกมา
“ถ้ามีวัวตัวไหนที่แกผูกพันเป็นพิเศษ เราจะไม่แตะต้องตัวนั้น แต่เราจะซื้อส่วนที่เหลือทั้งหมด”
ฟึ่บ เขาวางเช็คลงบนโต๊ะ ชายคนนั้นหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ทันทีที่เขาเห็นจำนวนเงิน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
มันเป็นภาพที่คุ้นตาสำหรับพันโทไค ฮัน
“น-นี่มัน......”
"ถ้าแกมีปัญหาในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนละก็"
มักซิมิเลียนเสริมด้วยน้ำเสียงที่ใจดี
“มันน่าจะมีมูลค่าประมาณ 1.3 พันล้านเซนต์ ในหน่วยเงินของเซอร์ฟาน่ะ”
เงินหนึ่งล้านดอลลาร์จักรวรรดิ มีค่าเท่ากับ 1.3 พันล้านเซนต์เซอร์ฟา
มันคงจะเป็นจำนวนเงินที่เหนือจินตนาการสำหรับหมู่บ้านแบบนี้
“มันคือคำขอบคุณจากจักรวรรดิที่มีต่อชาวบ้านที่ต้อนรับกองทัพจักรวรรดิ”
“อา......”
“มันน่าจะเพียงพอสำหรับสร้างมรดกของครอบครัวที่เหมาะสมต่อจากนี้ไปนะ”
เช็คในมือของหัวหน้าครอบครัวสั่นไหว รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
มักซิมิเลียนมองเขาครู่หนึ่ง แล้วหันไปพยักหน้าให้พันโทไค ฮัน
“ก่อนอื่น ให้อาหารพวกทหารซะ”
ไค ฮัน พยักหน้า พลางซ่อนรอยยิ้มเอาไว้
“......ครับ รับทราบครับ”
มักซิมิเลียนไม่ได้ขูดรีดพลเรือน หากบางอย่างมีความจำเป็นจริงๆ เขาจะจ่ายเงินให้มากกว่ามูลค่าของมันอย่างแน่นอน เขายังคงรักษาศักดิ์ศรีของเขาไว้และไม่เคยสูญเสียมารยาทเลย
อาจจะเป็นเพราะการปล้นชิงนั้น เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับฐานะของขุนนางละมั้ง......
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.